600827_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สูตรสัมพัทธภาพแห่งกรรมและกาละ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600827_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สูตรสัมพัทธภาพแห่งกรรมและกาละ

สมณะฟ้าไทว่า…วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2560 ราชธานีอโศก ตอนนี้ข่าวที่พูดกันมากในประเทศไทยคือเรื่องจำนำข้าว เรื่องที่เกิดทำให้เรามีผัสสะได้อ่านเวทนาว่าชอบหรือไม่ชอบ พ่อครูว่า...ตอนนี้ที่กล่าวกันว่า ทักษิณริ ยิ่งลักษณ์ทำ ก็ชัดเข้าไปอีก เป็นตัวอย่างที่ไม่มีใครจะสร้างได้ง่ายๆเสแสร้งไม่ได้ แต่คนที่เขาทำก็คือนักเสแสร้งตัวร้าย ใครจะเสแสร้งเท่าเขาไม่ได้ เพราะเขาเป็นนักมายากล ยิ่งกว่า Hudini เป็นนักมายากล ที่แม้ถูกมัดหมดตัว เอาไปใส่ในถังน้ำ ปิดให้ดี เอาโซ่รัด เรียบร้อยหมดก็ออกมาอยู่ข้างนอกได้ เหมือนไม่มีอะไร ก็คนเก่าแล้ว นักมายากลคนนี้เก่า สมัยนี้ก็ดูทักษิณยิ่งลักษณ์เป็นตัวอย่าง แต่ hudini เป็นนักมายากลแต่ไม่ได้มีผลกระทบกับประชาชนเท่าไหร่ คนนิยมชมชอบก็ไปดูเขา เขาก็เก็บเงินเท่านั้นแหละ แต่นี่ทุกคนถูกหลอกหลงเชื่อ เอาทั้งเงินส่วนรวม เงินรัฐบาล เงินผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสเข้ามา สารพัดสารเพ ทุ่มเทให้เขาหมดเลย สังคมประเทศไทยตั้งแต่เกิดมาเป็นประเทศไทยยังไม่มีใครที่จะ ต้มประชาชนในประเทศได้เท่าเขา ต้มจนสุก เขาเอากระดูกมาต้มต่ออีก สุดโหดเลย ต้มจนเปื่อย เหลือแต่กระดูก ก็เอากระดูกมาต้มต่ออีกไม่ยอมหยุด เรียกว่า เป็นคนใจดำอำมหิต มีผู้อาศัยเป็นคู่กัน มีธัมมชโยเป็นคู่เคียงกองหนุนร่วมกันไปด้วยกัน ตาบอดตาใส ก็เลยทำให้โลกยิ่งลำบาก เขาทำแบบที่อาตมาเคยเรียกว่า เลวที่สุดในแผ่นดินคือ หากินบนคำว่า “ช่วยเขา” นสพ.แนวหน้า จั่วหัวว่า กวนน้ำให้ใส : ถ้าจำนำข้าวแบบยิ่งลักษณ์ ทำได้ ไม่ผิด ต่อไป นักการเมืองจะแข่งกันรุมทึ้งเงินแผ่นดิน

พ่อครูว่า....เป็นความฉลาดเฉโกที่ยากรู้ทัน ตอนต้นก็ไม่มีใครรู้ทัน แต่พอตอนหลังก็เห็นเลยว่า มันเกิดผลเสียหาย ตอนแรกค

อ่านต่อ

ุณทักษิณ อาตมาก็เขียนจดหมายไปยกย่องชมเชยว่า เป็นผู้มี Charismatic มากเลย ขนาดเขาซุกหุ้น เรายังช่วยเขาเลย ตอนแรกก็ยังคิดว่า ยังไงก็ต้องช่วยคนนี้ มันน่าเข็ดหลาบ ทำให้เรารู้ไม่ทัน ฉลาดเหนือชั้นเลย ลองพูดถึงธรรมะละเอียดๆ ย้อนถึงกวี ที่อาตมาได้เอามาอ่านในรายการ

“ยิ่งลักษณ์”คือยิ่งทำยิ่งเป็นลักษณะแท้

(1) “อาริยสัจ”นามเรียกนี้ “อริยสัจ” ความประเสริฐยิ่งชัด “ยิ่ง”แท้ ความชั่วก็ตระบัด- สัตย์มิ ได้เลย เป็นมนุษย์ไม่คิดแก้ ยิ่งซ้ำ“กรรมตน” (2) “ลักษณะ”คนย่อมแท้ ใน“กรรม” “ยิ่ง”ดัดจริตเป็นทำ ดีดดิ้น “ยิ่ง”ผิดยิ่งย้ำยำ “ลักษณ์”ผิด เพิ่มแล “ยิ่งลักษณ์”ล้างสัตย์สิ้น ยิ่งล้วนตนทำ (3) “กรรม”ใดทำย่อมแท้ เป็นผล “วิบาก”เป็นของตน ครบสิ้น ทั้งกุศลอกุศล ถ้วน“สัจ” ทุกมนุษย์ใครหลีกดิ้น ไป่ได้“เวรกรรม” (4) “ยิ่ง”ทำกรรมชั่วไซร้ “ยิ่ง”จริง “ลักษณะ”ใดควรประวิง บ่รู้ “ยิ่ง”ผิด“ยิ่ง”ดิ้นชิง เพื่อชนะ “ยิ่ง”ฤา “ลักษณ์”อย่างนั้น“ยิ่ง”ผู้ โง่แท้อวิชชา (5) ศึกษาพุทธรอดได้ ด้วยกรรม กรรมผิดแล้วอย่าทำ อย่าย้ำ “ยิ่ง”ผิด“ยิ่ง”โง่สัม- ประสิทธิ์ส่ง หลงผิดว่าจักค้ำ ยิ่งซ้ำเลวเสริม (6) หยุดเหิมเกริมได้จัก ลด“ลักษณ์” หากบ่หยุด“ยิ่ง”หนัก “ยิ่ง”ช้ำ “ยิ่งลักษณ์”รักพี่ทัก- ษิณ“ยิ่ง” ถลำรา พี่“ยิ่ง”หลอกลึกล้ำ โง่ซ้ำระเริงหลง (7) ลงนรกตกกระทะต้ม จนสุก ชีพหกล้มหกลุก โหดร้าย ยิ่ง“หนูไม่รู้”ทุก ใดถูก ผิดเลย “ยิ่งลักษณ์”จึงเป็นป้าย ตลกให้คนเห็น.

“สไมย์ จำปาแพง” 4 ส.ค. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 326 ประจำเดือนกันยายน 2560]

พ่อครูว่า...สงสัยจะไม่ได้ลงแค่กระทะทองแดง จะลงกระทะทองคำ ต้มได้อย่างเนียนมากเลย กระทะทองคำ ยิ่งกว่ากระทะทองแดง หลงใหญ่เลยว่า นี่เป็นกะทะทองคำนะ แต่เป็นทองคำชุบ ทองคำหลอกมนุษย์มาหุ้มไว้เท่านั้นเอง ต้มจนสุก แล้วเอากระดูกมาต้มต่อ

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สูตรสัมพัทธภาพของกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างหากบอกไม่รู้อะไรหนูไม่รู้ทั้งนั้น จึงเป็นตัวตลกของโลกเลย ยิ่งลักษณ์ กับโดนัลด์ทรัมป์ ก็เป็นตัวตลกต่อโลก ตัวไหนหยาบกว่ากัน โดนัลด์ทรัมป์ หยาบกว่า ยิ่งลักษณ์ละเอียดลึกเนียน หยาบกว่าใครก็ดูออก โฉ่งฉ่างโผงผาง สุดยอดเนียน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ซึ่งอธิบายในตัวมันเอง ละเอียดมากเลย ก็ขออภัยทั้งสองคนที่เอามายกตัวอย่างในการบรรยาย มีเหตุการมีทั้งวัตถุ ตัวบุคคล ข้าวของนานาสารพัด ตั้งแต่ อิฐหินดินปูน ดินน้ำไฟลม ไปจนกระทั่งเพชรและทองคำ เอามาประกอบกัน เต็มไปหมด และพร้อมทั้งพฤติกรรม อาการกิริยาต่างๆ ล้วนครบพร้อมเลย มาจากจิต เป็นตัวประธานสิ่งทั้งปวง ประธานสิ่งทั้งปวงคือ ตัวจิต มโนปุพพัง มาก่อน จิตเป็นประธาน มโนปุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เป็นตัวที่ อาตมาเขียนไว้ จิตนิยามตั้งแต่ Primary cell คำว่า กรรม เริ่มจากเป็นจิตนิยามตัวแรก อุบัติมาเป็นสัตว์ตัวแรก ที่พัฒนาจากพีชนิยาม เซลล์แรกของสัตว์ ที่พัฒนาจากพีชนิยาม ออกจาก cyclic ของพีชนิยาม ออกด้วยอำนาจ แรง Coefficient ถ้าไม่มีแรงมากพอเกิดไม่ได้ เกิดได้เพราะได้สั่งสมจนถ้วนเต็ม จากนั้นก็มีกรรม จาก Primary cell เป็น Secondary cell และ Tertiary cell ต่อไปซับซ้อนมากมาย ในโลกของวัตถุคือสัมพัทธภาพ เราเอามาเป็นคู่อธิบาย ในวัตถุหรือสสารต่างๆ Space and time of Continuum เป็นกิริยาในปัจจุบัน Space คือทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ที่ดูไม่ออกเลย คือเทหวัตถุแท่งทึบ ในอวกาศทั้งหมดที่เรามองไม่ออกเลย หรือแม้แต่เป็นแท่งขาว แยกไม่ออกเลย ก็เหมือนกัน space ทางด้านวัตถุก็มีสิ่งที่ถูกรู้ ทางด้านวัตถุเป็น Space and time ส่วนจิตนิยามเป็น กรรมและเวลา สูตรทางวัตถุ คือ E=mc 2 ส่วนสูตรทางนามธรรม E=mc 2 +A อาตมาก็เรียนรู้มาจากพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นใบไม้กำมือเดียว ท่านไม่ได้อธิบายทั้งป่า แล้วท่านก็ทิ้งเอาไว้ให้ใครมาอธิบาย อาตมาก็ประกาศไปแล้ว ไม่ได้เหนียมอายว่า มาให้อาตมาอธิบาย อาตมาจึงได้ขยายมาเป็น E=C(mc 2 +A) เป็นของพระพุทธเจ้าที่ทิ้งเอาไว้ให้อาตมาเอามาขยายอีกที เป็นหน้าที่ของอาตมา ไม่ได้รู้มากกว่าพระพุทธเจ้านะ แต่ท่านบอกแล้วว่า ท่านสอนใบไม้กำมือเดียว C คือ Coefficient คือพลังงานที่ต้องรังสรรค์ต่อ เป็นงานที่ต้องทำต่อไป เป็นอัตราการก้าวหน้า progression ratio เพราะมันยังไม่พอ สิ่งที่จะลากให้เสื่อมมีเยอะ ทำลายศาสนาทำร้ายศาสนามีเยอะ โดยอวิชชา โดยเขาไม่รู้ตัว แม้บางคนจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่คนที่ชัดเจนว่า โพธิรักษ์ถูก ตัวเองไม่ถูก หรือยอมรับว่าตนเองด้อยกว่า แต่หลายคนขี่บนหลังเสือ ลงไม่ได้ กลัวเสือกัดตาย ก็ให้มันตายเพราะว่าเราลงจากหลังเสือเถอะ เหมือนกับยิ่งลักษณ์ทักษิณไม่ยอมลงจากหลังเสือ ถ้ายอมลงจากหลังเสือก็อยู่ในประเทศได้ แม้จะยอมเข้าคุก เดี๋ยวก็จะมีคนช่วย แต่ยิ่งลักษณ์ทักษิณคิดผิด คิดใหม่ทันไหมนี่ ช้าไปแล้วต๋อย ต้องใช้สำนวนนั้น ส่วนคนที่เขายังโกรธแค้น อาตมาไปบังคับใจเขาไม่ได้

พระพุทธเจ้ามีความรู้ นิยามชีวิต 5 อุตุนิยามพีชนิยามจิตนิยามกรรมนิยาม ธรรมนิยามเราจะมาขยายความกรรมนิยาม กรรมเป็นอันทำ กรรมเป็นกิริยาของทุกอย่างทั้งข้างนอก หยาบที่สุด เรียกว่าทางกาย องค์รวมทั้งหมด ภายนอกภายใน เรียกว่า กาย เสร็จแล้วก็ไปถึงขั้นจิต มีขั้นวาจามีนัจจะ คีตะ วาทิตะ ประกอบด้วยกายกรรม มีลีลา พฤติกรรมเนื้อตัว หมดจากนัจจะก็มีคีตะ มีวาทิตะ ก็แต่ละคนคัดเลือกมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตน ดีไม่ดีก็อยู่ที่ภูมิธรรมแต่ละคนที่ออกมาเป็นกรรม(พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะฟ้าไทว่า...พีชะมีสัญญา สังขาร แต่ถ้าจิตก็มีตัวกรรม ที่เป็นตัวเคลื่อนในปัจจุบัน แล้วแต่ว่า ถ้าเรามิจฉาทิฏฐิ ก็ทำกรรมชั่ว ยิ่งลักษณ์ก็ไปอยู่ที่ไหนแล้วไม่รู้ พ่อครูพาเราทำกรรมโลกุตระที่จะพาเราพัฒนาสู่ความไม่มีตัวตน แล้วก็ทำงานเพื่อมนุษยชาติต่อไป ตามที่เราจะทำได้

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน แปรรักชังเป็นพลังเพื่อผู้อื่น พ่อครูว่า...มาขยายคำว่า กรรม พระพุทธเจ้าท่านค้นพบและตรัสสอนไว้ ว่า กรรม แล้วก็วิบาก กรรมเป็นของๆตน แล้วก็เป็นวิบาก แล้วก็คำตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 4 อย่าง ใครไม่เชื่อว่ากรรมนี่เป็นกรรม แล้วกรรมมีวิบาก ต้องรับ กรรมเป็นของๆตน กัมมัสกะ คุณต้องเป็นทายาทของกรรม 1. กัมมสัทธา (เชื่อกรรมเป็นเหตุ) 2. วิปากสัทธา (เชื่อผลวิบากของกรรม) & 3. กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็น สมบัติแท้ของตน กรรมเป็นพระเจ้าบันดาลแท้) 4. ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อความตรัสรู้ของตถาคต) (ข้อ 4 มีใน พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 4) กรรมเป็นของๆตนออกฤทธิ์กับตน หากเอากรรมนี้ไปออกฤทธิ์กับใครแก้แค้นก็ยิ่งต่อไปอีก แต่ถ้าจะแก้แค้นอย่างไรก็ไม่แล้ว เลิก แม้รัก คุณรักคนนี้ รักอย่างกาม เราก็เลิกจากกามเสีย แต่ถ้าไม่เลิกจากกามยิ่งย้ำยิ่งตอก ผูกพันไม่รู้กี่ชาติ แต่ถ้าเลิกเสียก็จบ แล้วเอาพลังงานที่เลิกจากพวกโน้น เอามากระจายสู่ผู้อื่นกลายเป็นการส่งเสริมเป็นประโยชน์คุณค่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไป เราแปรสภาพนี้ด้วยปัญญาด้วยความรู้ที่ลึกซึ้ง ให้เป็นประโยชน์คุณค่าได้มาก แปรไป

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน อ่านจิตให้ละเอียดทุกกรรมกาละ พอจากกรรม 4 นี้ เมื่อชัดเจนแล้ว คุณทำตามนี้อย่างจริงทำตามคำสอนพระพุทธเจ้า ตถาคตโพธิสัทธา แล้วทำกรรมของตน ก็เป็นกุศลวิบาก เป็นผล แม้ที่สุด บุญ เป็นผลแต่ไม่เป็นส่ิงสะสม จะบอกคำว่าวิบาก ไม่เป็นผล กุศลเป็นผลมีเป็นวิบากแท้ เป็นผลสั่งสมตกผลึก เป็นนิธิ เป็นผลสะสมต่อไปตกผลึก เป็นกำแพงยักษ์ ไปเรื่อยๆ ส่วนปุญญะหรือบุญ ไม่สะสม สลายทำลายจบไปเลย เป็นเอกังเสนะ เป็นกิจเดียวหน้าที่เดียว คำว่าบุญหาก ไม่เข้าใจอย่างนี้จึงไม่เกิดผลของการเป็นบุญที่แท้จริง เช่นท่านสอนเรื่องทานในทานสูตร คุณต้องรู้จัก การทำใจในใจ มนสิกโรติ คุณต้องทำใจในใจเป็น เวลาคุณทานคุณก็อย่าให้เกิดสาเปกโข ต้องอ่านอาการ ให้ละเอียดเก่งกว่าอุทกดาบส ไม่ใช่รู้เฉพาะตอนหลับตาแต่ลืมตาก็ให้อ่านรู้ มีจิตแล้วคล่องว่องไว มีเวทนาสัญญาสังขาร ที่เก่ง รู้เวทนาสัญญาสังขารแยกมาเป็นเวทนา กว่าจะสังขารให้เป็นอภิสังขารจากอภิสัญญาก็ต้องคือตัวเวทนา 108 แยกเคหสิต เนกขัมมะแล้ว ปฏิบัติเนกขัมมะให้เก่งให้เร็ว ให้ได้ทันที เป็นอุเบกขาทันที ๆ แล้วจะมี สเตตัส ที่เป็นสิ่งสะสม static เป็น status quo ทั้งตัวที่เป็นพลังงาน คอนสแตนท์ เที่ยง คงที่สั่งสมเป็นปัจจุบัน status quo เป็น sustainable เพิ่มพลังประสิทธิภาพของตัว static ตัวต้นทุน อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา เป็นลำดับไปเรื่อยๆ ด้วยกรรมกิริยาที่คุณทำเป็นพลังงานที่ดีที่ถูกต้องเสริมทับทวีขึ้นเรื่อยๆ เพราะงั้นมันก็จะไม่หยุด ในขณะที่เรามีกรรมกับเวลา karma and time ก็จะมีเรื่อยๆ แล้วคุณก็ทำได้จริง ถูกต้องดีที่สุด เป็นคุณสมบัติคุณภาพเป็นพิเศษ ยิ่งดียิ่ง เป็นอภิ อภิ อภิ ยิ่งๆๆ ขึ้นไป

พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาให้คนศึกษาตาม ไม่ง่าย เพราะเป็นเรื่องที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เป็นความสงบของผู้อยู่เหนือ เราสงบได้ และจะต่อความสงบนี้ สันตติหรือจะตัดไม่ต่อ คุณเป็นอมตบุคคล คุณมีอำนาจ เป็นประธาน เป็นนายที่จะทำได้ เป็นของตน จิตวิญญาณ จิตนิยามของตน ทำได้อย่างแท้จริง หากจะต่อก็ต้องมีแต่ดีถ่ายเดียว ไม่มีชั่วไม่มีไม่ดีเลย ไม่ดีไม่ทำ สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ถ้ามีกรรมกิริยาดีก็ทำต่อมีแต่ดีทั้งสิ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน พระพุทธเจ้าสอนไว้ คำสอนพระพุทธเจ้าออกมาประกาศแล้ว ว่ามีกรรมมีวิบากเป็นของๆตน เราก็เอามาเรียนรู้ปฏิบัติประพฤติ กรรมทายาท เราต้องเป็นผู้รับมรดก กรรมของตน ทั้งหมด แบ่งใครไม่ได้ ไม่ระเหิดไม่ระเหย ออกไปเต้นไปจนกว่าจะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แล้ววิบากกรรมไม่ได้มาทั้งหมดหรอก มาตามเหตุปัจจัย หากไม่มีคู่ที่ร่วมเวรร่วมกรรมกัน หากไม่มีคู่ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร ก็เสียแรงเปล่า คุณมีฉิ่งสองอันจะตีให้ดังก็ได้ แต่ถ้ามีฉิ่งอันเดียว ตีให้มันดัง มันก็ไม่ดังมีแต่วืดๆ กับลมไป ไม่เป็นฉิ่งก็ไม่ตีเป็นฉิ่ง ข้างเดียว ใช่ไหม 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581) กัมมโยนิ กรรมเป็นตัวทำให้เราเป็นไปได้ทุกอย่าง ออกผลให้เรา โทษใครไม่ได้ จริง คนอื่นอาจเป็นเหตุให้เรารับรู้รับช่วง แต่ถ้ารู้แล้วไม่ได้ทำก็ไม่เกิด จะบังคับเราจนตายเราไม่ทำก็ไม่เกิด กรรมของคุณเอง ฆ่าเองก็จะมีวิบาก ลูกศิษย์เราก็อาจไปจัดการคุณก็ได้แก้แค้นแทนได้ เป็นอจินไตยที่มากมาย กัมมโยนิ คือการกระทำของเรานี่แหละ เป็นทั้งตัวเกิดตัวตาย เป็นทั้งตัวเป็น ตัวมี ตัวอยู่ ทั้งสิ้นทั้งหมด กรรมจึงเป็นทุกอย่างเป็น God ของผู้ไม่รู้ ศาสนาพุทธจึงเลือกลักษณะของกรรม ไม่เลือกลักษณะ God เราไม่บอกว่า กรรมเหนือกว่า God นะ เราไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่เราพูดว่า กรรมนี่มันทำแล้วมันพิสูจน์กันได้ยืนยันเห็นผลจริง จึงถือว่ามีปัจจุบัน มีสิ่งสัมผัส มีคู่มีธรรมะสอง ธรรมะเดียว ไปนั่งคิดนั่งเพ้อ จะไปคุยกับพระเจ้าอย่างไรใครจะไปรู้กับคุณด้วย คุณก็รู้กันสองคนกับพระเจ้า ถ้าไม่แสดงออกมากับโลก หากคุณเป็นพระบุตร คนอื่นจะมาเป็นอย่างเรากับพระเจ้าไม่ได้ แต่ของพุทธได้ และของจริง ที่เป็นกรรมกิริยาก็มีเหตุจริง มีดินน้ำไฟลมจริง มีกรรมกิริยา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมจริง มีผลตามมาจริงยืนยันพิสูจน์ได้ แต่ของคุณ...ก้อนดิน น้ำไฟลมอากาศ ที่เป็นพระเจ้าอยู่ที่ไหน... มันไม่เห็นมี แล้วคนอื่นจะไปรับรู้กับคุณได้อย่างไร ความจริงของพระพุทธเจ้าจึงเป็น 1. เป็นปัจจุบัน 2. ต้องมีคนร่วมรับรู้ได้ตั้งแต่ 2 คน ร่วมยืนยันว่านี่คือความจริง ยิ่งสามคนสี่คน เป็นล้านๆๆๆคน ก็ยิ่งจริง แต่จะบอกว่า ล้านๆๆๆคนก็ใช่แต่จะบอกว่าพระเจ้าอยู่ไหน เห็นเพียงคนเดียวคือพระบุตรอย่างนั้นไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่เอา จะจริงไม่จริงก็ช่างเถอะอย่างนั้น แต่เราจะเอาจริงอย่างนี้ นี่คือสัจจะที่พระพุทธเจ้าเอามาเปิดเผยเอามาใช้ เอากันที่รู้กันในโลกได้ตั้งแต่สองคน ตั้งแต่สองเซลล์ Secondary เป็นต้นไป ยิ่งเป็นล้านๆๆๆ ร่วมรู้กันได้ก็ยิ่งจริง เมื่อคุณเองสามารถเข้าใจ ความเข้าใจ กัมมโยนิ คุณรู้จัก โอปปาติกโยนิ ตอนนี้ เข้าไปหาจิต โอปปาติกะคือจิตวิญญาณ ทั้งตัวตนบุคคลต่างๆที่ยอมรับได้ ใครทำกรรมใดก็เป็นอันทำ กัมมัสกะ เป็นทายาทของกรรมตนเอง แล้วเกิดการกระทำนี้จากจิตเป็นประธาน พลังงานของจิตนิยาม คือสัตว์ พลังงานที่เป็นพลังงานในระดับพีชนิยามไม่เรียกว่าสัตว์ เมื่อผู้ใดรู้จัก พลังงานสัตว์ แล้วก็เป็นสัตว์ ทั้งเลวทั้งต่ำ ต่ำที่สุด แต่เลวยังไม่มาก คือสัตว์ ที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ตัวตนก็ยังน้อย ทำอะไรเพื่อตัวตนเป็นสัตว์เซลล์เดียว เป็นสัตว์ 3 เซลล์ ก็พัฒนาเซลล์ของตนเองให้มันโตขึ้นมา เหมือนกับพืช ก็พัฒนาตนให้เป็นของมันเอง สัตว์ที่ยังไม่เจริญมากก็ทำตัวเองให้เจริญไป ต่อไปจะละลาบละล้วงเอาของคนอื่น เป็นสัตว์แล้วก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่รู้ไปกว้างมากขึ้น เสร็จแล้ว มันก็จะไปรู้ว่า อันนี้มันดีกว่าในแง่นั้น แง่นี้เรายังไม่ดีเท่าในแง่นั้นนี้ก็จะอยากเพิ่มก็จะมารวมตัวกัน เป็นสัตว์ไม่รู้มีกี่แง่แง่งก็มีงางวง มีเขี้ยวเล็บมากขึ้น อาละวาด โดยลืมตัวตนนึกว่าตนเองมีอำนาจเป็นผู้ยิ่งใหญ่ กรรมหรือบาป ก็จะเกิดขึ้นสะสมโดยมีอวิชชาก่อน ด้วยความไม่รู้ ก่อนจะไปมีความรู้ และความรู้จะมาเป็นโลกุตระ มันก็จึงซับซ้อนๆ เก่งดีนั้นอยู่เหนือเขาเป็นต้นไป การแย่ง ลาภยศสรรเสริญ สุข ด้วยกาม เป็นโลกของภายนอก มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หยาบมากเป็น โอฬาริกอัตตา ภายนอกหยาบมาก พอล้างหมดโอฬาริกอัตตาภายนอก ก็เป็นเราปั้นเองเสพเอง คนอื่นก็มีผลกระทบบ้าง ดีไม่ดีคนอื่นก็ไม่ว่าเท่าไหร่ ทนได้ ดีไม่ดีหลอกให้เขาทน ตนเองก็เสพ เป็นมโนมยอัตตา เมื่อไม่เสพมโนมยอัตตาภายนอกแล้ว มีแต่มโนมยอัตตาภายใน เป็นอนาคามีแท้ ข้างนอกกระทบแล้วไม่เบียดเบียนใคร กระทบกับคนอื่นก็มีแต่ประโยชน์คุณค่าสร้างสรรค์ ไม่เป็นโทษเป็นภัย รู้คุณรู้โทษ รู้ดีรู้ชั่ว ไม่เป็นภัยกับใคร แต่เหลือในตนเป็นการเสพรูปภพอรูปภพ เป็นมโนมยอัตตา เป็นอนาคามีแท้ ก็ล้าง แม้กระทบภายนอก แต่ไม่มีโทษภัย พิษกับภายนอก เหลือแต่ล้างพิษรูปภพของตนให้หมด พอหมดก็เหลืออรูป อนาคามีก็เป็นอรูป มโนมยอัตตาภายนอกหมด ก็ทำมโนมยอัตตาภายใน หมดภายในก็เหลืออรูปอัตตา หมดภายนอกเหลือแต่ภายในก็เป็นอนาคามีแท้ เพราะฉะนั้นคุณจะหมดเศษของสกิทาคามีก็ต้องรู้อาการข้างนอกกับข้างใน ว่าข้างนอก ไม่เป็นโทษภัยกับใคร เป็นอนาคามี ถ้ายังเป็นโทษภัยกับภายนอกอยู่ ยังตัดเขตอนาคามีไม่ได้ เมื่อเป็นอนาคามีแท้ก็เหลือภายในเป็นภวภพ ก็ล้างมโนมยอัตตาภายใน เมื่อหมดแล้วก็ล้างอรูปต่อ จากอนาคามีเป็นอรหันต์ เกิดจาก กัมมโยนิ ทั้งสิ้น เกิดจากการกระทำของคุณเอง ใครจะมาฆ่ากิเลสภายในอรูป ให้คนอื่นฆ่าไม่ได้ มันเป็นนามธรรม เอาเลเซอร์ไปยิงให้ไม่ได้ มันเป็นรูปธรรม มันเป็นนามไม่ได้ นามนี่ไม่มีใครไปทำแทนใครได้ เหลืออรูปภพของตนเอง คุณต้องฆ่าของตนเอง ทีนี้ เลื่อนจากกัมมโยนิ มาเป็นกัมมพันธุ ในขณะทุกอันนี้คุณเปลี่ยนพันธุ์เปลี่ยน DNA เปลี่ยน Genome ไม่ใช่ DNA ของ นามธรรม ตรวจ DNA ทางสรีระคือตรวจได้แต่รูป กับปริมาณ ตรวจนามไม่ได้ ปริมาณของนามตรวจไม่ได้ คุณไม่มีเครื่องมืออะไรตรวจหรอก ตรวจได้ด้วยมิเตอร์ของตัวเอง มิเตอร์ของจิตตัวเอง มิเตอร์ของปัญญาตัวเอง มิเตอร์ของธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มิเตอร์ของสัญญา มิเตอร์ของปัญญาของตัวเอง เป็นตัวรู้ รู้สัมผัสนามธรรมของตัวเอง ของคนอื่นไปรู้เขาไม่ได้ รู้ได้หากคุณเก่ง แต่ยากมากจะไปล่วงรู้นามธรรมคนอื่น ต้องมีนามที่เหนือชั้นกว่ามากจึงรู้ ขั้นพระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้า ท่านมีได้ แต่ยังไม่ถึงเวลาอย่าอยากเลย อาตมาไม่มีใจอยากไปใช้ทำ หยั่งรู้ใจคนอื่น เพราะต้องใช้เวลา พลังงานไปทำมากเลย ถ้ารู้อย่างนั้นอาตมาก็ไปทำนาคนอื่น นาอาตมาจะทำ โพธิสัตวภูมิ ต้องใช้พลังงานมาก ทุกวันนี้ก็มีคนถนอมแคลอรี่ให้อาตมา แต่ก็ใช้เกินอยู่เรื่อย เพราะพวกคุณทำเรื่องราวเลวร้ายในสังคมมากไง อาตมาเลยต้องเสียพลังงาน แคลอรี่ ต้องพยายามช่วยกันเถอะ ช่วยตนเอง ช่วยอาตมา สรุปกัมมโยนิ ทำแล้วค่อยตกผลึกเป็นกรรมพันธุ์ เชื้อจริงพันธุ์จริงก็จะรับมา แต่ถ้าไม่ใช่ตัวจริง จะไม่รับ พ่อแม่ จะมาทำพันธุกรรมของเรา พ่อก็ทำของพ่อเองทำกรรมของพ่อเอง แม่ก็มีกรรมพันธุ์ของแม่เอง ลูกก็มีกรรมพันธุ์ของลูกเอง กรรมพันธุ์นี้ เป็นทางวัตถุมีแต่คุณภาพกับปริมาณ ของรูปธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นาม คุณตรวจดีเอ็นเอของนามไม่ได้ เอาของคนอื่นไปตรวจก็ไม่ได้ ต้องตรวจของตัวเองเท่านั้นจึงจะจริง ตรวจได้ คุณต้องมีพลังงานนั้นมากพอเหลือเฟือ อย่างเช่นพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็เข้าไปดูได้ อัญญาสิ วตโพ โกณทัญโญว่า พลังงานอัญญะเกิดในจิตของอัญญาโกณฑัญญะแล้ว เป็นพลังงานธาตตุรู้ที่เป็นโลกุตรจิต ตัว Primary cell เป็นเซลล์ของจิตนิยามตัวแรกเรียกว่า อัญญะ อัญญะตัวแรกนี้ คำว่าอัญญะ ในภาษาบาลีจึงแปลว่าอื่น หรือต่างหากจากอันเดิมอันเก่าโลกีย์ แต่ก่อนรู้เก่งมาก รู้จบ ครบ ความเก่งโลกีย์ แต่ไม่เคยมีธาตุอัญญธาตุเลย ธาตุโลกุตระ ตรงข้ามโลกีย์ 180 องศา โลกียะกับโลกุตระนั้นตรงกันข้ามกัน180 องศา เป็นเส้นตรง หันหน้าหันหลังให้กันเลย เส้นแบ่งระหว่างโลกียะ โลกนี้ คือโลกโลกีย์ โลกอีกโลกคือปโรโลโกคือโลกหน้า ปร แปลว่าอื่น อัญญะคือโลกอื่น ปร ก็อธิบาย คือโลกอื่น แต่โลกอื่นของโลกียะ ว่าต้องตายจากร่างนี้ไปเป็นโลกอื่น แล้วรู้ได้ไหม พระพุทธเจ้ารู้ได้ อาตมารู้ได้บ้าง แต่คนส่วนมากนั้นรู้ไม่ได้หรอก อย่างนั้นก็ไม่ต้องไปรู้มันมาก เอาโลกอื่นทางจิตดีกว่า จิตที่ทวนกระแส ปฏิโสตัง หันหลังการเดินชนกัน 180 องศา นี่คืออัญญธาตุ ต่างจากโลกียะ คนละทิศ คนละองศา ตรงกันข้ามกันเลยนะ เส้นตรงนี้ เส้นตรงนี้จะเกิดองศา เริ่มต้นมาทางนี้นะ อัญญะเริ่มตัวแรกเลย ตัวแรกละเอียดจะเริ่ม .0001 ก็ตามแต่มันแยกจากโลกียะ แต่มันน้อย จึงเป็นอัญญะ อันอื่น เป็นความรู้อันเป็น บัณฑิตโลกุตระ เกิดสองเส้า เดินระหว่างสองเส้าสองมิติเพิ่มขึ้นเป็นระดับบวก 2 3 4 5 มาจับเป็นเส้าๆ ก็จะคูณ จะบวกไปจนจะยกฐานะเป็นคูณ จนถึงยกกำลัง จะมีสภาพเจริญมากขึ้น เป็นความรู้ใหม่เรียกว่า อัญญา อัญญา จึงแปลว่าความรู้ อัญญะ แปลว่า อื่นแยกจากโลกีย์ อัญญะ จึงเป็นคำโดยเฉพาะ ไม่ใช่ ประ มีคำว่าอื่นอีกไหม นอกจากคำว่า อัญญะ และ คำว่าประ …. มหาบุญหนาว่า...มีสองคำนี้ เป็นอนิยมะ พ่อครูว่า เป็นอนิยมะ คือไม่เที่ยง มันได้เท่านี้ คำว่า อัญญะ ที่อาตมาขยายนี้ ซึ่งเป็นตัวพลังงานวิเศษของจิตนิยาม ที่แยกแตกออกมาแล้ว มันจะไปโมเม ซื้อตามร้านขายยา ห้างสรรพสินค้า ไปเอาจากใครไม่ได้ ตัวเองต้องสร้าง ถ้าใครฉลาด แล้วติดโลกีย์มาก จะไปทางมากเด่นโด่งดังมาก เขาใช้เวลา พลังงานสะสมอย่างนั้นมาก แต่ถ้าเราจะไปโลกุตระ มันต้องได้รวยสักล้านๆเสียก่อนจึงจะไป ถ้าไม่ได้ลิ้มรสล้านๆยังไม่ไป ก็จะพัฒนาโลกีย์หาทางรวยล้านๆ แม้จะสุจริตก็ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ถ้าคนนี้บอกว่าไม่ประหลาดหรอก รวยแค่สิบล้านก็เหลือแหล่แล้ว รู้รสโลกีย์แล้ว เอาร้อยล้านก็พอแล้ว ผลก็ตัดสินว่าเอาแค่นี้ก็พอ มาเอาโลกุตระดีกว่าก็มา แต่ถ้าคุณว่ายังไม่ได้หรอก แค่ร้อยล้านไม่พอต้องพันล้าน จะไปโลกุตระได้อย่างไร จะหมื่นล้านแสนล้าน ล้านๆ ก็เชิญ อาตมาไม่เอา พอแล้วเข้าใจแล้ว เพราะเรามาลดความรวย เอารวยไปซื้อ ลาภยศสรรเสริญ สุขทางกาม ทางอัตตา เท่านี้ล่ะรู้แล้ว ใครไม่รู้อยากลองลิ้ม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อัตตามากๆ เมื่อไหร่จะรู้สักทีนะ ว่ามีมากแล้วอะไร หลงรวยหลงกามหลงความรู้ตนผลาญพร่า ก็แล้วแต่ ใครยังไม่รู้สักทีก็ อยู่ต่อไป ตอนนี้จะเอาคุกชีวิตมาเปิด เอาเพลงจนอะไรหรือรวยอะไร เพลงคุกชีวิต จะเปิดหลังรายการนี้

ถ้าใครไม่รู้จักกัมมโยนิ ว่ากรรมนี้พาให้เกิด เกิดทาง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา เกิดทางนามธรรมล้วนๆ เป็นโอปปาติกะโยนิ เกิดทางนามธรรมทางจิต เกิดเป็นผี เป็นสัตว์นรก เกิดเป็นคนเลว เกิดเป็นคนมีโทษไม่ใช่คุณ แม้จะมีคุณ ไม่โทษ แต่เป็นทางโลกียะ เราก็เข้าใจ มาเกิดเป็นโลกุตระ คุณก็แยกอาการของโลกุตระกับโลกียออกจากเวทนา ออกจากความรู้สึกโลกียะ มาลดสุข โลกียะมาเป็นโลกุตระ ลดอย่างกดข่ม วิกขัมภนะหรือลดอย่างวิปัสสนาลดอย่าสงอาริยะที่ยืนยันทั้งภายนอกภายในว่าน่ามาทำมีอาการอย่างนี้ อาการสุขทางโลกียเป็นอย่างนี้ ทำพลังงานใหม่ให้มันลดความสุขโลกียะได้ โดยจัดการที่ต้นเหตุ ตัวตัณหาที่เป็นตัวเหตุให้โง่ไม่ไปหลงสุขก็อยากได้อย่างนี้ ได้ลาภยศก็สุข ได้ยกเลิกก็เจ็บ ได้สรรเสริญก็สุข ลาภยศมันก็ หยาบรู้ได้ สรรเสริญนี่ละเอียด แต่คนที่ หยาบยังเห็นได้เลย อย่างธัมมชโย ยิ่งลักษณ์ เขาหยาบทั้งรูปธรรมลาภเอาเยอะ ยศก็เอานี่ถูกถอดยศทั้งทักษิณ ธัมมชโย ยิ่งลักษณ์ถูกถอดยศจากการเป็นนายกฯด้วย มันไม่ใช่เรื่องย่อยนะ คนยึดติดเจ็บปวดนะ เหมือนหมอมโน บอกว่าธัมมชโยเจ็บปวดมากที่ถูกถอดยศ ทักษิณ เป็นตั้งพันโท แล้วมาถูกถอดยศ ธัมมชโยเป็นชั้นเทพก็ยังถูกถอดยศ ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังถูกถอดยศ เป็นความเจ็บปวด สำหรับคนที่ยึดติดเป็นเราเป็นของเรา จะเจ็บปวดมาก เจ็บปวดจริงๆ ยศก็ดี สรรเสริญนี่ยังน้อยกว่า การยกย่องชมเชย ในวงการศาสนา อย่างธัมมชโยถูกถอดยศชั้นเทพ ถ้าเขายึดถือก็เจ็บปวดแน่นอน ถ้าได้สูงกว่าชั้นเทพ เป็นชั้นธรรมชั้นพรหม ก็ตายแน่ๆ นี่ขนาดนี้ก็ยังซึมเศร้า ทางด้านโน้นแค่พันโท จองเวรจองกรรมไม่หยุดเลย ยศแค่พันโท มีเหรียญตราอื่นๆ ก็ถูกริบหมดไม่เหลือ นี่ก็ยิ่งลักษณ์ก็เจ็บปวด ทีนี้ ยศ ถ้าสรรเสริญยิ่งละเอียดใหญ่เลย ขณะนี้ฝ่ายที่สรรเสริญยกย่องยิ่งลักณ์ทักษิณ ยังยกย่องชมเชย กันอยู่ เป็นความเฉลียวฉลาดของเขา แต่คนมีปัญญาหรืออัญญาก็จะถดถอยแน่นอน แต่คนไม่มีอัญญา เป็นเฉโก เป็นความฉลาดโลกีย์ อย่างเช่นคุณวัฒนา เมืองสุข รับรองจะอยู่ด้วยกันส่งเสริมสนับสนุนกัน อยู่อย่างนั้น เพราะมันไม่ได้ข้ามขั้นมา ว่าไปหลงอะไรแบบโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สรรเสริญโลกียะ มาสรรเสริญทางโลกุตระไม่ดีกว่าเหรอ มาเรียนรู้โลกุตระให้ได้ ธรรมะโลกุตระเป็นอย่างไร เข้ามาอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน