170419-B ค่านิยมของพระพุทธศาสนาต่อสังคมปัจจุบัน ตอน2-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์173 KB
วันที่แก้ไข18 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ข่าววันนี้จะได้พูดถึงเรื่องค่านิยมของพระพุทธศาสนาต่อสังคมปัจจุบันฉบับที่ 2 คราวที่แล้วเราได้พูดถึงฉบับที่ 1 ไปแล้วคราวที่แล้วพูดถึงค่านิยมของพระพุทธศาสนาต่อสังคมปัจจุบันในประเด็นที่ถือว่าค่านิยมหรือหมายความว่าราคาของความนิยมของพุทธศาสนาทุกวันนี้นะมันมีราคาหรือว่ามีค่ามีจุดยึดไปอย่างไรอย่างไรบ้างซึ่งเราเรียกว่าพระพุทธศาสนาทั้งนั้นอันนั้นรวมหมดเลยอันนั้นเรารวมหมดเลยคือผมเดี๋ยวนี้คำว่าพระพุทธศาสนาก็เลยอยู่ในรูปแบบใดบางทีมีแต่เพียงว่าพุทธศาสนิกชน เจอแล้วก็ถือว่าพุทธศาสนาทั้งนั้นคราวที่แล้วน่ะพูดหมดรวมหมดเลยแล้วคราวนี้เราจะมาเน้นกันเฉพาะจุดที่ควรจะรู้ควรจะเห็นเป็นธรรมใบไม้กำมือเดียววันนี้ที่เราจะเน้นอย่างคราวที่แล้วเนี่ยพูดถึงทุกอย่างทุกประเด็นสัญลักษณ์ต่างๆของพระพุทธศาสนาเริ่มโผล่ขึ้นผดขึ้นในที่ที่ยังไม่เคยมีไม่ว่าพระคำภีร์พระคัมภีร์เนี่ยก็คือตำราซะก่อนสำหรับตำราเป็นตัวอักษรที่พิมพ์ๆกันไปแจกกันด้วยว่าพระคัมภีร์เหมือนกันเพราะคัมภีร์พระนี่หมายความว่าละเอียดแยกแยะยาวความคำพูดกันอย่างแยกแยะยาวความก็เรียกว่าพูดอย่างคัมภีระก็ได้หรือว่าเอาคัมภีร์ไปเลือก บราที่มันยาวๆเป็นปึกๆมากมายก็ได้พระคัมภีร์นี้หมายถึง 2 อย่างถ้าพี่อันนี้หมายความว่าตำราไม่ว่าพระคัมภีร์พระพุทธรูปหรือพระพุทธธรรมสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ต่างๆของพระพุทธศาสนาก็เป็นเรื่องไปโผล่ไปผุดขึ้นแดนที่ไม่เคยมีพระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปปรากฏก็มีและไปถึงได้ให้สังคมในแดนนั้นพบเห็นและเริ่มรู้ซึ้งเพิ่มความเข้าใจแล้วที่สุดณที่นั้นก็เกิดค่านิยมขึ้นมาได้สัญลักษณ์ที่มีอีกคนอื่นก็ขยายตัวตามขึ้นมามีภาพปัจจุบันตามมีปริยัติ ทำเพิ่มขึ้นจนกระทั่งถึงมีวัดมีจารีตนิยมเป็นต้นสัญลักษณ์ต่างๆเหล่านั้นล้วนแต่เป็นสัมพัทธภาพที่ได้เริ่มขึ้นแล้วแม้จะ

อ่านต่อ

ยังไม่ใช่เอกลักษณ์เต็มรูปแสดงผลออกชัดเจนก็ตามเอกลักษณ์หมายความว่าสิ่งที่แสดงถึงสิ่งที่เด่นที่ชัดเป็นตัวเป็นเนื้อเป็นตัวแท้ๆของลักษณะของพุทธแท้ๆแล้วเอาที่หมายแท้ๆเอกลักษณ์ที่ชัดๆที่เน้นเห็นเด่นชัดเป็นเนื้อแท้ๆเอกลักษณ์ถึงแม้ว่ายังมันยังไม่เต็มรูปแสดงออกผลออกมาชัดเจนก็ตามแต่ก็ได้เชื่อมโยงสื่อความหมายออก ไปก่อค่านิยมของพระพุทธศาสนาต่อสังคมปัจจุบันทั้งสิ้นแม้มีกระปิดกระปอยมันก็ไปเชื่อมโยงเข้าไปต่อสายสัมพันธ์เอาไว้ทำสมรรถภาพเอาไว้หากบางทีบางคนก็ยังไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำไปแต่เขาก็ได้รับผลมาเรื่อยๆเมื่อพระพุทธศาสนาได้เริ่มสุดแสงขึ้นแม้เพียงเริ่มอุทัยณที่ใดก่อนนั่นแหละคือณที่นั้นมีสื่อแห่งสันติภาพได้เริ่มเรืองชาวบ้านขึ้นแล้วหมายความว่าพระพุทธศาสนาไปเริ่มอุทัยหมายความว่าไปค่อยๆส่องกระจายรังสีรัศมีขึ้นที่ไหนณที่นั้นก็คือสันติภาพได้เริ่มเรื่องชวาลก็หมายความว่ารุ่งแสงเพิ่มขึ้นแล้ว อันที่จริงนั้นเนื้อหาสาระของพระพุทธศาสนามิได้มีผลอยู่แต่เพียงว่ามีวัดมีจารีตนิยมมีพระพุทธรูปมีพระคัมภีร์หรืออะไรต่างๆบ้างเล็กน้อยเท่านั้นดอกไม่ใช่แต่ผลแท้ที่เป็นเป้าหมายอันสำคัญของพระพุทธศาสนานั้นอยู่ที่ความสุขเย็นหรือสันติภาพที่คนและสังคมนั้นๆจะพึงได้รับคำภีร์ก็ตามจารีตนิยมก็ตามพระพุทธรูปและแม้วัดก็ตามนั้นคืออุปกรณ์ประกอบที่จะเพิ่มความสุขเย็นเพิ่มสันติภาพ ปวงชนและสังคมย่านนั้นๆยิ่งขึ้นตลอดถึงแม้องค์พระสงฆ์ที่เป็นคนจริงๆนั้นก็คือตัวอย่างยืนยันอันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้รู้ให้เห็นอยู่ว่านี่แหละคนผู้มีความสุขเย็นผู้มีสันติภาพบ้างแล้วตามระดับตามขั้นของแต่ละองค์ตลอดจนเป็นผู้มีสันติภาพถึงขั้นสึกเย็นเป็นที่สุดก็มีอยู่เป็นผู้ได้พักโลกที่ร้อนหรือว่าละโรคต่ำมาได้แล้วไม่เกี่ยวข้องโลกร้อนโลกชั่วๆนั้นได้จริงแล้วตามขั้นตามฐานะจริงของพระสงฆ์องค์นั้นๆโดยศีลโดยพระพุทธธรรมเป็น แสดงบอกอธิบายอ้างได้ทันทีพระองค์ใดก็ตามโดยศีลโดยพุทธธรรมต่างๆพระพุทธธรรมต่างๆเอามาอ้างได้เลยว่าละโรคต่ำโรคที่ร้อนๆโรคที่เดือดร้อนมาได้แล้วหรือยังเอาศีลมาวัดเอาพระพุทธธรรมมาวัดแล้วก็ภิกษุลงไปสิว่าหยุดเย็นว่างเปล่าทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านได้ขึ้นอย่างไรวัดได้เลยและอธิบายได้สำหรับผู้รู้นะเพราะงั้นใครจะไปพิสูจน์ผู้พระผู้รู้ก็ย่อมจะชี้ให้เห็นได้ตัวองค์พระที่เป็นผู้มีปัญญาเข้าใจสิ่งใดชี้ได้เลยบอกนี่แหละเราได้เริ่มมาแล้วจากโลกอย่างนั้นอย่างนั้นโลกร้อนๆอย่างนั้นโรคต่ำๆอย่างนั้นที่หนักๆหนาๆที่ลำบากลำบนอย่างนั้นเราได้เลิกมาแล้วได้พ้นขึ้นมาได้แล้วตามลำดับตามลำดับจริงๆเนี่ยเราจะ ได้ทันทีนอกจากพูดไม่รู้เท่านั้นแล้วก็พูดไม่ออกได้อะไรก็ไม่รู้มีหรือเปล่ายานมีหรือเปล่าไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้จะทำยังไงถ้าไม่รู้แต่ถ้าผู้รู้ก็พูดได้แต่ไม่ได้พูดไม่ได้คือพูดไม่ได้ก็เพราะไม่รู้ดังนั้นเองก็รู้ว่าพูดทุกคนนะไม่ว่าใครอ่ะพูดทุกคนน่ะไม่มีใครรู้ก็ไม่พูดมีเลยที่ไหนไม่มีแล้วพูดตรงนั้นเพราะงั้นพูดที่เป็นพระที่ไปปรากฏเป็นองค์พระสงฆ์ไปปรากฏที่ใดใดก็คือตัวอย่างที่จะชี้บอกตามขั้นตามฐานะของท่านเมื่อเอาศีลเอาพระพุทธธรรมมาวัดมาชี้เทียบเคียงให้เห็นได้เลยว่าเป็นผู้ที่ได้รับโลกร้อนนั้นมาแล้วได้จริงๆตามขั้นตามฐานะจริงของประสงค์องค์นั้นๆทีเดียวและท่านมีท่านก็พร้อมจะสอนจะบอกกล่าวและจะแนะ ชี้ชี้ทางบอกวิถีให้แก่ผู้อื่นที่จะเดินทางไปสู่แดนสันติภาพหรือพบความเจริญแท้มีความสุขสงบจากที่จากสิ่งที่ต่ำที่ผู้ใดผู้หนึ่งไปหลงไหลดีดดิ้นอยู่กับมันอย่างไม่รู้หยดไม่รู้ระวางเช่นองค์ท่านได้ทีเดียวเพราะท่านได้มาละมาได้แล้วบ้านท่านก็จะชี้บอกเลยใครต่อใครจะไปติดสิ่งใดสิ่งใดอยู่ระหว่างยังไม่ได้ถ้าจะชี้จะบอกทำอย่างนี้อย่างนี้และจากอันนี้มาเสียไม่ใช่ท่านได้รับมาแล้วนี่เรียนสบายถ้าจะบอกได้ทีเดียวแม้จะไม่มีวัดมาก่อนไม่มีพระพุทธรูปเลยสักองค์ไม่มีพระคัมภีร์เลยสักเล่มท่านก็จะถ่ายทอดภาษากล่าวศีล เป็นการบอกหลักประพฤติผิดสีนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นจะต้องคือศีล 5 หรือศีล 8 ก็ได้แต่ศีล 5 หรือศีล 8 นี่แหละก็คือหลักแก่นแท้ของการประพฤติด้วยแต่ไม่จำเป็นว่าพระองค์นี้จะพบปะกันเล่นศีล 5 ศีล 8 ก็ได้ไม่จำเป็นแต่เข้าไปถึงแล้วศีล 5 ศีล 8 นี้ถ้าเข้าใจแท้ก็รู้ได้ทีเดียวว่าศีล 5 ชิ้นแตกก็คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาเหมือนกันถ้าผู้ที่จะอธิบายให้ก็จะอธิบายให้แยกแยะให้ทีเดียวให้หลักประพฤติให้ปัญญาอันเป็นการทำความเข้าใจให้รู้ชั่วรู้ดีที่แท้รู้วิธีทำให้กับตนก่อนดับชั่วที่ตนยังมียังละไม่ได้นั้นๆให้ได้รถส่วนที่จิตของตนยังไปยึดมั่น รักหลงอยากเอาไว้หรือว่าอยากมีอยากเป็นอยากได้มากเกินไปมากเกินกว่าความจำเป็นแห่งชีวิตที่ควรจะรู้ให้แท้ให้ชัดว่ามันมีปัจจัยที่จะยังความตั้งอยู่ได้จะยังความตั้งอยู่ได้ให้แก่ชีวิตนั้นไม่มากเลยรู้ให้ชัดว่าชีวิตเนี่ยสิ่งที่จะพยายามให้มีชีวิตอยู่เนี่ยความจำเป็นของชีวิตมันไม่มากเลยเพราะงั้นถ้าผู้ใดชี้ให้ได้ก็จะชี้ให้เห็นได้ถึงความมากเกินกว่าความจำเป็นที่ตัวเองไปยุ่งยากมากมายอยู่ที่เข้าไปหลงก็จะเข้าไปเห็นอย่างนั้นก็เพราะว่ามัน มันเป็นการไปหลงผิดได้หลงเห็นหลงเชื่อไปตามผู้อื่นมากไปเรียกว่าเราไม่รู้เรียกว่าเราไม่รู้เรียกว่าอวิชชานั้นเองความจริงแท้ที่ถูกตรงและแสนง่ายแสนสบายเบาเป็นภาระน้อยเหล่านั้นไม่รู้ต่างหากจึงควรจะรู้ควรจะเข้าใจให้ได้ให้จริงก่อนอย่างนี้เราเรียกว่าอธิบายให้รู้เป็นปัญญาหรือปัญญาญาณแล้วก็ทำให้รถให้ละให้ขาดจากจิตจริงๆให้ได้เป็นขั้นต่อไปเรียกว่าวิทย์อธิบายให้ฟังให้เข้าใจเป็นปัญญาเป็นสมาธิแล้วก็ไปละเลิกให้ได้เรียกว่าเป็นวิมุตผู้นั้นก็จะพบความสุขเย็นจะได้พบจิตที่สิ้นความหวั่นไหว หาในวรรณกรรมปะติดเนี่ยจิตที่สิ้นความหวั่นไหวจากสิ่งที่เราเคยไปติดไปยึดเคยไปผูกพันเคยไปรักชอบเคยไปปรุงไปแต่งกับมันและจิตที่ไม่มีความกำหนัดยอมด้วยธุลีแห่งโลภะโทสะโมหะเรียกว่าวีรกรรมผู้ใดทำได้จริงจิตหมดนักการปฏิแล้วไม่มีแม้กระทั่งเรียกว่าวีรชัยแล้วด้วยจะพบความง่ายความเบาความพ้นภาระเองเรียกว่ามีวิญญาณวิมุตติญาณทัสสนะเรียกว่ามีวุฒิญาณทัศนะผู้ที่พบนี่แหละผู้ที่พบสิ่งที่เป็นวิมุตแล้วก็พบปัญญารู้เห็นความสบายความเป็นผู้มีวิมุตติญาณทัสสนะเราต้องเข้าใจต่างกันยังไงกับวิมุตติญาณทัสสนะ ญาณทัศนะแตกต่างยังไงกับรีโมทและเรียกว่าวิมุตเฉยๆเรียกว่าญาณทัศนะเฉยๆเรียกว่าวิมุตติญาณทัสสนะรวมกันเรียกว่ามันหมายความว่าอย่างไรต้องให้รู้ว่าฉันให้ละเอียดนะไม่งั้นก็ถามเราเราต้องงงๆไปหมดไม่ใช่ว่ารู้แต่เพียงอย่างหนึ่งอย่างหนึ่งแล้วก็พูดกันเลอะๆปนๆกันไปหมดคือรู้ว่าสิ่งที่เราหลุดมาได้รู้เราผลอะไรเดี๋ยวนี้เราไม่มีหวั่นไหวเลยเราเห็นเนี่ยไอ้นี่น้ำเปล่านี่ขวดเหล้านี่ตั้งอยู่นี่แต่คนเราก็อยู่โคราชสีก็เห็นรูปก็เห็นตาเห็นหูได้ยินพูดเพื่อนก็บอกกลิ่นฉุยๆอย่างนี้รู้บางทีอาจจะเอามาแจกที่ลิ้นด้วยซ้ำไปรู้รสรู้ๆๆแต่เราน่ะเราไม่ได้ หวยไม่ได้สะเทือนสะเทือนสะท้านไม่ได้มีชอบมีช่างกับมันไม่มีเลยมีอะไรใช้อะไรจะไม่ยอมให้เราชอบเราทางไปสักนิดก็ไม่มีไม่เอนเอียงอะไรแล้วอย่างนี้จิตของเราเรียกว่าวิมุตญาณทัศนะก็คือปัญญารู้ด้วยว่าขณะนี้เนี่ยเรารู้มาก่อนแล้วว่าอันนี้ของไม่ดีแล้วเราเลิกเรารักมาได้แล้วเราก็มาทำวิมุตได้เราก็รู้ด้วยเดี๋ยวนี้เรามีทั้งหมดมีทั้งญาณทัศนะและเห็นผลอีกอันนึงเพิ่มเติมก็จะมาจากนั้นคือเห็นผลจากว่าแต่ก่อนนี้เราติดอยู่เราก็มีความสุขจากโลกโลกและเศษมันเราก็สุขไม่ได้เสียบก็ทุกข์เรามีสุขมีทุกข์กับมันตอนนี้เราเลิกจากมันแล้วมีมดแล้วเพราะปัญญาที่รู้มาก่อนแล้วมาปฏิบัติแล้วก็เกิดวิมุติการทัศนะอีกทีจนกระทั่งเห็นว่าอ๋อแต่ก่อนนี้เรามีสุขมีทุกข์ เดี๋ยวนี้เราหมดสุขหมดทุกข์กับมันใจเราเฉยว่านิ่งสัมผัสรู้สัมผัสเห็นอยู่ตัดขาดจากกันคนละส่วนคนละสิ่งได้อย่างแท้จริงเราไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลยไม่มีทางเดือดร้อนไม่ต้องมีสุขไม่ต้องมีทุกข์ก็มีสุขก็ไม่มีมันแจ่มแจ๋วเลยแล้วก็เราก็รู้ว่าไม่ดีซะอีกแล้วเราพ้นภาระแต่ก่อนนี้ต้องเป็นภาระกับมันต้องแบกต้องห้ามต้องไปเที่ยวได้วุ่นวายกับมันต้องเอามันมาผสมมาปรุงมาปนมาทำอะไรต่ออะไรกับตัวเราอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมีเจ้าเราก็ไม่ชีวิตไม่ต้องไม่ต้องมีสิ่งนี้ตัดขาได้สบายชีวิตถึงดูเบาๆง่ายกว่าเล็กลงแล้วแต่แท้จริงแล้วมันเป็นอันนี้คือเอามารับทราบเป็นปัจจัยที่เราเองแต่ก่อนที่เราหลงว่าถ้าเรากินแล้วสุขถ้าเราไม่มีมันไม่ได้ทุกข์ อร่อยดีได้เสพมันสบายดีถ้าไม่เสพเสียบางทีนี้เราไปเจอมันด้วยซ้ำไปอดไม่ได้ต้องเสพอะไรดีถ้าไม่เสพทุกข์บางทีมันนานๆยังนึกถึงมันทีเลยยังนานยังไงไอ้นี่ไม่เลยแม้กระทั่งอยู่ต่อหน้าเราก็เฉยๆศูนย์ไม่มีเอฟเฟคอะไรไม่มีผลสะท้อนอะไรนะคำปฏิไม่มีหวั่นไหวจริงๆอย่างแท้จริงเราก็จะรู้อันนั้นอีกอันนึงคือไม่ใช่สมมตินะตอนนี้มันจะสมบูรณ์แล้วเป็นวิมุตจริงๆเป็นรถเห็นความเบาความว่าจริงๆของเราจริงๆแล้วอ๋อโลกนี้มีสิ่งนี้อยู่ก็ย่อมมีโรคนี้มันมีสิ่งนี้อยู่เป็นสมมติมีแต่เราสิปรมัตถสัจจะของเราเรามีหมดแล้วเราสูญญตาแล้วเหมือนกับเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ในโลกนี้เราก็ขอมม พรุ่งนี้อยู่เพราะเราไม่เกี่ยวข้องเหมือนมันตายจากเราเหมือนเราตายจากมันเหมือนมันตายจากเราเราตายจากมันมันตายจากกันนี่แหละนิพพานสภาพของวิมุตติญาณทัสสนะอย่างนี้มันจะไปนั่งหลับรู้หลับตาไม่รู้อะไรก็ไม่รู้จะดับอะไรก็ยังไม่รู้เลยดับได้แล้วยังก็ไม่รู้จนกระทั่งเป็นนั่งหลับตาอยู่ในป่าตั้งนานนึกว่าตัวเองดับได้หมดแล้วกลับมาเจอกันหน่อยเดียวอ้าวเข้าแล้วไม่นับคำปฏิสันแล้วคลุกคือคนปรุงเลยเดือดร้อนเพราะไม่ได้ทำอะไรก็ไม่ได้ต้องแต่งงานต้องอยู่กับสนมอย่างฤาษีที่ว่าที่เราเล่ากันมาก็เสร็จมันน่ะสิแบบนี้ไม่ได้อย่างนี้ไม่ได้ต้องรู้มันจริงว่าไอ้นี่เราต้องรักต้องเลิกแล้วก็อนุสัยได้ด้วยปัญญาญาณทัศนะมีบรรยายจริงๆไอ้นี่ชั่วไอ้นี่ไม่ดีไอ้นี่ไม่ต้องทุบครีมไม่ต้องติดมันไม่ใช่อะไรเลยไม่จำเป็น ไม่ๆจะไม่จำเป็นไม่ใช่ปัจจัยปัจจัยพระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่ามี 4 เท่านั้นนอกนั้นบริขารปัจจัยมี 4 เท่านั้นบริขารนอกนั้นไม่มีอะไรสำคัญเลยไม่ถ้าไม่รวมถ้าไม่บอกว่าปัจจัยของชีวิตนั้นนอกนั้นเป็นบริขารที่จะทำประโยชน์ให้ได้มากได้มาตามฐานะเท่านั้นเองเพราะใจอันนี้ได้ก็จะรู้วิมุตด้วยรู้อย่างทัศนะด้วยและรู้วิมุตติญาณทัสสนะเสร็จไปในตัวเลยเห็นได้ด้วยตนเองรู้แจ้งและสัมผัสรถอันเป็นวิมุติรถได้ด้วยตนจริงๆเป็นปัจจัยต่างๆเห็นเองรู้เองรับรถเองไม่รู้เองมันจะยุติรถเนี่ยไปบอกไม่ได้นะไม่รู้ว่ามันจะสมมตินะสมมุติเอาแต่รถที่ไม่มีรถนะมันเกิดจากการถ้าไม่ จริงมานั่งคิดเอาเองว่ามันวางยังไงมันสบายยังไงอนุมานเอาได้เป็นการอนุมานเป็นการนึกคิดเอาเป็นกินตามระยะปัญญาแต่ภาวนาไม่ได้ปัญญาที่หลุดร่อนจนรู้รสซึ่งแท้จริงมันสบายมันเบาเหมือนว่าคนนั้นต้องพูดจริงๆนะฉันจึงมีจริงนะนางแบบนี้แล้วแน่นอนด้วยปัญญาแล้วอ๋อไอ้นี่มันไม่ใช่ปัจจัยไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องคลุกคลีคนนั้นจะไปบ้ามันทำไมจะไปบ้ากับสิ่งนั้นทำไมไม่มีก็ได้แต่ถ้ามีมาไม่จำเป็นเห็นคนตัดขาดก็ตัดเลยไม่ควรจะเป็นตัวอย่างให้แก่โลกงานนี้พยายามซ้ำให้ฟังอันนี้เนื้อหาสำคัญมันจึงเป็นพระพุทธธรรมที่แท้เป็นสวาทขากระทำที่จริงคือใครๆก็สามารถทำให้เห็นจริงทันทีที่ตนได้ตนตามชั้นตามฐานะทำได้ใครๆก็สามารถทำให้เห็นจริง มีที่เติมได้ทั้งๆที่ตนได้เห็นทำจะเห็นเงินจริงทันทีที่ตนได้ตามขั้นตามฐานะนะให้คิดอะไรอยู่ขั้นแรกขั้นเบาขั้นตอนรู้ให้ชัดเป็นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายแล้วก็ทำให้ได้อย่างนี้เรียกว่าฉันคิดถึงฉันทิฐิธิติกานต์หมายความว่าเป็นผู้เป็นผู้รับสภาพนั้นทิฐิก็คือเห็นได้ชัดเป็นปัจจุบันได้เดี๋ยวนี้ได้ที่ตนเองนี่เองไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนไม่ว่ากาลใดเวลาใดที่เรียกว่าการไม่กำหนดเวลาไม่ว่าเวลาในการไหนอากาศยุคไหนสมัยไหนก็ทำได้พระพุทธเจ้ามีผู้ปฏิบัติจริงๆถูกต้องตามมาตามผลมีนับมีผลอยู่ตราบนั้นเป็นอรหันต์ได้ตราบนั้นทำทำไมมันจะทำไม่ได้เนี่ยไปอีกกี่ชาติก็ทำได้แต่คนนั้นรู้คนนั้นเห็นต่อไปมัน มีเชื้อเห็นรู้กันนานาเดี๋ยวนี้มันยังรู้ยังเห็นอยู่เนี่ยผมจะพูดได้กันอยู่นี่นะทำไม่ได้เนี่ยมันเสียท่าเปล่าๆขนาดนี้เข้าใจอยู่ขนาดนี้ทำไม่ได้ทั้งหมดท่าเลยไม่รู้จะพูดยังไงกันดีแล้วขณะนี้ไม่เข้าใจแล้วมันเป็นอาการจริงๆนะสามารถที่จะกระทำได้ไม่ว่ากาละไหนสมัยไหนพูดกันรู้เรื่องทำได้สำเร็จเป็นปัจจุบันและพิสูจน์ได้เรียกมาดูมาเห็นได้กันจริงๆแท้ๆตามขั้นตามฐานะตัวเองก็ได้ตามเห็นจริงๆพูดกันรู้เรื่องแล้วก็พิสูจน์กันได้เลือกมาดูกันแล้วก็ได้วันนี้เห็นมั้ยเห็นจริงแล้วบอกแล้วก็ชี้ให้ดูอย่างน้อยที่ตัวเราหรือยังเรายังไม่หมดก็บอกไปดูที่อาจารย์เราอะไรเงี้ยในปัจจุบันคราวที่แล้วแต่ว่าเขาจะทำครั้งที่แล้วไม่ได้อธิบายอย่างนี้ ฉบับที่แล้วอันนี้สมัครงานฉบับนี้อธิบายอีกอย่างหนึ่งอย่างนี้เรียกว่าเป็น AE86 คือพิสูจน์ได้ตามขั้นตามฐานะเรียกมาดูกันได้ทันทีซึ่งใครๆก็ควรโน้มน้อมเอาหรือนำไปทำให้เกิดที่ตนเองบ้างเรียกว่าโอปะนะยิโกคล้ายๆก็ควรจะโน้มน้าวเอาหรือนำไปทำให้เกิดที่ตนเองบ้างอย่างนี้เรียกว่าโอปปานิโกใครๆคนโน้มน้าวเอามาเพื่อเป็นของดีเมื่อเข้าใจได้เชื่อถือและรับไปประพฤติปฏิบัติฝึกหัดอดทนจนพ้นจนบรรลุจนสำเร็จได้เรียกว่าเกิดญาณหรือเกิดมีมนุษย์ก็ชื่อว่าเห็นเองรู้เองสุขเองสงบเองฟังให้ดีนะตอนนี้เห็นเองรู้เองสุขเองสงบเองเข้าใจเอง กวาดเองอย่างแท้จริงอยู่ในจิตในตัวแห่งตนเองรู้เองเข้าใจเองสุขเองสงบเองไปในตัวอะไรก็ตามแต่มันเข้าใจเองฉลาดเองคนอื่นเขาไม่เข้าใจคนอื่นไม่ฉลาดคนอื่นเขาว่าไงก็แสนที่จะดูที่ตัวเองในตัวเองคนธรรมดาธรรมดาตื่นนั้นรู้เห็นได้ด้วยยากคนอื่นรู้เห็นหน้าตัวอย่างอยู่แต่ถ้าเป็นคนฉลาดฉลาดฉลาดหรือบัณฑิตก็พึงรู้พึงเห็นด้วยได้จริงอยู่อีกถ้าเป็นบัณฑิตเหมือนกันหรือว่ารู้อะไรมันได้เหมือนกันดูได้ด้วยเหมือนกันสืบเนื่องเป็นค่านิยมสำคัญเอาไว้อีกแม้ผู้นั้นเห็นได้เป็นบัณฑิตแต่มันยังไม่สามารถที่จะเห็นได้โดยปัญญาและเข้าใจด้วยปัญญา แต่ตัวเองยังไม่ลุกหรอกไม่บัณฑิตฉลาดพอรู้ได้ก็มีเหมือนกันพรุ่งนี้ก็เอาไปปฏิบัติๆได้คนนั้นเราไปปฏิบัติต่อได้หรือผู้ที่เป็นบัณฑิตเองจริงๆอย่างพระพุทธเจ้าท่านเป็นบัณฑิตแล้วท่านมาสอนโกณฑัญญะท่านก็เห็นว่าคนที่จะประดิษฐ์ได้อย่างควรจะปฏิบัติได้อย่างท่านเหมือนกันนะท่านก็บอกว่าอ๋ออย่างนี้เห็นว่าสืบต่อจากเราไปหาเขาให้เขาก็ทำอย่างเราได้ด้วยหรือที่ท่านทำได้ผมเป็นบัณฑิตผมสามารถรู้ท่านพูดสามารถท่านจะเห็นเข้าใจที่ท่านแสดงได้อ๋ออย่างนี้ก็ทำได้เสียแล้วเห็นจริงด้วยดีควรละชั่วประพฤติดีให้ใจมันบรรลุผ่องใสสว่างมาจากชั่วรักขาวสะอาดมาให้ได้ก็อย่างนี้โอ้เป็นได้นี่เป็นได้ไม่มีทางมีแบบนี้อาจจะมาก็เกิดที่ผู้มีพระอริยมรรคเกิดพรุ่งนี้พรุ่งนี้ก็ไปปฏิบัติเอาจนบรรลุ ก็เป็นปฏิพลเองขึ้นมาเองพรุ่งนี้ก็พึงทำได้อีกถ้าทำแล้วผมมารับปฏิบัติแล้วก็ไปปฏิบัติตนเองผมก็สืบต่อเป็นสายสัมพันธ์ต่อเนื่องกันอยู่ทางนี้แหละจึงเรียกว่าปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิจึงเรียกว่าปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิซึ่งผู้ที่เป็นบัณฑิตรู้กันเองและวิญญูอื่นที่เป็นผู้ฉลาดก็ย่อมรู้ด้วยอย่างแท้จริงเรียกว่าเวรที่ตะโกวิญญูโดยที่ตะโกก็แปลว่าบัณฑิตแล้วผู้รู้ทั้งนั้นแหละรู้กันได้ต่างคนต่างรู้กันได้อย่างแท้จริงก็เป็นสำคัญๆที่สื่อสารขยายค่านิยมของพระพุทธศาสนาต่อสังคมทุกยุคทุกๆ สมัยมาตามลำดับเพิ่มขึ้นมาจนปัจจุบันนี้ก็กว้างไกลไปจนเกือบทั่วโลกสำหรับพระพุทธศาสนาบ้านเมืองหรือว่าสังคมใดที่ต้องเดือดร้อนวุ่นวายทุกทรมานเพราะไม่รู้ไม่เข้าใจในความเชื่อความต่ำเป็นต้นว่าติดยาเสพติดติดเหล้าติดเบียร์กันมากมายหรือว่าติดสิ่งเสพติดอื่นๆก็ตามก็ได้ชื่อว่าสังคมนั้นยังมัวเมาตกต่ำอยู่นี่แหละมันเบาหวานเมืองใดเป็นต้นว่าถ้าติดยาเสพติดเหล้าติดเบียร์ติดเครื่องเสียงอะไรต่างๆ ไม่เจริญอย่างดีอย่างดีจริงถูกทำยังไม่เจริญอย่างดีจึงถูกทำยังเรียกว่าเป็นแดนนรกหรือโลกแห่งความเป็นคนที่ยังไม่พัฒนาเนี่ยเราจะแก้ไขหมดเลยหาว่าศาสนาพุทธที่ไม่พัฒนามันไม่มีพระศาสนาพุทธและแสนที่จะพัฒนาโลกอย่างสะอาดบริสุทธิ์จริงจริงมหาวิบัติโลกเพราะงั้นถ้าผู้ใดยังติดอบายอยู่อย่างนี้พวกนี้ยังอยู่ในแดนนรกหรือโลกแห่งความเป็นคนที่ยังไม่พัฒนาชนหรือโลกอนาคต เรียกว่าโรคอะไรก็ได้หรืออนารยชนก็ได้ไม่ใช่ไม่ใช่อริยชนมันไม่ใช่อริยะเรียกว่าโลกปลาระยะอะนาระยะนี้แปลว่าไม่อารยะแล้วเขาเรียกภาษาไทยเขาเรียกไทยๆเขาเรียกว่าอารยะคำว่าใช้คำว่าอริยะเหมือนกันจริงๆมันอันเดียวกันนั่นแหละมาแยกให้มันมากเรื่องขึ้นก็อ้าวไม่ว่าแล้วก็อธิบายให้ฟังให้เข้าใจให้ได้ทุกเนื้อหามันเราไม่ยึดหลักอะไรเราเข้าใจด้วยว่าโลกอนาคตศาสนาก็จะชักนำชี้พาให้รู้ชั่วให้เข้าใจในบาปหรือรู้แจ้งนรกชนิดที่ไปหลงเสพติดนรกที่เป็นเรืองแสงติดต่างๆนี้วงเล็บนี่แค่เป็นมวยยึดหลงเข้าใจอยู่แต่กับนรกที่เห็นไม่ พิสูจน์ไม่ได้พิษรักเอหิปัสสิโกไม่พูดกันนี่เป็นชั้นต่ำขึ้นมาก่อนนะไม่ใช่เอาไปพูดนรกอะไรที่เผลอๆอยู่ที่มึงเห็นไม่ได้พูดไม่ได้พิสูจน์มันก็ไม่ได้ผิดหลักซิโกวันนั้นเราก็ไม่เอาเอาอันนี้ก่อนหมู่ไหนก็ได้คู่กันก็เข้าใจนอกจากว่าไม่ได้แล้วเห็นตัวประชาชนก็พูดไปเลยส่งฝากภาษาเอาไว้เอาแค่นี้ก็ช่วยอย่างนี้ก็เอางี้ก่อนเขาเห็นจริงก็เห็นสิ่งต่างก็ยังไม่เห็นจริงก็ยังไม่พูดกันใครเห็นจริงก็พูดมาให้ชัดๆๆและหาทางให้ฝึกหัดตัดละเลิกหยุดออกมาทำตนให้เจริญแท้ให้ได้ดังนี้ก็เป็นการช่วยสังคมโดยแท้จริงในอันนึงอยู่ในปัจจุบันนี้ยิ่งหนักหนามากในเรื่องอบายมุขต่างๆมันก็จะมาพระพุทธเจ้าได้ทรงสอน อย่างละเอียดละออสิ้นแล้วเพราะว่าในสมัยพุทธกาลนั้นยังไม่มีมากมายดังสมัยปัจจุบันนี้คือสมัยพุทธกาลไม่มีอบายมุขไม่มีมากมายเหมือนเดิมสมัยนี้สมัยนี้สิยากมากมายดังนั้นในสมัยพุทธกาลเรื่องดับโรคระบาดเช่นนี้จึงไม่มากล่วงมาถึงปัจจุบันนี้อบายมุขมากมายเหลือล้นจึงจำเป็นจะต้องเร่งด่วนลดปริมาณอบายมุขกันให้ยิ่งยิ่งถ้าชี้โทษได้จริงผู้หลงใหลยึดติดเห็นแจ้งจริงก็สามารถทำให้คนพ้นโลกอบายที่เรียกว่านรกหรือโลกนาระยะได้จริงซึ่งการพ้นนรกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องจริงเป็นไปได้อยู่มีผู้บรรลุหลุดพ้นอยู่เสมอๆพระพุทธศาสนาจึงมีค่านิยมต่อสังคมปัจจุบันทันสมัยยิ่งขึ้นสำคัญยิ่งขึ้น ตามไปดังนี้ผมไม่ได้ศาสนายิ่งสำคัญยิ่งขึ้นจริงๆเพราะว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือสังคมใดมั่วสุมรุมร้อนกันไปด้วยความหลงไหลการพนันการขันต่อคือการทำให้ติดทำให้จมปลักแน่นลงไปกับสิ่งนั้นเรื่องนั้นยิ่งๆซึ่งสังคมปัจจุบันนี้ยิ่งมีมากกว่าพุทธกาลเป็นไหนๆอีกและโรคในโลกมีความโลภหวังเอาเปรียบหวังได้มากกว่าหวังรวยกันอยู่ในทางต่ำทางไม่เจริญทางผิดนานาชนิดเนี่ยเพราะเรื่องการพนันการขันต่อโลกในทางที่ไม่ถูกทางเอาเปรียบเขานั่นเองโลกเพื่อต้องการเอาเปรียบเขามันไม่เป็นไปด้วยความซื่อตรงหวังได้มากกว่าหวังรวยกว่าในทางที่ ล้วนเรียกว่าสบายหรือนรกทั้งสิ้นพระพุทธศาสนาก็จะชี้จูงชักชวนให้เลิกให้หยุดให้เห็นจุดเลวถอนตนเอาเวลาเอาสมรรถภาพคืนมาคือมาทำมาหากินขยันขันแข็งในงานที่ถูกเรื่องก็จะเป็นประโยชน์แก่ตนเองแท้และประโยชน์แก่สังคมแก่โลกถ้าไม่เช่นนั้นก็เอาเวลาไปแล้วนี่ไปอาบน้ำไปนั่งเล่นการพนันจะได้กำไรมาไปเล่นมาไปเล่นโปรไปเล่นหวยไปเล่นอะไรก็ไม่รู้ซึ่งมันไม่ใช่ทางตรงเลยไม่ใช่ทางที่ดีมันเป็นทางที่ไม่ได้อาศัยอัตตาหิอัตโนนาโถไม่ได้อาศัยตนเป็นที่พึ่งของตนแต่ไปหวังเสี่ยงโรคเสี่ยงลาภเสี่ยงโชคเสี่ยงฟ้าดินอะไรอยู่ก็ไม่รู้อย่างนี้ไม่ใช่หลักตัวพระพุทธเจ้าท่านพาทำเพราะไม่ใช่หลักอริย มันเป็นหลักลอยๆเป็นหลักเพ้อๆมีศาสนาพุทธไม่เน้นศาสนาพุทธไม่เอาต้องให้เป็นผู้รู้หลักความจริงซึ่งไม่เถียงเพราะงั้นการเป็นการแข่งขันต่อการเป็นเล่นเอาหาวิธีจะเอาเปรียบเขาเล่นด้วยการสนุกประสมแล้วก็ไปเที่ยวแบบพนันอะไรกันอยู่อย่างนี้ไม่เอาพูดไม่เอานะการพนันขันต่อใดๆถ้าเข้าใจให้ได้ทวนตัวแล้วไม่ใช่ของที่ศาสนาพุทธเราจะสรรเสริญเลยสักอย่างเดียวสังคมใดเร่าร้อนจัดยั่วยุกำราบกันหนักไปหรือว่าถึงขั้นพื้นฐานไปในเรื่องเพศเรื่องเมถุนพระพุทธศาสนาก็จะอธิบายคลายผ่อนไปให้เข้าใจและลดราวาศอกลงมิให้หลงไหลต่ำดิน ติดแน่นหนักมากจนบ้าๆแปลกๆซึ่งทุกวันนี้มีมากจนรู้ดีเห็นดีกันอยู่มีวงเล็บให้ฟังเดี๋ยวนี้เรื่องวิฐานเรื่องพิสดารอะไรเรื่องเมถุนเรื่องเพศมันบ้าๆแปลกๆเยอะนะเป็นโทษเป็นภัยเป็นการเมามายร้ายเกินทำให้ตนแต่เสื่อมพร้อมกับคนอื่นและสุดท้ายสะท้อนไปถึงสังคมก็พลอยเสื่อมลงด้วยมันเกินไปอย่างเงี้ยศาสนาพุทธก็รู้ดีสังคมใดหลงไหลการละเล่นเกมการต่างๆมัวเมามากมายอยู่ในมหรสพเริงรมย์จนจมปลักกลายเป็นความสูญเสียแม้แรงงานและการงาน ควรจะได้ควรจะรังสรรค์อันเป็นเนื้อหาของชีวิตที่แท้จริงยิ่งกว่าก็กลับต้องสูญเสียต้องสูญเสียไปเพราะความเมามายหลงเพลิดหลงเพลินอยู่กับการละเล่นเกมการต่างๆพวกเกมที่ภาษาฝรั่งนี่แหละเกมเสน่หาไทยๆเราก็เอามาเข้าใจกันได้หลงในการเล่นหลงในเกมการต่างๆอันมากจนเกินล้นเหลือจะขนาดนับในสังคมปัจจุบันนี้พระพุทธศาสนาก็จะเป็นตัวอย่างอันดีและจะชี้ชวนให้รู้ควรรู้ควรรู้เหมาะไม่ให้เมามืดปิดเสพจนไหลหลงกระทั่งกลายเป็นเดือดร้อนไม่สุขเย็นและสูญเสียไอ้เรื่องการละเล่นการมาของระบบหรือว่าเกมต่างๆนี้กูจะชนจะเข้าใจได้ว่าเป็นอบายมุขเป็นเรื่องเลวเรื่องไม่จริงเรื่องบาปเรื่อง เรื่องของอนารยชนแท้จริงนั้นยากมากจะเข้าใจซึ้งรู้แท้ยากกันเป็นที่สุดเพราะมันเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนเรียกว่าปริวัตร 3 คือผู้ประกอบอบายมุขเลือกเศษการละเล่นมหรสพและเกณฑ์การต่างๆนั้นเป็นชาวนรกจริงๆแต่แปรงกายหรือว่าแสดงตัวแสดงภูมิอยู่ในสภาพเทวดาเรียกว่าเทวดาเจ๊พรุ่งนี้พวกที่ไปหลงการเล่นหลงการมัวเมาเสร็จอะไรก็ได้อยู่ต่างๆเนี่ยแต่ถ้าเป็นเทวดาแต่เป็นเทวดาเกย์นะแท้จริงนั้นคือผู้ยังหลงอยู่ในโลกแห่งความไม่จริงแท้จริงเรายังหลงอยู่ในความในโลกแห่งความไม่จริงก็ไปนั่งดูหนังแล้วมันดูความจริงที่ไหนล่ะดูความหลอกลวงนี่ผมได้ไปฟังว่าความหลอก ความตอแหลภาษาบาลีเรียกว่า alika สุขอย่างนี้หรือสุขที่สุดปุถุชนเป็นหลงเหล่านี้เรียกว่าสุขขันริกะคือสุขอย่างตอแหลทุกอย่างหลอกลวงก็ไปมีสุขเกษมนึกว่าตัวเองเป็นสุขไปแปลงตัวเป็นเทวดาอยู่กับศุกร์วันนี้อยู่ก็นึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในแดนเทวดาในแดนเริงรมนั่งดูหนังดูละครดูละครก็อยู่ในโลกมายาในโลกก็โกหกตอแหลกันในโลกมันไม่ได้มีค่าอะไรแต่เขาไม่รู้เขานึกว่าเปิดเพลินยังยอมให้เขาหลอกจึงเรียกว่ายังโง่หรือเป็นผู้โง่อยู่อย่างนี้ภาษาบาลีเรียกว่ายังอยู่ในเดรัจฉานภูมิอยู่ในภูมิอยู่ในภพใดก็ฉันก็งงๆอยู่อย่างนั้นแหละอยู่ในภูมินั้นพบนั้นความจริงผู้นั้นยังเป็นสัตว์สบาย แท้ๆจริงๆพวกหนึ่งอยู่ชัดๆเจนๆอย่างนี้เองผู้หลงมาหาแล้วศพเกมการละเล่นจึงคือผู้ไม่รู้สาระไม่รู้เนื้อหาแท้ๆที่เรียกว่าอัตถะแห่งชีวิตจริงๆไม่แจ้งในธรรมะติดหลงอยู่แต่กับปลวกกับพี่ของชีวิตยึดเอาความเพลินความสนุกอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน