321203 การปฏิบัติธรรม อยู่ที่ไหน ตอนที่ 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
321203 การปฏิบัติธรรม อยู่ที่ไหน ตอนที่ 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก | คำศัพท์อโศก
การปฏิบัติธรรม อยู่ที่ไหน ตอนที่ 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2532
เมื่อวานนี้ อาตมาได้เทศน์ถึงเรื่องว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ปฏิบัติกันที่ไหน ( 321202 ตอนที่ 1 ) วันนี้ก็จะขยายความเพิ่มเติมอีกในเรื่องนี้ สรุปเมื่อวานนี้ อาตมาได้เน้นแล้วว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ปฏิบัติธรรมที่ตัวเรา เราอยู่ที่ไหน เราก็ปฏิบัติธรรมที่นั่น จะประกอบกรรมการงาน จะมีอิริยาบถอย่างไรอยู่ก็ปฏิบัติธรรมได้ทุกอย่าง นี่ตามทฤษฎีมรรคองค์แปดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรานะ ทุกวันนี้เราใช้ไม่เป็น ศาสนามันเพี้ยน
การปฏิบัติธรรมของชาวพุทธที่เพี้ยนไปเป็นแบบเดียรถีย์ : ศาสนาพุทธนี่แหละมันเพี้ยนมันเลอะเทอะไป การปฏิบัติธรรมก็ไปเน้นเอาปฏิบัติธรรมต้องไปนั่งหลับหูหลับตา ต้องไปหาสถานที่ บอกว่า “เสนาสนสัปปายะ” ก็ไปบอกว่า จะต้องไปหาเลือกที่ที่มันเงียบๆ ที่มันสงบๆ มันก็มีส่วนถูกนะ แต่มันถูกไม่จริง สงบของเขาก็คือที่ที่ไม่มีผู้ไม่มีคน แล้วก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรที่มันเป็นเสียงโลกๆอะไรมากมาย เลยไม่รู้โลก หนักเข้าหลับตา หลับหู ที่ว่าหลับหู ที่ว่าไม่ได้เอาอะไร ไปปิด ตัดเสียงทางตา ตัดเสียงทางหู ตัดเสียงทางทวารทั้งหก นั่งหลับดับไปอย่างนั้นนะ ซึ่งเป็นลัทธิฤาษี ลัทธิของเดียรถีย์ ของอะไรที่เขาทำมาก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติ เยอะแยะไปที่เขาเรียนวิธีนี้ พระพุทธเจ้าเคยเรียนกับอาฬารดาบส อุทกดาบส ไปนั่งหลับตาทำฌาน ฌานแบบนี้ใครเขาก็รู้ ฌานหรือสมาธิแบบนั่งหลับตานี้ ใครๆ ก็รู้ ก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติ มีมาก่อน สมัยพระพุทธเจ้าก็ยังมีอยู่ แล้วพระพุทธเจ้าก็เรียนรู้ แ
อ่านต่อ
ล้วพระพุทธเจ้าก็ให้พวกเราได้ฝึกหัดเหมือนกัน ฝึกหัดบ้าง แต่ไม่ใช่วิธีการของพุทธทั้งหมดหรือไม่ใช่วิธีการสำคัญของพุทธ
การปฏิบัติธรรมของพุทธ : วิธีการสำคัญของพุทธนั้น มรรคองค์ 8 หรือ โพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งเราก็พูดกันซ้ำซากนะ วันนี้จะไม่ขยายรายละเอียดพวกนี้นัก นั้นวิธีการของพุทธที่แท้จริง แล้วปฏิบัติกันที่ไหนก็ได้ จะอยู่ในกรุงในเมืองนี่ก็ได้ โดยมี “สัปปายะ 4” จะขยายสัปปายะ4 ให้ฟังมากหน่อย สัปปายะ 4 : สัปปายะ 4 มี (1) เสนาสนสัปปายะ (2) บุคคลสัปปายะ (3) อาหารสัปปายะ และก็มี (4) ธรรมสัปปายะ “สัปปายะ” นี่มาเป็นภาษาไทยเราเรียกว่า “สบาย” ทีนี้สบายทุกวันนี้คำว่า สบาย มันเป็นเรื่องกิเลส สบายๆ ตามใจเราชอบ ที่ว่า “ใจ” ที่จริง ไม่ใช่ใจหรอก “กิเลสมันเป็นเจ้าเรือน สบายใจตามกิเลสของเรามันบงการ” นั่นเอง เพราะฉะนั้นกิเลสมันอยากจะเป็นอย่างไร มันอยากได้อะไร มันอยากเป็นอย่างไร มันก็เอาตามที่มันพอใจ มันได้บำเรอสมใจมัน มันก็เอา นั่นแหละคือเขาแปลว่าสบาย นี่ภาษาไทยมันเสียตรงนี้ ที่จริงคำว่า “สบาย” มันไม่ใช่อย่างนั้น ภาษาบาลี “สัปปายะ” แปลว่าเจริญ หรือแปลว่าเกิดคุณค่าประโยชน์ ประกอบประโยชน์ ประกอบคุณค่า สัปปายะนี่แปลว่าประกอบประโยชน์หรือประกอบคุณค่า ประกอบกำไรและต้องเป็นกำไรที่แท้จริงนะ เป็นกำไรอริยะนะ เอาละ! คำว่า “กำไร” พูดแล้วไม่รู้เรื่อง พูด “ประโยชน์” ดีกว่า พูด “คุณค่า” ดีกว่านะ “สัปปายะ” แปลว่าประกอบคุณค่า ประกอบประโยช่น์ นั่นเรียกว่า “สบาย”
เสนาสัปปายะ : เพราะฉะนั้น เสนาสนะสัปปายะ ก็คือสถานที่หรือสิ่งแวดล้อม ที่มันประกอบประโยชน์ ประกอบคุณค่าได้มาก อย่างพุทธสถานสันติอโศกนี่ประกอบประโยชน์ ประกอบคุณค่าได้มาก ได้มากเชื่อไหม? ไม่เชื่อก็ได้ ไม่เป็นไรนะ ไม่เชื่อก็ไม่ว่านะ แต่ใครมาดู มาเห็น มาเข้าใจเถอะ มาสัมผัสเถอะ เป็นเสนาสนะ เป็นสิ่งแวดล้อม มีทั้งที่อยู่ ที่พัก ที่กิน ที่นอน ที่ทำงาน อยู่ในนี้เสร็จ
บุคคลสัปปายะ : และในเสนาสนะสัปปายะนี่ประกอบไปด้วยบุคคล มีบุคคลที่เป็น สัตบุรุษ มีบุคคลที่เป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีทั้งสัตบุรุษ มีทั้งบัณฑิต เราได้เข้าใกล้บัณฑิต ดีไหม? พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลอันอุดม มีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ดีไหม? ดี เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ (ดู ทั้งหมดของพรหมธรรย์ 3 ในภาคผนวก) บุคคลสัปปายะที่เราควรเข้าไปคลุกคลี : มีบุคคลสัปปายะ คือคนดี บุคคลตั้งแต่กัลยาณชน ไปจนกระทั่งถึงอริยบุคคล จนกระทั่งถึงบัณฑิต จนกระทั่งถึงสัตบุรุษ มีคนอย่างนี้อยู่ คลุกคลีเกี่ยวข้องคนอย่างนี้ ไม่เสีย พระพุทธเจ้าท่านสอนจงคบหาและจงคบคุ้น เข้านั่งใกล้ เข้าเงี่ยโสตสดับ เข้ารับใช้ เข้าศึกษา ปฏิบัติอบรม อย่าห่างครูอาจารย์ด้วยซ้ำ (ดู ปุณณิยสูตร ในภาคผนวก)
อสังสัคคะ ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น การบรรยายทุกวันนี้บอกว่า อย่าคลุกคลีเกี่ยวข้อง ไม่ชัด ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องใคร? คนพาล คนพาลแปลว่าคนโง่ คนโง่ คนอวิชชา คนขี้เกียจขี้คร้าน คนที่มีทุจริตอกุศล อย่างนี้ถ้าเราอ่อนแอ เราเข้าใกล้ไม่ได้ เพราะว่าเราเองเรารู้เท่าทันเขาไม่ได้ (ดู อสังสัคคกถา - กถาวัตถุ 10 ในภาคผนวก) เพราะฉะนั้น บุคคลจะพามีคุณค่ามีประโยชน์หรือสัปปายะ ก็ต้องเป็นบุคคลที่เป็นสัตบุรุษ เป็นบัณฑิต เป็นคนดี เป็นกัลยาณชนอย่างน้อย หรือเป็นอริยะ จะพาเราไปดี คลุกคลีเกี่ยวข้องไม่เสีย คำว่า “ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง” จึงจะต้องรู้ว่า ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องอะไร ถ้าไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องแปลว่า ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง ถ้าไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องอะไรก็กลางๆ ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องอะไรเลย อยู่คนเดียว มันก็เลยเถิดสุดโต่ง มันก็เลยกลายเป็นไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง อยู่แต่ผู้เดียว “อยู่แต่ผู้เดียว” ย้อนแย้งกับคำว่า มีมิตรดีสหายดี : ไอ้คำว่า “ผู้เดียว” นี่ก็ประหลาด อาตมาบอกว่า ไอ้อยู่แต่ผู้เดียวนี่ มันก็ค้านแย้งกับคำว่ามีมิตรดีสหายดีแล้ว หรือจะให้เข้านั่งใกล้ เข้าหาคบสัตบุรุษ เข้าหาสัตบุรุษ เข้านั่งใกล้สัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ซึ่งมีตั้งไม่รู้กี่สูตร กี่บท ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้คบสัตบุรุษ (ดู อาหารแห่งวิชชาและวิมุติ 9 ในภาคผนวก) ให้อยู่ใน “ปฏิรูปเทสวาโส” ท่านรู้ในสถานที่ที่มันมีอะไรต่ออะไรเป็นสิ่งแวดล้อมองค์ประกอบที่ดี ให้อยู่อย่างนั้นด้วยนะ แล้วอยู่อย่างนั้นไม่คลุกคลีได้อย่างไร เสร็จแล้วก็แหว่งไป เราก็ต้องเข้าใจในรายละเอียดพวกนี้ จะคบคุ้น จะคลุกคลี ก็ต้องคบคุ้นคลุกคลีให้รู้ชัดเจนเลยว่า ต้องคบคุ้นต้องคลุกคลีด้วยซ้ำ เอก เอกะ เอกี เอโก เอกส แปลว่า เป็นหนึ่งก็ได้ เป็นเลิศก็ได้ : ที่จริง “เอโก” ที่เขาแปลว่าอยู่แต่ผู้เดียว เอโก หรือ เอกส (อ่าน เอ-กะ-สะ) อะไรนี่ เอโก เอกี นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น เอกะ หรือเอโก เอกี มันแปลว่าผู้เดียวก็ได้ แปลว่าเป็นเลิศก็ได้ เป็นหนึ่งเด็ดเดี่ยว เป็นหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้น กระทำให้สำเร็จเป็นเลิศ เอกะ เอกี เอโก เอกส อะไรนี่ พอ ทำได้ ทำสำเร็จได้ด้วยตน ได้เป็นหนึ่ง เป็นยอด อะไรก็ได้ เขาไม่แปล เขาไปแปลอะไร ก็ไปแปล อยู่แต่ผู้เดียว ทำแต่ผู้เดียว บิณฑบาตแต่ผู้เดียว กินแต่ผู้เดียว อู้ย! ทำไมมันอย่างนั้นก็ไม่รู้ กินก็กินผู้เดียว อยู่ก็อยู่ผู้เดียว เดินก็เดินผู้เดียว ไปผู้เดียว มาผู้เดียว ทำไมมันถึงอ้างว้างว้าเหว่ ไม่อ้างว้างว้าหว่อยู่แต่ผู้เดียว แต่อบอุ่นด้วยมิตรดีสหายดี ฯ : ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่อ้างว้างว้าเหว่ไหม? อบอุ่นนะ ท่านตรัสว่า ศาสนาทั้งหมด มีมิตรดีสหายดี มีใช่ไหม? อ้าว! ถ้ามี แล้วอ้างว้างว้าเหว่ นี่มันสอดคล้องกับมีมิตรดีสหายดี สิ่งแวดล้อมดีไหม? ขัดแย้งแล้ว ถ้าหมายความว่า เราต้องมีมิตรดี สหายดี สิ่งแวดล้อมดี ไม่อ้างว้างว้าเหว่ แล้วคลุกคลีถูกต้อง เป็นบัณฑิต เป็นสัตบุรุษ เป็นกัลยาณชน หรือเป็นอริยชน มันไม่ขัดแย้ง ใช่ไหม? มีมิตรได้ อบอุ่นได้ แล้วก็ถูกต้องว่าคบบัณฑิต คบสัตบุรุษ มีกัลยาณชน มีมิตรดีด้วย ใช่ไหม? เห็นไหมนี่ รายละเอียดมันมีมาก เอก เอกี เอกโก เขาไปแปลกันแค่ความหมายเดียวว่า ผู้เดียว : ถ้าไปอธิบายกันแหว่งๆ อย่างนั้น มันจะอยู่คนเดียว กินคนเดียว นอนคนเดียว ขี้คนเดียว เยี่ยวคนเดียว เอาละ! ขี้คนเดียว เยี่ยวคนเดียวไม่ว่า คงไม่สนุกละขี้กันหลายคน เยี่ยวกันหลายคนคงไม่สนุกนะ อ้าว! ไหนท่านบอกนะ ท่านบอกว่า เอี้ยวแขนไกวขาไปมาอะไรคนเดียว บิณฑบาตคนเดียว กินคนเดียว อะไร เขาไปแปลจากคำว่า เอโก เอกี จากภาษาบาลีนี่ว่าคนเดียว ซึ่งอาตมาบอกว่า เป็นเลิศสิ กินก็กินอย่างเป็นเลิศ บิณฑบาตก็บิณฑบาตอย่างเป็นเลิศ บิณฑบาตอย่างได้มรรคได้ผล บิณฑบาตได้อย่างเป็นเอกเป็นหนึ่ง ก็ทับศัพท์ว่าเอกะ เอกี นี่แหละ เป็นหนึ่งซิ ไม่ได้หมายความแต่ผู้เดียว อาตมาพยายามแย้ง พยายาม เอ้อ! รู้บาลี เรียนบาลี นี่นั่งอยู่นี่ เปรียญ 8 ก็แปลจังเลย เอกี เอโก เอกส อะไรไม่รู้นี่ กำลังเรียนบาลีกัน ถึงขั้นผันอะไรต่างๆ นานานี่ อาตมาก็ไม่ได้รู้ด้วย ฟังแว่วๆ เท่านั้นเอง นี่ก็ยังไม่รู้ ผันถูกไม่ถูกนะ แต่เขาก็ผัน แล้วเขาก็แปลความไปตามเรื่องตามราวเหล่านั้น ซึ่งก็ต้องให้มันถูกบ้างสิ ไปแปลอย่างนั้นอยู่แต่ในความหมายอันเดียวว่า ผู้เดียว ๆ ผู้เดียว ๆ ไปหมด ก็เจ๊งพอดี มันไม่ได้หมายความเท่านั้นนะ นิยามของคำว่า เอกะ ไม่ได้แปลว่าแค่นั้นนี่นะ ใช่ไหม? (เสียงผู้ฟังตอบว่า ใช่ ) นี่เปรียญรับรองนะ ไม่ได้แปล ไม่ได้หมายความว่า หรือความหมาย หรือคำแปล หรือนิยามของมันแค่นั้นเมื่อไร ผู้เดียวที่ไหน ล่อผู้เดียวหมดเลย มันล่อ “ผู้เดียว” หมดเลย เลยกลายเป็นศาสนาอ้างว้างว้าเหว่ แล้วขัดแย้งอย่างที่อาตมาว่า มิตรดี สหายดี ให้คบบัณฑิต ให้อะไรต่ออะไรต่างๆ เข้านั่งใกล้ด้วย ไม่ใช่ให้ห่างด้วยซ้ำ ก็ค้านแย้งหมดซิ ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ค้านแย้งกันนะ สอดคล้อง เพราะฉะนั้น เราจะห่างคนชั่ว ห่างพาล ใช่ อย่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกับพาล กับความชั่ว ถ้าจะนั่งกินข้าว บิณฑบาต หรือกินอาหารนี่นะ กินกับบัณฑิตมันจะไปเสียหายอะไร ดีสิบัณฑิตจะได้สอนนะ กินให้มันดีก็แล้วกัน ให้มันเป็นเอกะ เอโก ให้ได้ ให้มันเป็นเลิศ เป็นหนึ่ง ให้มันสำเร็จ ไปกินให้มีอย่างที่เรียกว่า มีโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ กินอย่างมีสังวรสำรวม ( อปัณณกปฏิปทา 3 ) กินอย่างไม่เป็นทาสกิเลส กินอย่างมีทั้งความประณีตประหยัดเรียบร้อย ถูกต้องตามเสขียวัตรอะไรอีกต่างๆ นานา โอ้ย! มันก็ดีนะซิ อย่างนั้นเป็นเลิศเลย เป็นเอกเลย อย่างนั้นดี ได้แต่บอกว่า กินแต่ผู้เดียว อยู่แต่คนเดียว แหม! อาตมาละซึ้งจริงๆ เลยแปลกันอย่างนั้น เป็นอย่างไร ฟังดีๆ เป็นอย่างไร อาตมาดำน้ำพูดหรือเปล่า หา? เอาสัจธรรมมาพูดนะ เออ นี่ยกตัวอย่าง แม้แต่อธิบายเรื่องว่า บิณฑบาตแต่ผู้เดียว กินแต่ผู้เดียว อยู่แต่ผู้เดียว นอนแต่ผู้เดียว อะไรต่างๆ นานาไปหมด ทำงานทำการอะไรแต่ผู้เดียว มันไม่ต้องผู้เดียวหรอก เอกะ ไม่ต้องแปลแต่อย่างเดียวว่าผู้เดียว เพราะฉะนั้น บุคคลที่จะคลุกคลีเกี่ยวข้องนี่ ก็ต้องรู้อย่างนัยที่ว่านี่ เพราะฉะนั้นจะเป็นสัปปายะ บุคคลจะเป็นสัปปายะ มันต้องมีมิตรดี สหายดี มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี นี่ขอยืนยันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งนั้นนะ มีประโยชน์คุณค่าจริงๆ เราจะไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกับคนที่เป็นพาล คนที่มีกิเลสมาก ในกลุ่มชนที่คลุกคลียาก เราก็ต้องมีอินทรีย์พละ จะไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง ใครที่มีอินทรีย์พละก็ไปได้ หรือยิ่งเรามีมิตร มีสหาย มีเพื่อนไปด้วย เราจะไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกับที่ที่มัน แหม! สิ่งที่สัมผัสมันร้ายแรงนะ ดุเดือด เราก็มีเพื่อนช่วยบ้าง มีครูบาอาจารย์คอยระมัดระวังดูแลแนะนำด้วย มันก็รอด เอาละ! เราก็รู้ว่าจะไปคลุกคลีเกี่ยวข้องอย่างไร แค่ไหนอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น บุคคลสัปปายะต้องมีด้วย
เสนาสนสัปปายะ สถานที่สงบ : เสนาสนะมีสถานที่ ไม่ใช่เอาแต่ว่าสถานที่เงียบ ความสงบของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สงบคือเงียบอย่างเดียว มันอาจจะไม่เงียบด้วยซ้ำไป มีบทบาทการงาน นี่เห็นไหม! นี่มีเสียงพูด สัปปายะหรือเปล่าขณะนี้นี่ หา? เงียบ นี่พวกคุณไม่พูดกวน สงัด เงียบ ตอนนี้โอกาสของอาตมาพูด อาตมาบรรยาย คุณก็ฟังได้ดี ไม่สับสน ไม่มีอะไรรกหู ไม่มีอะไรสอดแทรก สบาย เงียบดี แต่เสียงที่พูดนี่ดังดี ชัดดี ให้สาระดี พูดได้มาก พูดได้เร็วด้วยนะ พูดคล่องด้วย อะไรต่างๆ นานา ก็ไม่เห็นจะผิดจากการสงบตรงไหนเลยนะ สงบอย่างฤาษีสุดโต่ง ต้องเงียบและหยุดนิ่ง : สงบพาซื่อก็หยุดพูด แบบฤาษีสุดโต่งนั้น สถานที่เงียบก็เงียบจนไม่มีเสียง ไม่ได้ยินอะไรเงียบ นิ่ง สงบ ก็คืออย่าดิ้น กางมือกางไม้ก็ไม่ได้ ขยับอะไรก็ไม่ได้ สงบจริง ถ้ามันมากเกินไป มันก็ไม่ดี สงบอย่างพุทธ มีเสียง มีความเคลื่อนไหวที่ก่อสาระประโยชน์ : มีสภาพแสดงสื่อนั่นนี่ มีมือมีไม้ มีการพูดการจา มีการขยับเขยื้อนโน่นนี่ อะไรต่ออะไรพอเหมาะพอดี มัชฌิมา ได้สัดได้ส่วนที่เป็นองค์ประกอบ ที่ประกอบไปได้สัดส่วนที่สื่อให้เราได้รู้ พูดไปบ้าง อะไรบ้าง ยกมือยกไม้บ้าง พยักเพยิดบ้าง มีหน้ามีตามีสีหน้าสีตาอะไร แล้วคุณก็เข้าใจได้ ได้ประโยชน์กับอันนั้น ไม่ใช่ทำด้วยอารมณ์ แต่ทำด้วยการปรุงสร้างที่รู้ว่า อย่างนี้เป็นองค์ประกอบที่มันทำให้สื่อชัดเจน จะมีรูป มีแสง มีสี มีเสียงอะไรก็ได้ ไม่เกินการ แต่อยู่ในเนื้อหาสาระพอใช้ได้ นี่ถ้าเราไม่รู้ว่าความสงบหรือความนิ่ง ความหยุดอะไรพวกนี้ มันขนาดไหนเรียกว่า พอดี พอเหมาะ มีคุณค่า ประโยชน์ กลายเป็นสภาพที่เลยเถิดนะ ธรรมสัปปายะ : พ่อครูเทศน์ปรุงสร้างเพื่อคนหลากหลายฐานะ หลายระดับภูมิธรรม : เพราะว่าแต่ละฐานะของแต่ละคนนี่ ญาณปัญญามันก็ยังไม่ดี กิเลสมันก็ยังมี มันไม่มีสีชวนใจเลย แหม! รับไม่ไหว มันเหี่ยวเหลือเกิน กลืนไม่ลง เสียงไม่มีน้ำเสียงเลย จืดมะรืดทึดเลย เย็นๆ ชวนหลับและเราก็ขี้ง่วงด้วย หลับเลยแน่ๆ ใช่ไหม? (พ่อครูใช้หลัก “สัปปุริสธรรม 7” ) เพราะฉะนั้น เราฐานะอย่างนี้ เออ! จะมานั่ง ถ้าพวกคุณดีนะ รื่นเริงในธรรมนะ จิตสูงเอาแต่สาระเลย ไม่ต้องไปมีสิ่งประกอบพวกนี้หรอกเรา ไม่ต้องเติมไปด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหรอก อู้ย! จับสาระได้ เราไม่ต้องอาศัยอิงอาศัยพวกนั้น ไม่ต้องมีอันนั้นเป็นกระสัยเลย ภูมิคุณสูงอย่างนี้นะ เทศน์อย่างนี้ให้คุณฟังคนเดียวก็ได้ ห้าคน หกคน ถ้าเป็นอย่างนี้ ภูมิอย่างนี้หมดเลยให้ฟังก็ได้ ไม่ต้องปรุงอะไรมากเขาก็ฟังได้ แต่นี่แต่ละคนนี่ ป.มูลบ้าง ป.อนุบาลบ้าง อะไรบ้าง มัธยมบ้าง อุดมกันบ้างนี่ พูดเอาแต่เนื้อๆ คนนี้ว่า จืดๆ ชืดๆ แต่คนนี้ทางโน้นหลับไปหมดแล้ว จะได้เรื่องเหรอ! มันก็ต้องปรุงกันขึ้นมา ให้ได้รับบ้างแต่ละฐานะ มีโน่นมีนี่ขนาดนี้ปรุงแต่งไป เอ้า! ตอนนี้เอาเย็นๆ หน่อย ตอนนี้เอาปรุงหน่อย ใส่รสหน่อย พออย่างนั้น พออย่างนี้ สลับสับเปลี่ยนไป ไม่ต้องตายตัว แต่ก็รู้ฐานะ ถ้าพูดกับคนในฐานะอย่างนั้น ควรจะทำอย่างนั้น พูดในคนหมู่กลุ่มอย่างนี้ควรจะพูดอย่างนี้ เอ้า! ก็ว่าไปนะ บางทีก็เขาถือสาบ้าง เราก็ เอา ถือสามาก เราก็ไม่ต้องไปทำอะไรมากนะ ถ้าไม่ถือสาก็พูดได้ แสดงอันโน้นอันนี้ให้มากมายขึ้นไป แล้วพวกเราก็ไม่มอมเมาด้วย รับได้นะ องค์ประกอบเท่านั้นเท่านี้ก็รับได้ สื่อชัดขึ้น เน้นน้ำเสียงหนักขึ้น แน่นขึ้น จริงจังขึ้น มันก็ชัดง่ายขึ้น ก็ดี อย่างนี้เป็นต้น
อาหารสัปปายะ : เพราะฉะนั้นในเสนาสนะ ในบุคคล ในธรรมะที่จะแสดงหรือ แม้แต่ในอาหารนี่กำลังปรุง ปรุงอาหาร อาหารนะที่ปรุงไปนี่ ธรรมะนี่เป็นอาหาร เป็นธรรมาหารก็ได้ เป็นอาหารธรรมดา อาหารทางธรรม พูดนี่เป็นอาหารทางธรรม อาหารที่จริงไม่มีหรอกธรรมาหาร ท่านไม่มีหรอก ท่านมี กวฬิงการาหาร มีผัสสาหาร มีมโนสัญเจตนาหาร มีวิญญาณาหาร (ดู อาหาร 4 ในภาคผนวก) พ่อครูปรุงอาหาร 4 ให้เป็นธรรมาหารแก่พวกเรา : อาหารทางธรรมนี่เป็นอาหารทางวิญญาณ เป็นอาหารที่มโนสัญเจตนา ที่เจตนา ที่พยายามสร้าง เป็นเจตนาสร้าง มโนสัญเจตนา กำหนดลงไป สร้างโดยกำหนดลงไปนะ มีเจตนาที่จะสร้าง กำหนดลงไปจากจิตจากใจ ให้มันเป็นสภาพขึ้นมา เพราะฉะนั้น จากเรากำหนดแก่เรา หรือเรากำหนดแก่ผู้อื่น มโนสัญเจตนา มุ่งหมายให้มันเกิดอะไร คุณค่าประโยชน์อะไร ต้องทำ ต้องปรุง ต้องสร้าง เสร็จแล้วคุณก็ไปเกิดผัสสะ ผัสสะแล้วคุณก็รับเอาเอง ทีนี้กรองเอาเอง พิจารณาเลือกเฟ้นเอาเอง วิเคราะห์วิจัยเอาเอง คุณก็ได้ผัสสะนั้นไป แล้วก็เป็นอาหารที่คุณกรองเอาไปเอง เป็นผัสสาหาร
กวฬิงการาหารอย่างสัปปายะ: กวฬิงการาหาร คืออาหาร นี่เดี๋ยวก็หม่ำแล้ว อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก อาหารคือคำข้าว ข้าวสุกขนมสด เป็นต้น ไม่ใช่อาหารคือคำข้าว คือข้าวกับแกงเนื้อ อย่างนี้ไม่ใช่นะ ไม่เคยมีในพระไตรปิฎก อาหาร กวฬิงการาหาร ข้าวสุก ขนมสด ยกตัวอย่างก็ข้าวสุก ขนมสด ท่านว่าอย่างนั้น แปลกันมาจากพระบาลีนะ ไม่เคยมีเลย กวฬิงการาหาร อาหารคือข้าวสุกกับแกงเนื้อ หรือยำไก่ อะไรอย่างนี้ไม่มี ไม่เคยมี จริงๆ ถามได้นะ นี้เปรียญนั่งอยู่ที่นี่ เยอะ ใช่ไหม ข้าวสุกขนมสดทั้งนั้นนะ ไม่มีหรอกข้าวสุกกับแกงเนื้อแกงไก่ ไม่มี เพราะฉะนั้น อาหารคือคำข้าว ละไว้ นี่เราก็เรียนกันอยู่แล้ว ศึกษากันอยู่แล้ว พิจารณากันอยู่แล้ว อาหารสัปปายะไม่ใช่อาหารปรุงแต่งให้ต้องใจกิเลส : เพราะฉะนั้น เรื่องอาหารนี้จะเป็นอาหารสัปปายะ เป็นอาหารอย่างในวัดนี้ เป็นอาหารปรุงแต่งประมาณนี้ ก็หลายผู้หลายคนก็ปรุงแต่งให้บ้าง อย่างของอาตมาก็ปรุงแต่งน้อยลงไปหน่อย ถึงอย่างนั้นคนไม่รู้ก็ปรุงแต่งมามาก อยากให้อาตมากินก็ปรุงแต่ง ก็เอามามากเหมือนกัน อาตมาก็ฉนองศรัทธาบ้าง กินบ้าง ไม่กินบ้าง ก็ตามควร แต่จริงๆ แล้ว ผู้ที่ยิ่งปรุงแต่งน้อยหรือปรุงแต่งอยู่ในระดับที่จะต้องฝืน ต้องอดทน ต้องศึกษา อย่างนั้นก็พอเหมาะพอสม จงตั้งตนอยู่ในความลำบาก ไม่ใช่กินอาหารที่ โอโฮ! ต้องใจกิเลส ไม่ใช่ต้องใจสดๆ ไม่ใช่ต้องใจสะอาดนะ ต้องใจกิเลส แหม! อร่อย ไอ้อย่างนั้นก็อาหารมันบำเรอกิเลส เพราะฉะนั้น อาหาร ก็กินอย่างเรามีตบะ หรือว่าเรามีศีล มีตบะนี่แหละ มี ตบะ หรือมี ธุดงควัตร เราจะกินอันนั้น เราจะกินอย่างพวกเราตั้งใจ เราจะไม่กินอาหารปรุงแต่งขนาดนั้น เราจะไม่กินอย่างนั้น จะไม่กินอันนี้ จะไม่กินขนม จะไม่กินโน่นกินนี่อะไร หรือของที่เราชอบเราติด เราก็ละเว้นมันซะ ไปกินอย่างอื่นแทน ซึ่งมันมีธาตุอาหารที่เหมือนกันอะไรอย่างนี้ เป็นต้น อย่างนี้เราก็ต้องศึกษาไปนะ ผัสสาหาร เป็นอาหารสัปปายะ : ทีนี้มาพูดถึงผัสสาหาร พูดไปแล้วเมื่อกี้นี้ ผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้นกาย หรือผัสสะในใจ ผัสสะในใจเขาเรียก ธรรมารมณ์ แต่ข้างนอกเขาเรียกโผฏฐัพพารมณ์ มันผัสสะทางใน-ทางนอกก็แล้วแต่ เราก็ต้องเรียนรู้เท่าทันในผัสสะเหล่านั้น เมื่อเรียนรู้แล้วเราก็กรองเอา วินิจฉัยเอา เลือกเฟ้นเอา วิจัยเอา เราก็จะได้อาหาร เพราะเรามีปัญญาในการรับอาหารที่เป็นผัสสะ คุณจะได้ผัสสะที่ดี สิ่งแวดล้อมมันมีผัสสะ เป็นผัสสะให้แก่เรา เพราะฉะนั้น อยู่ที่นี่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็ไม่จัดจ้าน เออ! มันก็สงบสงัดดีพอใช้ ไปข้างนอกหวือหวา ถ้าคุณอ่อนแอ คุณอยู่ข้างนอก หวือหวามันดูดคุณไป วันๆ หนึ่งคุณไม่รู้หรอกคุณถูกดูดไปแค่ไหน เพราะฉะนั้นเสนาสนะที่มีหมู่มิตรดี สหายดี มีผัสสะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทางนอก ทางใน มีแต่สิ่งที่เป็นสาระ หรือมีแต่สิ่งที่ไม่จัดจ้าน มีแต่สิ่งที่ไม่ดูดลงไปหากิเลส มันก็เป็นทางโปร่ง พระพุทธเจ้าท่านเรียกทางโปร่งประดุจสังข์ขัดโดยส่วนเดียว อยู่ในวัดในวา อยู่กับนักบวช ยิ่งมาบวชเลยอย่างนี้ยิ่งดีใหญ่เป็นทางโปร่งทีเดียว มันก็เป็นอาหารที่ดี มีผัสสะที่ดี
มโนสัญเจตนาหารที่ดีต่อกันและกัน เป็นอาหารสัปปายะ : เสร็จแล้วก็ยังมี มโนสัญเจตนาที่ดี จากสัตบุรุษ จากครูบาอาจารย์ จากมิตรสหาย เป็นมโนสัญเจตนาที่ดี เป็นความปรารถนาดีจากใจ เอ๊ะ! แปลได้ไหม มโนสัญเจตนา เป็นความปรารถนาดีจากใจ น่าจะแปลได้อย่างนั้น จริงนะเป็นอาหาร เพราะฉะนั้นเป็นความปรารถรนาดีจากใจเรา ปรารถนาดีต่อตน เราก็มีมโนสัญเจตนาหารของเรา ตั้งใจ เราเจตนาที่จะประพฤติปฏิบัติ มีศีล มีธรรม มีตบะอะไรก็เป็นมโนสัญเจตนา มีอาหารที่ดีได้รับเรียนรู้ แล้วเราก็มีเจตนา ผู้อื่นมีมโนสัญเจตนา มีมโนสัญเจตนาหาร คืออาหารที่เป็นความปรารถนาดีจากใจ ก็ตั้งกำหนดออกมาแก่กันและกัน มีโน่น มีนี่ มีนั่น มีนี่ ติงเตือนกัน มีสัลเลขธรรม มีการติงเตือนกันนะ มีการขัดเกลากันบ้าง มีการแนะนำกันบ้าง มีอะไรต่ออะไรกันตามเจตนา ช่วยกันสร้างกุศล ละอกุศลก็มี แล้วก็มีนะมีจริงๆ เกิดจากบุคคล เกิดจากสิ่งแวดล้อม มันรวมๆ อยู่ด้วยกันนี่แหละ รวมแล้วนอกจากมีผัสสาหาร มีมโนสัญเจตนาหาร รวมแล้วมันก็เป็นธรรมะทั้งนั้น วิญญาณาหาร ที่เป็นธรรมสัปปายะ : สถานที่ที่ดีก็ก่อให้เกิดธรรมะที่เป็นสัปปายะ บุคคลที่ดีก็ทำให้เกิดธรรมะที่เป็นสัปปายะ ให้เกิดผัสสะ ให้เกิดมโนสัญเจตนาที่ดีขึ้นมา สุดท้ายแม้แต่วิญญาณาหาร อาหารที่จะเกิดทางวิญญาณนี่แหละสำคัญ อาตมาแน่ใจว่า พวกเรานี่ แต่ละวันแต่ละคืนนี่ พยายามที่จะสร้างอาหารทางวิญญาณกันมาก เพราะฉะนั้นอาหารนี่ กวฬิงการาหารนี่ กินมื้อเดียวก็เลิกกันไป น้ำเปรี้ยว น้ำหวาน โน่นๆ นี่ๆ ไม่เล่น ชีวิตของเราอยู่ได้แล้ว พอ สันโดษแล้ว พอใจแล้ว กินวันหนึ่งมื้อหนึ่ง น้ำเปรี้ยวน้ำหวานอะไรไม่ ที่นี่ดี คนอื่นยังไม่พอยังไม่อะไรก็ไปก็หาเอาที่อื่น ที่นี่ไม่ ฝึกหัดกันจนกระทั่งลงตัวเรียบร้อย มันก็ไม่วุ่นวาย มันก็ไม่เดือดร้อน มันก็ไม่มีอะไรยั่วยวน และมันก็ลดละ มักน้อย สันโดษ ได้อย่างดี วิญญาณคุณได้รับการกล่อมเกลามา วิญญาณได้อาหารที่ขัดเกลามา จนกระทั่งกลายเป็นวิญญาณบริสุทธิ์ กลายเป็นวิญญาณสะอาดจากกิเลสขึ้นมาได้ รวมอาหาร 4 เพื่อขัดเกลาวิญญาณให้สะอาด เป็นอาหารสัปปายะ : ในแง่ของอาหารการกิน ในแง่ของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในอาหารของกิน ในแง่ของผัสสะ ก็ผัสสะไป ผัสสะไปเพื่อขัดเกลาให้วิญญาณสะอาดบริสุทธิ์นั่นเอง ผัสสะต่างๆ ก็รับเป็นอาหาร เป็นเครื่องอาศัยหรือเป็นเครื่องขัดเกลา ขัดเกลาไปเรื่อยๆ ลดละไปเรื่อยๆ มีมโนสัญเจตนาหารแก่กันและกัน มันก็สัมพันธ์กันหมดเลย แม้แต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร มันก็เป็นสมังคี เกี่ยวเนื่องกัน สัมพันธ์กัน เอื้อต่อกันและกัน เกิดความเจริญ เกิดสัปปายะ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม เมื่อวานอาตมาว่า ปฏิบติธรรมที่ไหน คำตอบ ปฏิบัติธรรมที่ตัวเราเอง อยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ วันนี้ขยายขึ้นว่า ไอ้ที่เราจะอยู่ที่ไหน ที่นั้นก็ควรเป็นที่อยู่ที่เป็นเสนาสนะสัปปายะ นั้นแหละปฏิบัติธรรมที่นั้น ก็ควรจะมีบุคคลสัปปายะ นั้นแหละที่นั้นแหละ ให้มาก ก็ควรจะมีอาหารสัปปายะ ควรจะมีธรรมสัปปายะ เป็นสัปปายะ 4 นอกจากที่ตัวเรานี้แหละ แล้วก็ควรจะมีสัปปายะ 4 ด้วย เป็นที่ที่ควรปฏิบัติธรรม นี่ก็พยายามเจาะในตัวปฏิบัติให้ชัดๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติธรรมได้ ถ้ามาพบสัตบุรุษบ่อยๆ มาวัดมาฟังธรรมบ่อยๆ ก็แน่นอน เป็นวุฒิ 4 เป็น จักร 4 ของคุณเอง เจริญ (ดู ปัญญาวุฑฒิ 4 และ จักร 4 ในภาคผนวก) ได้มาอยู่ในสถานที่อย่างนี้ มีปฏิรูปเทสวาโส อยู่ในเสนาสนะอันดี มีบุคคลอันดี มีอาหารอันดี มีธรรมอันดี ก็แน่นอนก็ยิ่งเจริญใหญ่ มันก็เป็นจริง แต่ถ้าเผื่อว่าโอกาสของเราไม่มีมากขนาดนั้นละก็ ก็พยายามเอา แต่เรามีตัวปฏิบัติ อยู่ไหนเราก็ปฏิบัติ อยู่ในวัดเราก็ปฏิบัติ มีเพื่อนดี มีมิตรดี เราก็ปฏิบัติ แม้รายรอบตัวเราเป็นคนร้าย เราก็ปฏิบัติให้ได้ ตามบุญบารมีของตน ตามโอกาสของตน เสนาสนะที่เป็นป่าก็ดี เป็นสถานที่สิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ นานาก็ดี จะมีองค์ประกอบที่เป็นสัปปายะสมบูรณ์ถึง 4 อย่างทีเดียว เสนาสนสัปปายะก็จะต้องสมบูรณ์ ทั้งตัวเสนาสนะเอง ทั้งบุคคล ทั้งอาหารและธรรมะ จึงจะเป็นสถานที่สมบูรณ์ สมควรที่สุด ที่ตรงนี้สมควรที่จะเป็นที่ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ที่เลยเถิด เอาละ ก็ได้สรุปเนื้อหาอะไรลงไปบ้างแล้ว บุคคลก็บอกไปแล้ว สถานที่ก็บอกไปแล้ว อาหารก็อธิบายพอสมควร ที่จริงอาหารนี่อาตมาอธิบายมาก อธิบายเคยอธิบายมามากแล้ว ส่วนธรรมะไม่ต้องไปพูดถึง เพราะว่าเรื่องธรรมะที่จะเจริญนั้น ที่พาเจริญนั้น ก็ต้องเป็นธรรมะที่ถูกต้อง เป็นธรรมะที่มีผู้รู้แน่นอน ถ้าไม่มีผู้รู้แน่นอนธรรมะเลอะๆ เทอะๆ แล้วก็ไม่พูดไม่จาไม่อธิบายอะไรกันอย่างวิจิตรพิสดารด้วย ยิ่งไม่ได้เรื่อง ต้องอธิบายอย่างพิสดารอย่างวิจิตร ต้องมีผู้อธิบายอย่างพิสดารได้ จึงจะเป็นธรรมะที่ลึกซึ้งได้ วันนี้ได้เน้นจุดสำคัญสู่กันฟังแล้ว โดยเฉพาะการปฏิบัติอยู่ที่ไหน การปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหน จะตั้งชื่อเรื่องอันนี้ก็ได้ การปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหน ก็ได้ขยายความกันพอสมควรแล้ว มันก็อยู่ที่เรา อยู่ที่ไหนก็ได้ ในสถานที่ที่ไหนก็ได้ เราอยู่ที่ไหนเราก็ก็ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั้น เอาละ สำหรับวันนี้ก็สมควรแก่เวลา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive