590830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่ามิจฉาทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่ามิจฉาทิฏฐิ

พ่อครูว่า...วันนี้ วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2559 ที่บวร ราชธานีอโศก เรามีชีวิต ไปกับวันเวลา ก็ทำงานกับงานที่ควรจะทำ อาตมาเลือกงานที่คิดว่าควรจะทำ คืองานเผยแพร่ธรรมะ ทั้งเผยแพร่ ทั้งค้นคว้า ทั้งศึกษา พยายามพากเพียรที่จะทำงานนี้ อย่างที่ได้ลาออกมาจากงานทางโลก อย่างที่คนทั้งหลายแหล่เขาทำกัน ดูเขาทำกันเพื่อที่จะมี ลาภยศสรรเสริญ ได้รับโลกียสุขบำเรอให้แก่ตัวเอง เป็นชีวิตที่มีอะไรต้องเลี้ยงชีพมาบำเรอชีวิตให้เป็นสุข แต่อาตมาชัดเจนว่า ชีวิตนี้ไม่ต้องหาอะไรมาบำเรอให้ตัวเองเป็นสุข เลิกจากชีวิตที่จะหาความสุขใส่ตัวเอง ไม่ว่าความสุขนั้น จะเป็นความสุขที่ ได้ลาภมา ได้ยศ ได้สรรเสริญ เป็นสุข ได้เสพกามคุณ 5 เป็นสุข ได้บำเรออะไรสมใจ เป็นอัตตา ก็เป็นสุข เข้าใจคำว่า สุขขัลลิกะ ชัด คือ สุข กับ อัลลิกะ คำว่า อัลลิก ะ แปลว่า เท็จ ก็แปล สุขขัลลิกะว่า สุขเท็จ ไม่ใช่สุขจริง อาตมาชัดเจนว่า อาตมาไม่ได้ต้องการความสุข แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากได้ทุกข์ แน่นอน ก็มีภาษาเรียก นิพพานัง ปรมังสุขัง ก็มีคำว่าสุขด้วย ท่านก็แปลว่า บรมสุข ด้วยนะ แล้วก็มีนิพพาน เป็นบรมสุข ท่านก็แปลกันว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง อาตมาก็ไม่เห็นด้วย อาตมาก็แปลนิพพานว่า ยิ่งกว่าสุข มันไม่ใช่สุข สุขมันเป็นโลกียะ เป็นสุขเท็จ พระอรหันต์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เป็นคนหมดทุกข์หมดทุกข์ เป็นคนอุเบกขา มีอุเบกขา เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา เป็นฐานนิพพาน ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้อง ปฏิบัติที่ เวทนา

ถ้าผู้ใดมีความรู้ ที่จะ แยกแยะ วิจัยวิจาร มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกแยะออกรู้จัก เวทนา จับ คู่เวทนา เป็นธรรมะสอง แล้ว ปฏิบัติตัวนี้ *เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนายเอกสโมสรณา ภวนฺติ* ทำให้เวทนา เหลือเวทนา

อ่านต่อ

เดียว คือ เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ถ้ามีคู่อยู่ ก็เป็นสุข ทุกข์ แต่เนกขัมมสิตอุเบกขา เป็น ธรรมะเดียว ธรรมะพระพุทธเจ้า ทำให้สองเป็นหนึ่ง ได้ ผู้ใดทำได้สำเร็จ ก็ได้รับผล ได้รับความบรรลุธรรมอย่างแท้จริง อาตมามาทำงานนี้ ไม่ต้องการความสุข ไม่ได้เป็นความสุข หรือความทุกข์ แต่เป็นอุเบกขา เป็น อทุกขมสุข อาตมาไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมเล่นๆ แต่พูดยืนยันความจริงในตน เพื่อยืนยันว่า คนเรามีอารมณ์นี้ได้ ไม่ใช่ว่าของพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีใครเป็นได้ อารมณ์อย่างนี้ ไม่มี โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ อาตมาพิสูจน์ว่ามีจริง ที่พูดนี้เป็นการอวดอุตริมนุสธรรมในตน ก็ได้พูดมานานแล้ว สี่สิบกว่าปี อวดอุตริมนุสธรรมทั้งนั้นแหละ ซึ่งไม่เหมือนกับกระแสหลักเขาด้วย ที่เขาเข้าใจกันแล้ว เขาก็นำพากัน เขาก็มีพระไตรปิฎกอันเดียวกัน แต่เขาก็เพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ตรงตามพระไตรปิฎก เอาง่ายๆแค่ ศีล สมาธิ ปัญญา เขาก็เป็น ปัญญา ที่ออกนอกลู่นอกทางไปมากแล้ว ปัญญา นั้น ละเอียดกว่าศีล ละเอียดกว่าสมาธิ ทำงานมาถึงขนาด เช่าช่องโทรทัศน์ดาวเทียม ไม่ได้เป็นช่องโทรทัศน์ ที่เอามาหาเงินหาทองเลย ซึ่งเอามาเผยแพร่ธรรมะ แล้วต้องใช้เงินใช้ทองมากเลย แต่เราก็พอเป็นไปได้ ก็บอกญาติโยมมาร่วมกำลังกัน มาช่วยกันทำ ไม่ได้จ้างใครสักคนเดียว มาถึงวันนี้ ก็รู้สึกว่ามันยากจริงๆ การไม่สร้างใครแล้ว ไม่มีระบบแบบโลกที่ต้องจ้าง เพราะระบบการจ้างนั้นเขาสั่งได้เขาบังคับได้ แต่ระบบของเรานั้นไม่ได้จ้าง แล้ว ใช้น้ำใจ มีน้ำใจเท่านั้นจริงๆ อาตมาก็ขอพูดเถอะว่า คนมีน้ำใจที่ได้รับผิดชอบเข้าทำงานอยู่ แต่คนที่น่าจะมีน้ำใจกว่านี้ ที่จะช่วยกว่านี้ เป็นนักเรียนก็ตาม เราได้อาศัยแรงนักเรียน เป็นช่างภาพส่วนใหญ่ สอนให้เขาๆก็ได้ ก็เป็นการศึกษาเหมือนกัน แต่นักเรียนก็ยากมากเลย ก็ต้องอาศัยผู้ใหญ่ที่จะคอยให้สติเขา แต่พวกเรา ไม่มีการบังคับกัน แต่ก็พยายามให้ความสำนึก ให้สติสัมปชัญญะ ปัญญาให้เขาเข้าใจ ว่าควรจะรับผิดชอบบ้าง มาช่วยบ้าง อย่างโทรทัศน์เรา จะต้องออกอากาศประจำ เวลานั้นเวลานี้ เป็น routine ที่จะต้องออก เป็นงานประจำ ที่เป็นรายการสด ส่วนรายการอื่นๆ ที่จะต้องเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ก็แล้วกันไป ตารางการถ่ายทอดสดนี้ จะต้องใช้ความสำนึกกัน ก็น่าจะรู้ว่าชั่วโมงนี้ เป็นรายการสด เราควรจะไปช่วย เด็กๆก็ไม่ค่อยสำนึก ไม่เข้ามาช่วย อย่างวันนี้มีกล้องตัวเดียว บอกไปเลยขายหน้าข้างนอก จะออกอากาศแล้ว มีกล้องตัวเดียว แล้วค่อยๆหอบกล้องอื่นๆตามมา อาตมาก็รู้สึกว่า นึกถึงบารมีตัวเองว่า บารมีเรามีแค่นี้หนอ อาตมาเปิดโรงเรียนมา 20 กว่าปี สอนเด็กให้ได้เรียน ขอขอบคุณคุณครู ที่เอาภาระช่วยให้เกิดโรงเรียนมา 20 กว่าปี ได้ 20 กว่ารุ่นแล้ว จบม.6 ออกไป จบอาชีวะออกไป ก็เพื่อที่จะสอนธรรมะเป็นหลัก ให้คนได้ธรรมะเป็นหลัก จึงมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ไม่ได้ทำเพื่อหาเงินหาทอง ในการสร้างบารมีอะไร แต่คนที่รู้สึกสำนึกดี กตัญญูกตเวทีเอ งก็จะเจริญ แต่เด็กที่จบไป ทำไมยังไม่ค่อยมี กตัญญูกตเวที อาตมาพูดคำนี้ ด้วยความสะท้อนใจมาก ว่าทำไมเด็กไม่มีความกตัญญูกตเวที อาตมาล้มเหลวหรือเปล่า เด็กๆทุกคนฟังนะ ทำไมความกตัญญู กตเวที มันถึงไม่มีกัน คนไม่มีกตัญญูกตเวทีนี้คือ คนเลวจริง อาตมาพูดนี่ พูดว่าเด็กนะ ผู้ใหญ่ฟังด้วยฟังเอาก็แล้วกัน มันเป็นธรรมะเท่านั้น กตัญญูกตเวที ก็เป็นธรรมะ เป็นการแสดงถึงสัจธรรมของมนุษย์ที่สำคัญ คนเนรคุณ หรือคนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติอันควรประพฤติปฏิบัติ ตนเองต้องมีปฏิภาณปัญญา มีสติสัมปชัญญะรู้ว่าอะไรควร อาตมาต้องพูดว่า เพราะมันเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส ไปได้เรื่อยๆ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วไม่มีใครทำ ไม่มีใครดูแลอย่างเช่นวันนี้ อาตมาสะท้อนใจมาก เห็นกล้องอยู่ตัวเดียวจะออกอากาศอยู่แล้ว จะถ่ายทำแล้ว เอาเถอะก็พูดจากความจริงใจออกไปให้ฟัง ตามประสาที่รู้สึกเอาใจตัวเองมาพูดให้ฟังแล้ว ได้ความคิดความรู้สึกได้ประโยชน์ ก็เอาไปแก้ไขปรับปรุง ตัวใครก็ตัวใคร อาตมาไม่นิยมการบังคับ แต่ไหนแต่ไรมา ให้สำนึกเอง ให้เข้าใจเอง ให้มีปัญญาเอง มีปฏิภาณเอง ได้เท่าไหร่ เอาเท่านั้น แต่มันก็พอได้ แต่บางอันบางอย่างมันยาก อันนี้มันยาก สร้างโทรทัศน์โดยที่มีใช้เงินจ้างเลย อาตมาว่า สถานีโทรทัศน์ที่มีของวัดของธรรมะหลายวัดหลายที่ อาตมาไม่รู้นะว่าเขาจ้างหรือเปล่า เขาจะมีจ้างคนบ้างไหม แต่ของเรานี้ไม่ได้จ้างคนสักคนเดียว แล้วก็ทำได้สำเร็จมา 10 ปีแล้ว ก็พอได้ แต่ว่าแรงมันรู้สึกว่าร่อยหรอ ก็ต้องบ่นบ้าง พูดบ้าง ไม่อยากตำหนินะ ที่ไม่ตำหนิ เพราะว่าจะมาขอบคุณ ผู้ที่มาช่วยทำนี้ อาตมาขอบคุณอย่างลึกซึ้งเลย ก็ไม่ค่อยตำหนิเท่าไหร่ แต่วันนี้ ขอตำหนิเถอะ เพราะอาตมาขอบคุณจริงๆ อาตมาอยู่ในวงการโทรทัศน์มารู้ดีจริงๆ ก่อนเรียนจบก็ทำงานโทรทัศน์แล้ว เป็นพิธีกร พอจบแล้ว ก็มาทำงานโทรทัศน์เป็นหลักอย่างเดียว ก็พอเข้าใจเรื่องโทรทัศน์ดี ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โทรทัศน์เขามีสปอนเซอร์ จะต้องตรงเวลาเป๊ะๆ ก่อนจะถึงเวลา เขาจะต้องมาเตรียมกันอย่างน้อย 30 นาที ทุกรายการ เวลาทำงาน ก็เก็บให้เรียบร้อย แต่อาตมาไม่ได้บังคับ เขาจะมีผู้กำกับเวที ผู้กำกับรายการ ผู้ช่วยด้วยผู้ดูแลด้วย แต่ของเรานี้ไม่มี ผู้ที่มีจิตอาสา ก็ดูแลไปตามประสา ก็ขอบคุณผู้ที่ช่วยทำ โทรทัศน์ที่อาตมาพยายามทำ จะต้องใช้เงินมากเดือนละเป็นล้านๆ เราไม่ต้องจ้างใครเลย ยังใช้ค่าใช้จ่ายเป็นล้านๆ ต่อเดือน ซึ่งก็พยายามหาทางให้เขาทำขยะ มันก็เป็นผลสำเร็จ ให้เป็นตัวเลี้ยงโทรทัศน์มาได้ 10 กว่าปีแล้ว ก็พอได้ ถูๆไถๆ กันพอได้ ก็ไม่ถึงกับเป็นหนี้เป็นสินกับใคร มันเป็นการเผยแพร่ธรรมะ เป็นงานหลักเลย อาตมาไม่ได้วิ่งไปเทศน์ที่ไหนเลย แต่เทศน์ที่โทรทัศน์เป็นหลัก แต่ก่อนออกมาใหม่ๆ ก็บินไปเทศนาที่วัดนั้นวัดนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เลย ไม่ได้รับนิมนต์ไปเทศน์ที่ไหนเลย อาศัยโทรทัศน์นี้ จะเผยแพร่ธรรมะเป็นหลัก อาตมาเห็นว่าโทรทัศน์เป็นความสำคัญ แต่ขณะที่พูดนี้มันสะท้อนใจมาก ความท้อแท้นั้นไม่มีหรอก แต่มันสะท้อนใจอย่างที่พูดไปแล้วว่า ทำไมพวกเราไม่ค่อยจะเข้าใจ ไม่ค่อยมีกตัญญูกตเวที สำหรับผู้ที่ควรกตัญญูกตเวที แค่ว่าอาตมาสอนธรรมะให้ ก็ควรกตัญญูกตเวทีไหม ก็ควรใช่ไหม บางคนเข้ามาช่วยดูแลทีมงาน ปัดกวาดเช็ดถู มาเตรียมงานอย่างดีเลยนะ เขารู้หน้าที่ คนที่ดูดาย ก็ดูดายไป คนที่ไม่ดูดาย ก็ช่วยกัน ถ้ามีผู้ที่มีปฏิภาณปัญญามาช่วยกัน มันก็จะเบา งานก็จะเสร็จเร็ว เป็นธรรมดา แต่นี้ก็ได้เท่านี้แหละ ถ้าว่าไป ก็พูดเปรยไปจากจิตใจ หวังว่าผู้ที่ได้ฟัง จะรู้สึกสำนึก กระเตื้องกันบ้าง อยู่ด้วยกัน ก็ปรับปรุงกัน อาตมาพูดไปไม่ช่วยอีก ก็เท่านั้น อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เป็นการเกริ่นจากจิตใจ ที่มีความสะท้อนสะท้านใจบ้าง

มาดู sms ก่อน

กรณีมีคนเผาหนังสือธรรมะของพ่อครูแล้วส่งภาพในเฟสบุค

_กันตสีโลภิกขุ….นี่เป็นหนังสือธรรมะของสำนักสันติอโศก ที่อาตมาเคยอ่าน เห็นหลายคนเคยฟังเพลงเพื่อชีวิต ของวงคาราวาน , คาราบาว ฯลฯ แล้วเลิกฟัง โยนเท็ปและซีดี. ทิ้งลงถังขยะ เพราะศิลปินพวกนี้ไม่มีอุดมการณ์จริงตามบทเพลงที่ร้อง และยังไปสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุนเผด็จการที่กดขี่ ย่ำยี ข่มเหงประชาชนอยู่ในเวลานี้

อาตมาเองก็เช่นกัน เคยอ่านหนังสือธรรมะ และเคยปฏิบัติธรรมกับที่นี่มาก่อน แต่เมื่อเจ้าสำนักคือ "สมณะโพธิรักษ์" ได้เป็นผู้มี "ทิฏฐิวิบัติ" เสียแล้ว คือเห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แยกแยะชั่ว-ดี , ถูก-ผิด ไม่ออก ไปเข้าข้างสนับสนุนผู้มีอำนาจ ที่กดขี่ข่มเหงเบียดเบียนประชาชน หนังสือธรรมะพวกนี้ก็เปรียบเสมือนคำลวงโลกของคนเขียน ไร้ค่าเกินไปที่จะเก็บเอาไว้ ทีแรกว่าจะเอาให้คนเก็บของเก่าเอาไปชั่งกิโลขาย แต่คิดไปคิดมา เผาทำลายมันเสียเลยดีกว่า จะได้ไม่ไปเป็นมลพิษทางจิตวิญญาณแก่คนที่ได้อ่านต่อไป

พ่อครูว่า . ..ท่านก็เข้าใจของท่าน ซึ่งตอนนี้มีรัฐประหารจริงๆ แต่ เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย นั้น ไม่ได้ตัดสินง่ายๆ อาตมาก็ไม่อยากพูดถึงความเห็นตื้นๆเด็กๆของท่าน แต่ว่าคราวนี้ถึงกับเผาหนังสือเลย ความเห็นตื้นเขินว่าที่นี้ คือ เผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็มีความจริงที่มีรัฐประหาร แต่จะเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการ ไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆ อย่างคอมมิวนิสต์นี้ เขาว่าเป็นเผด็จการหมู่ แต่ที่จริงคอมมิวนิสต์นี้ เขาก็จะทำเพื่อประชาชน ก็ตรงกับประชาธิปไตยที่จะทำเพื่อประชาชน แต่ไม่ได้ทำคนเดียว แต่ทำเป็นหมู่ก็เลยเป็นเผด็จการหมู่ ใช้พลังงานกดขี่ บังคับมาก อาตมาเคยอธิบาย ประชาธิปไตย ว่าคืออะไร ? ประชาธิปไตย คือ การทำงานนั้นๆเพื่อประชาชน ให้สังคมให้ประชาชนอยู่กันอย่างเรียบร้อย ดีงาม อยู่กันอย่างเจริญ อีกทีหนึ่ง ประชาธิปไตย คืออะไร? ประชาธิปไตย คือการบริหาร จะเป็นการบริหารคนเดียว เป็นเผด็จการ ดูจะเป็นเผด็จการหมู่แบบคอมมิวนิสต์ หรือจะเป็นแบบรัฐประหารด้วยทหารก็ตาม แต่ถ้าว่าการบริหารนั้น ของคนคนเดียวที่เป็นใหญ่ หรือหัวหน้าที่เป็นใหญ่ หรือแม้แต่การรัฐประหาร แล้วมีผู้บริหารประเทศขึ้นมา อย่างไรถือว่าเป็นประชาธิปไตยก็พูดไปแล้ว จะเป็นประชาธิปไตยก็คือ เพื่อที่จะให้ประชาชนที่ถูกบริหาร อยู่กันอย่างสงบเรียบร้อย มีการพัฒนา มีการเจริญ ให้สังคมประเทศชาตินั้นๆ ที่มีอะไรบกพร่อง ก็แก้ไขปรับปรุง มีอะไรเจริญ ก็ให้ทำกัน อะไรไม่ดี ก็กำจัดหรือแก้ไข อะไรเจริญก็ทำ มีสองทิศทางง่ายๆ ผู้ที่ทำรัฐประหาร ตอนนี้ก็มาบริหาร มาบริหารก็ทำสองอย่างนี้ คือกำจัดสิ่งที่ทำให้สังคมประเทศชาติไม่เจริญ แล้วส่งเสริมสร้างสรรสิ่งที่ดีงามให้แก่ประเทศชาติ ส่วนวิธีการนั้น เขามีการใช้กฎหมายมีการบังคับ ก็มีทั้งนั้น ในด้านของการบังคับ ทีนี้ในสังคมประเทศไหนมันแย่ การบังคับก็จะต้องโดดเด่น พูดแล้วก็ต้องชี้ชัดว่า ประเทศไทยนั้นแย่ เพราะว่าการเมือง หรือการประชาธิปไตยที่ทำมา 84 ปีสะสมความแย่มาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ ก่อนที่จะรัฐประหาร แย่จนกระทั่งอาตมาทำงานศาสนา ได้ตัดสินใจออกไป ร่วมประท้วงทางการเมือง ซึ่งเป็นความเข้าใจของศาสนาในเมืองไทยว่า มันไม่มีที่ไหน ที่พระจะออกมาประท้วง ออกมาทำงานการเมืองอย่างนี้ อาตมาตัดสินใจออกไปทำ เพราะมันแย่ อาตมาทำไปแล้ว ใครจะตัดสินว่าทำไม่ดีทำชั่วอย่างไร ก็แล้วแต่ แต่อาตมามั่นใจว่า ได้ทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ใครจะเห็นว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ทำลายชาติ ศาสนา ก็แล้วแต่ เข้าใจอย่างนั้นก็ไปห้ามเขาไม่ได้ แต่ใครจะเห็นว่า ที่ทำนี้มีความบริสุทธิ์ใ จมีความจริงใจ ที่จะเสียสละ ขออภัยที่พูดนี้ ไม่ได้พูดเอาดีเอาเด่นนะ แต่พูดสัจจะสู่ฟัง จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ก็มีสิ่งที่ยืนยันว่า ทำให้ประเทศไทยนี้ ค่อยกระเตื้องขึ้นๆ เพราะมันเริ่มจากคณะที่ผู้ที่ต้องการ กอบกู้ความเสื่อมของสังคมให้ดีขึ้น ไม่อยากพูดว่าอาตมาพยายามทำ ออกตัวอย่างแรง พากันไปชุมนุมประท้วง จนกลายเป็นการประท้วงกันเป็นเดือนๆ เป็นปีๆ ก็ขอบคุณพันธมิตรที่ออกไปพานำ อาตมาก็พาออกไปสมทบ พากเพียรลากจูงกันไป จนกลายเป็นประวัติศาสตร์แบบใหม่ ที่ประท้วงกันอย่างตั้งรกรากเลย เป็นปีจนเลยปี นอนกลางถนนกัน อาตมาว่าผลอันนั้นแหละ ทางรัฐศาสตร์จะมองอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผลเกิดจากการทำอย่าง ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ วิธีการสื่อสารไปว่า มีความผิดอย่างไร มีความเลวอย่างไร มีความชั่วอย่างไร คนชั่วนั้น จนกระแสการเมืองของฝ่ายหนึ่ง กับอีกกระแสการเมืองฝ่ายหนึ่งเป็นสองกระแส ฝ่ายหนึ่งคือ ประชาชน อีกฝ่ายหนึ่งคือผู้รักษาอำนาจ แล้วพยายามจะดึงอำนาจไว้ เขาบริหารประเทศอยู่ เราก็ออกไปประท้วงคณะรัฐบาลที่เห็นว่า เหลือเกินแล้ว เราเห็นว่าเขาทำงานการเมืองที่เลวมาก จึงออกไปประท้วง ผลของการประท้วง ก็มีผลจนกระทั่งนายกต้องลาออกไป ถ้าสมัครเอง ทางรัฐศาสตร์จะเรียบร้อยได้ดีมากเลย จนสุดท้ายทำรัฐประหารได้ดีที่สุด เรียบร้อยที่สุด เพราะอะไร? อยู่ดีๆมันเกิดอย่างลอยๆไม่ได้ ถ้ามันไม่เกิดกระแสในสังคม ประเทศชาติจากประชาชน แม้แต่คนที่มีตำแหน่งหน้าที่ ก็ไม่สามารถที่จะคิดอะไรได้ ถ้าอย่างงั้น ผมขอยึดอำนาจ นี่คือรัฐประหารเมืองไทย จะเรียกว่ารัฐประหารก็ไม่ใช่หรอก เพราะรัฐประหาร จะต้องมีการบังคับกัน มีรถถังมีระเบิดอะไรออกมาขู่กัน ว่าต่อไปนี้ ต้องฟังแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติ ซึ่งมันไม่ใช่อย่างที่เป็นเลย การปฏิวัติอย่างนี้รัฐศาสตร์จะต้องศึกษาอย่างสำคัญ เป็นการปฏิวัติคือ การรัฐประหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เกิดได้อย่างยิ่งใหญ่ และสวยงาม ก็เพราะประชาชนคนไทย จะบอกว่าต่างคนต่างทำนั้น อาตมากับประชาชน ก็ไปร่วมมือด้วย ขออภัยไม่ได้ทวงบุญคุณ แล้วมันเกิดสภาวะเหมือนจริง ร่วมไม้ร่วมมือกัน ไขความจริงให้ประชาชนรับทราบ ถ่ายทอดออกไปทางโทรทัศน์ทาง ASTV และ FMTV แน่นอนว่าสื่อสารที่อื่นเขาก็ร่วมด้วยช่วยกัน สรุปแล้ว จิตวิญญาณของประชาชนได้รู้สึกว่า การเมืองคืออะไร? สรุปก็คือ การเมืองมันดีขึ้น ประชาธิปไตยมันดีขึ้น จนปฏิวัติรัฐประหารนี้เกิดขึ้น แล้วเขาก็ใช้คำว่า รัฐประหารนี้ เป็นคำเดียวที่บอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งอาตมาบอกแล้วว่า แม้แต่วิธีรัฐประหาร ก็ไม่ใช่รัฐประหาร ความเข้าใจของคนที่ไม่มีภูมิปัญญา ขออภัยที่ต้องพูดอย่างดูถูก จึงไม่ได้เรื่องอะไรเลย แล้วเอาแค่นี้มาตีทิ้ง อาตมาพูดไปแล้วนะ ว่าขณะนี้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลก ขอยืนยันว่าไม่ได้พูดพล่อย พูดอย่างมีสติสัมปชัญญะ และปัญญา ของอาตมาด้วย ถ้าพลเอกประยุทธ์ ปฏิวัติรัฐประหารแล้ว ตั้งแต่รัฐประหารจนถึงวันนี้ ถ้าไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตยอันดี ป่านนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกานั้น เอาตายแล้ว เข้ามาตะโกนกันว่าไม่ให้อิสระเสรีภาพ อย่างเช่น ไผ่ ดาวดิน ก็เป็นนักศึกษาคนหนึ่ง ทำอย่างจะเป็นจะตาย นักการเมืองหญิงคนหนึ่ง ก็ออกมาประกาศ คนอื่นเขาเอามาทวนให้ฟัง มันมีสิ่งที่เชื่อมโยง เป็นเหตุปัจจัย ขอขยายความว่า ประชาธิปไตยของประเทศไทยขณะนี้ เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดของโลก เป็นพฤติกรรมปัจจุบัน ประเทศอื่นสู้ไม่ได้หรอก แม้ขณะนี้ “อเมริกา” กำลังหาเสียงเพื่อหาประธานาธิบดี ก็มีแต่ความเสแสร้งลีลาซับซ้อน ยิ่งกว่าละครลิง ที่กำลังหาเสียงแข่งกัน จะเป็นประธานาธิบดี ใช้โวหารใช้วาทกรรม เพื่อประกาศวาทะเท่านั้น ไม่ได้มาประพฤติปฏิบัติอะไร ที่เป็นการบริหารประเทศ ที่เป็นรูปร่างอะไร เอาแต่ความคิดมาสร้างวาทกรรม เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า คือนโยบาย คือแนวความคิด คือกึ๋นของแต่ละคน แล้วก็โม้กันไปบอกว่า นี่คือ ภูมิความรู้ ก็เหมือนกับยิ่งลักษณ์ ที่ออกมาหาเสียง เวลาเป็นนายกฯแล้ว ก็ไม่ได้ทำอย่างที่พูดเลย การหาเสียงนั้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยที่แท้นั้น ประชาชนเขาจะรู้ว่าใครที่เหมาะควร มีฐานะอันควร ที่จะขึ้นมาบริหารประเทศ คนนี้ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี ใครควรจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหน ประชาชนจะรู้ความจริง ประชาชนจะไปเลือกนายกรัฐมนตรี เลือกรัฐมนตรีเอง นั่นคือประชาธิปไตยจริง แต่นี่มันยังไม่ถึงกันหรอก อเมริกาก็ยังไม่ถึง จากการเลือกตั้งอย่างเดียวมาตัดสิน นายกรัฐมนตรี ก็ต้องให้ประชาชนเลือก แม้แต่คณะกรรมาธิการที่จะไปทำงานก็ตาม ก็ต้องให้ประชาชนเลือกทั้งนั้น ข้าราชการก็ต้องให้ประชาชนเลือก ถ้าจะเอาจริงๆอย่างประชาธิปไตยต้องใช้การเลือกตั้ง แต่ความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมีวิธีการซับซ้อน ในที่สุดก็ต้องมีรัฐประหารด้วย แล้วมีการบริหารให้เป็นประชาธิปไตย ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ปฏิวัติรัฐประหารมา แล้วก็ทำงานมาถึงวันนี้ เห็นพลเอกประยุทธ์ทำงานเป็นประชาธิปไตยได้อย่างดีวันดีคืน มองตามประสาอาตมา อาตมาไม่จำเป็นจะต้องไปประจบประแจงพล.อ.ประยุทธ์ แต่นี่พูดสัจจะความจริง ไม่จำเป็นต้องให้พลเอกประยุทธ์มาอนุมัติอะไร ให้อาตมาเลย ที่พูดมานี้ก็ ขอสรุปว่าประชาธิปไตยจริงๆ กนฺตสีโล เอ๋ย มีความรู้ทางประชาธิปไตยสักแค่ อุจจาระเล็บ พวกที่ออกมาพูดลอยๆตอนนี้ ถ้าเป็นยุคของจอมพลสฤษดิ์ ไม่เหลือแล้ว แต่ มาตรา 44 ที่พลเอกประยุทธ์มีตอนนี้ มีความศักดิ์สิทธิ์กว่าจอมพลสฤษดิ์ แต่พลเอกประยุทธ์ก็ใช้มาตรา 44 นี้อย่างประชาธิปไตย มันต้องมีอะไรที่ตัดไม้ข่มนาม เพราะประชาธิปไตยที่ผ่านมา 84 ปีนี้มันเละเทะ ต้องมาแก้คืน ก็เห็นใจพลเอกประยุทธ์ที่เหน็ดเหนื่อย ยังไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีที่ไหน ตั้งแต่อายุมาถึงป่านนี้แล้ว ประชาธิปไตยเกิดมาตั้งแต่ปี 2475 นายกฯกี่คน ก็พอเห็นมา ไม่เห็นนายกฯคนไหน ที่ทำได้เท่า เอาใจใส่เหน็ดเหนื่อย เอาภาระจริงๆจังๆ อย่างนายกฯ พลเอกประยุทธ์ อาตมาไม่รู้ในรายละเอียดว่าพลเอกประยุทธ์ จะเอาเวลาไปเที่ยว เอาเวลาไปผ่อนคลายหรือไม่ แต่เท่าที่ดูนั้นเอาใจใส่การงาน นอกจากจะเอาใจใส่การงานแล้ว ยังมีกึ๋น มีความรู้ ความสามารถ โดยภูมิรู้ของอาตมาแล้ว อาตมาเองก็บริหารมา บริหารชุมชน บริหารบุคคล จนเกิดหมู่บ้านเกิดชุมชนเกิดวัฒนธรรม จนเกิดสังคม กลุ่มที่มีวัฒนธรรม การทำสัมมาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ มาอยู่เป็นหมู่ เป็นหมู่กลุ่ม ชุมชน จนกระทั่งถึงขั้นสาธารณโภคี ที่ยิ่งใหญ่กว่าคอมมิวนิสต์ เพราะคอมมิวนิสต์นั้นพยายาม รีดนาทาเร้นเข้าส่วนกลางมากๆ เขาก็ไม่ชอบกัน เพราะในผู้ที่ทำงานได้มากๆ ก็ถูกรีดภาษีมาก เป็นเชิงบังคับ ก็รีดภาษีได้เยอะ แต่ที่อาตมาทำ ไม่รีดภาษี แต่คนทำงานในชุมชนนี้เสียภาษี 100 เปอร์เซ็น ไม่ได้รีด ประชาชนเข้าใจ แล้วเต็มใจ หรือจะจำใจก็แล้วแต่ เสียภาษี 100% อาตมาก็ไม่เคยหาเสียง แต่ว่าชักชวนก็เคยพูดบ้าง แต่จะไปเรียกร้องใครมาก็อาย เป็นอิสระเสรีภาพ ใครจะเข้ามาก็มา อาตมาทำอย่างประชาธิปไตยเต็มสภาพ เชื่อว่าถ้าทำประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีประชาธิปไตยระบบไหนสู้ของพระพุทธเจ้าได้ พุทธเจ้าประกาศประชาธิปไตยมาตั้งแต่ ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านตั้งธรรมนูญของท่านมาเลยเป็น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วพากันมาทำอย่างมีจารีตประเพณี มีวัฒนธรรม มีกฎระเบียบ มีวินัย จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วท่านก็เผยแพร่ลัทธิ ซึ่งตอนใหม่ๆ ก็ได้ลัทธิของท่าน ออกไปแต่ละแคว้น ท่านเป็นนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ให้มีสังคมอย่างนี้ แล้วท่านก็ได้ประชาชนมาเป็นสังคมประชาธิปไตย คนที่เข้ารีตพระพุทธเจ้า คือชาวประชาธิปไตยทั้งนั้น รับสมัครเป็น พุทธมามกะ คือคนที่มาเป็นมวลประชาชนของลัทธิพุทธ มันซ้อนอยู่จนเกินกว่าแคว้น จนเกินกว่าประเทศ ถ้าไม่มีสถานที่ ไม่มีแผ่นดินที่จำเพาะ แต่มีมวลชนเป็นกลุ่มๆหนึ่ง มีพหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เมื่อทำผิด ใช้กฎระเบียบในการบริหารก็คือ พระธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า ภิกษุก็เหมือนข้าราชการ ของพระพุทธเจ้า แล้วก็ช่วยกันบริหารศาสนาพุทธ บริหารลัทธิ บริหารประเทศ ที่ไม่ต้องตั้งคำว่าประเทศ ไม่ต้องตั้งคำว่ารัฐ แต่เป็นรัฐอิสระ ไปที่แคว้นไหน ประเทศไหน ก็มีคนของแคว้นนั้นประเทศนั้น มาเข้ารีต เป็นมวลประชาชนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าถามพระเจ้าแผ่นดินของประเทศนั้น หากคนของท่านเมื่อมาเข้ารีตของเรา ท่านจะเอาคนของท่านกลับคืนไปไหม ถ้าคนของท่านมาประพฤติปฏิบัติแบบนี้ ในสามัญผลสูตร พระพุทธเจ้าถามพระเจ้าอชาตศัตรู ว่าถ้าคนของท่าน มาเข้าสู่ธรรมนูญของพระพุทธเจ้า จะเอาคืนไปไหม? พระเจ้าอชาตศัตรูก็บอกว่า ไม่เอาคืนหรอก ถ้าประชาชนจะมาเป็นคนที่ดีอย่างนี้ ให้ไปทำเลย ถ้าเขาสมัครใจจะเข้ารีตแล้ว ไปด้วยกับพระพุทธเจ้า ก็เอาไปเลย ถ้าเขาไม่ไปจะอยู่ในแคว้นนี้ต่อ ก็เป็นคนดีของแคว้นนี้เลย บวชแล้วเหมือนเป็นข้าราชการของพระพุทธเจ้า แล้วก็ไปกับพระพุทธเจ้าเลย ไปเผยแพร่เพื่อขยายลัทธิของพุทธ รัฐพุทธ ออกไปประกาศหลักเกณฑ์ วัฒนธรรม ประกาศธรรมนูญ ประกาศแนวคิดสังคมแบบนี้ สังคมพุทธ ท่านกระทำได้สำเร็จ เป็นประชาธิปไตย อยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านมีรัฐอิสระของท่าน ซึ่งมันซ้อนอยู่ ที่ว่าไม่มีสถานที่ แต่มันมีตัวบุคคล มีกฎหมาย มีธรรมนูญ มีหลักการหลักวิชา แล้วหลักเกณฑ์นี้ ศักดิ์สิทธิ์ด้วยนะ ศีลและธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั้น ศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายนะ แม้ทุกวันนี้ก็ยังศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาเข้าใจผิดไปแล้ว อย่างเช่นในประเทศไทยมีศาสนาพุทธ คนก็ยังเคารพมากกว่า แต่เขาเข้าใจผิดแล้ว ไปละเมิดซ้อนอยู่ในความเพี้ยน ออกนอกรีตไป มันออกไปนอกรีตนานแล้ว แต่ซ้อนในนั้น เขาก็ยังเคารพพระธรรมวินัย แต่เขาเคารพที่มันเพี้ยนไปแล้ว ที่จริงๆกลับไม่เอา ในความเห็นของ กันตสีโลภิกขุ ก็เห็นตามโลกว่า เป็นรัฐประหาร 100% อาตมามาสนับสนุนรัฐประหารของคณะรัฐบาลนี้ ที่เขาก็ถือว่าเป็นคณะเผด็จการ กันตสีโลภิกขุว่า อาตมาเป็นคนไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีความรู้ ซึ่งอาตมานั้นก็รู้ว่ามี คุณเองมีความรู้ ส่วนความรู้ของคุณ อาตมาถือว่า เป็นความรู้เล็กน้อย แล้วหาว่าอาตมา ทิฏฐิวิบัติ จากอุดมการณ์ อุดมคติ ขอยืนยันว่าคุณยังไม่เข้าใจความเห็น ทิฐิ ของอาตมาด้วยซ้ำ มันตื้นเกินไป คำว่ากดขี่ข่มเหง อาตมาจะยกตัวอย่างการกดขี่ข่มเหง ที่เลวร้ายที่สุดให้ฟัง ในศาสนาพุทธที่ชื่อว่า สำนักธรรมกาย เป็นสำนักที่กดขี่ข่มเหงซับซ้อน หลอกชาวโลกอย่างสนิทสนมที่สุด จนกระทั่งทุกคนกลายเป็นคน ไม่มีทิฏฐิของตนเองเลย ครอบงำจนกระทั่งทิฏฐิวิบัติ ไปตามเจ้าสำนักแล้ว จะพาขึ้นเขาลงห้วยอะไร ลงนรก ขึ้นสวรรค์ขี้หมูขี้หมาอะไรไป ก็เชื่อหมด ขอยืนยันว่าสวรรค์ขี้เก๊ สวรรค์ขี้หมูขี้หมา สวรรค์ขี้หลอก สวรรค์ของธรรมกาย คือนรกจกเปรต เพราะเป็นนรก ที่เอาคำว่าเทวดา คือสวรรค์ 6 ชั้น เอาภาษา มาหลอกมนุษยชาติให้หลงใหล หลงโง่ หลงติดยึด หลงเพ้อพก สุดปลื้ม ให้เขาเชื่อคำหลอกให้หมดอย่างสนิทใจ ที่สุดเลย นั่นแหละคือ การกดขี่ทางปัญญา ให้เป็นคนไร้ปัญญา มีแต่ความหลงใหล และอวิชชาเต็มบ้องเลย เป็นการกดขี่ที่ใช้เลศเล่ห์ หลอกลวง เพราะเป็นของดีงาม การจะหลอกคน เขาไม่เอาของเลวร้ายมาหลอกคนหรอก ไม่เอาหน้ายักษ์หน้ามารมาหลอก แต่เอาหน้าสวย หน้าหล่อหน้าดีงามมาหลอก แล้วเอาหน้ากากหลอกๆ พวกนั้นมา แล้วประกาศว่า นี่คือความดี เขาก็เอาสิ่งที่ดีที่ตื้นๆมาหลอก เขาไม่มีภูมิปัญญาจะเข้าใจหรอกว่า ศาสนาของฉันนั้น เป็นภพ ที่มนุษย์ติดยึด มนุษย์ในโลกนั้น เกิดมาก็อวิชชา ติดยึดสวรรค์ 6 ชั้นนี้ทั้งนั้น แม้แต่ศาสนาอื่น เขาก็หลงในสวรรค์ 6 ชั้นนี้ คือสวรรค์แห่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นสุขทางกาม เป็นสุขทางอัตตา แล้วคนก็เพ้อฝันอยากได้สวรรค์นี้หมด ธรรมกายเอาสวรรค์นี้ มาปั้นรูปแปลงโฉมหลอก จนกระทั่งคนหลงงมงาย ติดในสวรรค์ อยากได้สวรรค์ จมดิ่งอยู่กับสวรรค์ ชีวิตนี้มีแต่สวรรค์ กับสวรรค์ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ล้างภพจบชาติ ล้างภพสวรรค์ ล้างนรก นรกไม่มีภ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน