170000-K มหาปรินิพพานสูตร ตอน11(สังขารทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดา)-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์217 KB
วันที่แก้ไข18 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

นั่งในคืนวันเพ็ญฟ้าแดนชวนชัยสุดสันของเมืองพนมอภิวันหันหน้าสู่ท่านผู้ชมต่อจากนี้ไปเป็นการบรรยายมหาปรินิพพานสูตรที่พุทธสถานแดนอโศกเมื่อปีพุทธศักราช 2517 ในช่วงเข้าพรรษา เดือนดวงเดียวกันนี้ 2500 ปีก่อนนานยาวองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมาหาวรรคเนี่ยมันละเอียดลึกซึ้งไปเรื่อยสอนให้เราได้รู้รายละเอียดสิ่งที่เป็น 4 เป็นย่อยจะเรียกว่าปีกย่อยก็ได้หรือจะเรียกว่าความละเอียดลึกซึ้งต่อลงไปอีกก็ได้เพราะว่าหลักเกณฑ์นั้นน่ะมันอยู่ที่ศีลสมาธิปัญญาและปฏิบัติถูกอันนั้นเรียกว่ามีมรรคคือวิธีมีต้นรากแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้อง เราเข้าใจตามศีลประพฤติปฏิบัติให้มันลงไปถึงจิตในจิตให้เกิดอาทิตย์จิตแล้วก็รู้ในอาทิตย์จิตรู้จิตของเราจริงๆจนกระทั่งจิตของเราเกิดปัญญาเกิดวิมุติเราก็จะเป็นผู้ดีได้ผลอย่างแท้จริงและผลในการปฏิบัติต่างๆนานาเป็นปัญญาหรือเป็นสิ่งที่เราจะได้รับนั้นมันก็คือบทต่างๆที่มาหาว่าท่านอธิบายมามีเหลี่ยมมุมมีอะไรเท่าไรความเข้าใจจะค่อยๆแจ้งเข้าไปลึกละเอียดไปตามภูมิเราก็จะถ้าผู้ใดมีแล้วก็จะได้เจ็บเคียงเข้าไปกับพวกนี้ด้วยถ้าผู้ใดไม่มีก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะว่ายากละเอียดลึกขึ้นไปอีกยากแก่การที่จะโดน เพราะว่ามันเป็นสภาพธรรมที่แทรกซ้อนแทรกซ้อนสภาพธรรมที่ถ้าเผื่อว่าเพ่งมีจุดเดียวก็จะได้เป็นจุดเดียวถ้าเผื่อว่าเรียนรู้ไปหมดมันก็จะได้รู้รอบไปเยอะแยะนี่เรามาถึงตอนที่สุทัศน์ปริพาชกได้ขอเข้าเฝ้าพระอานนท์ไม่อนุญาตแต่สุดท้ายขอไปอยู่ทางถึง 3 ครั้งสุดท้ายช่วงนี้ก็พยายามที่จะขอเข้าเฝ้าให้ได้พระพุทธองค์ได้สดับงานได้ยินเสียงก็เลยอนุญาตบอกอย่าเลยปล่อยเขาเข้ามาเถอะพอศุภัทรเข้ามาแล้วก็มาตั้งปัญหาถามถึงเรื่องว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญสมณพราหมณ์เหล่านี้ได้ใดเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเป็นคณาจารย์มีชื่อเสียงมียศเป็นเจ้าลัทธิชนเป็นอันมาก

อ่านต่อ

สมมุติว่าเป็นคนดีคือบูรณะกัสสปะมัคคะริโคตานอธิบายนะสัญชัยเวรรัฐมนตรีราชบุตรได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตนของตนหรือว่าทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้หรือว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้เราก็มาทูลถามว่ายังอาจารย์พวกนี้ล่ะที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะหมายความว่าเป็นพระเจ้าลัทธิเหมือนกับสมัยนี้ก็มีเจ้าลัทธิ พยายามมีสามารถเข้าวิธีไปต่างๆนานากันอยากเจอคุณเทพก็ไปอย่างนึงอย่างอาจารย์มั่นจะพาไปอย่างนึงอะไรงี้ยังคุณสุจินต์ก็พาไปอย่างนึงทางด้านซ้ายอาจารย์บุญมีสายพระอภิธรรมก็ไปอย่างนึงอะไรอย่างเงี้ยเยอะแยะหลายอย่างอาจารย์แป้นก็แยกไปอีกอย่างนึงมีมรรคเขาวิธีอีกอย่างนึงยกมือยกไม้เอาอะไรอย่างนี้หรือแม้แต่คนอื่นที่มีเศษย่อยๆแยกแยะออกไปต่างๆนานานี้จะคล้ายอย่างนั้นแล้วก็เป็นอย่างนั้นด้วยเป็นจริงทีนี้พูดได้ที่คนนับถือมากก็ถือเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะถือเป็นลัทธิหรือว่าเป็นแนวทางเป็นแบบออกไป ซึ่งอาจารย์ 67 เท่าไหร่ 6 คนเนี่ยถือว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะที่ได้รับชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันมากมีแนวทางตนเป็นที่มั่นคงยึดมั่นในแนวทางในมรรควิถีของตนอย่างจริงก็มาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทั้ง 6 คนนี้มีใครที่ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตนตามที่ตนเองได้กระทำอยู่ความรู้ที่ตัวเองทวนรอบไปมาเนี่ยคนไหนจะรู้บ้างหรือคนไหนไม่ได้ตรัสรู้หรือไม่ได้ตรัสรู้ทั้งหมดหรือว่าบางคนอาจจะรู้บางคนไม่รู้พระพุทธองค์ก็ตรัส อย่าเลยสุภัททะที่ขอถามนั้นงดเสียเถิดดูเกิดสุภัททะเราจะแสดงธรรมแก่ท่านท่านจงตั้งใจฟังธรรมนั้นจงใส่ใจให้ดีเราจะกล่าวสุทัศน์ปริพาชกก็ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าอุจจาระสุภัททะในธรรมวินัยใดไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนั้นไม่มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมรรถนะที่ 3 หรือสมณะที่ 4 นายทำวินัยใดมีอารยะอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 นายทำวินัยนั้นมีสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 ดูแลสุขภาพในธรรมวินัยนี้ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนี้เท่านั้นมีสมรรถนะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 ลัทธิอื่นๆว่างจากสมณผู้รู้ทั่วถึงก็อบเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบโลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายพระพุทธเจ้าที่จริงน่ะไม่ได้ตอบไม่ได้ตอบสุขะว่าอาจารย์เหล่านั้นใครตรัสรู้บ้างหรือใครไม่ตรัสรู้อะไรต่ออะไรว่างั้นบอกว่าอย่าเลยอย่าไปพูดถึงเขาเลยพ่อพูดไปก็ต้องไปวิจัยวิจารณ์ว่าอันไหนตรัสรู้อันไหนไม่ตรัสรู้ไม่ตรัสรู้เป็นยังไงต้องซักถามกันเรื่อยไปโดยเอาเรื่องเข้ามาพูดพระพุทธเจ้าก็เลยตัดบทแต่แท้จริงพระพุทธเจ้าก็ตอบไม่ใช่ไม่ตอบตอบให้คลายสงสัยเหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าถ้าทำวินัยใดสั่งสอนโดยมีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 จนสามารถเข้าใจแยกแยะได้ว่ามีสมรรถนะ 1 สมรรถนะขั้น 2 สมรรถนะขั้น 3 สมรรถนะคัสซีมันละเอียดลออถึงขั้นอย่างนั้นนะถ้าทำวินัยใดมีอย่างนั้นทำวินัยนั้นก็มีการตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ยืนยันว่าในธรรมวินัยอื่นในลัทธิอื่นนั้นไม่มีมรรคอันเป็นองค์ 8 ไม่มีสมรรถนะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 รอบลัทธิอื่นๆว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึงและนั่นก็คือตอบนั่นเองและก็คือคำสั่งตอบในตัวอยู่นั่นเองว่าไม่มีหรอกที่อื่นไม่มีการตรัสรู้หรอกมีลัทธินี่แหละ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ยกย่องตนเองท่านตรัสไว้ตัดไว้ในนี้ปนๆกันอยู่สหรัฐที่อื่นไม่มีเพราะงั้นเราสังเกตได้เหมือนกันแม้แต่อยู่ในพุทธศาสนาด้วยกันที่ต่างคนต่างยืนยันว่าตัวเองเป็นพุทธศาสนาอธิบายมาตั้งแต่สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาสมาธิลึกเลยคล่องปากได้ชิบเลยก็ตามเราก็ต้องสังเกตดูว่าสัมมาทิฏฐินั้นเป็นสมาชิกอย่างไรฉันมาวาจามีสัมมาวาจาแค่ไหนที่เกิดมาจากสมาชิกมีการกระทำมีการงานแค่ไหนสัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพชอบแค่ไหนอาชีวะของพระขนาดใด การงานของพระอยู่ในขอบเขตขนาดใดจะต้องไปเดินขบวนหรือไม่จะต้องสะสมโทรทัศน์ทีวีหรือว่าจะต้องทำการก่อสร้างเป็นกรรมการที่เป็นไปเพื่อการเป็นการเสื่อมแก่ภิกษุผู้ยังไม่บรรลุเป็นอย่างนั้นหรือไม่ก็ต้องดูสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะของภิกษุที่พูดนั้นภิกษุที่อธิบายว่าองค์ 8 นั้นดีๆเพราะแม้แต่สัมมาวาจาก็ต้องดูว่าวาจาที่พูดนั้นเป็นสัมมาโดยตรงโดยชอบกินกันลงกันกับสัมมาทิฏฐิที่เราเข้าใจว่าเป็นไปเพื่อความลับในคลายไม่ใช่วจีคำพูดนั้นเป็นไปเพื่อความติดยึดเป็นไปเพื่อความสะ ไปเพื่อความมักใหญ่อย่างนั้นไม่ใช่คำพูดนั้นถ้าเป็นไปเพื่อความหมายกลายเป็นไปเพื่อความรสละเป็นไปเพื่อความตรัสรู้เป็นไปเพื่อนิพพานจริงๆเป็นไปเพื่อความหมดความสูงชะตามุ่งหมายไปทางสุญญตาชัดแล้วก็จับอกหักสาระของคำพูดนั้นได้เพราะฉะนั้นเราต้องสังเกตสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะสังเกตให้ดีจึงจะอ่านพระภิกษุหรือว่าผู้ที่ยืนยันว่าตัวเองรู้มรรคมีมรรคที่เป็นสัมมาอะระหังองค์ 8 จริงมีไม่ใช่พูดพูดไม่มีได้แต่มีแม้ไม่พูดก็เรียกว่าคุณนั้นมีผู้ใดมีสัมมารีมักแม้ มาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะที่เป็นสัมมาจริงๆเป็นไปโดยชอบเป็นไปโดยควรเป็นไปโดยถูกต้องเป็นสุปฏิปันโนอุชุปะฏิปันโนตรงตามสาระตามอัตภาพของพระพุทธเจ้าหมายถึงว่าเป็นผู้ไม่ซ่อนเร้นไม่พกดาบในจีวรไม่เป็นผู้ที่ยังแอบแฝงยังเป็นผู้ที่บิดเบือนยังเป็นผู้ที่ยังเฉโกอะไรอยู่ยังไม่เป็นอย่างนั้นเป็นไปโดยจริงโดยสัจจะเปิดเผยไม่มีปิดบังไม่มีซ่อนเร้นไม่มีแอบแฝงเห็นชัดรู้ชัดจับได้เห็นอยู่จริงอยู่อันนั้นก็ไม่ขัดกันครับมักองค์ 8 เพราะฉะนั้นพูดเฉยๆก็พูดไปแล้วสังเกตอีกทีนึงก็คือผู้ที่มีมรรคองค์ 8 จริงๆนั้นจะรู้ระดับรู้ภูมิเข้าใจในระดับของ สมณะแบ่งออกได้ปฏิบัติจริงสักกายะก็แยกแยะออกมาได้ภาษากามราคะแล้วก็พูดถูกกามราคะและท่านผู้ที่เป็นสมณะผู้ที่มีองค์ประกอบจริงตามก็ไม่มีให้เห็นมีสัมมาอาชีวะมีสัมมากัมมันตะธรรมอยู่พูดอยู่พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้นทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้นเห็นชัดไม่ขัดไม่แย้งกันอธิบายได้ชี้ให้ดูได้เป็นเอหิปัสสิโกเพราะเกิดสันติสุขในตนแล้วจริงจึงชี้เรียกร้องมาดูได้ไม่ขัดขืนไม่เกินพูดได้ไม่กระดาษปากพูดอย่างไรว่ามีอย่างไรพูดอย่างนั้นทำอย่างไรได้ก็พูดอย่างนั้นชัดเจน ว่าจะยืนยันได้สมณะอบายมุขแล้วสมณะที่ละกามสมณะที่ไม่ติดโลกธรรม 8 สมณะที่เข้าใจถึงอัตตาอันลึกซึ้งตั้งแต่หยาบๆไปเกี่ยวข้องกับการจนกระทั่งไปเกี่ยวข้องกับภพหรือภวตัณหาฝ่ายจนกระทั่งเป็นรูปพระจิตอธิบายได้พูดได้เข้าใจได้เพราะมีตัวมีตนมีภาษาก็พูดไปตามประสาที่ตนเข้าใจแจกแจงยิ่งมีปฏิภาณรอบก็สามารถที่จะอธิบายได้ลึกซึ้งแม้จะไม่มีปฏิภาณรอบก็สามารถอธิบายได้โดยภาษาโดยนิรุตติเท่าที่เรามีซึ่งก็พอเข้าใจได้บ้างถ้าเราสังเกตที่ดีก็จะรู้ว่าคนนี้มีเหลี่ยมมีครูคนนี้มีความลึกซึ้งมีคนมีอัตถะไปถึงแค่ไหนแค่ไหนแยกแยะ 4 เราออกไปได้ชัดเจนสักกายะก็ดีกามราคะเกิดดีปลูกราคะอรูปราคะซึ่งเป็นภวราคะหรือแยกแยะไปจนกระทั่งถึงสภาพรูปประจุใดลึกซึ้งเท่าไหร่ก็ยิ่งแสดงว่าผู้นั้นรู้ผู้นั้นเข้าใจถึงจิตอย่างแท้จริงเป็นผู้ที่เรียนเข้าไปหยั่งรู้จิตใจจะเสร็จลูกอย่างชัดแท้ๆไม่ใช่โมเมเอาผู้ใดปฏิบัติอยู่ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบภิกษุเหล่าใดพึงเป็นอยู่โดยชอบปฏิบัติอยู่โดยชอบโลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายในพระพุทธเจ้าท่านก็ยืนยันลัทธิที่มีพระองค์ 8 แท้ไม่ใช่ภาษาพูดแล้วก็เป็นผู้ที่แยกสมณศักดิ์ 4 เหล่าบอกได้อย่างชัดเจนเป็นชั้นเชิงผู้มี ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่อย่างนี้แล้วก็รู้แจ้งอย่างนี้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายหากพวกเราก็พึงเพียรพยายามเข้าเถอะเมื่อรู้มรรคคือวิธีทางที่เราจะปฏิบัติเนี่ยผมพยายามแยกแยะบนแล้ววนเหล้าละเอียดลึกละเอียดแล้วละเอียดเล่าให้เข้าใจแม้ตื้นๆก็เข้าใจอยู่แล้วทำตื่นมาให้ได้พวกคุณก็รู้ว่าคุณได้หรือไม่ได้ทำสูงขึ้นมาตามลำดับให้ได้อย่างที่ได้บอกชัดเจนอย่างนี้แบ่งออกเห็นชัดตัดเอกภาพตัดรอบนี่เป็นโสดานี่เป็นสะกิดทานี่เป็นอนาคาอนาถาถึงขั้นไหนอย่างไรก็พยายามยืนยันไปลึกแม้กระทั่งจิตของอนาคตที่เราเป็นหลงติดในภพในชาติเป็นรูปเป็นรูปประจำ ถึงก็ทำนิโรธแดงนิโรธสมาบัติออกให้ชัดแจกแจงออกให้เข้าใจชัดในนิโรธสมาบัติแม้กระทั่งอย่างหลับตาทั้งอย่างไม่หลับตารูปพระจิตรเอารูปไปจิตตั้งแต่ทั้งหลับตาที่เป็นหลงยึดเอาก็อธิบายไม่หลับตาลืมตามีรูปเป็นรูปปัจเจกก็พยายามแยกแยะออกให้ชัดให้เรียนรู้ชัดเท่านั้นไม่หมดสิ้นมันก็เอาแต่เป็นหลงอยู่แต่มุมหนึ่งแขนงหนึ่งเหลี่ยมหนึ่งว่ารูปพระจิตก็ไปมีเอาทีหลับตาทั้งนั้นไอ้นั่นก็ร้องเหมือนกันไม่พอลืมตานี่ก็มีรูปพระจิตและย่อมเข้าใจได้และย่อมจะตัดและวางหน่ายคลายหรือเข้าใจว่ามันหมดไปแล้วจากตัวเราได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นลูกเป็นรูปพระจิตอย่าง ลืมตาผมก็พยายามแยกแยะให้ฟังให้เข้าใจเป็นปัจจุบันนะทำเป็นเรื่องของคนธรรมดาธรรมดานี่เองศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่องของอื่นไม่ต้องไปนั่งเอาเรื่องที่มันเป็นเรื่องของพ่อของจิตโดยตรงแล้วก็ไปปั่นจิตอีกต่างหากแม้เราไม่ได้ปั่นจิตเราก็ยังปั้นจิตอยู่เราไม่ได้หลับตาเขาไปสร้างวิมานแต่เราก็ยังมีวิมานอยู่ซึ่งก็จะพยายามแจกแจงพยายามจะแยกแยะไปสู่ฟังอาจจะยังไม่ละเอียดนักก็ค่อยว่ากันนี่แหละละเอียดลึกซึ้งเข้าไปอีกตามเวลาค่อยๆเติมเข้าไปเรื่อยๆพอรู้แล้วเป็นมาเป็นวิธีมีภาษาที่ผมจะพยายามแยกละเอียดให้ฟังอย่างนี้แล้วเราไม่สามารถทำได้ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็คนก็พูดมันไม่ละเอียดมันไม่เข้าใจไม่ลึกมันเข้าไปไม่ได้มันก็ไม่เป็นไม่งั้นก็ไปโทษใครเขาไม่ได้แต่นี่ก็พยายามอธิบายแล้วถ้าเราทำไม่ได้ก็เรียกว่าเหมือนทัพพีตักแกงหรือมันช้อนอยู่ในชามแกงไม่รู้รสแกงอยู่กับแกงไม่รู้รถแกงอยู่กับสิ่งนั้นไม่ได้สิ่งนั้นได้ยินสิ่งนั้นแต่ไม่รับเอาสิ่งนั้นรู้สิ่งนั้นแต่ไม่เอาสิ่งนั้นมาปฏิบัติเราก็ไม่มีมันรู้เราก็ไม่มีมันดีเพราะว่าต้องพยายามเอาดีนี่ให้ได้พยายามทำให้ถึงเอาให้จบเอาให้เป็นฝ่ายเพื่อที่จะได้ช่วยพระพุทธองค์ไหนๆแล้วก็เป็นสิทธิ์พระพุทธองค์จะได้ยังศาสนานี้ไปต่อให้มันได้อารมณ์เย็นขึ้นบ้างเพราะว่าศาสนา หวนลงมามากแล้วดูก็ได้สุภัททะเราโดยวัยได้ 29 ปีบวชแล้วตามแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศลตั้งแต่เราบวชแล้วนับได้ 51 ปีนับได้ 51 ปีก็หมายความว่าท่านเองท่านอ่าแต่บรรยายธรรมหรือว่าเผยแพร่ธรรมมา 45 และท่านเองท่านบวชนั้น 6 ก็เป็น 51 ปีและสมณะผู้เป็นไปในประเทศแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออกไม่มีภายนอกแต่ทำวินัยนี้สมณะทั้งสองสมณะที่ 2 สมรรถนะที่ 3 หรือสมณะที่ 4 ก็ไม่ได้มี รับที่อื่นว่างจากสมณผู้รู้ทั่วถึงพระพุทธองค์ก็ยืนยันอีกว่าถ้าเราโดยวัย 29 ปีถึงก่อนออกบวชแล้วก็ตามแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศลตั้งแต่เราบวชแล้วจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ท่านก็บอกว่านับได้ 51 ปีแต่แม่สมณะผู้เป็นไปในประเทศแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออกไม่มีภายนอกแต่ทำวินัยนี้ไม่มีไม่มีไม่มีภายนอกที่เขาแปลเป็นภาษาบันทึกตื้อๆอยู่ภาษาบาลีนอกจากธรรมวินัยนี้นั่นเองนอกจากศาสนาพุทธนี้ไม่มีสมรรถนะเป็นไปในประเทศแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออกหมายความว่า สมัครนักบวชผู้ที่จะสามารถพาพ้นพาหลุดพ้นคือเครื่องนำออกที่จะเป็นไปในประเทศแห่งเครื่องนำพาแห่งธรรมเป็นไปในประเทศแห่งธรรมหมายความว่ามีธรรมะอันที่แตกต่างกันหรือว่าพยายามที่จะทำให้มันแยกแยะออกมาจนกระทั่งประจักษ์กระจ่างเป็นธรรมะจากกระจ่างแตกต่างจากผู้อื่นและเป็นเครื่องนำออกเป็นเครื่องพาไปถึงนิพพานเป็นเครื่องพาออกจากกิเลสตัณหานั้นน่ะไม่มีในภายนอกแต่ธรรมวินัยนี้หมายความว่าไม่มีหรอกนอกจากธรรมวินัยนี้คือนอกจากศาสนาพุทธนี้นั่นเองนอกจากพรหมจรรย์วันนี้ เทพพระพุทธองค์เป็นเจ้าคณะเจ้าหมู่ไม่มีอันอื่นไม่มีนอกจากไม่มีในภายนอกก็หมายความว่านอกจากศาสนานี้ไม่มีสมณะที่ 2 และที่ 3 เรื่องที่ 4 ก็ไม่ได้มีและเขาจะแบ่งสมณะออกเป็นที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 นั้นก็ไม่ได้มีไม่มีไม่มีลัทธิที่อื่นเขาแบ่งออกเป็น 3 2 3 4 ก็ไม่มีอันนี้นี่ผมเองผมรู้ชัดชัดผมเข้าใจเข้าใจว่าเขาแบ่งออกกันไม่ได้เลยเขาจึงคิดว่านิพพานมีอันเดียวคิดดีๆว่าคุณลองคิดดูศาสนาที่อื่นเนี่ยเจ้าคณะอื่นเขาอธิบายเขาจึงคิดว่านิพพานมีอันเดียวนิพพานมีอย่างเดียวมารุ่นที่ผ่านปึ้งตัวเดียวเขาจะคิดอย่างนั้นเราคิดดูดีๆใช่ไหมเนี่ยพวกลัทธิอื่นอาจารย์ เขาคิดอย่างนั้นเขาคิดว่านิพพานนั้นน่ะสูงสุดยอดและมียอดเดียวหรือว่าการบรรลุการถึงผลโสดาปฏิผลเขาก็ไม่รู้สังฆทานมีผลอนาคามีผลก็ไม่รู้เขานึกว่าผลนี้คือตัวเดียวคืออรหันต์ตัวเดียวอรหัตผลอันเดียวเป็นนิพพานปึ้งตัวเดียวลอยรอบเลยเพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าบอลโลกเป็นนิพพานแล้วผู้บรรลุแล้วจะต้องหมดโลภะโทสะโมหะอย่างแท้จริงถามอะไรก็ต้องรู้หมดทำอะไรก็ต้องรู้หมดแล้วก็จะต้องไม่มีโลภะโทสะเลยแม้แต่น้อยนึงไม่มีอะไรเลยจะต้องเป็นคนบรรลุเขาวาดภาพคนเป็นสูงสุดอย่างเดียวนี่เป็นสภาพอย่างนี้ในคนต่อๆไปเขาจะเข้าใจอย่างนี้และพระอาจารย์หรือว่าอาจารย์รุ่นต่อๆมาเข้าใจอย่างนี้ แบ่งไม่ออกแยกไม่ออกมึงแยกไม่ออกก็ไม่รู้หรอกเข้าใจว่าบรรลุหมดแม้บางคนบรรลุได้หน่อยนึงยังเป็นพระอริยะองค์เนี่ยได้รับผลของตนเสพแต่แยกไม่ออกเพราะฉะนั้นเมื่อแยกไม่ออกก็ไม่เข้าใจอริยมรรคองค์ 8 อย่างแท้จริงเพราะว่าจะเอาสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะมาเทียบเคียงก็ไม่ได้ถ้ารู้ใครรู้สัมมาสัมพุทโธสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะดีละเอียดแล้วนะแล้วก็รู้ว่าอ๋ออาชีวะของพระตัดหน้าที่ไว้ขนาดประมาณนี้พระพุทธเจ้าให้ทำร่วงส่วนงดงามขนาดนี้ก็รู้เพราะฉะนั้นเอาชีโวเอาอาชีวะอาชีพของพระมามาวัดก็ได้สมาคมพระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ทำการงาน เป็นไปโดยโลกการงานอันเป็นคฤหัสถ์การเป็นฆราวาสการงานอันเป็นไปเป็นกรรมการวัดตาเป็นการเป็นกรรมเป็นการกระทำที่อย่างชาวบ้านชาวบ้านที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมเขาก็ไม่รู้กับมันโตวันนั้นสัมมาวาจาคำพูดที่จะเป็นไปเพื่อยังมีโลภะยังมีโทสะอะไรปนอยู่ในคำพูดนั้นหรือไม่เขาก็อ่านไม่ออกเขาก็รู้ไม่ได้ว่านี่มีเจตนามาอย่างไรมีเจตตัวปฏิญาณวัดไม่ถึงไม่รู้ก็ไม่สามารถรู้ได้อีกเพราะงั้นถ้าเกิดว่าใครไม่รู้สิ่งเหล่านี้ก็ไปวัดหรือไปคำนวณสัมมนาอื่นๆว่าเป็นอย่างนั้นอัจฉริยะขั้นนั้นอารยธรรมนี้ระดับนั้นระดับนี้รับไม่ออกเพราะไม่ออกรู้ไม่ได้ว่าเป็นอริยะหรือไม่เป็น ถ้าจะรู้ก็รู้ว่าเป็นผู้บรรลุด้วยกันหมดเลยเดาเอาเดาเอาไอ้นี่มันเหมือนกันแต่ก็ไม่ไม่ไม่ลงตัวเพราะว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอนั้นโทษกันอยู่มากและก็ไม่ยอมยกไม่ยอมเข้าใจว่าคนไหนมีอริยะบ้างแล้วเป็นระดับน้ำระดับนี้ตายขึ้นมาแล้วจึงไม่เห็นและไม่กล้ากล่าวและไม่กล้าชี้ไม่กล้าพูดกันบอกกันไม่ถูกแบ่งกันไม่ได้สูงสุดหรือไม่สูงสุดก็ไม่รู้ก็บอกสูงสุดในความไม่รู้ก็เชื่อว่าสูงสุดหมดเขาบอกว่าเนี่ยเป็นพระอริยะโดยไม่รู้อริยะอะไรยังมีสูบยาได้สูบบุหรี่ได้เพราะอริยะแข่งขันสูบบุหรี่อยู่ก็มีนี่อริยะแค่คันนู้นคันนี้ยังมีได้หลายระดับเยอะแยะมีแม้แต่แบ่งออก 4 ขั้นยังหยาบๆนี่ก็ยังมีอยู่อีกตั้งเยอะตั้งแยะในภูมิธรรมต่างๆที่จะพูดกันได้อย่างละเอียดก็มีอีกนะเพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เข้าใจจึงแบ่งไม่ได้อย่างแท้จริงสมณะ 2 สมณ 3 สมรรถนะที่ 4 ก็มิได้มีลัทธิอื่นๆว่างจากสมณผู้รู้ทั่วถึงพระพุทธเจ้าถึงยืนยันว่าลัทธิอื่นว่างจากการเป็นสมณะที่รู้ทั่วถึงมีสมรรถนะที่รู้ทั่วถึงก็คือพระพุทธเจ้าลัทธิของพระพุทธเจ้าเองเท่านั้นแหละที่สามารถรู้ทั่วถึงแบ่งสมณะออกได้ 4 เหล่าอย่างชัดเจนอย่างนี้ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบโลกเป็นว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายเพราะถ้าคุณอยู่โดยชอบรู้ว่าเขาวิธีรู้ระดับรู้อะไรต่ออะไรชัดเจนอย่างที่ พูดแล้วพูดอีกรายละเอียดต่างๆพรุ่งนี้แล้วก็เอาไปพึงปฏิบัติทุกประพฤติอยู่โดยชอบโดยตรงให้มีสุปฏิปันโนหรือสุขปฏิบัติให้มีการปฏิบัติดีสุปฏิปันโนบรรลุถึงได้ได้ดีกระทำอยู่แล้วแล้วราวๆแล้วเราก็ไม่ต้องกลัวโลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์แม้อรหันต์อย่างต้นโสดาก็มีสติทางก็มีอรหันต์อย่างธนาคารก็มีอรหันต์อย่างอรหันต์เองก็มีต้องเข้าใจให้ถูกต้องอย่าติดภาษาแต่ละอรหันต์ที่สุดเราก็ต้องเข้าใจให้ได้ด้วยและไม่งั้นก็มันก็ไม่ตัดรอบลงเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้วสุขภาพปริพาชกได้กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระสิทธิ์ของพระองค์แจ่มแจ้งนักข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิดบอกทางจากคนหลงทางหรือส่องประทีปในที่มืดโดยคิดว่าผู้มีจักษุเห็นรูปดังนี้ฉันใดพระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริญญาชั้นนั้นเหมือนกันข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคสุภาพปรีชาชอบฟังพระพุทธเจ้าอธิบายอย่างที่ผมอธิบายนี่แหละอธิบายไม่ยืดญาติเยอะก็ยกตัวอย่างชักจูงชี้ให้เห็นอย่างที่ผมชักจูงนี่แหละจะเห็นได้ว่าสมรรถนะเทียบเคียงกันแล้วจะเข้าใจว่าสมณะอื่นที่เป็นไปโดยไม่เข้าใจมักองค์ 8 แล้วก็แบ่งสมณศักดิ์ 4 เหล่ามาเป็น แล้วก็ไม่รู้นิพพานไม่รู้ใครไม่รู้ระดับไม่รู้การบรรลุเป็นอย่างไรเพราะงั้นรับที่อื่นหรือว่าสมณะอื่นจึงว่างจากพระอรหันต์หรือว่างจากการบรรลุเพราะไม่รู้ความเหมือนรู้และสมณะของพระพุทธเจ้าจึงมีการบรรลุเพราะเข้าใจละเอียดลออด้วยปัญญาอันยิ่งพบรักอย่างนี้แล้วสุภัททะฟังสุภัททะก็เข้าใจได้ว่าอ๋อมิน่าล่ะเราอยู่กับอาจารย์อื่นๆหรืออะไรต่ออะไรมามันก็ตึดๆอย่างนั้นอย่างที่ผมยกให้ฟังลองคิดเทียบเคียงดูก็จะเห็นได้ว่าอย่างนี้เองเพราะเขาไม่รู้ถ้าเขารู้เขาจะไม่แพงโทษด้วยมิจฉาวาจาหรือวิวาทะเขาจะต้องมีวาจาที่เป็นวาทะอันงามเป็นสัมมาวาจาเป็นพิเศษเป็นปิยะ บาจาไอ้นี่มันไม่เป็นปิยวาจาเพราะเหตุว่าเขาพูดเขาก็ยังจะต้องฆ่าฟันจะต้องล้มล้างทั้งๆที่วาจาที่เราพูดนี่เป็นสัจจะวาจาเป็นวาจาที่ดีที่จะทำให้เกิดนายรายละเขาก็ไม่รู้เขาก็บอกว่าจาบจ้วงตีโต้ตอบว่าไม่จริงทั้งๆที่เขาไม่รู้ว่าวาจาที่เราพูดจริงอย่างนี้ก็เป็นต้นเขาก็ทำวาจานั้นไม่เป็นสัมมาเพราะว่าไปกล่าวถึงไปกล่าวล้มล้างสัจจะวาจาแล้วสุขภาพก็ขอบวชพระผู้มีพระภาคก็จัดว่าดูเกิดประสบพบผู้ใดเคยเป็นอัญเดียรถีย์หวังบรรพชาหวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ผู้นั้นต้องอยู่ปริวาส 4 เดือนเมื่อช่วง 4 ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพชาให้อุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุพระพุทธเจ้าก็เตือนก็ทักท้วงไว้ว่าปริพาชกหรือว่าอัญญาเดียรถีย์ไปเกิดอยู่ในหมู่อื่นปฏิบัติธรรมในหมู่อื่นมาถ้าจะมาบริจาคในศาสนาพุทธก็มาเข้าสู่เพศนี้แล้วจะต้องเป็นผู้ที่บำเพ็ญอยู่ปริวาสคือหมายความว่าจะต้องเหมือนกันเราจะต้องเป็นผู้ที่มาอยู่กับหมู่เป็นผู้ที่จะต้องให้อดทนหรือว่าให้ล้างล้างความยึดถือเก่าๆหรือว่าให้แต่พยายามเรียนรู้ถึงสมมติใหม่ๆสมมติที่เราเอง Smooth E Error เธอโทษทีเราตัดอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเนี่ยต้องให้รู้ว่าหมู่เรานี่เอาอย่างไรอันไหนที่หมู่เราตัดออกเราไม่เอาอันไหนที่หมู่เป็นจารีตเป็นประเพณีที่เราเอาก็ไม่ให้เรียนรู้อย่างจริงจังอย่างที่เราทำนี่แหละไม่ผิดเลยอยู่ซัก 4 เดือนแล้วก็เมื่อหมู่หรือภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงจะให้บรรพชาให้อุปสมบทพระพุทธเจ้าก็เตือนแต่ก็แต่ว่าเรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าแต่ว่าเรารู้ในจิตอันบริสุทธิ์ในจิตมีความแตกต่างกันโดยคนโดยประมาณพระพุทธเจ้าย่อมรู้ลึกรู้ละเอียดในคนที่ควรอนุโลมหรือไม่ควรอนุโลมเป็นไปโดยจริงพระพุทธเจ้าก็เอาตามควรกาลอันนี้ท่านไม่มีเวลาแล้วทั้งในเน็ตแล้วท่านก็เลยอนุญาต ทรัพยากรฉันก็กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหากผู้ที่เคยเป็นอัญศรีวังบรรพชาหวังอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้จะต้องอยู่ปริวาส 4 เดือนเมื่อร่วง 4 เดือนสิ้นสุดทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพชาให้อุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุใช้ข้าพระองค์จะอยู่ปริวาส 4 ปีเมื่อร่วง 4 ปีภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงจะให้บรรพชาให้จงจึงให้บรรพชาให้อุปสมบทเถิดคุณพระก็เต็มใจอย่างยิ่งแสดงใจออกมาเลยแต่ก่อนนี้ก็พูดซื่อเขาไม่มีเหลี่ยมเขาพูดจริงว่าอย่าว่าแต่ 4 เดือนเลยจะให้อยู่ปริวาส 4 ปีก็เต็มใจขอให้บอกว่าเธอแล้วก็ขอให้บรรพชาก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเราไม่ได้ยึดถือก็เรื่องราวนี้ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคตัดเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่ง อานนท์ถ้าเช่นนั้นเธอจงให้สุภัททปริพาชกบวชเถิดท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้วสุภัททปริพาชกได้กล่าวกับท่านพระอานนท์ผู้มีอายุเป็นลาภของท่านท่านใดดีแล้วที่พระศาสดาทรงอภิเษกด้วยอันเตวาสิกพิเศษในที่เฉพาะพระพักตร์ในพระศาสนานี้หมายความว่าทำให้เองโดยเป็นที่สุดอันแต่ว่าสีกาทำให้ตัวเองเป็นที่สุดทำให้อย่างสูงในเฉพาะพระพักตร์หมายความว่าบอกเลยแล้วก็ตัดผ่านเลยไม่ต้องอยู่ปริวาส 4 เดือนด้วยสมมุติว่าถ้าปริมาณโชคได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคก็ท่านสุขภาพในบรรพชาอุปสมบทแล้วไม่นานหลีกออกไปอยู่แต่ผู้เดียวเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียร ส่งไปแล้วอยู่ไม่ช้านานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีกถ้าสมมุติถ้าได้เป็นอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลายท่านเป็นสัตว์สาวกองค์สุดท้ายของพระผู้มีพระภาคตกลงก็สุขภาพก็เป็นสักขีสาวกสมาคมสักขีเป็นพยานแห่งการบรรลุแห่งพระแม้แต่พระพุทธเจ้า จับปรินิพพานอยู่ก็ยังมีผู้ที่มารับทำจากพระพุทธองค์ไปแล้วก็เอาไปปฏิบัติบรรลุเป็นอรหันต์องค์สุดท้ายเป็นสักขีพยานอยู่แม้ครั้งสุดท้ายองค์สุดท้ายคือพระธาตุจึงเป็นปัจฉิมสาวกเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าพึงได้สอนด้วยปากแล้วก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่าอานนท์บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าปรากฏมีพระศาสดาล่วงแล้วพระศาสดาของพวกเราไม่มีหมายความว่าอานนท์มานี่แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็จัดบอกว่าบางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดประเดี๋ยวจะไปคิดระแวงไปคิด ประพจน์ที่พระศาสดารุ่งแล้วคือคำสอนทั้งหลายแหล่ทั้งหมดคำสั่งทั้งหลายแหล่ทั้งหมดที่สอนเอาไว้แล้วก็พระพุทธเจ้าหรือศาสดาได้ล่วงลับไปแล้วในศาสดาของพวกเราไม่มีก็ข้อนี้พวกเธอพึงเห็นอย่างนั้นไม่คุณเห็นอย่างนั้นก็ข้อนี้อย่าไปคุณคิดอย่างนั้นเป็นอันขาดเพราะศาสดาของพวกเธอไม่มีเพราะว่ามีแต่ปรากฏที่ไม่มีศาสดามีแต่คำสอนที่ไม่มีตัวผู้สอนก็ขออย่าให้คุณคิดอย่างนั้นทำและวินัยอันใดเราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทำและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอโดยการล่วงไปแห่งเราเมื่อเราตายไปแล้วเมื่อเราล่วงไปแล้วทำและวินัยนี่แหละจะเป็นศาสดาแทน เธอพยายามถอดบุคลิกฐานหรือถอดสมมติสัจจะออกมาให้ได้ว่าธรรมวินัยนี่แหละเป็นสมมติสัจจะซึ่งจะเป็นอาจารย์แทนพวกเธอถอดมาจากพระพุทธองค์มาเป็นธรรมมาเป็นวินัยเพราะงั้นแม่พระพุทธองค์จะล้มหายตายจากไปแล้วสูญสิ้นไปแล้วล่วงลับไปแล้วก็ยังเหลือตัวแทนของพระพุทธองค์อยู่ก็คือธรรมะและวินัยนี่แหละเป็นตัวแทนเนี่ยพระพุทธเจ้าบอกแล้วเนี่ยแล้วเอามาเรียงกันเนี่ยเราพระพุทธเจ้าเป็นธรรมเป็นวินัยเราก็เอาอันนี้มาแทนเป็นศาสดาของพวกเราเพราะฉ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน