200815-123 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ009.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคมพุทธศักราช 2520 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ด้วยนะโมปัจจะเวกปัจจัยที่พุทธสถานสันติอโศกหากพวกเรานักศึกษาและนักปฏิบัติธรรมจะต้องเรียนรู้คำว่าหยุดคำว่าจุดจบคำว่าหมดที่จิตอิจฉาหรือคำว่าปัญญาแทงทะลุรอบคำพูดทุกคำนี้มีความหมายอย่างเดียวกันหมดคำว่าหยุดกันดีคำว่าถึงจุดจบก็ดีคำว่าหมด สงสัยคำว่ารู้แจ้งแทงทะลุรอบแต่เป็นสภาพของวิมุตเป็นสภาพของการปล่อยเรซิ่นอนุเคราะห์ของสภาพของการวางได้ละเอียดแต่ถ้าเราตรวจจิตใจของเราแล้วเราก็เข้าใจสภาวะธรรมที่ตรงกับความหมายของคำดังกล่าวนี้ทั้งหมดแม้อย่างใดอย่างหนึ่งเข้าใจอย่างลึกซึ้งเข้าใจอย่างจริงยิ่งเราก็จะได้สบายผู้มีความหยุดได้ผู้มีความรู้จุดจบได้ผมมีความพ้นสงสัยไม่สงสัยแม้จะมีสภาพที่ดูเหมือนขัด ดูเหมือนคัดค้านดูเหมือนโต้ทวนดูเหมือนติเตียนถูกว่าถูกเปล่าอยู่ด้วยซ้ำไปแต่เราก็ไม่สงสัยเลยในส่วนที่เขาจะเป็นเศษเป็นส่วนที่จะว่าจะกลายสติจะเตรียมจะโต้ตอบโต้แย้งโต้ทวนอะไรอยู่เราก็ไม่สงสัยเพราะว่าคนอื่นเขายังมีความคิดเป็นของคนอื่นของเราย่อมมีความคิดเป็นของเราและเราก็วางได้นิ่งสนิทอยู่มีปัญญาแทงทะลุรอบเข้าใจได้อย่างแจ้งชัดว่าตอนนี้เราปล่อยวางเราไม่เอาภาระเราไม่ถือสาเราไม่โกรธเราไม่เคืองไม่แค้นเราไม่อึดอัดขัดใจแล้วสบายใจอยู่มีปัญญารู้ในเหตุ ที่แท้จริงเลยว่าเหตุผลที่เรารู้ว่าอันนี้เหนือกว่าที่เรายืนยันอยู่ที่เราทำอยู่อย่างนี้มีส่วนที่ดีกว่าอย่างแท้จริงไม่ใช่ว่ารู้ทั้งรู้อยู่ว่าเลวแต่เราก็จำเลวแล้วเราก็หยุดแล้วก็ยอมทั้งๆที่มันเลวนี่เราก็หยุดอยู่อย่างนี้อย่างนั้นยังไม่ใช่ความมันรู้แท้อย่างนั้นยังรู้สึกส่วนถ้าอย่างนั้นก็ดีก็ยังไปพูดที่รู้อยู่ว่าเออเรายังต่ำอยู่แต่เราก็ยอมหยุดปล่อยใจให้ว่างๆแต่เราก็รู้ตัวเองว่าเรายังไม่ดีพอเรายังมีจุดที่จะต้องแก
อ่านต่อ
้ไขไม่สงสัยแต่เรายังแก้ไม่ได้ก็จำยอมแก้ไม่ได้เขาว่าก็ถูกแล้วก็ยอมรับความจริงอะไรอย่างนั้นก็เรียกว่าเป็นผู้ที่หยุดเหมือนกันสบายเหมือนกันสบายใจปลอดโปร่งใจผู้ใดเข้าใจสภาพนี้แล้วก็กระทำกับตนได้จริงผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่มี สบายเป็นมีจุดพักมีจุดรู้มันรู้ความจริงด้วยแล้วมันก็มีจุดสบายที่ตรงจิตมันปล่อยได้สภาวะที่วางได้แล้วมันก็ไม่มีทุกข์อะไรมากมายเป็นแต่เพียงว่าเรารู้ว่าเราหมดสิ้นมีเศษเหลือหรือไม่ถ้ามีเศษเหลือก็หมายความว่าเราจะมีหน้าที่อยู่ยังไม่สิ้นภาระถ้าไม่มีเศษเหลือหมดสงสัยไม่มีปัญหาเรารู้แน่เลยว่านี่เราดีแล้วถูกแล้วเจริญแล้วพอเหมาะแล้วบริบูรณ์แล้วมีปัญญาแทงทะลุรอบไม่สงสัยเป็นที่จบเป็นที่สิ้นอย่างนี้ก็เรียกว่าเราบรรลุแล้วก็ปล่อยเป็นที่สุดไม่มีอะไรอีกพอดีแล้วจุดนี้แหละคือจุดสำคัญที่เราต้องการแล้วก็รู้ต้องการเห็นต้องการเข้าใจแล้วก็ทำให้จริง สงสัยแล้วก็ไม่ต้องไปซ้ำแซะหรือไม่ต้องไปวุ่นวายอีกทำความเข้าใจให้ชัดเด่นทำความรู้ให้แจ้งที่สุดแล้วก็ถ้าเป็นอย่างนี้อีกมีอย่างนี้อีกเมื่อไหร่เมื่อไรก็ไม่มีปัญหาทุกโอกาสทุกขณะจะด้วยปัจจัยที่ประกอบตั้งแต่ต่ำๆหยาบๆมาเราหลุดไปได้เราหมดสงสัยไปได้มีจุดจบไปได้มีความรู้แจ้งแทงทะลุรอบไปได้อย่างไม่สงสัยอะไรเลยได้จริงๆมันก็จะไลน์เลี้ยงได้ปัจจัยที่สูงขึ้นมาตั้งแต่โลกต่ำๆมาจนกระทั่งถึงโลกสูงโลกละเอียดเราก็จะเป็นผู้ที่มีภูมิสูงเพราะเรารู้จุดจบก็รู้จุดหยุดเรารู้จุดพ้นสงสัยหรือเรารู้ปัญญาที่แทงทะลุรอบหรือมีปัญญา ยิ่งเข้าใจใจเราปลดปล่อยได้วางได้สบายเป็นผู้มีสุขอยู่หรือเป็นผู้อยู่สุขเป็นผู้วิเวกอยู่เป็นผู้ที่บริบูรณ์อยู่เป็นผู้ที่เต็มอยู่ไม่พร่องไม่หวั่นไม่ไหวไม่คับแค้นขัดเคืองไม่ห่อเหี่ยวเป็นผู้ที่รู้อย่างเบิกบานแจ่มใสเป็นผู้รู้ผู้ตื่นที่แท้จริงดังที่ได้กล่าวด้วยภาษานี้แหละต้องอ่านต้องอาศัยอาการของมันต้องเพ่งรูปเพ่งนิมิตของจิตให้ชัดเจนมันแตกต่างกับจิตที่ไม่เป็นอย่างที่ว่านี้อย่างไรจิตที่เป็นอย่างที่ว่านี้มีอาการอย่างไรมีนิมิตอย่างไรมีข้อแตกต่างกับอย่างที่มันไม่เป็นอย่างไรจับให้ชัดอ่านให้ชัดจิตของใครของมันไปเอาของคนอื่นมาอ่าน ไม่ได้หรอกเราของเรานี่แหละอ่านให้รู้มันอาการชัดมีอาการมีลิงทะมีนิมิตมีอุเทศคือมีความรู้ที่จับได้ไม่พลาดถูกต้องและเราก็รู้รสของมันด้วยว่าสบายเป็นวิมุตที่รถเบาง่ายมีปัญญาด้วยการที่ว่างการที่วางการที่ปลดปล่อยนั้นต้องมีปัญญาไม่ใช่ว่าเฉยเหรอไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวนั้นเรียกว่าพวกอินเดียก็ไม่มีความรู้สึกพวกโง่เง่าใช้หนี้ก้อนหินไม่รู้เรื่องเหตุผลคนใดก็ไม่รู้ดีไม่ดีดีชั่วกว่ากันอย่างไรก็ไม่รู้มันไม่มีปัญญาแทรกซ้อนรายละเอียดหรอกแต่คนที่มีปัญญาแค่ซ้อนจะเป็นจิตอย่างนี้เป็นจิตอาสากับผลหรือเป็นจิตวิญญาณหรือเป็นจิตที่มันปลดปล่อยได้เนี่ยมันมี แทรกซ้อนรู้ละเอียดอ่อนรู้อยู่จริงๆที่เรารู้นี่แหละมันไม่ใช่คนอื่นหรอกเราจะบอกตัวเราเองได้ว่าเรารู้เราเข้าใจและเราก็ไม่แคร์ไม่สงสัยแล้วเราก็ไม่หยิ่งผยองจนเกินไปพร้อมกันนั้นเราเองเราก็ไม่หดหู่ท้อแท้ไม่เหี่ยวเฉาอะไรเลยใจของเราก็เต็มบริบูรณ์อยู่จึงจะเรียกว่าจิตคิดดีที่สุดแล้วเราก็ได้พึ่งอันนี้พึ่งจิตอันนี้ของเรานี่แหละเป็นฐานที่เราแสวงหาแล้วก็ทำได้เราจึงจะเป็นผู้มีสุขอยู่ไม่ว่าจะเจอกับปัจจัยชนิดใดใดที่เราได้ต่อสู้มาแล้วที่เราได้ตัดสินไปแล้วเราก็สบายอยู่ส่วนที่ปัจจัยที่เราจะตัดสินไม่ได้ตกลงไม่ได้แล้วก็ทำกับมันให้เรียบร้อยให้ปล่อยให้วางไม่ได้ก็เป็นปัจจัยที่เรายังมีงานที่เราจะต้องกระทำกับมันไปเรื่อยๆจนกว่าจะบริบูรณ์แม้แต่ปัจจัยอย่างใด โลกโลกที่เราอยู่กับเขาเนี่ยทุกสิ่งทุกอย่างเราก็ไม่มีอะไรจะต้องหนักใจและไม่มีอะไรคับแค้นใจเราก็เป็นพระอรหันต์เท่านั้นเอง