610218_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ประเทศไทยมีดัชนีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์386 KB
วันที่แก้ไข26 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610218_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ประเทศไทยมีดัชนีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ชีวิตของชาวอโศกก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เขาบอกว่า เราปลูกแตงโมเกือบสิบไร่ ในปีนี้มีแตงกวา แตงไทยอีก แตงโมลูกหนึ่ง จะมีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม พ่อครูว่า... นี่ดูหัวหอม เทียบกับใบหน้าอาตมา ใบมันเทียบเท่านิ้วอาตมาเลย หัวหอมเท่ากำปั้นอาตมาเลย เหมือนมันแกล้ง อโศกนี่จะปลูกอะไรขึ้นมา ก็มีความอุดมสมบูรณ์ ยิ่งกว่าธรรมดาสามัญเขาเป็นกัน สมณะฟ้าไทว่า... เขาบอกว่าปลูกมาได้มากๆ เอาไปทำอะไร ไม่ยาก หากเราบอกว่า แตงโมลูกละ 1 บาท ที่อาคารบวร รับรองคนแห่กันมาซื้อ เราชาวพุทธ ก็นิยมความเป็นพุทธ แต่เราตอนเกิดมา ก็ไม่รู้หรอกว่า ศาสนาพุทธเป็นอย่างไร โยมก็ไปวัด พระก็เทศนาไป สวดมนต์ไป แต่เหมือนอยู่กันคนละโลก แต่พ่อครูมาทำให้ศาสนาพุทธเด่นชัด เตะตาคน ว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ เหมือนในหลวง ได้ทำเศรษฐกิจพอเพียง ให้คนรู้จักพอ ซึ่งคนทุกวันนี้ ไม่รู้จักพอ วิ่งไปตามโลกธรรม ไม่รู้จบ แต่อยู่กับชาวอโศกนี้ ทำให้เข้าถึงความเป็นพุทธ อาตมาตอนมาอโศกแรกๆ ใส่โจงกระเบนมา ใครเห็นก็คิดว่า บ้าทั้งนั้น แม้แต่รถโดยสาร ก็ไม่จอดรับ เพราะคิดว่าบ้า เราก็ทำ แต่ที่พระบรมรูปทรงม้า ตอนนี้ที่จัดงาน ก็มีคนแต่งชุดไทยกันเต็มไปหมด ถือว่าเป็นเรื่องเท่มาก ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความสุขมาก ซึ่งดูจากดัชนีความทุกข์ยาก ของเมืองไทย มีน้อยมาก เป็นอันดับ 1 ของโลก

พ่อครูว่า... ก็มาดู sms SMS วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (พ่อครู –บวรราชธานีอโศก)

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ถ้าแก่หรือป่วยจนหมดแรง จะปฏิบัติธรรมอย่างไร _อำภา รื่นใจดี · น้อมกราบนมัสการท่านพ่อครู ลูกขอโอกาสถามเจ้าค่ะ ถ้าเราไม่สามา

อ่านต่อ

รถประกอบการงานอาชีพได้ ไม่ว่าจะนอกบ้าน หรือ ในบ้านตัวเอง จะด้วยเหตุว่า เราแก่ ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำงานแล้ว หรือเจ็บป่วย คงจะปฏิบัติธรรมตามมรรคไม่ได้ แล้วจะปฏิบัติธรรมด้วยวิธีไหนได้อีก (ขอแบบโลกุตระ) เพราะตอนนี้เหตุทั้งสองอย่างรู้สึกว่า จะรุกคืบเข้ามาหาแล้ว จึงขอถามเผื่อไว้ก่อน จะได้ปฏิบัติธรรมได้ถูกต้อง ถ้ารอไว้ถามตอนแก่ตอนป่วย ลูกคงไม่มีเรี่ยวแรงเอานิ้วจิ้มตัวอักษรบนแป้นแทปเล็ตมาถามท่านพ่อครูหรอกเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... สมมุติว่า เป็นอัมพฤกษ์ ก็มีอาชีพนอน ก็ตั้งโจทย์มาอย่างนั้น ไปแก้ไขโจทย์ก็ไม่ได้ หากไม่มีคนดูแล ก็ต้องตาย หากมีคนดูแล ก็อยู่เท่าที่เขาช่วยเหลืออนุเคราะห์ ทีนี้ คุณจะมีคนช่วยเหลืออนุเคราะห์หรือไม่ มันอยู่ที่คุณทำกรรม ประพฤติตัวใหม่ คนเขาจะดูแลไว้ไหม จะมีเพื่อนพ้อง น้องพี่ ลูกหลาน ญาติพี่น้อง มีไหม ถ้ามีก็ต้องลูกหลานญาติพี่น้อง จะช่วยดูแลกันไป นอกจากคุณเอง แม้แต่ลูกหลานญาติพี่น้อง ก็ไม่ดูแลปล่อยให้แห้งเหี่ยวตายไป ก็เพราะคุณทำเอง ขนาดว่าเป็นญาติโกโญติกา ก็ไม่ดูดำดูดี เขาก็ทิ้ง คุณก็ต้องตาย มันเกิดจากการกระทำของตัวเอง แต่ถ้าคุณเองไม่มีญาติพี่น้องเลย และคุณเป็นคนดี ทำกรรมไว้ดี อยู่ในสังคมที่ดี คุณจะแก่จะเจ็บป่วยมา ในมิตรสหาย ญาติพี่น้อง แม้ไม่ใช่ญาติ เขาก็จะดูแลคุณเอง โดยเฉพาะในชาวอโศก พึ่งเกิดแก่เจ็บตายได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติทางสายเลือด เราเรียกญาติธรรม ตอนนี้เราพิสูจน์ได้แล้วจริงๆ และทำกันอยู่ จะทำให้แข็งแรงยิ่งขึ้นด้วย และจะชวนชาวโลกเขา มาเป็นอย่างนี้ด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ดี นี่คือ ความรู้หรือการศึกษาที่เราได้จากพระพุทธเจ้า สอนเราด้วยทฤษฎีสำคัญ ทฤษฎีวิเศษ ที่ทำให้หลุดพ้น และได้ศึกษา เรายืนยันความจริง ในทฤษฎีอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ว่าไม่ใช่ทฤษฎีที่เป็นไปไม่ได้ หรือสูญเปล่า เป็นหมันไปแล้ว แต่มันยังเป็นไปได้ อกาลิโก ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้น โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ชาวอโศกมีพระอรหันต์ พูดด้วยหลักวิชาการ ไม่ใช่เป็นการอวดอุตริมนุสธรรมอะไรหรอก ที่คุณถามมา ถ้าได้สิ่งที่ควรประกอบกรรมมา มีบารมี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมาแล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลหรอก แต่อยู่ข้างนอกก็ยาก สังคมข้างนอก เห็นแก่ตัว ไม่รู้ว่าใครดี ไม่ดี อะไรหรอก จึงเป็นสังคมที่พึ่งยาก แต่ขาวอโศกนี้เชิญ ถ้าคุณแน่ใจว่า คุณมีคุณธรรม ตามที่พระพุทธเจ้าบอก เชิญ Welcome ยินดีต้อนรับ มาเถอะมา อย่าช้า อยู่ไหนรีบมา เราเน้นกสิกรรม คว้ามีดพร้า จอบเสียม เพราะเราไม่เน้นอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการสร้างอาวุธฆ่าคนได้เก่ง เราไม่เอาเลย ชีวิตบาปๆแบบนั้น เราไม่เอา มันเป็นบาป เราอยู่ทำกสิกรรมของเรา แต่ละอย่าง ก็อุดมสมบูรณ์ ปริมาณก็มาก คุณภาพเยี่ยม มีเหลือ ก็ส่งออก ขายถูก ขายไม่ได้แจกฟรี แจกไม่ได้ยัดเยียดให้

_จาก เขานิเวศน์... คำว่า “สัญญาเวทยิตนิโรธัง โหติ” หมายความว่าดังนี้หรือไม่... หมายความว่า สัญญาเข้าไปกำหนดรู้เวทนา ทุกๆเวทนา หรือเวทนาทั้งหมด ในกามภพ ในรูปภพ และเวทนาในอรูปภพ กระทั่งไม่มีเวทนา หรือหมดเวทนา ที่จะต้องเรียนรู้อีกต่อไปหรือผู้ปฏิบัติได้เข้าถึงซึ่งนิโรธในเหตุปัจจัยเรื่องนั้นๆแล้วนั่นเอง ….นมัสการขอบพระคุณ 18 ก.พ 61 พ่อครูว่า... สัญญา คือเจตสิก พลังงานจิตลักษณะหนึ่งของเรามีชื่อว่าสัญญา เป็นอธิวจนะ และที่พูดมานี้ถูกต้องหมด ใช้ได้ ขอให้ปฏิบัติได้ หรือปฏิบัติได้แล้ว ก็ขออนุโมทนาสาธุ

อ่านของเขาหน่อย _ดร.หอคอยงาช้าง... ผู้ที่แพ้ภัยตัวเอง คือผู้ชนะที่แท้จริง กิเลสตายสบายตัว... ก็เขียนตามประสาผู้ศึกษาที่ยังไม่เก่งใช้ภาษา ก็ใช้ภาษาตามจริงใจ บอกว่า เป็นการมองท้วงหมู่ อาตมาขออ่านออกไป ทุกบรรยากาศ คือการรายงานความจริง พฤติกรรมที่หยาบคาย หน้าบอกบุญไม่รับ ... นี่จ่าหัวไว้ ใครหนอ แถมยังเป็นแม่ครัว โลกีย์อีก คนกินก็เพื่อบินไปสู่สูง แต่ปัจจุบันนี้ คนป่วยล้นโรงพยาบาล มาปฏิบัติธรรมเอาประโยชน์อะไร น่าเบื่อหน่าย คนมีเงินกินได้กินดี แต่เปลี่ยนพฤติกรรมเยี่ยงคนโลกุตระไม่ได้ ประโยชน์สูง แต่หยาบคายสุดๆ หากหยุดหรือยับยั้งตัวเองไม่ได้ ไม่ควรมาเป็นผู้ปรุงอาหาร ให้ชาวอาริยะกิน พ่อครูว่า... นี่เป็นคำท้วงติง ยิงเข้าเป้ากระสุนตกที่แม่ครัว ฟังไว้ ถูกผิดก็ว่ากันไป สองคนยลตามช่อง บางคนเห็นโคลนตม บางคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย มองไปตามทัศนคติ

_เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2561 ได้เห็นพฤติกรรมของ เจ่กเอี๋ยว ทำลายต้นไชยา ที่ปลูกอยู่ข้างรั้วแล้วสลดใจ ถามว่าทำร้ายรังแกมันทำไม ก็ได้รับคำตอบที่ไม่รู้เรื่อง บอกว่าพอแล้วๆ บอกแล้วก็ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมหยุด จัดการจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือหลักฐาน และขนไปทิ้งเรียบร้อย น่ากลัวมาก พฤติกรรมแบบนี้ น่าสงสัยได้รับค่าจ้างมาหรือเปล่า ( พ่อครูว่า... ก็มองไปตามประสา เขามีเจตนาดี ก็ทำไปตามประสา ไม่ค่อยจะฟังใคร เป็นตัวของตัวเองเยอะ เป็นตัวของตัวเองสูง หรือเขาเรียกว่า เป็นคนมีอัตตาใหญ่) คนมีศีลแล้ว แต่ไม่รักษาศีลของตนแปลว่าอะไร ( พ่อครูว่า... พูดขัดแย้งกัน) บ้าดีกว่ารวย คือมิจฉาสุดโต่ง ใช่หรือไม่ ไม่ต้องการเป็นผู้มีทรัพย์ทางโลกีย์ ตัวตนไม่มี คือผู้ด้อยโอกาส อันตรายอันแสบเผ็ด เดือดดาล ที่นี่คือแผ่นดินพุทธ คนเก่ง คือคนสะอาด คนฉลาด คือคนมีน้ำใจ ใจดี ใจสะอาด ฉลาดขนาดขับเครื่องบินได้ แต่ลดกิเลสไม่ได้ ก็ทำสังคมโลกุตระเสียหายได้ งั้นผู้มีศีลแล้ว ก็รักษาศีลของตนให้ดี เงินทอง ข้าวของ เป็นของโลกีย์ ของโลก แต่น้ำใจที่ดี ทุกคนมีน้ำใจ เป็นปัจจัตตัง ไม่ติดแล้ว ได้แล้วได้เลย ให้แล้วให้เลย คือคนโลกุตระ ขอถามหลวงปู่ว่า ความมีน้ำใจ เป็นสมบัติ หรืออริยทรัพย์คนโลกุตระหรือไม่ ผู้มีศีลแล้ว จงรีบมา ส่วนคนที่ยังโกหกตัวเองอยู่ อย่าเพิ่งมาเด็ดขาด พ่อครูว่า... ก็เป็นคนไม่ค่อยถนัดภาษา แต่เป็นคนพูดจริงใจ เขียนมาจากใจ ที่พูดมานี้ก็ถูก คนฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ขออภัย

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ประเทศไทยมีดัชนีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก สี่ปีซ้อน พ่อครูว่า... ก็มาสู่ที่ท่านฟ้าไทพูด เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องบ้านเมือง สังคมประเทศ อาตมาก็ไปพูดรับรองไปแล้วว่า เมืองไทยขณะนี้ เป็นเมืองที่ดีที่สุด เศรษฐกิจดีที่สุด การเมืองดีที่สุด สังคมดีที่สุด ทีนี้ก็มีสำนักผู้รู้ ดัชนีความทุกข์ยากประจำปี นี้ ของ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า ไทยยังคงรั้งอันดับ 1 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยแพร่รายงาน ดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปีนี้ ปรากฏว่า ประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยาก ต่ำที่สุดในโลก เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และอันดับ 2 ยังคงเป็นสิงคโปร์ ส่วนประเทศที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ไม่มีความสุขมากที่สุดในโลก ก็ยังคงเป็นเวเนซูเอลา และแอฟริกาใต้ ทั้งนี้ ดัชนีความทุกข์ยากของบลูมเบิร์ก ระบุว่า ปัญหาราคาสินค้าที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นภัยคุกคาม ต่อเศรษฐกิจโลกในปีนี้ มากกว่าการว่างงาน

โดยดัชนีความทุกข์ยากประจำปีของบลูมเบิร์ก ซึ่งพิจารณาจาก ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ และการว่างงานของประชากร 66 ประเทศ พบว่า นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่เวเนซูเอลา เป็นประเทศทุกข์ยากที่สุดในโลก โดยคะแนนอยู่ที่ 1872.0 จากปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 499.7 เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่วนไทยยังครองแชมป์ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ได้คะแนน 2.5 และสิงคโปร์ที่ 2 ได้คะแนน 3.2 ตามมาด้วยที่ 3 เป็นญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ ได้คะแนน 3.6 ที่ 4 เป็นไต้หวัน ได้ 4.9 และที่ 6 เป็นอิสราเอล ได้ 5.5 คะแนน

นี่คือเราอยู่ในสังคมโลก Globalization ก็ได้รับสื่อสาร 4 ปีผ่านมาแล้ว ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก ก็น่าสังเกต อันดับ 1 คือไทย อันดับ 2 สิงคโปร์ อันดับ 3 คือยุโรป ญี่ปุ่น สำนักบลูมเบิร์ก ว่าปัญหาสินค้าแพงเงินเฟ้อ มีมากกว่าปัญหาคนตกงาน อันดับ 2 คือประเทศแอฟริกาใต้ มีดัชนีความทุกข์ยาก 33.1 อันดับ 3 ประเทศอาร์เจนติน่า มีดัชนีความทุกข์ยาก 27.1 อันดับ 4 คืออียิปต์ มีดัชนีความทุกข์ยาก 26.4 อันดับ 5 ได้แก่กรีชและตุรกี ซึ่งมีดัชนีเท่ากันอยู่ ทั้งนี้หากย้อนไปดูดัชนีความทุกข์ยากในปี 2560 ทำการสำรวจทั้งหมด 65 ประเทศทั่วโลก อันดับ1 ผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศไทย อยู่ที่ 2.6% ส่วนอันดับ 2 ตามมาด้วยประเทศใกล้เคียงอย่าง สิงคโปร์ มีดัชนีความทุกข์ยากอยู่ที่ 3.1% ตามด้วย สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากสูงที่สุดในโลกประจำปีนี้ ได้แก่ เวเนซุเอลา อันเนื่องมาจากปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศมากถึง 499.7% รองลงมาเป็น แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา กรีซ และตุรกี ปี 2559 โดยอ้างอิงจากภาวะเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานของ 74 ประเทศทั่วโลก พบว่าไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์จากภาวะเศรษฐกิจน้อยที่สุด หรืออีกนัยคือ สยามเมืองยิ้ม ถือเป็นดินแดนที่ผู้คนมีความสุขที่สุดในโลก โดยมีคะแนนในดัชนีความทุกข์ยากแค่ 1.1% น้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 73 ประเทศ ประเทศอื่นๆ ที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจน้อยมาก ใกล้เคียงกับไทย ได้แก่ 2 ประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมทวีปเอเชีย โดยสิงคโปร์ตามมาติดๆ ในอันดับ 2 ได้คะแนน 1.40% ญี่ปุ่นได้อันดับสาม 2.70% ส่วนประเทศที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ มากที่สุดในโลก คือ เวเนซุเอลา สืบเนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาสินค้าขาดแคลน รวมถึงสินค้าอาหาร และเวชภัณฑ์ อัตราเงินเฟ้อของประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้ ยังสูงถึง 181% เวเนซุเอลา มีคะแนนความทุกข์สูงถึง 188.2% เป็นประเทศที่มีความทุกข์ มากที่สุดในโลก อย่างไม่มีคู่แข่ง ตามด้วยบอสเนีย 48.29% และแอฟริกาใต้ 32.90% ในปี 2558 ดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุด อันดับ 1. ไทย เนื่องจากมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก ด้วยตัวเลข 0.56 เปอร์เซ็นต์ เมื่อช่วงสิ้นปี 2014 การมีตัวเลขที่ต่ำขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับไทย เพราะที่ผ่านมา ตัวเลขอัตราการว่างงานของไทยก็ต่ำมาโดยตลอด อัตราการว่างงานสูงที่สุดของไทย คือ 5.73 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2544 ตามมาด้วย สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน ตามลำดับ มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สำหรับผู้ถึงที่สุดของศาสนาพุทธแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ และตลอดไป พวกเราชาวโลกุตระ ชาวอโศกนี่แหละ เรียนรู้เรื่องทุกข์ได้ดีที่สุด ตามวิชาการของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็มาเรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ให้ชัดด้วย มันอยู่ที่จิตไม่นอกไปจากจิต หรือในจิต ก็คือเวทนา การศึกษาของพุทธ จับแม่น เรียนดูอาการของจิต ที่เรียกว่าเจตสิก แยกมาได้ เช่น เวทนา เป็นอาการแท้ตัวแท้เลย ต้องรู้อาการให้ชัดเจน แล้วตามหาเหตุ ที่มันทำให้เกิดทุกข์ เมื่อได้บำเรอทุกข์ ก็สุข มันคืออันเดียวกัน แต่โลกียะมาบำเรอ อยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็ให้มันผันแปลง เป็นเทวดาที่เรียกว่าสุข ที่จริงแล้วมันไม่มีจริง ศาสนาพุทธชัดเจนเรื่อง เวทนาแท้ เวทนาเท็จ ศาสนาพุทธให้เรียนรู้ เหตุแห่งทุกข์ คือตัวที่ทำให้ชีวิตยุ่งยาก และมีอุบายเครื่องออก วิธีกำจัดตัวเหตุนี้ ให้ไม่เกิดอีกเลย จนตลอดกาล นิจจัง ทุวังฯ จบอย่างเด็ดขาด นี่เป็นความรู้อันวิเศษของพระพุทธเจ้า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาตลอดกาล เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจ ไม่เอาอ่าว ไม่เอาเรื่อง ไม่เอาสิ่งสำคัญนี้ ชาวอโศกเห็นความสำคัญอันนี้ จึงมาเรียนรู้จนปฏิบัติได้ผล สำเร็จด้วย บอกความจริง ไม่ได้อวดโอ่ แต่คนไม่เชื่อว่า เราพูดความจริง เรายืนยันว่า ในยุคนี้ทําได้ นี่คือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจว่า ในโลกนี้ยังมีสิ่งสุดยอด ที่เกิดขึ้นได้อยู่ แล้วเราก็พยายามเปิดเผย อธิบาย สาธยายให้คนอื่น สนใจฟัง เรียนรู้ปฏิบัติ ประพฤติ จนได้มรรคผลนี้ด้วย เราก็เผื่อแผ่ไปอย่างนี้แหละ เป็นธรรมทาน ทำอยู่ตลอดเวลาเลย คนเขาจะว่าเราอย่างไร เราก็ฟัง แต่เขาไม่รู้เจตนาของเรา ว่าเรามีเมตตา กรุณา สิ่งที่ดีที่สุดคือ ให้คนพ้นทุกข์ เราก็แจกจ่ายอันนี้ไป

ตอบคำถามที่เขียนมาว่า _คนที่มีจิตคิดฆ่าตัวตาย เนื่องจากสามีหมดรักแล้ว จะพูดอย่างไร ให้เขาคลายใจจากความคิดฆ่าตัวตาย เขาบอกว่าเขารู้หมดทุกอย่าง แต่ไม่สามารถวางใจได้ มืดบอดหมดทุกอย่าง พ่อครูว่า... พูดอย่างคนหมดหวัง ช่วยตัวเองไม่ได้เลย จมอยู่กับกิเลสที่รักสามี แต่สามีหมดรักแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน มีรักเท่าไหร่ ก็ทุกข์เท่านั้น มีรักร้อย ทุกข์ร้อย มีรัก 90 ทุกข์ 90 ไม่มีรักเลยก็ไม่ทุกข์เลย สมณะฟ้าไทว่า... เรื่องที่รู้แล้ว แต่ตัดใจไม่ได้ เขาไปก็ดีแล้ว เราจะได้ตัดใจ พ่อครูว่า... ก็ตอบว่า ตัวนั้นปรากฏจริง ให้คุณรู้ว่า เป็นความทุกข์ ความรัก คือความทุกข์ ก็โยนความรักทิ้งไปเสียก็จบ พูดกันง่ายๆงี้แหละ หากโยนออกไม่เป็น มันก็เด้งกลับมา ก็จำนนว่า ตัวเองไม่สามารถวางได้ ก็ต้องมาเรียนรู้ ทำให้จริง ให้เรียนรู้สัจธรรม ให้รู้ความหมายของสัจธรรม ว่าไปยึดมั่น ถือมั่น พวกนี้ แล้วมันทุกข์ ก็มารู้สัจธรรม มาเรียนรู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ของอาการที่เราไปรักเขา มันไม่มีของจริง อนัตตา มันไม่มีจริง มันเป็นของหลอก พระพุทธเจ้าเรียกว่า ความโง่ หรืออวิชชา ไม่รู้ความจริง มันอยู่กับอวิชชา ก็เลยเหมือนจริง ความจริงแล้ว อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เอาทฤษฎีนี้ไปปฏิบัติที่สุด มันก็ไปล้างสิ่งที่มันไม่จริง สิ่งที่มันไม่จริงก็คือ ความรัก ความทุกข์ ให้หมดไปจากจิตได้เลย มันก็เลยมีความจริงที่ว่า ทุกข์นี่เราโง่จริงๆเลย เห็นความโง่ไหม สมณะฟ้าไทว่า... เรื่องความรักหมดแล้วครับ พ่อครูว่า... คนที่รู้จริง ปฏิบัติธรรมเอาออก เนกขัมมะ ตรวจสอบแล้ว ตรวจสอบดูว่าจิตใจเรา ไม่มีอาการนี้เกิดอีก เชื้อที่มันเป็นตัวกิเลสแท้ อาสวะ อนุสัย หมดไป พิสูจน์ยืนยันจากอะไร ก็จากการกระทบสัมผัส ให้ไปนั่งหลับตาไม่รู้เรื่อง ว่าเราได้นิโรธ แล้วไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้าต้องพิสูจน์ ยืนยัน ทุกขณะจิต ทุกเวลา กาลทุกสมัย สัมผัสเหตุแห่งทุกข์ ถ้าจะบอกเรื่องความรักของเพศ มันก็มีคู่กรณีได้ทั้งนั้น กระทบสัมผัส เพศก็คือเพศ ถ้าไม่วิตถาร เป็นกระเทย ก็เป็นเพศหญิง เพศชาย เราก็คบหาสัมผัสเกี่ยวข้องกับเพศหญิง เพศชายมีหนุ่ม มีแก่ ก็มีอยู่เป็นของจริง ไม่ได้หนี ไม่ได้หลบเลี่ยงไป อยู่กันอย่างโต้งๆ สัมผัส เราก็อ่านใจเรา อาการลีลาของวิญญัติ การเคลื่อนไหวของพลังงานจิต ที่มันเป็นลักษณะที่เรียกว่า รัก ชอบ ราคะ พวกนี้ หรือกามพวกนี้ มันไม่มี ไม่มีอย่างหยาบ กลาง ละเอียด หมด ไม่มี เรียนรู้อ่านความจริงในนามธรรม แต่มันอ่านได้ ดูได้ มีปัญญาหยั่งรู้ได้ ผู้ศึกษาที่สัมมาทิฏฐิ จึงได้ผลจริง ก็ยืนยันได้จริง ธรรมะพระพุทธเจ้า พิสูจน์ได้จริง อย่างนี้ คนที่หมดสิ่งนี้ มันไม่เสียแรง ไม่เสียเวลา ไม่เสียแคลอรี่ กับมันเลย เราก็เอาแรงงาน เวลา พฤติกรรม เอาไปทำประโยชน์ แม้จะแค่พลังงาน เรื่องราคะ เรื่องกามพวกนี้ เป็นของคู่สัตว์โลกในเดรัจฉาน มันก็มี แต่มันไม่หมกมุ่นเหมือนคน คนนี่หมกมุ่น สัตว์เดรัจฉานก็มีความรัก ความใคร่ในกาม ตามกาลเวลา เสร็จแล้ว มันก็ทำมาหากิน มีชีวิตไป พอมีอาการอารมณ์ มันคอยสมสู่ แต่คนเท่านั้น ที่ไม่เรียนรู้ ไม่มีกาละ เวลาไม่มีฤดูกาลเลย ความรักความใคร่ ความเป็นกาม มันหนักหนา สาหัส แย่กว่าเดรัจฉาน เดรัจฉานยังมีเรื่องกาละ เวลา มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ต้องสืบทอด มันเป็นเรื่องการสืบทอด ต่อๆกันเอาไว้ เหมือนพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ที่พยายามต่อพันธุ์ คนก็เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจผิด กลายเป็นเรื่องรสชาติ เป็นกามรส รสบำเรอ รสชาติตัณหา ความอยาก แล้วก็ปรุงแต่งให้มาก หนักขึ้น จนงมงายกัน จัดจ้าน เสียทุกอย่าง กลายเป็นการแย่งชิง เลยเป็นเรื่องนิยายน้ำเน่า เรื่องความรัก ทั้งนั้นเลย ผู้ที่มาเรียนรู้ได้ และเลิกละได้แล้ว จึงได้สบาย สังคมที่เรียนรู้ได้ สัจจะพวกนี้ ปฏิบัติได้จริง สังคมนั้นก็อยู่สบาย อย่างสังคมชาวอโศก ทำได้จริง มีไม่หมดทีเดียวล่ะ เหลืออยู่ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ได้ อยู่เป็นอนาคามี หรือสกิทาคามี ไม่จัดจ้าน จนไม่ต้องกดดัน มีสำนึก รู้จักการก้าวหน้าของตัวเอง ไม่มีการเกี่ยวข้องกับมัน ล้างกิเลสที่เหลือออกไปเรื่อยๆ เป็นความเจริญ ความสูงของจิตวิญญาณ เราเป็นคนรู้ทิศทางที่จะเจริญ เสร็จแล้ว ก็กลายเป็นสังคมคน ตามที่พระพุทธเจ้าศึกษา ค้นพบ และเอามาสอนให้มนุษย์ไว้ เราก็เอาความรู้ของพระพุทธเจ้า มาประพฤติ จนเป็นสังคมอย่างนี้ อาตมาภาคภูมิใจ ที่เกิดมาในชาตินี้ เอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มาอธิบายกัน จนกระทั่งพวกเรา หรือผู้รู้ เข้าใจ แล้วปฏิบัติตาม ได้มรรคผลมา จนถึงขนาดนี้ ก็ดีจังเลย จนกลายเป็นชุมชนชาวอโศก อยู่ทั่วประเทศ มีชุมชนชาวอโศก มีคุณสมบัติจริง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอน แล้วเราก็ได้ความรู้อันนี้มาปฏิบัติ เป็นสังคมกลุ่ม ประเทศไทยมีโลกุตรธรรมอันนี้อยู่ ถ้ามีแกนจิต เป็นโลกุตรธรรมแล้ว เป็นพลังงานอยู่ในจิต จะไปบอกว่า คนนั้นจะไปประพฤติแต่ความหมายว่า เป็นการเมือง ก็เป็นการเมืองที่ไม่มีกิเลส ไม่เห็นแก่ตัว จะบอกว่าเป็นเศรษฐกิจ หรือเศรษฐศาสตร์ หรือเรื่องของสังคม ก็ไม่มีกิเลสตัวนี้เข้าไปร่วมด้วย มันยิ่งเป็นความเจริญของมนุษยชาติ ของสังคมในทุกด้าน โดยเหตุอยู่ที่ตัว ใจเห็นแก่ตัว เห็นแก่เสพรส เสพรสกาม เสพรสอัตตา 2 ฟากฝั่งใหญ่ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ให้มาลดลง ก็เป็นคนไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์ให้แก่สังคม สุดยอด อาตมาเห็นว่าวิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ อาตมาจึงตั้งใจทำเรื่องนี้

_เป็นหนี้เยอะมาก ทำใจอย่างไรดี มีข่าวผู้หญิงสาวตบตีแย่งชิงผู้ชายกัน บ่อยมากขึ้น แสดงถึงศีลข้อที่ 3 เสื่อมหรือไม่ พ่อครูว่า... ข้างนอกเขา เราก็ไปยุ่งกับเขาไม่ได้ มันเกินกรอบ ที่เราจะพูดกันรู้เรื่อง เราหลุดพ้นมาได้ เราไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราก็สบาย อยู่ในสังคมไม่เป็นพิษภัย ทีนี้เรื่องเป็นหนี้ อันนี้อาตมาย้ำเน้นที่สุดเลย เป็นคนที่ไม่เป็นหนี้ได้ เป็นประเด็นต้นเลย ที่จะไม่ต้องทุกข์ ทุกข์ในการเป็นหนี้ ก็หนักหนา สาหัส คุณไปเป็นหนี้ กับคุณยังไม่หมดกาม กามมันยังเป็นเวลานะ มีพักยก แต่หนี้นี้ ไม่พักยก คืนต้นไม่หมด ก็ไม่พักยกนะ มันออกดอก ดอกอะไรก็ไม่ทรมานเท่า ดอกหนี้ คำว่าเบี้ย คือเงิน ดอกเงิน มันหนักหนา สาหัส ถามว่าเป็นหนี้เยอะมาก จะทำใจอย่างไร ก็ตั้งหน้าตั้งตาใช้คืนต่อให้หมด เพราะคุณไปเป็นหนี้เขามา ด้วยความไม่รู้ ด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ มันต้องกัดฟันสู้ คนเราอย่าไปเป็นหนี้ อย่าไปกู้ ในสังคมที่ไม่มีเกื้อ มีแต่กู้ เสียดอก แต่ในสังคมชาวอโศก มีการเกื้อ แต่ต้องเป็นแบบองค์กร ไม่ใช่แบบส่วนตัว ชาวอโศกไม่เป็นหนี้ข้างนอกแล้ว จึงอยู่เย็น เป็นสุข ไม่เดือดร้อน หรือเป็นเดือดร้อนน้อย ทรัพย์สมบัติสิ่งของผลผลิตที่ได้ ก็เอามารวมกัน ใช้ร่วมกัน กินร่วมกัน เป็นสังคมมีพฤติกรรมที่สมบูรณ์แล้ว สังคมใดก็แล้วแต่ แม้จะเป็นสังคมกลุ่มน้อยกว่า อย่างเช่นชาวอโศก หรือว่าเป็นสังคมกลุ่มน้อย แต่มีหลายๆคนกระจายทั่วไปในประเทศ แต่ละคนมีการปฏิบัติ ศึกษาเรียนรู้แล้ว ให้บรรลุผล ของการไม่เป็นหนี้ ผลของการขยันหมั่นเพียร ของการไม่ยึดถือตัวจริง จึงอยู่รวมกันสร้างสรร แบ่งกันกินกันใช้ ร่วมกันสร้าง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ มีความอุดมสมบูรณ์ มาช่วยเหลือกัน คนละไม้คนละมือ คนละความคิด ทำพืชพันธุ์ธัญญาหารไร้สารพิษ แต่ถ้าในขั้นปลอดสารพิษ ก็ถือว่ายังใช้สารพิษอยู่ แต่อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก แต่ว่าของเราแบบไร้สารพิษเลย มีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย บางคนก็หาว่าเราสุดโต่ง เดี๋ยวไม่มีภูมิคุ้มกัน ถ้าไม่มีพิษเข้าไปเลย เราอยู่อย่างนี้ มันก็ยังมีสารพิษที่เป็นตามธรรมชาติ เข้าสู่ร่างกายได้เลย ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มีสารพิษมากมาย อยู่รอบตัวเรา หายใจเข้าไป แทรกเข้าในขุมขนได้อีก อย่างกทม.นี้ไม่อยากไปเลย ตอนนี้ก็ถือโอกาสว่า เราอายุยาวแล้ว ก็ไม่เข้าไป เขาก็วัดค่าอะไรมาก็จริง มีมลพิษในดินน้ำไฟลมแล้วไม่พอ ในจิตวิญญาณคน ก็มีมลพิษมาก แล้วเรียกว่ากรุงเทพ เมืองเจริญ เจริญแบบสวนทาง ยิ่งเจริญยิ่งแย่ มันยิ่งโทรม ดูยิ่งเสื่อม มันเป็นความรู้ที่ไม่ชัดเจน เห็นความไม่เจริญเป็นความเจริญ ยกตัวอย่างให้ทันสมัย เศรษฐกิจ ผู้ที่เห็นว่าเศรษฐกิจวัดได้ด้วยเงิน มีเงินเข้ามาก เราได้เงินเข้ามาหาตัวเรา เป็นของเราได้มากๆ ก็ถือว่าเศรษฐกิจดี นั่นเอาความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มาวัด ไม่ใช่สัจจะเลย หลักวิชาเลยนะ หมายถึงการสะพัดเสมอกัน มี gap ระหว่างคนฐานะด้อย กับฐานะดี มีช่องว่างน้อย คนฐานะดี มีเงินมีทองมาก ก็ใจดี แจกจ่ายคนมีน้อย ในสิทธิ เป็นของคุณมาก เป็นสมบัติที่สุจริตหามาได้ด้วยความสุจริต ก็เอื้อเฟื้อเจือจานคนอื่น ก็นั่นคือเศรษฐกิจดี คนรวยๆตามสิทธิของเรา เรามีมากแล้ว ก็กระจายให้ถึงมือคนอื่น ของเราก็ลด จนเสมอกัน เกื้อกูลกัน ไม่มีการขาดแคลน ขัดข้อง อยู่กันได้ ของคุณก็เหมือนของเรา ของเราก็เหมือนของคุณ ในสังคมก็สงบ จบ นี่คือเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจดี ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยเศรษฐกิจดี ประเทศไทยไปเอาเปรียบต่างประเทศเขา มีสินค้าออกไป ขายได้เปรียบมาก เข้ามาในประเทศไทยมาก เรียกว่า Gross Domestic Product มี GDP ค่ารายได้รวมของประเทศมาก หรือว่าเอาอันนั้นเป็นเครื่องวัดความเป็นเศรษฐกิจดี นั้นเป็นเรื่องอำมหิตมาก คนที่คิดเช่นนี้ เป็นคนอำมหิตมาก ไม่นึกว่าไปเอาเปรียบเขา แย่งเขามาได้ เขาจะไม่เป็นทุกข์ เขาไม่เดือดร้อน หรืออย่างไร ถ้าคิดเสียว่า เรานี่แหละ สร้างตัวเองทำตัวเอง ให้ได้มากๆ แล้วเราก็ใช้กินใช้ เหลือเฟือ แจกให้คนอื่นได้ หรือจะขายในราคาถูกได้ อย่างนี้ต่างหากคือเศรษฐกิจดี (พ่อครูเคยเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ด้วย แต่ไม่เคยไปสอบ) จริงๆแล้วจับเข่าคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ ที่เขาเรียนกันมาดีๆ เขาก็เข้าใจกัน แต่เมื่ออยู่ในภาคปฏิบัติ ไม่มีสติสตางค์ กิเลสพาไป ก็พูดอย่างเห็นแก่ตัว ก็เลยกลายเป็นเศรษฐกิจเสีย เศรษฐศาสตร์ผิดไปจากหลักวิชาการอยู่ตลอดเวลา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะต้องทำให้คนในประเทศรวย ถ้าตั้ง Concept ไว้แบบนี้ ตั้ง paradigm ไว้แบบนี้ จ้างก็แก้ไม่ได้ เพราะทุกคนตั้งหน้าตั้งตาจะไปรวย ก็แย่งกันใหญ่เลย ไม่เกิดความสงบ แล้วแก้ไม่ได้ด้วย เพราะใครจะไปยอมใคร จะรวยกันทั้งนั้น แล้วขีดความรวย มีบอกไว้ไหม ก็ไม่มีด้วย เอาเท่าไหร่ หมื่นไม่พอหรือ แสนไม่พอหรือ ล้านก็ไม่พออีก แล้วมันจะไปแก้ตรงไหน ถึงบอกว่า การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการบอกว่าให้คนไปรวย ไม่ต้องรวยหมด มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว รวยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เท่านั้นก็ผิดแล้ว เพราะแก้ไม่ได้ เอาใหม่...แต่ถ้าบอกว่า จะทำให้คนมาจน อย่างสุขสำราญ เบิกบานใจ แก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน