231125-2-259 ทางเอกภาค2-ตอน259(หน้า516)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท055.txt

โฟลเดอร์2522-23-24 MP3 ทางเอก-ภาค2- 323 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์151 KB
วันที่แก้ไข10 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกราคาประมาณนี้เราก็ได้พูดถึงวิมานหรือจิตนั่นเองพิมานพิจิตรนั่นเองที่ยังมีอยู่ในจิตยังเป็นสภาพที่เราเรียกแยกโดยภาษาไปในจิต ภาษาอังกฤษอีกอย่างนึงว่ามันยังเป็นอุปทานหรือเป็นเรื่องที่เรายังหลงติดหลงยึดหลงฉวยเอาไว้มันเป็นความเข้าใจมันเป็นความเชื่อถือมันเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเป็นอย่างนั้นเราเห็นว่าถูกเห็นว่าดีเรายังไม่เข้าใจจริงๆนะเราเข้าใจผิดเราเข้าใจเอาว่าดีสิ่งอย่างนี้ก็เป็นวิมานที่เราจะได้อธิบายกันตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งถึงละเอียดที่สุดมันเป็นนิมมานมันคือเป็นสภาพที่อยู่ในจิตนั่นแหละจิตของเราเข้าใจอย่างนั้นเห็นอย่างนั้นแล้วก็เชื่อถืออย่างนั้นว่าดีว่าดีและจิตมันก็เป็นอยู่เป็นโดยที่ว่าเราไม่เข้าใจจริงๆไม่เข้าใจผิดจริงๆไม่เข้าใจถูกไม่เข้าใจดีไม่เข้าใจผิดว่ามันดีที่จริงน่ะมันไม่ได้เรื่องแต่ตอนนี้เรายกตัวอย่างพวกอบายมุขไปหลงมาบอกอบายมุขโดยเฉพาะอย่างตอนนี้เรายกเลิกมาหาเราศพมหรสพเรานึกว่าเป็นของดีมันเป็นของที่จะทำให้เราบันเทิงเริงรมย์สนุกสนานเพลิดเพลินเป็นชีวิตชีวาเป็นความสุขความอร่อย เนี่ยเราเราก็ว่าเออเรื่องจะทำอย่างนี้เป็นอย่างนี้เราได้ไปสัมผัสอย่างนี้เราได้พิเศษอย่างนี้ใส่จิตจิตของเราก็จะเป็นสุขความหลงผิดอย่างนี้ยังเป็นวิมานเป็นวิมานหยาบกร้านต่ำทรามด้วยมหรสพนี่มันคืออบายคือนรกพระพุทธเจ้าท่านบอกชัดๆการละเล่นมหรสพนี่เป็นอบายมุขหัวหน้านรกแปลว่าหัวหน้าสบายก็ไปว่านรกชัดๆหรือว่าเป็นอบาย่าแปลว่าไม่เจริญเป็นเรื่องไม่เจริญเป็นหัวหน้าแห่งความไม่เจริญท่านตรัสก็ว่าตรงๆภาษาบาลีก็มีความหมายตรงๆเรามาแปลกันเอาความรู้ความหมาย ทำความเข้าใจยังไงก็ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราเข้าใจความหมายเหล่านั้นชัดแจ้งแล้วเมื่อไปหลงอยู

อ่านต่อ

่อย่างนี้มันก็ทำให้เราเกิดสั่งสมอยู่เรื่อยมันเป็นอุปทานจิตที่เลวร้ายถ้าเราไม่เข้าใจอุปทานลักษณะอย่างนี้เรื่องอย่างนี้แล้วเราก็ไม่ลดเรื่องอย่างนี้แต่ละเรื่องแต่ละเรื่องเราแบ่งออกเป็นได้แต่ละเหตุแต่ละปัจจัยเราแบ่งออกไปได้เรื่องแต่ละเรื่องเรื่องไหนมันร้ายแรงเราเขาเรียกมันว่าสกายยะเออมันเป็นตัวการใหญ่เพราะฉะนั้นเราก็ต้องจับเรื่องออกมาศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาที่ไม่ตีกลุ่มหรือว่าไม่ทำอะไร เลอะเทอะทำอะไรมีสัดส่วนทำอะไรมีต้นกลางปลายมีชิ้นมีอันหยิบอะไรก่อนหยิบมาอะไรที่สำคัญหยิบมาของใครของมันมีไม่เหมือนกันทีเดียวไม่เหมือนอ่ะมันไม่ซ้ำก็มีแต่มันไม่ซ้ำก็หยุดหลายเยอะแยะถ้าจึงสอนเป็นหลักเลยให้หยิบอันนี้เป็นสกายนะให้รู้ให้รู้ชัดแล้วก็หาศีลหาพระมาปฏิบัติบำเพ็ญเพื่อฆ่าจึงเรียกว่าศีลพรตหาศีล 5 หลักการแล้วก็หาและก็บำเพ็ญแปลว่าการบำเพ็ญการประพฤติเพื่อให้ละ ไปคลายออกไปหลักการเป็นอย่างนี้จะทำเป็นจริงๆเพราะตัดทีนี้เมื่อทำแล้วมันก็ไม่ได้ผลก็ทำการเหมือนกันพอปฏิบัติมาแล้วมันก็ไร้ผลนักโทษนักบวชก็พยายามปฏิบัติอย่างนั้นแหละมีหลักเกณฑ์มีการไปบำเพ็ญสักแต่ว่าบำเพ็ญแต่ไม่ได้ผลจึงเรียกว่าปลามาสะประมาณสักหรือประมาทศิลปะปรามาสคือมันทำประกันประเภทใบนั้นเช่นมาอยู่อุโบสถอย่างนี้ยกตัวอย่างยกตัวอย่างเป็นต้นมาอยู่อุโบสถก็ว่าไปนอนวัดไปวัน พระวันเจ้าไปวัดแล้วไปลงตรงเตงกันไม่ให้ไปกันสนุกเพราะวันพระจะไปเป็นวันพระเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรไม่ได้รู้เรื่องก็ไปนอนวัดว่าเราไม่ได้กินข้าวเย็นก็สักแต่ว่าไม่ได้กินข้าวเย็นให้มันเกิดความเคยชินเฉยๆเราก็ได้เกิดความเคยชินจะว่าเขาไม่ได้ศีลถ้าว่าศีลนั้นวิรัตน์กายวิรัชวจีเขาได้วิรัตน์นะเขาได้วิรัชต์จะไปอยู่อุโบสถอยู่ไปค้างวัดค้างวาเนี่ยเขาได้ไม่กินข้าวเย็นเขาก็ได้สำเร็จลงอยู่เป็นทางกายแต่มันประมาณ 3 วันได้แต่สักแต่ว่าลูกๆคลำๆนั่นสักแต่ว่าแต่ๆต้องๆทำๆสัก คำสักแต่ว่าทำแต่ไม่เกิดผลไม่เป็นปรมัตถ์ไม่หยั่งไปถึงจิตไม่ขัดเกลาถึงจิตศีลนี้เป็นศีลที่ไม่สุคติสู่สุคติมันไปสู่สุคติอีกอย่างหนึ่งเช่นว่ามาปฏิบัติไม่กินข้าวเย็นเสร็จแล้วแทนที่ไอ้ไม่กินข้าวเย็นนี้มันจะเกิดให้เรามันจะทำให้เราเกิดปัญญาเกิดรู้เหตุผลเกิดรู้ผลของมันว่าเออไม่กินข้าวเย็นมันดีอย่างงั้นน่ะเป็นวิปัสสนาญาณมันเป็นโทษนะไปกินข้าวเย็นไม่กินข้าวเย็นเนี่ยมันเป็นคุณนะเป็นคุณประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งก็เป็นเรื่องของหลักการของหลักศีลแล้วก็ลองประพฤติดูมันสัมพันธ์กันแล้ว ก็เห็นผลเป็นอย่างนี้เกิดผลเป็นอย่างนี้เกิดปัญญาวิปัสสนาแล้วว่าเรื่องปัญญาเกิดปัญญาเกิดรู้วิเคราะห์วิจัยเห็นพระธรรมไปแล้วก็ได้อ่านได้เกิดเข้าใจได้เกิดอะไรต่ออะไรขึ้นมาลึกซึ้งขึ้นเป็นอธิปัญญาเป็นอธิปัญญาเป็นอธิปัญญาเป็นอธิปัญญาจิตเราก็ยิ่งมั่นคงเป็นอาทิตย์จิตอันที่จิตจิตเราก็แน่นั่น 7 เราก็ไปทำได้ที่บ้านอีกทำได้ที่โน่นที่นี่อีกทำมันของดีนี่ทำได้อย่างนั้นแล้วในทิศทางนี้ไม่กินข้าวเย็นวันเดียวแล้วต่อไปไม่กินข้าว 2 มื้อแล้วกินมื้อเดียวเรากินเล่นกินหัวหรือกินนอกเวลาอะไรอยู่เราไม่กินอะไรมันจะเป็นอธิษฐานแล้วเราก็ยิ่งเห็นว่าเออมันยิ่งดีขึ้นเป็นอดีตปัญญามันดีจริงๆ ซึ้งขึ้นชัดแน่นขึ้นเป็นอธิศีลอธิจิตอธิปัญญาเดินบทแห่งปรัชญาการหรือเดินบทที่มันเป็นผลขัดเกลากันซับซ้อนเป็นคัมภีร์ราวผ้าภาษาลึกซ้อนลึกขึ้นทำให้เราเจริญยิ่งเจริญยิ่งเจริญยิ่งแต่วันอาทิตย์อาทิตย์จะโดนยิงมันไม่เกิดอย่างนั้นมันไม่เกิดน่ะนายยกตัวอย่างฟังดีๆจะเข้าใจจะเห็นความจริงเลยว่ามันไม่มันเป็นศิลปะปรามาสมันเป็นยังไงมันไม่เป็นมันไม่เป็นรูปร่างที่ว่านี้มันกลายเป็นว่าพอไม่กินข้าวเย็นก็ได้ไปกินข้าวเย็นเท่านั้นแหละแล้วก็ไปถึงแกไปวัดดีเราจะได้ไม่กินข้าวเย็นไม่ใช่ไม่ดีใจที่จะไม่ได้กินข้าวเย็น ทำได้แล้วมันชินแล้วแต่ว่าจะได้ไปคุยกับเพื่อนไปพบกับเพื่อนกับฝูงเตรียมเรื่องไปเลยคนนั้นจะเจอหน้ามันมาหรือเปล่าพอถึงวัดก็ยังไม่ทันจะขึ้นบันไดเลยเฮ้ยไอ้คนนั้นมาหรือเปล่าวะอยากเจอหน้ามันจริงเป็นสถานนัดภพเป็นสถานที่เป็นสถานตกลงเป็นสถานศึกษาเป็นสถานถกเถียงหนักเข้ามาก็ไม่ชอบใจกันทะเลาะวิวาทอะไรไปต่างๆนานาไอ้ที่ว่าไปปฏิบัติธรรมในศีลข้อนั้นข้อนี้ข้อนี้ข้อโน้นอะไรไม่รู้เรื่องเราว่าเราจะถือศีลถ้าถือศีล 8 นะไปอยู่อุโบสถถือศีล 8 ไปทั้งศีล 8 นี่โยนทิ้งหมดเลยกายกรรมอาจจะได้ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไปเอาทรัพย์ของใครไม่รับทรัพย์ที่ เป็นฐานการขโมยแต่ก็ไปแสดงจิตขี้โลภไปปรึกษาดอกเบี้ยไปปรึกษานัดแนะตกลงกันว่าจ่ายทรัพย์กันแน่ดอกเบี้ยถือว่าเป็นสุจริตแล้วก็อะไรต่ออะไรต่างๆนานาก็ไม่ได้ถือศีลข้อ 10 นี้นะถือศีลข้อที่ถือศีล 8 เท่านั้นเพราะงั้นก็ศีลข้อ 2 นี่มันก็ยังไม่อาทิถึงขนาดนั้นแหละมันจะไปอาทิอะไรกันเราก็แค่ไม่ลักขโมยเขาก็ใช้ได้แล้วเพราะฉะนั้นก็ถือศีลข้อ 2 ก็แค่แล้วก็มาต่อดอกเบี้ยกันคนนั้นคนนี้ขาดส่งอย่างโน้นอย่างนี้ก็ทะเลาะเบาะแว้งกันไปศีลก็ 2 อย่างนี้ก็ได้หรอได้ว่าไม่ได้รัฐขโมยแค่นี้แต่ขี้โรคอยู่อย่างนั้นแหละที่สิงคโปร์ 2 นี่เขาจะสร้างให้จิตไม่คิดหรอกศีลข้อ 1 สร้างให้จิตไม่โทรสั่งให้จิตไม่โลภพระศรีก็สาวก็ถอนรากถอนขน พรหมจรรย์ทุกอย่างละศีลข้อ 3 แต่เขาก็เอาแต่แค่ไม่ยุ่งกับผัวกับเมียก็ดีก็ได้แค่มายุ่งกับผัวกับเมียดีไม่ดีไปจีบกันที่นั่นด้วยหนังอะไรก็ตามแต่พูดจาก็ไม่ได้ควบคุมอะไรจะโกหกไม่โกหกก็ว่ากันเละไปงั้นแหละที่จริงอีกเรื่องนึงศีลข้อ 4 นี้ยิ่งยากแต่ตัวเองก็กล้าหมากบุหรี่ก็สต๊อกไปไปที่นี่ก็นอนวัดหลายวันแล้วนอนวัดค้างคืนนี่บุหรี่อย่างเดียวไม่เอาเหล้าไปสดเท่านั้นเองมันก็เป็นศีลเป็นพรตบ้างเป็นกายแล้วเขาก็อธิบายกันอยู่แค่นั้นนะด้วยการอธิบายผิดนี่แหละมันจึงไม่ลึกซึ้งมันจึงไม่เดินบด สีเลนะสุคะติงยันติสีเลนะโภคะสัมปะทาสีเลนะนิพพุติงยันติสีเลนะศีลต่างๆนี่มันจะพาไปเจริญพาไปสู่ดีจะทำให้เราเกิดสมบัติสมบัติอันดีงามมฤคซึ้งขึ้นได้สมบัติอันดีงามลึกซึ้งขึ้นทั้งวัตถุก็ได้อย่างสะอาดขึ้นได้อย่างจริงใจขึ้นไม่ต้องขี้โรคขึ้นได้มาอย่างไม่ขี้โรคขึ้นเรื่อยๆสะอาดขึ้นนะเพราะสุขสมบัตินี้จะได้อย่างสะอาดขึ้นแม้จะเป็นวัตถุและโดยเฉพาะจะได้อริยสัจ 4 เลนนี้ปฏิญญาตันติศีลจะพาไปนิพพานเป็นพาหะหรือเป็นเครื่องพาศีลนี่เป็นเครื่องพาไปนิพพาน ยันต์เต่ายันติแปลว่าพาหะพาไปจริงๆพาไปที่ผ่านมันก็ขัดเกลาจิตอาสา 4 หลังวิโสทะเยก็ชัดเพราะฉะนั้นศีลนี่แหละเป็นเครื่องชำระพิเศษเป็นเครื่องชำระอันวิเศษมันชำระจิตถึงจิตเพราะฉะนั้นชำระกายมาได้บ้างเป็นรูปเป็นรอยก็ควรจะได้ให้กายบริสุทธิ์ไปมากกว่านั้นวันหนึ่งคืนหนึ่งได้แล้วก็ 2 วัน 2 คืนหลายวันหลายคืนถ้ามันเข้าถึงจิตนั้นมันก็จะไปทำในเวลาอื่นในวันอื่นมันจะเพิ่มขึ้นจิตมันจะทาให้สูงยิ่งขึ้นไปจริงๆเพราะเรายกตัวอย่างแม้แต่ศีลข้อกินลดมือลงมานี่มันก็ไม่นำพาให้ไปถึงจิตแล้วก็ไม่ทำให้ยิ่งขึ้นได้ไม่ทำให้เห็น หลงแห่งวิปัสสนาญาณเกิดความรู้เกิดความเห็นเกิดความเข้าใจเกิดความศรัทธาเลื่อมใสวิริยะเพิ่มขึ้นแทนที่จะกินวันเดียวมื้อเดียวเป็นตัวอย่างนั้นน่ะมันก็ทำให้จิตใจเรียกว่าศรัทธาขึ้นโอ้ยกินมื้อเดียวนี่ดีนะหรือว่ารถมื้ออาหารกิน 2 มื้อก็ตามไปอยู่วัดอุโบสถบางคนก็กิน 2 มื้อรถอยู่นิดนึงก็ได้แค่นั้นแหละตามเลยแต่ขั้นต่ำแต่ตอนของเขาเสร็จแล้วพอได้แล้วก็พอได้แล้วก็เกิดศรัทธาเห็นดีศรัทธามันเชื่อมั่นมันก็จะไปทำเพิ่มขึ้นที่บ้านแทนที่จะเป็นวันเดียวมื้อเดียวไปทำหลายวันหลายมือขึ้นเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างนี้เรียกว่ามันได้ผลศรัทธาเกิดวิริยะก่อเกิดพากเพียรเพิ่ม สติดีขึ้นอีกความรู้ตัวดีขึ้นอีกรู้ตัวที่ว่าเออถ้าเราปฏิบัติอยู่ที่วัดนี้เราก็รู้รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ว่าเราไม่กินมื้อนี่นาศีลข้อนี้หลักเกณฑ์แค่นี้เราปฏิบัติ 5 ข้อก็ดี 8 ข้อก็ตามมาที่วัดนี่ก็ปฏิบัติพิจารณาในหลักเกณฑ์นี้เราไม่ต้องไปคิดพิจารณาหลักเกณฑ์ยากๆอื่นๆเรายังไม่เอานี่เรายังไม่สมาทานเรายังไม่กำหนดว่าจะเอาเรื่องนี้มาปฏิบัติประพฤติเราก็ยังไม่ต้องห่วงมันก็จะพอไปพอได้สำหรับคนแต่ละระดับเริ่มต้นไปค่อยๆหัดค่อยๆฝึกไปนี่เป็นหลักการสัมมาอะระหังเป็นหลักการของพระพุทธเจ้าปฏิบัติไม่สุ่มสี่สุ่มห้ามีแบ่งเอาทำจัดการเอาเท่านี้เอาไปอย่างนี้เอาไปอย่างนี้แล้ว ได้มีวิปัสสนามีการปลดประพฤติปฏิบัติสอดส่องด้วยซ้ำมาเรียมรรคมีวายามะมีสติระลึกดูมันตรงกับสีลมไหมถ้าวาจาของเราการคิดของเราวาจาของเราการกระทำของเราวันหนึ่งคืนหนึ่งก็คืออาชีวะชีวิตวันหนึ่งคืนหนึ่งดิ้นต้องได้ไปเนี่ยมันอยู่ในกรอบในข่ายที่ดีไหมสะอาดไม่ด่าไม่เพราะเหลือเกินวิปัสสนาญาณเกิดการรู้การเห็นเรืองปัญญาเข้าใจลึกซึ้งผลต่อเนื่องกันมาเพราะเหตุอันนี้จึงเกิดผลอันนี้เพราะเหตุเราหยุดวันนี้มันจึงดีอย่างนี้ดีอย่างไรมันเป็นโทษอย่างไรกับเกิดปัญญาเห็นโทษเทียบเคียงกันได้เกิดปัญญาลึกซึ้งขึ้นเข้าใจแน่วๆมันดีขึ้นก็เกิดอินทรีย์เกิดพลังแน่นอนได้สังวรได้ประหาร ได้รักษาสิ่งที่ควรรักษาหรือว่าเกิดผลขึ้นมาเห็นผลแล้วก็รักษาสิ่งที่เป็นผลนี้ไว้สูงขึ้นกว่าเก่าสูงขึ้นกว่าเก่ารักษาของเก่าได้ด้วยเพิ่มขึ้นของใหม่ได้ด้วยเจริญขึ้นเจริญขึ้นมีอิทธิบาทเพิ่มขึ้นอย่างนี้เข้าหลักโพธิปักขิยธรรมเป๊ะเลยเข้าเลยสั่งสมไปทำไปทำไปมันก็เกิดได้ผลจึงไม่ใช่ศีลธรรมมากเห็นจึงไม่จนไม่สงสัยเรียกว่าสุดท้ายทะลุแจ้งเพราะวิจิกิจฉาคือการรู้แจ้งแทงทะลุตัวเดียวกันมันก็อย่างนี้แหละความรู้หลายความต้องการเหมือนอย่างนี้เราคว่ำมือก็คือเราหงายหลังมือตัวเดียวกันการพ้นวิกฤตอิจฉาก็ตัวเดียว การรู้แจ้งแทงทะลุหรือเกิดญาณทัศนะและเกิดวิปัสสนาญาณเป็นวิชาข้อต่อจากชาญวิชาข้อที่ 1 ชาญวิชาข้อที่ 2 ยานทัศนะหรือวิปัสสนาญาณข้อที่ 3 มโนมยิทธิอันนี้เป็นเรื่องของสติปัฏฐานตรงปฏิบัติตนด้วยมีฌานได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิบัติตัวอยู่ก็มีฌานฌานอันนี้ก็รู้ตัวว่าตัวเองนั่นน่ะมีศีลอย่างนี้แล้วตัวเองก็อ่านตัวเองอยู่จิตของตัวเองจะทำไม่ได้ตามเพลงเผาตามที่เราหมายจะเผาถ้ากิเลสเรื่องนี้เราระมัดระวังเรื่องนี้มันจะมาแล้วก็เอามันแน่เพราะฉะนั้นฐานแรกก็คือจิตของเราที่ตกวิจารณ์ ตามหลักเกณฑ์อยู่แล้วพวกเราก็ได้ดีขึ้นเรียกว่าปิติแล้วเราก็วางลงลอยลงเรียกว่าเบาลงเรียกว่าสุขสุขเบาง่ายรอยง่ายเป็นวิบากท่านเรียกว่าได้ความสงบขึ้นมาด้วยความระงับขึ้นมาแล้วสุขจนกระทั่งเฉยมากอุเบกขาคราวนี้เฉยมากเป็นไปได้แล้วทรงคงมั่นเป็นระบบเป็นความหมายที่อธิบายพฤติกรรมของเราที่ปฏิบัติทาน 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 เนี่ยไม่ใช่ไปนั่งแต่กดจิตอยู่เฉยๆไอ้อย่างนั้นก็เป็นการอธิบายเรื่องฤาษีส่วนของพระพุทธเจ้านี้เป็นการอธิบายฌานก็เป็นลักษณะระบบเป็นลักษณะของ กรรมที่มันอยู่ในความหมายนี้ความหมายวิตกวิจารณ์ความหมายปิติความหมายสุขความหมายอุเบกขาเพราะฉะนั้นก็อธิบายความหมายนี้ไม่ขัดแย้งกันกับความหมายไม่แปลกกันแต่อย่างที่เขาทำนั่นน่ะง่ายไปนั่งสะกดจิตเข้าให้มันวิตกวิจารณ์ให้มันรู้พยายามสังวรระวังแล้วมันก็ดีดีใจปิติดีใจก็มีรูปรอยดีใจดีใจเราได้จิตเป็นอย่างนี้แล้วเราก็สุขใจสบายๆๆอยู่ก็ติดอยู่ที่ตรงนั้นแล้วก็นั่งอย่างนั้นแล้วก็เฉยๆทำให้มันเฉยๆอยู่ทนๆนานๆมันก็เป็นสมถะอยู่อย่างนั้นแล้วเราก็เข้าใจมันจะไปมีเรื่องอะไรมากสมถะอยู่อย่างนั้นทีนี้เขาก็บอกว่าเขาจะวิปัสสนาวิปัสสนาเขาก็จะยกจิตขึ้นมาเป็นบุพเพสันนิวาสที่จริงก็เป็นระบบข้อมูลเพลงนี้ ก็นั่งระลึกกันเลอะๆเลอะเทอะกันระลึกชาติเข้าไประลึกเอาอะไรก็ไม่รู้ไปเอาตัวตนบุคคลเราเขามาระลึกไม่ได้เอาธรรมมาระลึกไม่ได้เอาจิตเอาวิญญาณมาระลึกหรือจะระลึกถึงชาติแต่ปางก่อนเกิดเป็นเทวดาเทวดาอะไรเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่เกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นองค์นี้ก็ตามเธอก็ไม่ว่าถ้ามันเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตามก็ยังไปเห็นอารมณ์จิตไปเห็นสภาวะของจิตที่เกิดดับคือตอนที่เราเป็นพระเจ้าแผ่นดินตอนนี้เรากำลังพบกับศัตรูเราตอนนี้เรากำลังมีบทบาทพบกับความรักพบกับเรื่องอยู่ในขณะนั้นเป็นเรื่องเป็นราวเป็นตำนานเป็นนิทานเสร็จแล้วก็ยังไปถึง วิญญาณตอนนั้นเราเกิดจิตโทสะตอนนี้เราเกิดจิตโลภะตอนนี้เราเกิดจิตคิดผิดนี่โมหะไม่ดีแล้วเราก็เห็นว่าเอออันนี้มันเกิดอันนี้เราลดได้ตอนนั้นเราลดได้ตอนนี้เราลดไม่ได้ก็ทบทวนก็ยังดีนะเข้าใจปรมัตถ์นี่ไม่เข้าใจปรมัตถ์กายไปเป็นบุคคลตัวตนเราเขาเป็นนิทานเป็นเรื่องเป็นราวเป็นอะไรต่อไปออกนอกอภิธรรมออกนอกปรมัตถ์มันก็จึงไม่ได้ผลและเขาก็ไม่เข้าใจมันซ้อนที่จริงไปนั่งบุพเพนิวาสานุสติญาณเขาก็ว่าเขาจะสติปัฏฐานหรือมีสติแล้วก็พิจารณาไตรลักษณ์เห็นไตรลักษณ์เกิดดับรู้ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นตรรกะโอ้โลกนี้เป็นอย่างนั้นหนอโลกนี้คนนั้นก็เกิดคนนี้ก็ดับสิ่งนั้นสิ่ง มาก็ไม่มีอะไรคงทนไม่มีอะไรตั้งอยู่เกิดมาแล้วมันก็ดับไปเกิดมาแล้วมันก็สูญไม่มีอะไรเหลือโอ๊ยเจอแล้วพระไตรลักษณ์เกิดเห็นความเกิดความดับที่จริงเข้าใจเหตุผลของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเข้าใจเหตุผลเข้าใจสภาพลีลาของมันใครก็เข้าใจมันจะยากอะไรพอพิจารณามากๆเข้ามันก็เข้าใจมากๆขึ้นมันก็เข้าใจหนักๆความเข้าใจจริงๆก็เข้าใจแล้วพอไปนั่งพิจารณาอย่างนั้นมันก็ยิงว่างๆจิตมันก็ใสๆจิตมันก็ได้คิดในเรื่องนี้ชัดๆมันก็ชัดชัดแล้วก็เห็นว่าเออจริงด้วยนะจริงด้วยเออมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ตั้งอยู่แล้วมันก็ดับไปจริงๆพ่อมึงตายแล้วพอใจรับปรากฏแล้วฉันก็ปรากฏเข้าใจรักแล้วตื่นแต้วแล้วก็ว่าตัวเอง ใจรักพวกเพ้อๆอย่างนี้บานเบิกเลยนิสัยแข็งไปทิ้งทะเลก็ไม่หมดเพราะปฏิบัติธรรมแบบนี้ตระต่างกันไหมกับที่อธิบายไตรลักษณ์ให้ฟังเป็นปรมัตถ์เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาตามมิจฉาทิฏฐิสูตรสกายาทิติสูตรอัตรานิติสูตรต่างกันไหมคุณฟังดูดีๆทำใจให้มนสิการดีๆเข้าใจดีๆแล้วคุณจะเห็นเด่นชัดจะเห็นเด่นชัดว่ามันมีความหมายหรือว่ามีลักษณะมีพฤติกรรมต่างๆกันอยู่เพี้ยนๆกันอยู่ความหมายมันซ้อนกันเป็นหลักการหรือเป็นแต่เพียงความหมายเข้าใจได้และเขากลับไปพิจารณาซ้ำความหมายนั้น แจ้งขึ้นเขาก็ว่าเขาได้เห็นใจรักจริงๆก็ไม่ได้เห็นไตรลักษณ์ก็ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของปรมัตถ์ถ้าไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตจิตจิตติดยึดจิตไม่แปรปรวนจิตไม่เปลี่ยนแปลงถ้าแปลปรวนแล้วก็เรียกว่าแปรปรวนจากความมั่นคงจิตมันมั่นคงในธรรมจิตมันมั่นคงในสัจจะมั่นคงในความเป็นกุศลหรือความสบายจิตเป็นจิตว่างจิตสะอาดอ้าวก็มั่นคงไปในลักษณะนั้นในวันที่ 4 หรือวันที่แต่นี่แหละน้ำมันของเออสถิตเสถียรหรือจะเรียกว่าสมถะก็ได้ระงับสถิตเสถียรอยู่อย่างนั้นหรือเรียกว่านิยตมันเที่ยงกับลักษณะอย่างนั้น แต่มันไม่เที่ยงเพราะมันรถมาจากไอ้ที่มันเคยปรุงเคยติดเคยยึดเคยเป็นวิมานหลงเป็นวิมานแบบก่อนนี้เคยเข้าใจอย่างนี้เคยเชื่อถือว่าอย่างนี้พอมาตอนนี้ความเชื่อถือนี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนแปลงไปไม่ยึดเอาไว้ไม่มั่นคงอย่างเก่าไม่เกาะไม่ติดแล้วรถจางคลายลงมาได้ความเปลี่ยนความไม่เข้าใจอย่างเก่านั่นแหละเรียกว่าคนมิจฉาทิฐิความไม่เข้าใจอย่างเดิมถ้าไม่เห็นอย่างเก่าดีเห็นเปลี่ยนไปแล้วฟังนะนี่พูดภาษามากๆอะไรนี่เพื่อที่คุณเขียนว่าตัวความหมายมันตรงมันชัดแค่ไหนตัวเองเข้าใจเข้าใจก็พยายามแต่ความเข้าใจนี่ไม่ให้คุณฟังคุณก็จะได้เห็นความ แจ้งตัวนี้ว่าอ๋ออย่างนี้หรอมิจฉาทิฏฐิแล้วก็พลมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างนี้เหรอแล้วอนิจจังมันเปลี่ยนแปลงได้มันสัมพันธ์กันนะมันมีความหมายขยายกันแล้วมันไม่ใช่ว่ามันคนละตัวนะพระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้นี่ท่านยืนยันถึงบอกให้มิจฉาทิฏฐิสูตรคนอ่านให้ผมอ่านแล้วผมก็เห็นว่าพุทโธเอ้ยแล้วคนมันจะเข้าใจอะไรยังไงไปอ่านสูตรน่ะท่านก็ว่าไว้สั้นๆอย่างนั้นมันตื่นๆอย่างนั้นคนมันเข้าใจไม่ค่อยจะรู้หรอกมันเข้าใจอย่างนั้นแหละลางๆเลือนเข้าใจเผินๆแล้วมันแตกให้ฟังชัดๆจะเห็นเด่นชัดว่ามีพฤติกรรมที่คุณปฏิบัติมาขนาดนี้แล้วคุณยิ่งจะเห็นว่าโอ้จริงคุณเห็นของจริงเขาแล้วคุณมีมีของจริงนะมันมีของจริงมันเป็นปรมัตถ์แท้มันคือจิตเจตสิกรูปโรคจิตของเราแต่ก่อนเป็น Concept ความสัญญากำหนดมาอยู่อย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้นเป็นทิฐิอย่างนั้นเปลี่ยนทิฐิมาเป็นอย่างนี้แล้วแต่ก่อนนี้คุณก็เคยดูหนังดูมหรสพคุณก็ว่ามันอร่อยเพลิดเพลินพอมาลองมาบอกว่าอย่าดูดูเป็นบาปไม่ดูได้บุญคุณก็จะมาทำเป็นแบบสมถะเป็นแบบทำเป็นสีแล้วก็จะปรามาสคุณก็ทำได้อดทนมันไม่ไปดูจิตมันก็ถูกกฎของนานๆเข้ามันก็ไม่ดูได้แต่มันก็ฝังอยู่ในอาสวะดิ้นรนพอได้โอกาสมันก็ออกมาดูใหม่พอได้เหตุได้ปัจจัยรู้สึกจะกดจุดคมมันก็ระเบิดขึ้นมาแต่นี่เราไม่เราเรารู้ด้วยเหตุผลเรารู้ด้วยปัญญาญาณมันมีหมดทั้งปัญญามีหมดทั้งศีลสะอาดนอกสะอาดในพร้อมพลังจิตเปลี่ยนแปลงด้วยหลักเกณฑ์นี้ถูกต้องศีลคือหลักเกณฑ์ถูกกัน ศีลกับจิตเข้ากันได้จางคลายลงมาง่ายขึ้นง่ายขึ้นเป็นปกติขึ้นไม่ต้องฝืนต้องคมขนาดเข้าใจนี้ทำขึ้นทำขึ้นถ้าติดมากก็ต้องลดกันมากจะมีอะไรอาวรณ์จะมีอาการอารมณ์อะไรอยู่แล้วมันจางลงมาจนกระทั่งมันดับสนิทลดลงมาเลยว่ารถสกายตอนแรกดิ้นรนใหญ่พอลดลงมาได้เบาบางลงมาเบาบางลงมากับรถสกายลดตัวผีเนี่ยเปลี่ยนลงมาเรื่อยผีเล็กลงเล็กลงผีเล็กลงกิเลสจุดนี้เรื่องนี้ประกอบกับอันนี้จนกระทั่งแหมมันเบาบางทีนี้ตัวเล็กตัวน้อยแล้วควบคุมง่ายขึ้นเรียกว่าเหลืออัตราไม่ใช่ Sky เนื้อตัวตนน้อยจึงเรียกว่าอัตราเร็วแม้จะผัสสะอยู่หลักของพระพุทธเจ้านี่แม้แต่จะมีอินทรีย์ทั้ง 6 ถ้าใครจำ จำไม่ได้ก็ไปเปิดในเล่ม 12 นั่นพระไตรปิฎกเล่ม 12 มิจฉาทิฏฐิสู่ศักยะทิฐิสูตรอัตตานุทิฏฐิสูตรเรียงกันเป็นตับอยู่ในแต่เปิดดูสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายเกิดรูปและท่านก็ย่อไว้นะที่จริงถ้าใช้ตัวยานใหญ่แล้วก็จุดๆไว้นั่นน่ะอธิบายทุกข์ทวารและรูปด้วยเสียงได้กลิ่นในรถด้วยสัมผัสกายเกิดสัมผัสเป็นปัจจัยมีสัมผัสทั้งทวารทั้ง 5 ทวารพร้อมกันนั้นยังมีสัมผัสทางใจธรรมารมณ์มีการสัมผัสจิตใจเองด้วยบางทีมันไม่ต้องสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายมานั่งอยู่เฉยๆนี่ก็ใจจะยกขึ้นไปสัมผัสเองเราเจตนาหยิบมาให้มันคิดเลยก็พี่เรียกว่าสัมผัสบทประพันธ์แม้เราไม่ยกไม่ให้มันสัมผัสอยู่ดีๆมันเกิดผี เป็นโอปปาติกะมันอยู่ดีๆมันก็ผุดเกิดโผล่เกิดเองเป็นอารมณ์นั้นขึ้นมาแหมหนังเรื่องนี้เกิดเรื่องเกิดจำได้ผุดขึ้นมาสนุกไปกับมันเผลอเพลินไปกับมันเลยก็ได้แต่แม้มันจะขึ้นมาเราก็มีสติรู้ตัวเท่าทันเฮ้ยไอ้หนังเรื่องนี้หรือมหรสพเรื่องนี้โผล่ขึ้นมามันเกิดรณรงค์เพลินจับตัวได้เราก็รู้อารมณ์ผีลดอารมณ์ผีได้นั่นแหละคือทำการรถสกายยักษ์อยู่รถสกายอยู่ระยะอยู่ขณะที่เราเพลินเรานึกว่าเราไปสวรรค์เปล่ามันผีหลอกเป็นเทพบุตรทำงานพอเรารถมันได้เรารู้เลยว่านี่เป็นผีหลอกนี่เป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นสมุทัยเป็นตัวเหตุใหญ่ที่จูงดึงหลอกล่อเรานะเราหลงมันว่าเป็น ที่แท้มันพาเราลงนรกเพราะเหตุเราหลงมันเป็นสวรรค์มันจึงมีนรกรอหน้าอยู่เราติดเรายึดเข้าเราก็ต้องไปตกนรกต่อไปมันเป็นอย่างนั้นเรารู้เท่าทันเราก็ลดเลยมีสติสัมปชัญญะมีปัญญาเข้าใจดีแล้วพอรู้ตัวทั่วพร้อมแม้เป็นภายในเวทนาเกิดภายในก็ลดเวทนาภายในจุดจิตเกิดอยู่ที่จิตเองรู้ในๆจิตเลยจิตเกิดเองจิตเป็นผู้ประปาเองดังกล่าวแล้วเกิดธรรมารมณ์เองเห็นมันเป็นผีรถมันเป็นผีได้มีผัสสะเป็นปัจจัยทั้งทวารทั้ง 6 รถทุกได้โดยตรงทุกตอนนี้ทั้ง 3 ตัว 4 ตัวสมุดอริยสัจ 4 ทุกข์โดยตรงและมีเหตุแห่งทุกข์ดับทั้งเหตุมันดับทั้งทุกข์ ตอนแรกเราดับเหตุมันพยายามกดข่มค่าเหตุไม่ดูไม่แลไม่เอานะรถนี้มันก็จะรู้สึกว่าไม่ทุกข์มากต่อสู้เหลือเกินอดทนข่มขืนจนมันเบาบางจนศักยะมันลดไอ้เหตุตัวนี้ลดด้วยปัญญาก็รู้เข้าใจไอ้จิตก็เชื่องลงจิตก็กดได้คอมได้จิตก็จัดการประหารได้นะชีวิตชีวาแรงอ่อนลงชีวิตชีวาของกิเลสแรงอ่อนลงแรงอ่อนลงเราเก่งขึ้นคือตัวจิตหรือตัวกิเลสมันมันจะเรียกยากยังไงก็เรียกได้บัญญัติเท่านั้นแท้จริงก็จิตเราแท้จริงก็กิเลสเราอยู่ด้วยกันร่วมกันเราทำมันอ่อนจางลงเรื่อยๆนั่นแหละรถทุบลงคือรถสมุทัยในตัวรถตัวทุกข์ในตัวทุกข์มันเป็นทุกข์กำหนดรู้ว่ามันเป็นทุกข์มันเป็นเหตุแห่ง รถและสมุดไทยไม่ต้องละทุกสมุทัยมันเป็นทุกข์สมุทัยมันเป็นเหตุแห่งทุกข์มันเป็นเหตุอยู่ในตัวลดลงจนนิโรธจนนิโรธจนดับสนิททุกระดับสนิทเหตุแห่งทุกข์ก็ดับสนิทด้วยน่ะซ่อนลงไปอย่างนั้นเหตุแห่งทุกข์ดับสนิทได้ด้วยวิปัสสนาญาณเห็นๆทุกดับสนิทด้วยวิปัสสนาญาณเกิดปัญญารู้แจ้งเข้าใจอย่างชัดเจนและเห็นด้วยว่าจิตของเรานิโรธวิปัสสนาตัวนี้เป็นวิมุตติญาณทัสสนะเห็นว่าจิตของเรานิโรธเออดับสนิทแล้วจิตเป็นได้ความพ้นสงสัยไม่มีวิจิกิจฉาไม่มีรู้แจ้งแทงทะลุปัญญาญาณขึ้นถึงที่ มโนมยิทธิจิตเราก็เก่งญาณทัศนะหรือว่าวิปัสสนาญาณก็ถึงถ้วนวิปัสสนาญาณก็ถึงถ้วนมโนมยิทธิก็ถึงเก่งแล้วเด็ดขาดแล้วนี่คือสติปัฏฐาน 3 ตัวมีฌานฌานก็เป็นตัวบริสุทธิ์เลยตอนนี้เพ่งและเผาเผาตายไงล่ะชาญก็เป็นฌานบริบูรณ์ฌานตัวนี้เป็นฌานวิมุตเป็นทานต่อไปหมดที่จริงเราก็ไม่ไปเรียกพี่หมดๆเราไปเรียกยานมีหมดเราไปเรียกผลฌานเราเรียกเป็นเครื่องอาศัยของการการเผาเครื่องอาศัยของการเผาเราไม่เอาไปเรียกเบื้องในเพราะฉะนั้นคำว่าฌานมันเป็นภาษาไทย เหมือนชานเรือนไม่ใช่ห้องในชานเรือนไม่ใช่ห้องไหนคำว่าฌานก็มีแต่ก่อนมีแต่ภาษาเสียงไม่มีภาษาตัวหนังสือจึงเรียกไทยๆมาเปรียบเทียบเกจิอาจารย์รุ่นก่อนมาเปรียบเทียบเรียกก็เลยเรียกชานเรือนนี้ว่ามันเป็นส่วนของเรือนติดกันกับเรือนชานเนี่ยเป็นเป็นส่วนของเรือนติดกันกับเรือนแต่ไม่ใช่เรือนหอเรือนห้องไม่ใช่ห้องในไม่ใช่ห้องสำคัญของเดือนไม่ใช่ห้องสำคัญไม่ใช่เรือนใจแต่เป็นเรือนฌานฌานเรือนไม่ใช่เรือนใจแท้เพราะฉะนั้นก็ใจนั่นแหละชาวมันก็ต้องเป็นระบบของใจเป็นระบบอาการของจิตแล้วมันก็อยู่ ส่วนต่อกันต่างกันห่างจากกันไม่ได้ติดกันอยู่นั่นแหละเพราะฉะนั้นมันก็จะอยู่ติดๆอย่างนั้นเสมอฌานจึงจะแม้จะเป็นชาญบริสุทธิ์แล้วเป็นวิมุตแล้วคือจิตวิมุติแล้วมันก็ยังอาศัยเป็นชาญรับของใหม่ฌานก็ยังมีอยู่เสมอรับอันใหม่มาล้างใหม่มะระใหม่ให้ใหม่ทำใจสะอาดใหม่เพราะฉะนั้นฌานจึงเป็นความหมายแบบวัตถุประสงค์หรือเป็นส่วนที่ได้แล้วหรือเป็นส่วนที่เสร็จแล้วมันก็ยังเป็นฌานเพราะฉะนั้นจึงไปเรียกชานหมากด้วยชานหมากหรือชานอ้อยเอาของดีไปกินแล้วเราเสวยของดีแล้วได้วิมุตแล้วแต่เราก็ยังเหลือฌานอยู่ด้วยคุณจะทิ้งไม่ควรทิ้ง ชาญชาญมากไม่ควรทิ้งชานอ้อยก็ยังไม่ควรทิ้งทีนี้ถ้าในลักษณะของอธิบายชั้นสูงขึ้นมาอีกบ่ควรทิ้งแล้วนะควรทิ้งแล้วนะฉันมานี่ควรทิ้งได้แล้วเพราะเราเสร็จแล้วเราเป็นวิมุตแล้วอย่าไปเกาะติดชาญแต่ที่จริงชาญมันก็จะติดอยู่บนชานเรือนทานยังไงมันก็จะติดอยู่เหมือนชานเรือนทิ้งกันไม่ออกมันอาศัยกันอยู่อย่างนั้นแหละแต่เมื่ออธิบายไอ้คนที่เกาะติดอยู่แต่ชาญนึกว่าชาญเป็นเลิศฌานเป็นเอกหลงทิศเท่านั้นเองชานกับวิมุตก็ให้มาอาศัยวิมุตเป็นที่อาศัยเป็นวิหารธรรมอย่าไปอาศัยทานเป็นมหาธรรมอ่าเพราะฉะนั้น แนวโน้มแต่มันต้องอาศัยทั้ง 2 อย่างเพราะงั้นรูปฌานกับอรูปฌานรูปฌานเป็นทิฏฐธรรมสุขกับวิหารอรูปฌานเป็นสันตะบริหารเป็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน