600724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข็มทิศของศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข็มทิศของศาสนาพุทธ
สมณะเดินดินว่า…จันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ปีระกา วันนี้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สำคัญๆ คือช่วงก่อนเราได้ไปร่วมชุมนุมกับพธม. เขาได้มีการฟ้องร้อง ศาลชั้นต้น ตัดสินให้แกนนำพธม.ตัดสิน ติดคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา แต่ต่อมาวันนี้ศาลอุทธรณ์ ได้ตัดสิน ศาลอุทธรณ์พิเคราะแล้วเห็นว่า โจทย์มีรองเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักสถานที่ดูแลรักษาความเรียบร้อย สันติบาล 4 ปาก เบิกความถึงรายละเอียดเหตุการที่ จำเลยทั้ง6ที่เป็นแกนนำ และผู้ชุมนุม ข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและได้นำรถ 6 ล้อเข้าไปตั้งเวทีปราศรัย หน้าสนามหญ้าทำเนียบนัฐบาล มีการตัดโซ่ที่คล้องประตูสองชั้นรวมทั้งผลักดันแผงเหล็กกั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดไว้ เพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งการกระทำนั้นส่งผลให้ เกิดความเสียหายต่อระบบรดน้ำ ,สนามหญ้าที่ตายทั้งหมด และระบบไฟในสนามหญ้า ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยนั้นเป็นการกระทำฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวสืบเนื่องกันแต่ผิดกฎหมายหลายบท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาฐานบุกรุกนั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ โดยอ้างเหตุ ว่าจำเลยเป็นผู้มีการศึกษา มีสถานะทางสังคม และได้ทำงานสังคม อีกทั้งไม่เคยต้องโทษในคดีอาญามาก่อน กับการชุมนุมนั้นก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการบุกรุกทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นสถานที่ราชการ ซึ่งการที่จำเลยจะใช้เสรีภาพนั้นก็จะต้องไม่กระทบต่ออำนาจหน้าที่อื่น และเพื่อไม่ให้การกระทำของจำเลยนั้นเป็นเยี่ยงอย่าง แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยมิได้เป็นประโยชน์เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงเห็
อ่านต่อ
นควรพิพากษาลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์จึงพิพากษาแก้ จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี ให้เป็นจำคุก1 ปี โดยลดโทษให้1ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้ง 6 เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ก็คงต้องลุ้นกันในชั้นฎีกาต่อไป ในสถานการณ์แบบนั้น ถ้ามีธรรมะอยู่ในจิตใจแล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่เดือดร้อนใจ เพราะคนนั้นมีที่พึ่ง อาตมาเคยดูนักบิน ที่อยู่ในเครื่องบินที่ตกกลางป่า เขาหาทางเอาตัวรอดจนหมดแรง แต่โดยไหวพริบก็พยายามไปใกล้แม่น้ำลำคลอง แต่เขารู้สึกเกือบขาดใจ ขณะที่รอคนมาช่วยเหลือ เขานึกถึง พยายามทำจิตใจให้ว่างที่สุด ไม่ฟุ้งซ่านไม่กลัวตายไม่วิตกกังวล เท่าที่จะทำได้ ความหวังของเขาประสบความสำเร็จ คนมาตามก็ช่วยเขาได้ทันก่อนเขาหมดลมหายใจ เขาเล่าว่าในยามวิกฤตที่หมดเรี่ยวแรงเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่มีอย่างอื่นเลย เหลือแค่ที่จะทำใจให้ว่างและสงบเท่านั้น ระลึกถึงอารมณ์ที่อยู่วัดได้ ส่วนพวกเราอยู่วัดมาหลายปีก็คงทำใจได้ แต่อย่างนี้พ่อครูก็บอกว่ายังเป็นสมถะ จะให้ดีแล้วเราว่างอย่างล้างกิเลสด้วยวิปัสสนา ก็จะดีกว่า ไม่มีอะไรดีกว่าให้เราได้ถึงจุดนั้น ในขณะที่ พ่อครูยังอยู่
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน จิตว่างของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...ก็ขอต่อที่ท่านเดินดินพูดเมื่อกี้นี้ว่า วิธีการทำจิตให้ว่าง ดังที่เข้าใจกัน เป็นวิธีทำจิตให้ว่าง สร้างภพ เป็นการสร้างภพชนิดหนึ่ง อยู่ในสภาวะเฉยว่างวาง เป็นอรูปภพ เป็นภพแห่งความว่าง ทำใจให้วาง ว่างไปเลย เป็นสภาพว่างอย่างหนึ่ง เป็นการใช้พลังงานไปที่จะทำให้จิตของเราธรรมดาธรรมชาติ ที่จะใช้พลังงานมาทำอะไรอยู่ตลอดเวลา มันจะคอยสังขารปรุงแต่ง ทำปฏิกิริยากันตลอดเวลา แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของจะพยายามให้มันหยุด เอาพลังงานอีกส่วนหนึ่งว่าอย่าปรุงแต่งให้เฉยๆ จนสามารถทำให้การปรุงแต่งนั้นหยุด แล้วก็ว่างได้ ใช้พลังงานสู้กับพลังงาน แล้วได้สภาพนั้นๆว่าอรูปภพ คือภพแห่งความว่าง เป็นอรูปภพในระดับอากาสาฯเลย จิตว่างวางเฉย ไม่มีอะไรกวนเลยด้วยซ้ำไป นั่นคือความว่างชนิดที่เข้าใจได้ง่าย ซึ่งก็ลึกเหมือนกัน แต่ยังไม่ใช่วิธีของศาสนาพุทธที่จะทำให้จิตว่าง จิตว่างของศาสนาพุทธคือทำให้จิตมีปัญญารู้จักกิเลส เป็นลำดับๆ ตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน ก็รู้จักกิเลสในกรอบของศีล 5 เราจะอยู่กับสัตว์ทั้งหลาย สัมพันธ์กับสัตว์ทั้งหลาย เราจะไม่ทำร้ายทำลายสัตว์ เราจะมีความเอ็นดูเมตตา หวังประโยชน์ในสัตว์ทั้งหลายอยู่ เพื่อให้จิตของเราไม่มีจิตที่เกิดกิเลสตัวที่มันจะร้ายแรงกับสัตว์ จะเป็นธาตุจิตที่เกื้อกูลเมตตาจริงๆ จะต้องมีการวิปัสสนา ให้เกิดธาตุจิตตัวนี้ ให้เราไม่เกิดอาการที่ไม่หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จิตที่ว่านี้เป็นจิตกิเลสเป็นอาคันตุกะ เป็นแขกมาอาศัยในจิตเรา ไม่ใช่ตัวเรา ทำแล้วก็เป็นทุกข์เป็นวิบาก ถ้าเราไปยึดถือก็จะเป็นอัตตาไปตลอด ก็อย่าให้มีจิตตัวนี้ ถ้ามีอาการจิตตัวนี้ แปลว่าเราโง่เรายึดถือไว้ ทำวิบากทำความเลว ความซวยแก่ตัวเองตลอดกาลนาน ทำความจริงให้เห็น ก็จะค่อยฉลาดเฉลียว จะไปยึดไว้ทำไมสิ่งไม่ดีงาม สิ่งไม่เข้าท่า ก็จะเกิดความเข้าใจลึกซึ้งเห็นจริง จะมีพลัง เป็นพลังงาน Coefficient เป็นพลังงานที่จะสร้างขึ้น ในระดับสูงขึ้นๆ Coefficient มีคนศึกษาแล้วเขียนมาว่า..จากสันติฯ... ขอส่งการบ้านพ่อครูเกี่ยวกับ ความเข้าใจเรื่องตัวสัมประสิทธิ์หรือตัว coefficient ดังนี้ ตัวสัมประสิทธิ์หรือตัว coeficient คือพลังงานผลลัพท์ ที่เกิดจากการลดละกิเลส กระทั่งมีคุณภาพสูงสุด ถึงขั้นหลุดพ้นจากกิเลสนั้นๆได้เลย ปกติพลังงานมีค่าอยู่ 3 ระดับ คือพลังงานระดับบวก คูณ และยกกำลัง พลังงานสัมประสิทธิ์ หรือ coefficient นั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องมีเงื่อนไข 3 ข้อดังนี้ มีผลการปฏิบัติมาแล้วถึง50% ด้วยพลังงานข้อ1 และข้อ2 ดังข้างล่างนี้ 1. พลังงานตัวคงที่static อันนี้คือพลังงานบวก 2. พลังงานเคลื่อนไหว เรียกว่า dinamic เป็นพลังงานลบ 3. มีพลังงานเคลื่อนไหวในปัจจุบันนั้นๆ เรียกว่าkinetic ทำงานแล้วสั่งสมผลเป็นตัว static เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ผลปฏิบัติในข้อ 1 และ 2 รวมกันเป็นวจีสังขาร ที่เกิดพลังงานมีคุณภาพอยู่ในระดับบวก ส่วนผลการปฏิบัติในข้อ 3 จะต้องเป็นวจีสังขาร ที่มีพลังงานตั้งแต่ระดับคูณขึ้นไป ถึงขั้นยกกำลัง ยิ่งยกกำลังยิ่งใช่เลย ยกตัวอย่างเช่น นาย ก ติดการเล่นสมาร์ทโฟน เขาต้องการละเลิกสิ่งเสพติดอันนี้ จึงลงมือปฏิบัติตามที่พ่อครูสอน โดยการปฏิบัติในสังกัปปะ 7 เริ่มด้วยการทำตรรกะ วิตรรกกะ สังกัปปะ จนจิตเกิดผลเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา สุดท้ายเกิดเป็นวจีสังขาร ตั้งแต่ในระดับโสดาในโสดา จนถึงสกิทาในโสดา หรือคือได้ผล 1 ใน 4 ถึงสองใน 4 แล้วทำต่อ ก็จะเกิดวจีสังขารที่จะมีคุณภาพในระดับอนาคาในโสดา หรือได้ผล 3 ใน 4 เมื่อเขาไม่หยุดยั้งในการปฏิบัติ ก็เกิดวจีสังขารที่เจริญขึ้นๆไปอีก คราวนี้ผลอยู่ในระดับอรหัตตมรรค หรือสัมโพธิปรายนะตัวต้น ซึ่งมีผลเลยจากสามส่วนเข้าหาส่วนที่ 4 ไปเรื่อยๆ นี่คือสัมประสิทธิ์ตัวต้นตัวแท้ เมื่อได้ผลเต็มสี่ส่วน นั่นก็คือสัมประสิทธิ์ตัวปลาย หรือเท่ากับได้ผล 100% หรือเกิดสัมโพธิปรายนะ ที่สมบูรณ์ในเรื่องนี้ นั่นคือนาย ก เป็นอิสระจากการเป็นทาสการติดยึด ในเรื่องของสมาร์ทโฟนโดยสิ้นเชิง เพราะปฏิบัติจนเกิดสัมประสิทธิ์ตัวสัมบูรณ์นั่นเอง นมัสการขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง
พ่อครูว่า...ในพจนานุกรมของ ราชบัณฑิตหรือของใครก็แล้วแต่อาตมาเคยเปิดดู ที่เขาแปลสัมประสิทธิ์ เขาแปลว่า ตัวเลข ตัวคูณ ตัวที่มันมีพลังงานอย่างที่ว่านี้ทำงานสั่งสมผลแล้วมีตัวแปรทำให้เกิดพลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การอธิบายถึงพลังงานตัวนี้ที่เป็น status quo เป็นสภาพความเป็นอยู่ของมันเองจริงๆ มันจึงไม่ใช่ง่ายๆที่จะเข้าใจสภาวะ ทีนี้อาตมาเอามาใช้อธิบายพลังงานของจิตที่ได้สร้างขึ้นมา เพื่อให้เกิดประโยชน์ แล้วเปรียบเทียบว่ามันเท่ากับ สัมโพธิปรายนะ ก็ต้องมาไล่ พลังงาน สัมโพธิปรายนะ ของโสดาบัน 1 เข้ากระแส 2 ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีแต่ก้าวหน้า เป็นอัตราก้าวหน้าเสมอ 3 นิยตะ คือเที่ยงแท้ static 4 คือสัมโพธิปรายนะ ก็มีนัยยะตรงกัน 4 คำนี้ คำแรก โสตาปันนะ หมายความว่าเข้ากระแสของโลกุตระ เข้ากระแสคือ ผู้ที่สามารถมีพลังงาน ปัญญา สามารถอ่านรู้ และมีความรู้ในวิธีทำ วิธีปฏิบัติเพื่อจะลดกิเลส 1. อ่านตัวกิเลสได้ 2. มีวิธีทำให้กิเลสลด อวินิปาตธรรมคือ เมื่อรู้วิธีลดกิเลสก็ทำขึ้นไป ลดกิเลสไป จะวิกขัมภนปหานหรือตทังคปหาน จนได้ผลเป็นสมุจเฉทปหาน จนอยู่ในคุณสมบัติของ อวินิปาตธรรม คือไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา หมายความว่ามีตัวสำเร็จผลจนแข็งแรง ได้เข้าขั้นหนึ่งแล้วไม่ถอยแล้ว อันที่สาม นิยตะ คือตั้งมั่น static คงที่เลย มีพลังงานทำงานเพิ่มขึ้นจาก dynamic และ kinetic อย่างที่คนนี้ว่ามาเลย… คนนี้ก็เก่งอธิบายได้ดี
มีคนฝากประชาสัมพันธ์ พรุ่งนี้ 18.00-20.00 น. มีการทำกิจกรรมค้นหาพระโสดาบัน... อาตมาเคยพูดว่า พวกเราน่าจะมีอรหันต์สัก 9 องค์ แต่ก็ยังไม่ได้เพราะอาตมาเองอธิบายพวกเราไม่เก่ง ไม่มีสัจญาณ กตญาณ กิจญาณ อาตมาไม่เก่ง ตรงอธิบายไม่วนเวียน อธิบายซับซ้อนไปหลายชั้นคนก็เลยไม่จบ ก็บอกให้เรียนรู้กิเลสในขณะที่มี สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เรียนรู้ลดกิเลสได้ แต่ตัวจบก็พูดจนถึง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”หรือพูดเวทนา 108 ว่าจบตรงไหน ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต กิเลสเป็น 0 ทำทุกปัจจุบันเป็น 0 สั่งสมเป็นอดีตที่ 0 อนาคตก็ 0 ใครจะปฏิญาณว่าฉันเป็นอรหันต์แล้วก็ต้องชัดเจน ก็พูด แต่รู้สึกว่าตัวเราเอง คมชัดไหม พวกเรารู้เรื่องกันอยู่ไหม ก็รู้ เป็นแต่เพียงทำยังไม่สำเร็จใช่ไหม ตกลงมันไม่ใช่ข้อบกพร่องของอาตมาใช่ไหม เป็นข้อบกพร่องของพวกคุณ ก็จะรอดตัวไป
SMS วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 8824 เป็นนักการเมืองได้แต่โกงเป็นนักปกครองได้แต่กดขี่เป็นนักร้องเรียนได้แต่สร้างความรำคาญเป็นตำรวจได้แต่รีดไถสังคมไทยควรได้รับการปฏิรูปโดยทหารไม่ใช่โดยใครอื่น รักชาติศาสน์กษัตริย์อย่าเพียงการพูดแต่ต้องปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่าคิดแต่เลือกตั้งแล้วเข้ามาโกงปากพร่ำว่ารักชาติศาสน์กษัตริย์นั้นมันก็แค่หลอกให้ผ่านไปวันๆนั่นแหละ พอใจมากที่จับตัว คำ วิรพลสำเร็จอยากให้ปฏิรูปสงฆ์กับตำรวจเรียบร้อยเบ็จเสร็จในยุครัฐบาลทหารครับ
อาตมาขอพูด ตั้งแต่หนุ่มๆ เคยพูด ว่าเมืองไทยจะไปได้รอดไปได้ดี น่าจะต้องยุบกรมตำรวจ ให้ทหารมาทำแทนสักพัก เพราะว่าเมืองไทยตำรวจเป็นตัวอำนาจในเมืองไทย โดยไม่มีอำนาจอะไรจะไปจัดการ ตำรวจจึงเหลิงมาก เหิ่มหาม มันไม่ใช่ตำรวจแบบความหมายของต่างชาติเขา ต่างชาติ ตำรวจคือ รปภ.ประจำเมือง แต่นี่โอ้โห ใหญ่มากเลย อำนาจหรือว่าอะไรของตำรวจในเมืองไทยใหญ่มาก แล้วไม่มีอำนาจอะไรจะเข้ามาดูแลอันนี้เลย ยิ่งเขาปรับวิธีการ จับเอง สอบสวนเอง ฟ้องเองหมด อะไรกันแน่ คือมีอภิสิทธิ์ใหญ่มากเลย อาตมาถึงว่าตาย ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังแล้ว มันไม่มีอะไรจะปรับเปลี่ยนได้นอกจากทหาร ความเห็นของอาตมา ว่าให้ทหารมาปรับเปลี่ยน ทำให้ตำรวจอยู่ในสถานะของรปภ.ประจำเมือง แต่นี่มีตำรวจนายพลเลย ไม่ได้พูดอย่างอคติ แต่พฤติกรรมเขาเป็นอย่างนั้นเอง พูดตามความเห็นของตนเอง ว่า มันเป็นอำนาจปัจจัยที่เกินควร แล้วอำนาจนี้ เขาร้องเรียนให้มาทำหน้าที่ ก็จะมาตามที่อยาก ไม่อยากมาก็ไม่มา ดูแล้ว น่าสังเวชใจ ว่า เขาได้สร้างอำนาจให้กับตัวเองได้อย่างยิ่งใหญ่ขึ้นจริง ถ้าไม่จัดการเรื่องนี้ให้ลงตัวดี แม้แต่ออกกฎหมายมาจากการให้สมบูรณ์แบบแล้ว อาตมาว่าเมืองไทยยาก ทำอะไรต่อไปยาก
_ต่อมา คุณหายโง่...วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ แม้กิเลสจะนอนเนื่องในอนุสัยมานานนับพันปี หมื่นปีหรือแต่มันอนิจจัง - ไม่เที่ยง เพราะสามารถขจัดออกได้ใช่ไหมคะ อนึ่งขอได้โปรดนิยามคำว่า “กิเลส” และ “อนุสัย” ด้วยค่ะ กราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูง หายโง่
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ ) ตอน วิภวตัณหาของโพธิสัตว์ มีคำถามฝาก เราโน่(ฝรั่งเอาถ่าน) เนื่องจากดิฉันได้สนทนาธรรมกับเขาเมื่อเช้าวันที่ 19 นี้ เขาถามว่า ...การที่พ่อครูมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือมนุษยชาตินั้นเป็นตัณหาหรือไม่? หากคำถามนี้ไม่สมควร กราบขออภัย เขาถามด้วยความจริงใจ เพื่อวิเคราะห์นิยามคำว่า lust กราบขอบพระคุณค่ะ
พ่อครูว่า...เป็นตัณหา ตัณหานี้ชื่อว่าวิภวตัณหา คือตัณหาไม่มีภพชาติ หรือตัณหาเกินกว่าภพชาติ เกินกว่าสามัญจะคิด เป็นตัณหาอุดมการณ์ การจะมีความต้องการช่วยมนุษย์ คาดว่าอาตมามีตัณหา ก็อย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็มีตัณหาชนิดเดียวกันนี้แบบเดียวกันนี้ คือต้องการให้มนุษยชาติ ลดละดับตัณหาของตัวเองได้ ถ้าคนไหนรู้จักตัณหา มีวิธีดับตัณหา แล้วสามารถดับตัณหาได้ตลอดกาล ทำได้แล้ว ไม่ขวนขวายอุตสาหะวิริยะสอนคนให้รู้จักแบบนั้นบ้าง ศาสนาพุทธก็เสื่อมหายไปแล้ว ก็ต้องมีคนแบบนี้ ขนาดนั้น มันก็ยังผิดเพี้ยนไปมากมายเลย ต้องเรียนรู้เข้าใจ อาตมาเคยคิดเคยสงสาร ศาสนาเทวนิยม สงสารศาสนาพระเจ้า สงสารศาสนาที่ไม่ใช่สายปัญญา เขาจะมาเข้าใจ ตัณหาล้างตัณหา ได้อย่างไร หรือในพฤติกรรมอาการการกระทำที่แสดงออก เหมือนเป็นคนมีกิเลสเยอะ ดูจากอาการแสดง เหมือนอาตมายังอยาก เหมือนเราโน่ถามมา อาตมาจึงเห็นใจชาวเทวนิยม ที่เขาไม่ซับซาบสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่มีสภาพที่ชาวพุทธน้อยคนมาก ที่จะเชื่อว่าอาตมาหมดกิเลสไม่มีกิเลส ในการพูดทำงานแสดงธรรม เขาดูจากอาการท่าทีลีลาสุ้มเสียงสำเนียง ก็ถือว่าไม่ใช่อรหันต์ เขาดูตามอาการเท่านั้นเอง ตัดสินตามอาการ แทบทั้งนั้นอาตมาว่าเขาไม่เชื่อ ผู้ที่มีความจริง มีอาการ แสดงออกทางกายกรรมวจีกรรม แต่ในจิตนั้น ไม่มีอาการ ไม่มีวิญญัติที่มันเป็นอาการเหมือนกับที่ กายวจีเป็นอยู่ กาย วจี เป็นอยู่เหมือนร้อนแรงดุดัน แต่จิตว่าง เบา สบาย ดีไม่ดีเมตตา จิตจะแรงด้วย แรงด้วยเมตตามีเมตตาแรงสูงมาก จึงออกมาทางกายกรรมวจีกรรมมาก แรงด้วยกาย วจีมากเท่าใดก็เป็นเมตตามากเท่านั้น ไม่ได้มีจิตเป็นภัยเป็นโทษ ที่พูดเป็นสัจธรรม มาถึงวันนี้แล้วได้เปิดเผยตัวจริงไปหมด จะพูดสัจธรรมอย่างไม่ปิดบัง ไม่มังกุ หรือไม่อุทธัจจะ อาตมายืนยันว่าตนบรรลุธรรม
SMS วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 (พ่อครู-วิถีอาริยธรรม)
_3867นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯกับสาระธ.การบ้านเพื่อปากท้องปชช.โดยสุจริตชน!การเมืองเพื่อ ปย.สุขปชช.โดยสุจริตธ.ตามศาสตร์พระราชาฯ
รถไฟลอยฟ้าด้วยความเร็วสูงบนรางรถไฟที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเหมาะกับแผ่นดินจีนอันกว้างไกลใหญ่โตที่สุดในโลก!แต่เหมาะกับแผ่นดินอันน้อยนิดฤา?เหมาะกับการค้าเสรี?ข้ามช.ข้ามโลก!
วัดมหัปปิจฉะพึ่งปัจจัยญาติโยมเพื่อหล่อเลี้ยงระบอบวัตถุนิยมปลูกเมืองทุนนิยมยึดครองมวลโลกธรรม!วัดอัปปิจฉะพึ่งตนเองเพื่อสืบสาน ระบบนิยมพอเพียงปลูกป่า ธรรมชาตินิยมคุ้มครองผองสัจธรรม!ลูกเชื่อคำสอนพ่อฯ
กราบอนุโมทนาธ.พ่อครูกับเรือนว่างอันตรงกับธ.อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณว่า นายช่างเอ๋ยบัดนี้เราพบท่านแล้วท่านจะสร้างเรือนไม่ได้อีกแล้วโครงเรือน(กิเลส)เราทำลายหมดแล้ว!ยอดเรือน(อวิชชา)เราขจัดสิ้นแล้ว ขอบคุณบุญนิยมกับธ.พ่อครูนำพาอาริยะชนรอดจากนายช่าง(ตัณหา)พ้นจากเรือน(ภพชาติที่เกิดดับไม่สิ้น)
SMS จากเฟซบุ๊ค
_สุริยันต์ · กราบนมัสการพ่อท่านและสมณะสิกคมาสและญาติธรรมทุกๆท่านครับ.ผมขอออกความเห็นผมว่า พ่อท่านมีความเข้าใจหลักศาสนาพุทธถึงขั้นอรหันต์ทีเดียว.แต่ที่ต้องติดเป็นโพธิสัตว์เพราะท่านยังบู๊ทางโลกอยู่ แต่ท่านก้อบู๊เพื่อสังคมและประเทศชาติ พ่อครูว่า...ถูกต้อง…เหมือนเรามีเงินล้านจริงในกระเป๋าอยู่แล้ว แค่จะบอกว่าเราไม่มีก็ไม่เป็นไร เรามั่นใจว่าเรามีของจริงก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำไมคนรู้ชั่วไม่ควรทำ ก็ยังทำชั่วอยู่ _อยากจะทราบว่าคนเราทั้งโลกเขาก็รู้ว่าการทำดีได้ดี การที่เราทำชั่วก็จะได้ชั่ว แต่ทำไมยังมีคนทำชั่วล่ะคะ ตอบ..แม้แต่คนถามมาก็รู้ดี ตอบไม่ยาก เพราะว่ากิเลสเราก็คือกิเลส มันไม่ใช่ตัวรู้ที่รู้ได้สารพัด กิเลสมันอยู่ในใจเรา อย่างน้อยก็ฝังในอนุสัยอาสวะ อย่างกลางก็อยู่ในจิตเรา แม้แต่ขั้นต้นก็ยังไม่ล้างหมด มันก็อยู่ ไอ้รู้น่ะรู้ คนที่ทำชั่วทุกคนรู้ว่านี่ชั่ว มีเหมือนกันนึกว่าดี แต่ส่วนมากน่ะรู้ว่าทำชั่วก่อนทำชั่ว แต่ต้องทำ เพราะกิเลสมันบังคับ กิเลสมันใหญ่มาก ยกตัวอย่างปล้ำข่มขืนฆ่า ก่อนปล้ำก็รู้ว่าชั่ว ปล้ำแล้วก็ได้สำนึกว่าทำผิด ขืนปล่อยไปจะไปฟ้องคนอื่นก็ต้องฆ่า แทนที่จะแค่ข่มขืนก็ฆ่าต่อ นั่นคือ รู้ว่าชั่วก่อนทำ แต่กิเลสไม่ยับยั้ง คนเสพยาบ้าหรือค้ายาบ้า รู้ทั้งนั้น ไม่ดี แต่ก็แพ้กิเลส เพราะฉะนั้นจึงมีหลักเดียว ต้องมารู้กิเลสเราว่ามันมีจริงแล้วล้างมันกำจัดมัน ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าล้างกิเลสได้จริง เมืองไทยเป็นชาวพุทธ 95% แต่จะเอาจริงเอาจังมาลดกิเลสไหม ถ้าเผื่อว่า เอาใจใส่ล้างกิเลสจริงๆ ประเทศไทยจะไม่เป็นอย่างนี้ ประเทศไทยจะงามกว่านี้อีกเยอะ แต่โดยค่ารวมแล้วประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นเยอะ นี่คือกุศลของศาสนา ธรรมะของพระพุทธเจ้า แต่มันควรจะดีกว่านี้ จริงๆ เพราะฉะนั้น อาตมาที่มีคนมาบอก อาตมานี่ไม่มีตัวเองไปรอดพ้น แต่ยังชอบบู๊มาสอนคน อันนี้แหละ อาตมามันสงสารมนุษย์ อันนี้จริงๆๆ สงสารมนุษย์ว่าเราก็เคยไม่รู้ตัว หลงเลอะเทอะ รู้ว่าชั่วก็ไปทำชั่ว เป็นอย่างนั้นมาเก่าก่อน แต่ก่อนเราไม่รู้ตัว ไม่สนใจจริงจังกับศาสนาก็เลยเป็นอย่างนั้น พอมาทำได้ก็เลยเห็นว่า ของพระพุทธเจ้ามีประสิทธิภาพจริง ประสิทธิภาพนี้คือสำเร็จเลย สูงกว่าสัมประสิทธิ์ ประสิทธิภาพนี้จบเลย มีประสิทธิภาพเด็ดขาดว่าล้างกิเลสลดกิเลสได้จริง ถามว่าทำไม ก็เพราะเขาไม่มาลดกิเลสจริง กิเลสยังมีอยู่ก็เลยเป็นอย่างนั้น สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน รู้จักอภิสังขาร 3 ก็รู้จักจิต _ดญ.สุชานันท์ ม.1 ลูกสงสัยว่าเหตุใด เมื่อสมณะจะกราบหลวงปู่จะต้องเปลี่ยนผ้าครอง จากห่มแบบจีวรมิดชิด เหมือนเวลาปกติ หรือออกนอกพื้นที่ เปลี่ยนเป็นห่มแบบสังฆาฏิ แปลว่า ต้องมีความหมาย และเหตุผลในการใช้ เหตุปัจจัยที่ต่างกัน อีกคำถามหนึ่งคือลูกพยายามไม่สงสัยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติสัมภเวสี วิญญาณ ไสยศาสตร์ แต่ลูกก็ขอถามเกี่ยวกับจิต ว่า ทำไมโลกต้องมีหลายแง่หลายมุมหลายด้าน เฉกเช่นคนต้องมีจิตดี จิตสูงจิตต่ำ ทำไมต้องมีหลายด้าน ทำไมจิตต้องมีหลายด้าน และจิตเกิดจากอะไรคะ จิตมาจากอะไร ตอบ...รวมๆคำถามแล้วก็คือสงสัยว่าชีวิตประกอบด้วยจิต ชีวิตคนกับจิตนี่มันเป็นตัวการ แล้วตัวการมันก็รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วแล้วทำไมมันยังทำ อีกอันหนึ่งก็ถามเข้าเป้าว่า จิตมาจากอะไร ก็น่าจะพอรู้อยู่ว่า ทุกอย่างเกิดมาแต่จิต เรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ผู้ที่มีการปฏิบัติธรรมถึงพระอรหันต์ คือผู้มีอำนาจเหนือจิต คือไม่ให้จิตมาบงการตัวเอง แต่เป็นคนที่สามารถบงการจิตตัวเอง สามารถสั่งให้มันทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างใดก็ได้ แม้แต่เป็นพระอรหันต์ เก่งถึงทำจิตไม่ให้มันคิดอะไรเลยได้ ในสายเจโต ส่วนสายปัญญาจะหยุดคิดไม่ค่อยได้ แต่จิตท่านทำงาน ระงับไม่ให้หยุดได้ง่ายๆ อย่างอรหันต์ที่เป็นพระโพธิสัตว์ อย่างอาตมาจะไม่หยุดได้ง่ายๆเลย คิดปรุงเรื่องศึกษาค้นคว้า เหมือนนักวิทยาศาสตร์ เหมือนคนติดงาน จิตอยู่กับงาน คิดกับงาน ว่ามันจะมีอะไรดีกว่านี้อีก แล้วเรื่องจิตมีเยอะด้วย ลืมตาก็คิด หลับตาก็คิด อย่างอาตมาลืมตาก่อนนอนหรือนอนลงไป ความคิด เรื่องที่อาตมาคิดก่อนนอน และตอนหลับไป ก็ต่อเนื่องเรื่องเดียวกันนี่แหละ ไม่ขาดกันหรอก เราคิดก่อนนอน แล้วบอกว่าจะหลับก็หลับ คิดต่อไปแม้ตอนหลับ เรื่องนี้ต่อติดไป การคิดหรือการปรุงแต่งของจิต นี่แหละคือตัวสำคัญคือสังขาร คนเรามีอวิชชาเพราะไม่เข้าใจคำว่าสังขารตัวนี้แหละ ในสังขารตัวเดียวนี้ ไม่เข้าใจจึงเป็นทุกข์ นอกจากทุกขังและเป็นทุกอย่างด้วย คือสารพัดสารเพ เพราะเราไม่รู้จักสังขารการปรุงแต่งของจิต มาเรียนรู้ก็มาเรียนรู้การปรุงแต่งของจิต จนสามารถทำให้เราสามารถปรุงแต่งจิตได้เอง เรียกว่าอภิสังขาร อภิสังขาร ท่านก็มีอยู่สามหลักใหญ่ 1. ปุญญาภิสังขาร คือปรุงแต่งจิตตัวเองให้รู้จักกิเลส แล้วกำจัดกิเลสเรียกว่าบุญ เรียนรู้กิเลสในจิตตน ในทุกขณะที่มีสัมผัสอยู่ ไม่ใช่ว่ารู้แต่ตอนนิ่งๆ แต่ทำตอนลืมตาขณะทำอาชีพ การงาน พูด คิด ก็สามารถมีจิต มุทุภูตธาตุ จิตแววไว สามารถอ่าน มีธัมมวิจัย มีวิริยะ เข้าไปแยกแยะรู้กิเลสตัวเองได้ เข้าใจวิธีปฏิบัติ แล้วทำให้กิเลสลดลงได้ เรียกว่าปุญญาภิสังขาร การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าคือปุญญาภิสังขารตัวเดียว เป็นวิชชา คือรู้จักอภิสังขาร รู้จักกิเลสจัดการดับกิเลสได้อย่างถูกตัวถูกตน กิเลสลดลงๆๆ จนหมด ก็หมดหน้าที่บุญ บุญมีหน้าที่กำจัดกิเลส พอกำจัดกิเลสได้บุญก็หมดหน้าที่ อันนี้เป็นความลึกซึ้งในความหมายของคำว่าบุญ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปเข้าใจคำว่าบุญคือกุศล คือการทำความดี บุญเป็นตัวร้ายไม่ใช่ตัวดี เป็นเครื่องมือทำลาย คืออาวุธ ไม่ใช่ตัวดีหรอก เป็นอาวุธ แต่มันดีตรงที่ว่า เป็นอาวุธที่ทำลายแต่ความสกปรกเลอะเทอะ กิเลสเลวร้าย บุญไม่ทำลายของดี แต่ทำลายของเลวร้ายขั้นจิตเจตสิกรูปนิพพาน จึงรู้จักตัวผู้ร้าย และกำจัดตัวผู้ร้ายได้ เมื่อกำจัดได้ บุญก็หายไป อันนี้อาตมาว่า ถ้าอาตมาไม่เอามาเปิดเผยยืนยันอันนี้ในยุคนี้อาตมาว่าเพี้ยนเสื่อมเสียไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะในวงการศาสนาพุทธ อาตมาเห็นจริงว่าเขาไม่เข้าใจ ว่าบุญหมายถึงอันนี้ เขาจึงปู้ยี่ปู้ยำบุญ เอาไปทำมาหากินให้คนสั่งสมบุญ สั่งสมบุญไปทำไม คนจะต้องใช้บุญอยู่คือคนซวย คนเลิกไม่ต้องใช้บุญคือคนหมดบาป เป็นพระอรหันต์ เลิกจะมีบุญมีบาปแล้ว มีหลักฐานคำสอนในพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้ามีอยู่ อาตมาอ้างอิงยืนยันได้ก็เลยพูดได้ไม่ตาย ไม่อย่างนั้นถูกกระทืบแบนไปแล้ว เมื่อเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ก็ทำปุญญาภิสังขารไม่ได้ แม้แต่คำว่าปุญภาค หรือปุญญาภาคิยา คือส่วนแห่งบุญ ก็เข้าใจไม่ได้ เข้าใจไปว่า ส่วนบุญคือส่วนที่ได้ไว้สะสมไว้เป็นสันนิธิ เป็นกองบุญ ส่วนที่มี ยิ่งทำบุญก็ได้สะสมเป็นกองใหญ่ๆ อย่างธัมมชโยไปหลอกเขา ไม่ว่าจะเณรคำหรือพระอื่นๆ ที่ไม่มีปัญญารู้ความจริง ก็จะใช้บุญหลอกให้คนสะสมบุญ แต่แท้จริงบุญสะสมไม่ได้ เด็กๆชาวอโศกฟังไว้นะ ผู้ใหญ่ก็ไม่มีกุศลฟังเป็นกุศลหูอย่างนี้ได้ง่ายๆ เด็กๆได้ฟังก็จำไว้ ทำความเข้าใจให้ดี จะได้ไม่พาศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปในอนาคต ไม่อย่างนั้นแย่ คำว่าบุญ เป็นของศาสนาพุทธศาสนาเดียว ของอเทวนิยม แต่ศาสนาเทวนิยมก็เอาคำว่าบุญไปใช้ เรียกว่านักบุญ เป็นผู้ที่บรรลุธรรม เอาไปเรียกนักบุญก็ผิดหมด แต่ของพุทธ เป็นผู้ทำบุญสำเร็จคือไม่มีบุญ แล้วจะเป็นนักบุญทำไม นักบุญก็คือผีบุญ มันจึงยากจะเข้าใจได้ง่ายๆ เรื่องคำว่าบุญ คำว่าปัญญา คำว่าสมาธิ คำว่ากาย ที่อาตมาอธิบายนี้เหมือนคนแผลง ประหลาด ตะแบง อธิบายให้แตกต่างจากที่อาจารย์อื่นๆสอนกันมา ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี ทำไมโพธิรักษ์มาพูดแย้งๆ เท่หรือไง โก้หรือไง ขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาอย่างนั้น แต่เป็นการจำเป็นจำนนที่ต้องอธิบาย เพราะว่าความจริงเขาได้พากันผิดเพี้ยนไปแล้วศาสนาผิดเพี้ยนก็เจริญไม่ออก ที่ชาวพุทธเสื่อมเพราะว่าเข้าใจความหมายคำความของศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไป ศาสนาจึงเสื่อม ต้องทำความเข้าใจให้ดี แล้วก็เอาศาสนาพุทธของเราคืนมาให้ได้ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิผิดเพี้ยนไปมากมาย แม้แต่ทำทานก็ไม่ได้อานิสงส์ อย่าว่าแต่ทานเลย ศีล ยัญพิธี ก็ไม่รู้แล้วเป็นนัตถิไปหมด
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน จิตมาจากอะไร แล้วจิตมาจากอะไรที่พูดไปคือรายละเอียดของจิตที่รู้ดีรู้ชั่ว แล้วจิตเกิดจากอะไร จิตมาจากอวิชชา มาจากการเกิดของธรรมชาติก่อน เป็นจิตนิยามซึ่งพัฒนาจากพีชนิยามมาเป็นจิตนิยาม ตนเองก็ไม่ได้อยากข้ามโคตรมาเป็นจิตนิยามหรอก แต่เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติสร้างเสริมพลังงานนี้มาก็เลยพัฒนาการมาเป็นตามธรรมชาติ เมื่อจิตเกิดแล้ว ก็ไม่มีความรู้เรียกว่าอวิชชา จึงสังขารปรุงแต่ง สร้างจิตตัวเอง จะเรียกว่าวิวัฒนาการหรือวิบัติก็ได้ มีธาตุรู้วิจิตรพิสดารอะไรขึ้นมามากมาย จนเป็นเฉโก ฉลาดเห็นแก่ได้เอาเปรียบเอารัด จนฉลาดมีวิธีการฆ่าผู้อื่นอย่างเลือดเย็น ฆ่าผู้อื่นได้อย่างอำมหิต หลอกชาวบ้านว่าตัวเองใจดี พระพุทธเจ้าถึงได้อุบัติขึ้นมาเพื่อให้คนได้ศึกษาจิต มันอวิชชา ไม่รู้จักสังขารทั้งปวง ตอบตัวต้นและตัวจบเลย เมื่อไม่รู้จักสังขาร ก็จึงแปลอภิสังขาร 3 ไม่ถูก ปุญญาภิสังขารคือ ทำลายกิเลสได้เป็นลำดับจนหมด พอหมดก็เป็นอปุญญาภิสังขารเรียกว่าหมดบุญ คือสังขารโดยไม่ต้องเป็นบุญแล้ว ไม่ใช่ไปสังขารอย่างเป็นบาป เป็นสังขารของคนมีปัญ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive