571216_สรรค่าฯ(๒๑)วนบ. เปิดเผยความลับของมนุษย์และจักรวาล ตอน ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571216_ สรรค่า สร้างคน ( 21 ) วนบ. เรื่อง เปิดเผยความลับของมนุษย์และจักรวาล ตอน 2 โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า…วันนี้ วันที่ 16 พ.ย. 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก อาตมาเทศน์เรื่อง เปิดเผยความลับของมนุษย์ และจักรวาล ตอน 2 ในรายการสรรค่าสร้างคน(21) วนบ. เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อาตมาได้ตอบคำถามที่เขาถามมา แต่อาตมาตอบไปแค่ข้อเดียว ซึ่งคนถามเขาก็ว่าได้รับประโยชน์ อาตมาก็เลยว่าจะตอบให้ครบทั้ง 6 คำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่น่าจะได้รู้กัน
_คำถามที่ 1 ความจริงสูงสุดคืออะไร? อะไรเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งใดจริงไม่จริง? พ่อครูว่า ...ไ ด้ตอบไปแล้วคำถามนี้ ก็ทวนอีกครั้งหนึ่งว่า ความจริงสูงสุดคืออะไร ความจริง มีสองอย่างคือ สมมุติสัจจะ และ ปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือ ความรู้ของทางโลกทั่วไป ใครกำหนด หรือหมู่ใดกำหนด ก็คือสมมุติสัจจะ ในหมู่ใดก็ถือกันไป เช่น ศาสนาเทวนิยมก็นับถือพระเจ้า คือความจริงสูงสุด บางกลุ่ม เป็นอุทเฉจทิฏฐิ ก็ถือว่าทุกอย่างเป็นสูญ ก็นับถือเช่นนั้น ส่วน ปรมัตถสัจจะ ก็เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าค้นพบว่า ถ้าจะเอาความจริงก็คือ มนุษย์เป็นผู้กำหนดความจริง สัตว์เดรัจฉานไม่รู้หรอกว่าอะไรจริง แต่คนที่อยู่รวมกันเป็นสังคม แม้จะร่วมกฎหมาย วัฒนธรรมเดียวกัน แต่ถ้าเราไม่คำนึงถึงคนใดว่า เขาจะยึดความจริงนี้ด้วยไม่ได้ เพราะมันต้องเกี่ยวข้องกัน มันก็ต้องมีความจริงอันใดที่สูงสุด เท่าที่ควรจะเป็น ก็แล้วแต่ แต่ละประเทศ แต่ละกลุ่ม แต่ละศาสนา เขายึดถือกัน ผู้ที่ถือว่ากลุ่มหมู่ผู้รู้ หรือใครที่เขานับถือกันว่า เป็นผู้รู้ เช่น ราชบัณฑิต ก็กำหนดพจนานุกรม เป็นภาษาไทยที่ถูกที่สุด อย่างศาสนาพุทธถือว่า อันใดที่ พระพุทธเจ้าบัญญัติถือว่าเป็นสิ่งสูงสุด และ ความจริงสูงสุดในศาสนาพุทธคือ ปรมัตถสัจจะ ซึ่งม
อ่านต่อ
ีทั้งรูปและนาม ที่มนุษย์ควรได้มากที่สุดคือ อรหันต์(ความเป็น) และนิพพาน(สอุปปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสสนิพพาน) สอุปปาทิเสสนิพพาน กิเลสตายสูญแล้ว แต่ขันธ์ 5 ยังเหลืออยู่ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ส่วนผู้จะเข้าถึงความจริงสูงสุดได้คือ อรหันต์ คือนิพพาน ส่วนทางโลกจะถือว่าอันใดเป็นความจริงก็แล้วแต่ อะไรเป็นผู้กำหนดว่าอะไรจริง หรือไม่จริง ก็มนุษย์เป็นผู้กำหนดทั้งนั้น แต่ละคนแต่ละคน พระพุทธเจ้าถึงสรุปคำตอบว่า ความจริงความไม่จริง ไม่มี มันมีอยู่ที่การกำหนด คือ สัญญา ย นิจจานิ มีการกำหนดตามบุคคล ตามหมู่กลุ่ม ตามหลักเกณฑ์ วัฒนธรรม แล้วอะไรจะ นิจจา คือ ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น เราสัญญากันไว้ว่าอย่างนี้ ถ้าผิดไปจากนี้ถือว่าผิดสัญญา ภาษาไทยเราก็เอามาใช้อยู่ แต่ละคนก็ใช้ สัญญากำหนดหมาย แม้ข้างนอกจะกำหนดตามสมมุติ แต่ข้างในแต่ละคน ก็แล้วแต่ใครจะ กำหนดหมายของตนว่าอันไหนจริงกว่า เราอาจยอมตามกฎหมาย แต่ว่าใจเราอาจไม่เอาด้วย แต่ก็จำนนต้องทำตาม เป็นต้น หรือว่าแย้งกันเถียงกันสองคน เขาก็กำหนดของเขา เราก็กำหนดของเรา ถ้าไม่ตรงกัน ขัดแย้งกัน พระพุทธเจ้าว่า เดียรถีย์แต่ละกลุ่มก็กำหนดกันไปต่างกันแล้ว เขาก็เถียงกัน ว่าต่างคนต่างจริง แต่ถ้าเราจะอยู่ในสังคมอย่างสงบ เราก็รู้เรารู้เขา เราก็เรา เขาก็เขา เขาว่าจริงของเขา เราก็ว่าจริงของเรา ก็ต่างคนต่างคิด เช่น ข้าวดีกว่าขี้ เราเห็นอย่างนี้ แต่เขาเห็นว่าขี้ดีกว่าข้าว ก็แล้วแต่เขา ดีเสียอีก เราก็เอาข้าว เขาก็เอาขี้ ดีเสียอีกสงบ ถ้าเราเข้าใจแล้วว่า สัจจะคือการกำหนด ถ้าจะเสียหายเราก็ต่อต้านบ้าง แต่ถ้าจะเสียหายถึงขีดหนึ่งเราก็ไม่ทำ ในหลักนานาสังวาส เราติเตียนกันได้เรียกว่าปฏิโกสนา ท้วงกันได้แต่ไม่ต้องเอาถึงฟ้องร้องกัน ทะเลาะกัน อะไรร่วมกันได้ก็อยู่ร่วม อะไรร่วมกันไม่ได้ก็ไม่ร่วม อย่าง ชาวอโศก เราเห็นว่าเราถือ ศีล 5 เป็นอย่างต่ำ เราสมมุติหลักมาใช้ แต่ถ้าเป็นประโยชน์เราก็ใช้ เราก็ทำจนกระทั่งถ้า จิตเป็นปรมัตถ์ แล้ว จิตว่างแล้วก็ ไม่สุขไม่ทุกข์ กับมันแล้ว ก็สบาย แต่ถ้าไปยึดถือก็สุขทุกข์กับมันไป สุดท้ายเราก็อยู่อย่างนี้ไม่ต้องมีสมบัติ สาธารณโภคี คน ล้างความยึดถือก็อยู่อย่างสบาย ยิ่งคนหมดตัวตนก็สบาย อุดมสมบูรณ์เกิดพอ เป็นสัจจะที่พิสูจน์ มันอยู่ที่ปรมัตถ์ทางใจเป็นตัวกำหนด นอกจากรู้แล้วจะยึดถือหรือไม่? การยึดถือ อรหันต์นั้นจะ รู้ว่าอันไหนควรยึด อันไหนควรช่วย แต่แม้อันไหนท่านช่วยแล้ว รู้ประมาณว่า ถ้าเลยจากนี้จะเป็นภัยต่อท่าน และผู้อื่น ท่านก็จะรู้ว่าตัด ท่านจะเป็นผู้แพ้ได้อย่างง่ายเลย ไม่ดันทุรัง แต่ไม่ดูดาย มีเจตนาบริสุทธ์ต้านพอสมควร แต่ถึงขีดจะหยุดก็ต้องหยุด ท่านไม่ทำส ิ่ งเป็นโทษ ผู้รู้สูงสุดรู้จัก ปล่อยวางไม่ยึดถือ รู้จักคุณโทษ ท่านไม่สร้างโทษภัย สร้างแต่คุณ
_คำถามที่ 2 … จุดเริ่มต้นของ จักรวาล คืออะไร? อะไรคือจุดประสงค์ของการมีอยู่ของจักรวาล? พ่อครูว่า . ..คำว่า จักรวาล คือ วงวน ที่เกิดขึ้น วนเวียน มีอยู่ ( จักร แปลว่า วงวน เวียน) เช่น วงวนของดวงดาว ของโลก อยู่ในแวดวงของเขา ส่วนจะสัมพันธ์กับอื่นๆ นอกนั้นก็แล้วแต่ตามนิยามของชีวิต ที่จะทรงไว้ จนสูญไป ถ้ามีอยู่ก็คือ ธรรมะ ถ้า สลาย ไปใน ความหมุนวน ดวงดาวก็หายไป กลายเป็นอันอื่น ไม่มีวงวน แล้วก็ไม่มีธรรมะคือ ทรงอยู่แล้ว แต่ถ้าทรงอยู่ มีการปฏิบัติ คือ กรรม ปฏิบัติวนอยู่ก็คือ วงวน เป็นจักรวาล … จุดเร ิ่ มต้นของจักรวาลที่เป็นวัตถุนั ้ น อาตมาอธิบายไม่ได้ ไม่มีใครตอบได้แม้พระพุทธเจ้าองใดๆก็ตอบไม่ได้ ในจุดเร ิ่ มต้นของจักรวาล ส ิ่ งใดมีการเกิด เช่น ต้นจักรวาลของโลกขอเอกภพ เราตอบไม่ได้ ใครจะตอบก็เรื่องของความสามารถของเขา เช่นนักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น แล้ว จักรวาลของจิตวิญญาณ ล่ะ เร ิ่ มต้นเมื่อใด พระพุทธเจ้าตอบว่าไม่รู้ การเกิดของจิตวิญญาณ เมื่อไหร่ก็ไม่รู้มีอยู่ในโลกไหนก่อนกี่ล้านๆปี ก็ไม่รู้ แม้การเกิดอย่างไร พระพุทธเจ้าก็อธิบายเป็นวิวัฒนาการเป็น นิยามชีวิต 5 คือ อุตุ เป็น พลังงานไม่มีชีวะ ละเอียดลึกซึ้ง เอามาใช้ได้ทั้งคุณและโทษ เช่น นิวเคลียร์ แล้วพลังงานอุตุ ก็มีสังเคราะห์สังขารละเอียด จนเป็น ชีวะ เรียกว่า พีชนิยาม ซึ่ง มีแค่สัญญา กับสังขาร สองอย่างนี้เราพูดถึงความจริง มันก็มีความจริงของมัน มันกำหนดของมันเอง โดยสัญชาติ ซึ่งมาจากสัญญา มันก็กำหนดรู้ มันไม่เป็นพิษภัยต่อใครได้มาก มัน ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีบาป บุญ ไม่มีพยาบาท เวรภัย มันก็มีพลังงานยึดติด ดูดดึง และทำลาย ก็มี จักรวาลที่เป็นวัตถุนั้น ไม่อธิบายมากแล้ว แต่มาดูจักรวาลในระดับจิตวิญญาณที่มีความวน อย่างการมีธรรมชาติ ก็คือมีการเกิด ผู้ใดรู้ ชาติ 5 อย่าง ( ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ) เร ิ่ มเป็น โลกุตระได้ตั้งแต่โอกกันตะ ทำให้เกิดหรือดับ ถ้าเป็นโลกุตระได้ก็คือ นิพพัตติ เป็น อภินิพพัตติก็เป็นระดับอรหันต์ หากทำให้ เหตุที่ทำให้เกิด ความมี หายสิ้น ไป เป็นนิโรธ ก็เหลือแต่สิ่งที่ดี ที่วนอยู่ก็มีโลกนิโรธ เพราะดับโลกสมุทัยไปแล้ว ไม่มีความวน ไม่มีชาติ ไม่มีเหตุแล้ว ผลที่จะเป็น ภัยจากอกุศลก็ไม่มี มนุษย์ผู้ทำความไม่มีได้ คือ โลเก น อัตถิตา นโหติ แปลว่า ผู้ที่มีผลของความเป็นโลก จักรวาล ส ิ่ งที่ทรงอยู่ จนสูงสุดได้ ย่อมไม่มี นี่คือ นโหติ สุดยอดของศาสนาพุทธ ดับโลก ดับชาติ ดับกิเลส ตัณหา ในสิ่งนี้เป็นผู้ไม่มีได้ นโหติ จุดเร ิ่ มต้นของจักรวาล คือ อวิชชา แล้วเกิด สังขาร แล้วเกิด วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา...เมื่อดับตัณหา อุปาทานได้จนหมดอวิชชา จักรวาลก็สิ้นสุด
อะไรคือจุดประสงค์ของการมีอยู่ของจักรวาล? ถ้าเป็น อุตุนิยาม ก็ ไม่มีจุดประสงค์ อะไร มันวนเวียนนานนับชาติ ที่จะมีจุดประสงค์ได้ต้องมีชีวะ ตั้งแต่ของ พีชะ ก็ มีประสงค์ ของมัน ของ สัตว์ ก็ มีประสงค์ ของมัน ถ้ามีความรู้แค่ โลกียะ ก็หวัง ประสงค์ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ซึ่งในสัตว์มันก็มีเช่นนั้น แต่ว่าความต้องการของมันไม่มากมาย มันก็สู้ของมัน อย่างต่อนี่มีอาณาจักรของมันนะ ไปยุ่งมันเอาตายเลย ยิ่งคนก็มีจุดประสงค์มากมาย แต่ถ้าเป็นโลกุตระ หากจะมีจักรวาลก็ทำให้หมดโทษภัย มีแต่คุณ ทำให้เกิดวงวน เป็นชาติเป็นธรรมะ มีวงวน มีโลก มีจักรวาล การเกิดได้ ถ้าจะเกิดเป็นคนก็เป็นจิตนิยามที่ดีที่สุด และที่สูงไปกว่านั้น ผู้ศึกษาถึงขั้นทำเช่นนี้ได้ ก็รู้จักรูป นาม รู้จักเหตุ รู้จักชาติ รู้จักรวาลของชีวะของตนคืออะไร และสามารถหยุดจักรวาล หยุดวัฏฏะ หยุดชาติ นิพพานได้ ดับจักรวาลของตนได้ ของคนโลกียะ ไม่รู้จะวนเวียนในจักรวาลนี้นานนับชาติไม่ถ้วน แต่ผู้รู้ ศึกษาเข้าใจก็รู้ว่าเราหลงวนเวียนอยู่นานนับชาติ เราจะไปวนเวียนต่อไปทำไม เราทำความวนเวียนให้หมดแล้ว ไม่ทำบาปอีกแล้ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้บริสุทธิ์ขาวรอบ จะเกิดอีกกี่ชาติ ก็เป็นจิตนิยามที่สุดยอดแล้ว จะทรงอยู่ก็เป็นธรรมะที่สุดยอด
_ คำถามที่ 3 … มนุษย์ คืออะไรในศาสนาพุทธ จุดเริ่มต้นของมนุษย์มาจากไหน? มนุษย์เกิดมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? พ่อครูว่า ...อันนี้ฟังดีๆ คำว่า มนุษย์ นี่ มนุสโส ท่านหมายถึง สัตว์ที่มีจิตสูง แล้ว มนุษย์นี่สูงสุดได้ยิ่งกว่าเทวดา และจริงๆแล้วสูงสุดได้ ยิ่งกว่าพรหม เพราะมนุษย์นี่คือความจริง มนุษย์คือจิตสูง ทำไมอาตมาว่า สูงกว่าเทวดา พรหม เพราะรู้แจ้งในเทวดา พรหม เมื่อเป็นอรหันต์ก็อนุโลมเป็นได้ทั้งพรหม และเทวดาทุกชั้น อนุโลมช่วยโลกได้ โดยตนไม่ได้มีจิตกิเลสแฝงเลย เป็นสัตว์ที่มีจิตสูงสุด ทำไมสูงกว่าเทวดา พรหม มนุสโส ต้องมีร่างกาย ขันธ์ 5 ก็มีประโยชน์ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ถ้าไม่มีร่างนี้ เช่น อรหันต์ ตาย จิตวิญญาณ ของท่านไม่มีขันธ์ 5 ไม่มีชมพูทวีป ก็ไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไร แต่เมื่อมาเกิดมี ชมพูทวีป (สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส) จึงเป็นจิตวิญญาณที่มีรูปนาม ขันธ์ 5 อย่างมีคุณค่าประโยชน์สุด สูงกว่าสัตว์ใด พระพุทธเจ้าอธิบายว่า มนุษย์ชาวชมพูทวีปนี่ประเสริฐกว่า ชาวอุตรกุรุทวีป (ทวีปและโลกของโลกุตระแต่ไม่มีครบขั้นธ์ 5 ) และ เทวดาชั้นดาวดึงส์ (คือเทวดาชั้นเสพสุขในอาการที่ 33 ) มีเสพสุขทางโอชะ แม้สุขสงบ หรือรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส(โลกียะ) แล้วอะไรเป็นมนุสโส ไม่ใช่สัตว์ ก็คือถ้ารู้และกำจัด สัตตาวาส 9 จบพรหมจรรย์ผู้นั้น จึงไม่ใช่สัตว์เลย เป็นมนุสโส แต่ท่านก็อนุโลมได้เพื่อประโยชน์ท่านไม่ได้แอบเสพ ไม่เป็นคนธรรพ์ คือ พวกแอบเสพ พอไปอยู่ดาวดึงส์ ก็แปลงตัวเป็นเล็นไปกับขนพระยาครุฑ แอบไปเสพกับนางกากี ทำอะไรชั่วๆเลวๆ มนุษย์ คือ จิตวิญญาณสูงสุด รู้จักความเป็นสัตว์ พ้นสัตตาวาส 9 ได้ มนุษย์มาจากจิตวิญญาณที่มีโลกุตระปัญญา เร ิ่ มที่รู้จักสักกายะ แล้วสามารถเปลี่ยนองค์ประชุมของจิตวิญญาณ ให้เข้าเกณฑ์โลกุตระ ตั้งแต่กายในกาย ไล่ไป เป็น โลกุตระ 37 และ โลกุตระ 9 ก็เร ิ่ มเป็นมนุษย์ แต่ถ้าไม่เร ิ่ มรู้จักกายในกาย ไม่ทำด้วย ก็ไม่ชื่อว่ามนุษย์เลย
รู้จัก กายในกาย เร ิ่ มต้นรู้จักโลกุตระ ก็จะแยกแยะออกไม่สับสน แม้ผม ขน ฟัน เล็บ ผิวหนัง ก็ไม่ใช่กาย ตัดรอบที่ปสาทรูป แม้มีปสาทรูป แต่ไม่ได้โคจรกับผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง ประสาทของคุณไม่ได้โคจรไปตรงนั้น ไม่เกี่ยว มันก็ไม่เกิดความรู้สึกอะไรเลย มันก็ไม่รู้จักกาย ไม่เป็นกาย จิตสูงของมนุษย์ ตัดกรอบที่จิตโลกุตระ เร ิ่ มที่กายในกาย ลดกิเลสในความเป็นกายก็เร ิ่ มเป็นมนุษย์ มาจากความรู้ของพระพุทธเจ้าสอนมา แบ่งเป็น มนุษย์โลกีย์ ก็ หวังโลกียสุข แต่ว่า มนุษย์โลกุตระ ก็ หวังนิพพาน
_ คำถามที่ 4 … มนุษย์ตายไปแล้วจะไปไหน? สำหรับพุทธศาสนาแล้วความตายมีความหมายหรือคุณค่าหรือไม่? พ่อครูว่า.. . ตายแล้วไปตามวิบาก ซึ ่ งคนโลกๆตายแล้วไปโลกีย์ เป็นสวรรค์ที่เป็นเท็จ ชั่วคราวมีสวรรค์ตอนเป็น กับตอนตาย ตอนตายจะเป็นเสพสวรรค์ สัญญาบ้าๆบอๆ เหมือนฝันไป กำหนดไม่ได้เพราะไม่มีอาการ 32 แล้วอาการ 33 ก็ทำได้ไม่สมบูรณ์ได้ชั่วคราว เช่น คุณระลึกสุขในสัญญา ก็ได้แค่นั้น เมื่อมีอาการ 32 ก็ควบคุมสัญญาได้ ระลึกได้แต่พอตกภวังค์ ก็จะควบคุมยาก นอนหลับไปก็ควบคุมยาก ไม่รู้ตัว จะอยู่ในสัญญา ตกภายในการบงการกิเลส บ้าบอ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อยากให้เป็นชิ้นเป็นอัน หากต้องการมาก อยากมาก แม้ทางดี ก็ทำได้ชั่วคราว ไม่เหมือนตอนเป็นๆ ตายไปไม่มีขันธ์ 5 ไม่มีตับไตไส้พุง ไม่มีสุรภาโว ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้วิญญาณทำงานได้มันจึงยิ่งทำอะไรไ่ม่ได้ ขนาดคุณตอนหลับมีอาการ 32 ยังควบคุมฝันไม่ได้ตามต้องการ ยิ่งตายไปก็สติก็ไม่ควบคุมได้ตามต้องการหรอก สวรรค์ที่มีความครบนั้น คุณเอาความสุขจาก การเสพทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ในระลึกเอา ตายไปสวรรค์น้อยมาก แต่นรกคือ อนุสัยนานมาก มีแต่นรก พระพุทธเจ้าเลยตรัสว่าคนตายไปจะได้เกิดมาเป็นเทวดา มนุษย์นั้นน้อยกว่าน้อย ส่วนใหญ่ตกนรก
_ คำถามที่ 5… สำหรับพุทธศาสนาแล้วความตายมีความหมายหรือคุณค่าหรือไม่? พ่อครูว่า ...ความตายมีความหมายที่สุด เพราะ นิพพาน คือ กิเลสตาย คนเรามันต้องการเกิดทั้งนั้นแหละ บางคนทุกข์มากก็จากร่างนี้ไป หรือบางคนทรมานมาก ก็ยังไม่ยอมตายเลย สมัยนี้ร่างแย่แล้ว อยากจะไป แต่คนอยู่ก็เลี้ยงไว้อยู่ ด้วยการแพทย์ อรหันต์นั้นไม่มีสวรรค์หรือนรก ตายไปก็อยู่สงบที่ดุสิต ซึ่งในโลกของเทวดา 6 ภูมิ นั้น มนุษย์โลกีย์ก็หมุนเวียนไปทั้ง 6 ชั้น แต่อรหันต์นั้น ก็รอเกิดที่ดุสิต ถ้าตั้งจิตต่อภพภูมิ จิตมัน สัญญา ย นิจจานิ ท่านกำหนดว่าท่านจะอยู่ได้ ปุถุชนนั้นหรือ สัตว์โลกนั้น ลึกๆจะรู้ว่าตายไปนั้นไปนรก ส่วนไปสวรรค์นั้นน้อยมาก เพราะฉะนั้นสัตว์โลกนั้นไม่อยากตาย ความตายจึงสำคัญ พอเป็นอาริยบุคคลแล้ว รู้ว่าให้กิเลสตาย หมดชาติ ไม่ให้เกิดอีกมีความหมายมาก ความตายในโลกุตระนั้น จึงมีความหมายมาก แต่โลกียสัตว์ไม่อยากตาย เพราะกลัวนรก พอเป็น โลกุตรจิต หรือ อาริยบุคคล ก็รู้ความตายดี ทำดีขึ้นมาล้างเหตุกิเลสได้ ลดนรกได้ ความกลัวตายจะลดลง พอเป็น อรหันต์ดับเหตุที่จะเกิดนรก ได้ ท่านก็ไม่กลัวตาย แม้จะเกิดอีก ท่านก็ต้องสู้วิบาก เกิดทุกข์จากวิบากได้ จะสู้ไหม โพธิสัตว์ท่านจะรู้ว่าต้องมีวิปากทุกข์ แต่ไม่มากกว่านี้อีก มีแต่จะน้อยลงเพราะสิ้นการสร้างเหตุแห่งทุกข์ได้ ทำแต่กุศล เป็นBuffer หรือ wall กั้นอกุศลให้ไกล เหลือมาน้อยจนไม่มาหรือมาไม่ถึง หรือมาถึงน้อย แม้ พระพุทธเจ้ายังเหลือเลย วิบากบาป
_ คำถามที่ 6… จริยธรรมคืออะไร อะไรเป็นบรรทัดฐาน หรือมาตรฐาน ของจริยธรรม? และใครหรือสิ่งได้เป็นตัวกำหนด?
พ่อครูว่า ...คือ คุณธรรม คุณงามความดี ที่เกิดจากการกำหนดขึ้นโดย ตนเอง สังคม วัฒนธรรม กฎหมายกำหนด เรียกว่าจริยธรรม หรือคุณงามความดี moral ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละหมู่กลุ่มกำหนด สังคมกำหนด หรือตนเองกำหนด เป็นสมมุติสัจจะ แล้วอะไรเป็นบรรทัดฐาน ก็มนุษย์ ตนเอง สังคมกำหนด ก็คือสัญญา ย นิจจานิ
_ คำถามที่ 7… อะไรที่ระบุถึง คุณค่าความเป็นมนุษย์? อะไรเป็นบรรทัดฐาน? และใครเป็นคนกำหนด? พ่อครูว่า… มนุษย์ คือ จิตวิญญาณสูง อะไรระบุคุณค่า...ที่ตรงกันส่วนใหญ่ก็คือ ความเสียสละ อาจมีมนุษย์ประหลาดที่ไม่เห็นว่าเสียสละคือคุณค่า หรือว่าถึง หมดอัตตา เป็นอรหันต์
คุณสมบัติของ อรหันต์ 1 .ความหมดทุกข์ นี่คือคุณค่าสูงสุด 2 .เป็นคนไม่มีภัย โทษ ต่อตนและผู้อื่น 3 .เป็นคนมีคุณค่า 4 .เป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นถ่ายเดียว (ประโยชน์ตนหมดแล้วคือล้างกิเลสหมดแล้ว) 5 .เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6 .เป็นคนมีเมตตาจริง 7 .เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ (ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสรา) 8 .เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว บาปคือกิเลส 9 .เป็นคนที่ทำแต่กุศล 10 .เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้วไม่มีประโยชน์ตน 11 .เป็นคนรู้จักนรก สวรรค์นิพพานถูกแท้ 12 .เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสมบูรณ์
อะไรเป็นบรรทัดฐานก็ 12 ข้อนี้ แล้วใครกำหนด ก็พระพุทธเจ้า อาตมามาขยายความมากขึ้น
_หมอฟ้ารัก ถาม… ที่ท้าวความว่า เคยได้ยินว่าพ่อครูว่าสูงคือ ของพุทธคือ nothing คือ ความไม่มี พ่อครูว่า. .. ความไม่มีอะไร ก็คือ ผู้นั้นทำให้ จิตไม่มีกิเลส แล้ว ก็จะเข้าใจความไม่มี ( นโหติ ) เราไม่ได้งง แล้วอะไรยังมี ก็คือ ต้อง รู้ประมาณในการอยู่กับโลก อาจทำผิดสมมุติได้ แต่ไม่มีเจตนาทำผิด ไม่มีกรรมชั่วจากเจตนา อาจทำผิดได้เป็นวิบากได้ …จบ