590320 ปาฐกถาพิเศษโดยพ่อครูฯ ในงานศิลปะโลกุตระ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
590320 _ปาฐกถาพิเศษโดยพ่อครูฯ ในงานศิลปะโลกุตระ สันติอโศก
พ่อครูมาเปิดง านเวลา 09.45 น. ภายหลัง
สื่อธรรมะพ่อครู (ศิลปะโลกุตระ) ตอน พ่อครูเทศน์เปิดงานศิลปะโลกุตระ พ่อครูว่า...วันนี้ฤกษ์ต้องงาม ยามต้องดีแน่นอน ถ้าฤกษ์ไม่งามยามไม่ดี จะไม่มีคนดีๆ มารวมกันในเวลานี้ ณ ที่นี้ เป็นอันขาด อาตมาได้คิด ได้ดำริว่าทำงานมา 46 ปีมาแล้ว ตั้งแต่วางมือทางโลก มาตั้งแต่ 2513 ถึง 2559 มา 46 ปี อาตมาทำงานศิลปะ ศิลปะหมายถึงมงคลอันอุดม มงคลอันอุดม ก็ขยายผล พูดถึงเรื่องคำว่ามงคลก็เป็นอจินไตยนะ อาตมานี่เดิมชื่อมงคล มีสมเด็จพระมหาวีรวงค์ (ติสโส อ้วน) ตั้งให้ เป็นสังฆนายกองค์แรกของเมืองไทย เป็นคนตั้งชื่ออาตมา ลุงอาตมาเอาอาตมาไปเลี้ยง แล้วให้ไปเป็นลูกศิษย์องค์นี้ที่วัดบรมนิวาส อยู่มาอาตมาก็มาเปลี่ยนชื่อเป็น รัก พงษ์มงคล เป็นนามปากกาตัวเอง จนมาใช้ชื่อรักดีกว่า กระทัดรัดดี มีความหมายดี ทีนี้เดิมนามสกุลเป็นพงษ์มงคล ก็ต้องเป็นรักพงษ์ ที่จริงอาตมาเป็นเผ่าพงศ์ของมงคล นี่เป็นพยัญชนะมาไล่เรียงให้ฟัง ขอย้ำอธิบายตรงนี้ต่อ ชื่อก็ดี นามก็ดี ไม่มีการเล่นๆ มันเรื่องจริงทั้งนั้น ยกตัวอย่างให้ฟังอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าจะรู้ทั้งชื่อ ตัวบุคคล จิตวิญญาณจะต้องลงตัวอย่างไร คนนี้ต้องชื่อนี้ๆ นอกจากคนสะเปะสะปะ ไม่เข้าวงจรเหมือนอุกกาบาต ทำนายไม่ได้ เพราะพวกนี้พวกนอกระบบ ทำนายไม่ได้ บ้าบอไปตามประสา คุณไม่ต้องสงสัยเลยว่า นั่น อัครสาวกซ้ายขวาเดินมา ชื่ออะไร บอกถูกหมด พระพุทธเจ้าทำนายเลยว่าองค์นี้จะไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าชื่ออะไร มีอัครสาวกชื่ออะไร ไม่มีการเดา แล้วไม่มีผิดด้วย อย่างนี้เป็นต้น พวกเราศึกษาให้ดี ทุกอย่างลงตัวไปหมดทั้งรูปและนาม เช่น ทำไมพระพุทธเจ้าอุบัติประสูติ แผ่นดินต้องไหว พระโพธิสัตว์ มหา
อ่านต่อ
สัตว์อุบัติแผ่นดินต้องไหว ถ้าไม่ไหว ไม่ใช่ ทำไมต้องประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานวันเดียวกัน ไม่มีการเดา แต่มีคนตะแบงหาว่าพระพุทธเจ้าเกิดในวันอื่น คุณสุลักษณ์ แย้งเมื่อวานนี้ ก็ต่างคน ต่างเชื่อ อาตมาไม่เถียงใคร มันคนละภูมิ เชื่อคนละอย่าง อย่างนั้นมันต้องคนเดียวกันจะเชื่อเหมือนกัน แม้ลูกเราก็ไม่ใช่เรา เนื้อมันก็คนละชิ้น รายละเอียดของอจินไตย คนไม่เข้าใจก็หาว่าเพ้อเจ้อ อาตมาได้ประกาศว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และเป็นมหาชมพูทวีป ไม่ใช่ที่อินเดียแล้ว แต่ก่อนเป็นอินเดียชมพูทวีป เป็นแดนที่มีมนุษย์ที่มี สุรภาโว สติมันโต อิทธพรหมจริยวาโส สุรภาโว คือมีอาการ 32 ครบ ในร่างกายเรามี 62 อย่าง แล้วดำเนินไปเรียกว่ามีอาการ ไม่ได้หยุดนิ่ง ทำงานทำหน้าที่ของมัน หากทำหน้าที่ไม่ลงตัว ไม่สมดุล ก็เกิดรวน แล้วจะทำอะไรสานกันหมดอัตโนมัติแล้ววิเศษสุด รวมหมดอาการที่รวมกันอาการ 32 รวมกันเป็นหนึ่งที่อาการ 33 เรียกว่าวิญญาณ เป็นองค์รวมของ 32 อาการ 32 เรียกว่า ทวัตติงสาการ อาการ 33 เรียกว่า ตาวติงส์ เป็นองค์รวม impact ของอาการ 32 มาเป็น 33 คำว่า ตาวติงส์ คือดาวดึงส์ คนอวิชชาหลงสุขบำเรออารมณ์ต้องการได้เสพก็สุข ต้องการได้เข้ามาเป็นของเราสมโลภ ได้มาสัมผัสเสียดสี เกิดอารมณ์สุข climax ก็สุขสมใจ ได้ทำร้ายเขาสมใจ หรือได้มาสมใจเป็นโลภะ หรือราคะเสพสัมผัสเสียดสี ก็สมใจในโลกีย์ ได้บำเรอสมใจตัวกูของกู กิเลสสมใจนี้มันอ้วนหรือผอม ก็อ้วน คือดาวดึงส์ สรุปนิพพานของพระพุทธเจ้าไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หมดสุขหมดทุกข์ ต้องหมดสุขโลกีย์ไปเรื่อยๆ แต่การได้ลาภได้รวยไปเยอะอย่างธรรมกายนี้ฉิบหาย ปลุกเร้าอารมณ์คนให้กิเลสหนาเอามาบำเรอ บานเป็นปากกรวยไปหมด นำพาคนหลงนรกซับซ้อน หลอกว่านรกเป็นสวรรค์ วงการศาสนาหรือการปกครองถูกร้อยจมูกไว้ในอาณัติไปหมดเลย ศิลปะโลกุตระ คนแต่ละคน คือ เจ้าของนวนิยายคนละเรื่อง ตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตจึงประกอบไปด้วยพฤติกรรมที่เป็นบทบาทของนวนิยายแห่งตนเอง ทุกบุคลิก (แก้ยาก มันฝังในพลังงานประจำตัว character) และ ทุกกรรม ของแต่ละคน จึงเป็นงานศิลปะ หรืออนาจาร ที่เป็นความจริงของสัจธรรมที่แต่ละคนมีของตน ศิลปะ คือ มงคลอันอุดม หรืออุดมมงคล = มงคลอันสูงสุด อนาจาร คือ ข้าศึกแก่กุศล (วิสูก) หรือข้าศึกของใจ (วิสูก) หรือสิ่งที่เป็นข้าศึก (วิสูก) แต่ละคนย่อมแสดงตนเป็นบทบาทของความจริงของแต่ละคน บ้างก็เป็นอนาจาร บ้างก็เป็นมงคล ความเป็นมงคลคือ เหตุที่นำมาซึ่งความเจริญ ส่วนผู้จะสามารถแสดงบทบาทเป็นมงคล คือเป็นธรรมที่นำมาซึ่งความเจริญถึงขั้นอุดมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น ซึ่งเป็นความสูงส่งถึงขั้นสูงสุดของมงคลอันคือ เหตุที่นำมาซึ่งความเจริญ ก็ต้องเป็นไปตามสัจจะแห่งสัจจะ ไม่มีใครสามารถออกนอกสัจจะ หรือไม่มีใครทำอะไรที่ไม่เป็นสัจจะของตน คนชั่ว ย่อมโกง หรือทุจริตตามสัจจะ จะมีกรรมตามวิธีของคนชั่ว ผลจริงก็เป็นของคนชั่ว กรรมที่เป็นวิบากชั่วนั้นจึงเป็นสัจจะแน่นอน เป็นของตน (กัมมัสกะ) ไม่มีบิดเบี้ยว คนดี ย่อมทำดี หรือสุจริตตามสัจจะ ก็มีกรรมตามวิธีของคนดี ผลจริงก็เป็นของคนดี กรรมที่เป็นวิบากดีนั้นจึงเป็นสัจจะแน่นอน เป็นของตน (กัมมัสกะ) ไม่มีบิดเบี้ยว คนจะดีมาก หรือคนจะชั่วมาก ล้วนเป็นสัจจะของแต่ละคนที่ตนทำเอง ทำอยู่ ทุกบุคลิกและทุกกรรม ที่แต่ละคนใช้ภูมิ หรือใช้ความฉลาด ซึ่งทุกคน ก็มีความฉลาดเท่าที่ตนโง่ หรือคนทุกคนก็มีความโง่เท่าที่ตนฉลาดทั้งนั้น ชีวิตที่มีอยู่ของแต่ละคน จึงคือ สัจจะที่ก่อนวนิยายให้ตนทุกคนในโลก ขอยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถออกนอกสัจจะของตนได้ ทั้งคนดีและคนชั่ว กรรมที่ตนเองทำ ที่ตนดำรงกรรมทุกกรรม เป็นสัจจะของตนทั้งสิ้น ไม่ขาดหกตกหล่นเป็นอันขาด คนดีย่อมทำดี คนชั่วย่อมทำชั่ว หรือคนย่อมทำทั้งดีทั้งชั่ว เท่าที่ตนเองมีภูมิและมีกรรมที่ทำจริง กรรมแบบพุทธที่ใช้ปฏิบัติมีกรรม 4 คือ อาชีวะ กัมมันตะ วจี สังกัปปะ ซึ่งจะต้องปฏิบัติให้สัมมาทั้ง 4 กรรม ด้วยการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์จึงจะบรรลุสัมมาสมาธิ ในทฤษฎีมรรคอันมีองค์ 8 เป็น อาริยสมาธิ ซึ่งจะไม่ใช่สมาธิสามัญทั่วไป ผลจึงจะเป็นมงคลอันอุดมเป็นที่สุด นั่นคือ ชีวิตคนผู้มีศิลปะแท้ของพุทธที่เป็นโลกุตระ ผู้รู้ จะรู้ความเป็นโลกุตระ ซึ่งเป็นศิลป์และศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่คนทุกคนที่ปฏิบัติธรรมสัมมาทิฏฐิ จะมีศิลป์และศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้จริง (ศิลป์นั้นขาดศาสตร์ไม่ได้ แต่ศาสตร์นั้นขาดศิลป์ได้) ผู้ไม่รู้ จะไม่รู้ แม้แต่ความเป็นตนขั้นองค์รวมของรูปนามที่เป็นสังโยชน์ข้อต้น สักกาย (คำว่ากายคือองค์รวม) หรือผู้พอรู้บ้าง ก็จะพอรู้ได้ตามภูมิตน เท่าที่จะสามารถรู้ ที่เริ่มไปจากตรรกะที่สัมมาทิฏฐิ วันนี้ขอถือโอกาสอันเป็นมงคลฤกษ์ ดียิ่ง เยี่ยมยิ่ง กล่าวถึง คนดีที่เป็น ตรีมูรติของไทย หมายความว่า ฉายาของคนผู้ที่มีกรรมเป็นประโยชน์มีคุณค่าต่อสังคม ซึ่งเป็นองค์ 3 กล่าวคือ คนไทย 3 คน ที่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในโลก และได้กระทำกรรมกิริยา หรืองานการต่างๆ นับองค์รวมแล้วเป็นประโยชน์มีคุณค่าจริงต่อสังคมอย่างยิ่ง ตามสัจจะแห่งสัจจะ หรือตามความจริงแห่งความจริง ไม่มีใครสามารถบิดเบี้ยวสัจจะ หรือแปลงแปรสัจจะนั้นๆ ไปจากสัจจะที่แต่ละคนทำจริงได้ ส่วนจะนับว่าดีหรือชั่วนั้น สัจจะย่อมเป็นสัจจะ ไม่มีใครบังอาจเก่งไปวินิจฉัยให้สัจจะผิดเพี้ยนไปจากสัจจะๆ ได้เป็นอันขาด กรรมเป็นอันทำ ใครทำจริงอย่างไร จะปกปิดซ่อนเร้น หรือจะโกหก ลดเลี้ยวเก่ง ฉลาดกลบเกลื่อนได้เยี่ยมอย่างไรก็ตาม สัจจะย่อมเป็นสัจจะ ชั่วคือชั่ว ดีคือดี แท้จริงเสมอ ซึ่งผู้ทำกรรมนั้นแล้ว องค์รวมของเนื้อแท้แห่งกรรมของท่านใด ที่มีมาก มีพอจนกระทั่งถือได้ว่า เป็นคุณค่าประโยชน์แท้ต่อสังคมต่อโลกที่สำคัญ เพราะการเสียสละ ต้องมีคำว่าเสียสละเป็นเกณฑ์ตัดสินสำคัญ คนที่ทำคุณค่าประโยชน์มาก แต่ไม่ใช่การเสียสละ กล่าวคือ รับสิ่งแลกเปลี่ยนแรงงาน หรือผลผลิตกลับคืนไป ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน เงินเบี้ยแลกกลับที่เป็นค่าแรงงานหรือผลผลิต เป็นของแลกเปลี่ยน เป็นการซื้อขายก็ตาม เป็นต้น จนเกินค่าของแรงงานหรือผลผลิต ก็จะไม่เหลือคุณค่าประโยชน์ จึงไม่มีรูปธรรมของคุณค่าประโยชน์แท้ หรือไม่มีการเสียสละที่แท้จริง นั่นคือไม่มีมูรติ หรือไม่มีรูปธรรมของคุณค่าประโยชน์แท้นั้นๆ ผู้ไม่มีรูปธรรมของคุณค่าประโยชน์แท้ ซึ่งรูปธรรมของคุณค่าประโยชน์แท้เป็นนามธรรมล้วนๆ ก็ไม่มีมูรติ รูปธรรมของคุณค่าประโยชน์แท้ที่เป็นนามธรรมนี้ มีฉายาภาวะเป็นบัญญัติว่า ศิวะ 1 ราม 1 พรหม 1 เป็นต้น หรือจะมีฉายาเป็นอย่างอื่นอีกที่เป็น สามเส้าแห่งคุณค่าประโยชน์ที่ให้แก่โลกแก่สังคม ล้วนคือ ตรีมูรติทั้งนั้น ซึ่งในโลกยุคนี้ จะมีสามเส้าแห่งคุณค่าประโยชน์ดังกล่าวนี้จริงแท้ อยู่ในเมืองไทยอันเป็นเมืองพุทธ ที่มีภูมิพุทธธรรมขั้นโลกุตระอยู่ในอนุสัยจิต (มิใช่อนุสัยกิเลสนะ) จึงจะนับได้ว่าเป็นตรีมูรติ ในเมืองไทยมีบุคคลเช่นนี้จริงในยุคกาลของโลกปัจจุบันนี้ ทั้ง 3 ท่านนี้ ล้วนมีกรรมมาในโลกแล้วเกินกว่า 80 ปี ทั้ง 3 ท่าน ผู้ไม่มีภูมิปรมัตถสัจจะ ขั้นโลกุตระที่สัมมาทิฏฐิจริงจะไม่สามารถเข้าใจสัจจะนี้ได้ มนุษย์ผู้ไม่รู้แจ้งจริงในสัจจะนั่นแหละที่เข้าใจสัจจะผิด มีมากมายนับ ไม่ถ้วน ดังนั้น ผู้จะรู้แจ้งจริงในสัจจะจริงแท้นั้นจึงยากสุดแสนยาก สัจจะมีทั้งสมมุติสัจจะ และทั้งปรมัตถสัจจะ โดยเฉพาะสัจจะที่เป็นโลกุตรธรรม คุณธรรม สามเส้าดังกล่าวนี้ จะเป็นผลธรรมที่อุ้มชูช่วยสังคมนั้นๆ อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างสุขุม คัมภีรามากยิ่ง ที่คนทั้งหลายจะเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เลย คนที่กล่าวถึงนี้ ในเมืองไทยผู้หนึ่งคือ ผู้มีฉายาว่า ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นสัจจะแท้ของคนผู้เกิดมาช่วยโลกช่วยสังคมได้ในยุคนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีพฤติภาพ หรือมีบุคลิกและกรรมที่ยากที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะท่านเป็นผู้มีสุลักษณะศิวะอย่างแท้จริง ก็ยากเหลือเกินที่จะอธิบายรายละเอียดของความเป็นศิวะ ก็ขอขยายความรู้ตามภูมิของอาตมาบ้างเท่านั้นว่า ความเป็นศิวะ ได้แก่ พฤติกรรมที่ทำหน้าที่สร้างสัจธรรมแท้ๆ ให้แก่โลกแก่สังคม แต่อยู่ในบุคลิกประหนึ่งผู้ทำลาย หรือผู้ปราบปรามสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ไม่ถูกไม่ต้องอย่างเอาจริงเอาจัง ให้เกิดประสิทธิภาพให้ได้เป็นมงคลอันอุดม ซึ่งเป็นศิลปะโลกุตระ กันจริงๆ จึงดูเหมือนหมายไปทั้งบุคลิก และกรรมคล้ายผู้รุนแรง หรือถึงขั้นมีผู้เข้าใจผิดไปว่า เป็นผู้ร้ายของสังคมกันปานฉะนั้นทีเดียว ซึ่งในคนไทยผู้ที่มีบุคลิก และกรรมดังว่านี้ เป็นใครก็คงจะไม่ยากที่จะพอรู้กันได้ เพราะเป็นคนไทยที่อายุกาลผ่านการกระทำจริงประพฤติปฏิบัติจริง มาเกินกว่า 80 ปีแล้ว ส่วนความเป็นรามหรือนารายณ์ที่เป็นอีกเส้าหนึ่งของตรีมูรตินั้น ได้แก่ พฤติกรรมที่ทำหน้าที่สร้างสัจธรรมแท้ๆ ให้แก่โลกแก่สังคม ซึ่งอยู่ในบุคลิกประหนึ่งผู้ประสมประสานปรานีปรานอมสังคมพฤติกรรมของสังคม ให้คน ทั้งหลายรู้สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ถูกต้อง ที่เป็นสัจจะแท้จริง ทั้งสมมุติสัจจะและ ปรมัตถสัจจะ ด้วยปัญญา อย่างกระจะกระจ่าง ให้เกิดประสิทธิภาพให้ได้เป็นมงคลอันอุดม ซึ่งเป็นศิลปะโลกุตระกันจริงๆ ซึ่งในคนไทยผู้ที่มีบุคลิก และกรรมดังว่านี้ จะเป็นใครก็คงไม่ยากที่พอจะรู้กันได้ เพราะเป็นคนไทยที่อายุกาลผ่านการกระทำจริงประพฤติปฏิบัติจริงมาเกินกว่า 80 ปีแล้วเช่นกัน และตรีมูรติอีกเส้าหนึ่งคือ ความเป็นพรหมนั้น ได้แก่ พฤติกรรมที่ทำหน้าที่สร้างสัจธรรมแท้ๆ ให้แก่โลกแก่สังคม อันอยู่ในบุคลิกของผู้สร้างแท้ๆตรงๆ ให้คนทั้งหลาย แม้แต่ชาวโลกก็รู้ก็เห็น ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วยศิลปะที่เป็นมงคลอันอุดม ซึ่งเป็นศิลปะโลกุตระกันจริงๆ แท้แน่นอน ซึ่งในคนไทยที่มีความเป็นพรหมนี้ จะเป็นท่านผู้ใดนั้น ขอให้เป็นการบ้าน ที่แสนง่าย หากคนไทยใจเป็นไทย รักชาติไทย บูชาวิญญาณความเป็นไทย เทิดทูนบรรพบุรุษไทย เลือดเนื้อเชื้อไทยแท้ๆ จะไม่ยากเลยที่จะพอรู้กันได้ ศิลปะโลกุตระนั้น คือ ศิลปะที่ไม่ใช่แค่ศิลปะโลกียะ จุดแบ่งโลกียะ กับ โลกุตระ อยู่ที่อกุศลจิตหรือกิเลสเป็นตัวชี้ค่า ถ้า..ผลงานใด หรือของใครสามารถทำให้อกุศลจิต หรือกิเลสของคนลด ละ จาง ลงได้ ก็เป็นโลกุตระ ถ้า..ผลงานใด หรือของใครสามารถทำให้จิตคนหรือกิเลสของคน เพิ่ม โต ใหญ่ หรือหนามากขึ้น ก็เป็นโลกียะ ศิลปะโลกุตระ คือ งานที่มีอิทธิพลถึงขั้นทำให้คนผู้เสพ ลดกิเลส ได้ พ่อครูว่า...อย่างธรรมกายเขาเอาด้านดีแค่ว่าไม่ไปทำอะไรใคร ไม่ว่าร้ายใคร แล้วก็เอาด้านราคะด้านกามมาทำให้คนหลง แล้วสะกดจิตคนได้ อันนี้เป็นปัญญาฉลาดเฉโกที่เห็นแก่ตัวกูของกู ไม่ใช่แบบปัญญาแท้จริง ถ้าผู้ใดรู้อาการจิต อ่านอาการจิตได้แม้เป็นนามธรรม ผู้นั้นคือ อาริยบุคคล คำว่าศิลปะทุกวันนี้ที่ประกอบจัดสัดส่วนกัน องค์ประกอบต่างๆ นั้น ก็มี component ที่เป็นองค์ประกอบเน้นๆ ถ้าอะไรที่จัดประกอบขึ้นที่มีฤทธิ์ ทำให้สงบให้หยุดให้นิ่ง ให้มันลงตัว สงบได้ ก็เรียกว่าเป็น composed ตรงตามเป้าหมายของผู้จัด ในส่วนประกอบต่างๆ composite ที่ผสมส่วนแล้วจะต้องมีสภาพทางชีวะอยู่ด้วย โดยเฉพาะจิตวิญญาณ โดยเฉพาะมนุษย์ ส่วนสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่มีภูมิถึงขีด องค์รวมต่างๆ ที่เรารวมกันจัดเข้า ก็จะเกิด composed เป็นปุ๋ยที่เรานำไปใช้ได้เลย ถ้างานใดสามารถทำให้ composure สำเร็จได้ก็ได้สัดส่วนเป็น compound เป็นสิ่งที่อยู่ในวงรอบในอาณัติที่เราจัดการได้ ได้เท่าไหร่ ก็ตามความสามารถที่เราทำได้ ในความสามารถของคนที่พยายามอยู่นี่ ยกตัวอย่างอาตมาทำงานกับสังคมกับ คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ทำงาน คุณสุลักษณ์ ก็มีมวล อาตมาก็มีมวล แต่ คุณสุลักษณ์ ทำงานก่อนอาตมา อาตมาทำงานโลกีย์ตั้ง 12 ปีกว่าจะออกมาทำงาน ก็มีรูปธรรมของมวล ของอาตมาก็ทำงานก็มีมวล ไม่ได้ยกตนข่มใคร แต่พูดสัจจะอ้างอิง ก็จะเกิดสภาพต่างกัน แต่อาตมาว่า อาตมาทำ Compromise ได้ดีกว่า คุณสุลักษณ์ ได้เนียนกว่าและแน่นกว่า จนเป็นรูปธรรมที่มีมวลเป็นชีวิตชีวาแก่นแกน เอาสัจจะไปพูดกัน ของอาตมาสามารถทำ concentrate ได้ชัดกว่าได้จริงกว่า ก็หมายความว่า อาตมาเอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาทำได้สัมมาทิฏฐิ จึงได้มนุษย์มาเป็นตัวตนเสียสละจริงๆ เอาชีวิตของเขาลดลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มารวมเป็นสังคม จนเกิดสังคมสาธารณโภคี เป็นไปไม่ง่าย ยุคพระพุทธเจ้าทำสังคมฆราวาสเป็นสาธารณโภคีไม่ได้ เพราะเป็น สมบูรณายาสิทธิราช พระพุทธเจ้าเลยเอาเฉพาะคนมาเข้ารีตของท่าน ท่านกำหนด จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ใครมาเข้ารีตคือคนของเรา เว้นขาดอย่างใดๆ มา ตั้งแต่งดเดรัจฉานวิชาที่เดี๋ยวนี้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ไม่ใช่พุทธเลย หรือเอาศีลมาปฏิบัติจนได้ผลไปตามลำดับของศีล ผู้ใดปฏิบัติแล้วเกิดผล ศีลไม่ใช่แค่ขัดเกลากายกับวาจา แต่ที่จริงศีลนั้นขัดเกลาจิตให้ได้จนเป็นอรหันต์ได้เลย ความไม่รู้สิ่งเหล่านี้ เถรสมาคมก็ยืนยันว่าตนเข้าใจทฤษฎีแบบนั้น อาตมาก็เข้าใจแบบอาตมา เถรสมาคมเอาไปปฏิบัติแล้วทั้งพระและฆราวาส ไม่ใช้เงินได้ไหม?.. ก็ไม่ได้.. แต่อาตมาเอาไปทำแล้วทั้งนักบวชและฆราวาส ไม่ใช้เงินได้ เพราะเป็นยุคสิทธิมนุษยชน ยุคประชาธิปไตย เป็นสังคมประชาธิปไตย คุณอยากไปอยู่กับธรรมกายก็ไป หรือไปอยู่กับเถรสมาคมก็ไป หรือจะไปอยู่กับพวกสะกดจิตดับดำก็ไปได้ อาตมาด่าธรรมกายเพราะสงสารเขา ถ้าไม่สงสารเขาก็ปล่อยให้เขาลงนรกลึกลงไปเรื่อยๆ สิ แต่นี่ตำหนิเขาให้เขาเลิกทำชั่ว กาละนี้อาตมาก็จะได้เปิดเผยสิ่งละเอียดพวกนี้ อาตมาทำงานมาเลย 45 ปีแล้ว ส่วนพระพุทธเจ้าท่านทำงาน 45 ปีก็ปรินิพพานแล้ว ในหลวงเราทำไมชื่อภูมิพล อาตมารู้ว่าทำไม ทำไม ส.ศิวรักษ์ ถึงชื่อนี้ อาตมารู้ ไม่มีในตำราเล่มไหน แต่อาตมาเห็นตาม มหาปเทส ตามสมควรเลยพูดไปตอนนี้ เช่น ขอยกตัวอย่างตัวเอง อาตมาออกมาบวชรู้ว่าตนคือโพธิสัตว์ ตอนแรกประกาศว่าตนคือโพธิสัตว์ระดับ 7 แต่พอประกาศไปก็ไม่มีหลักฐาน แต่ว่าทุกวันนี้ ก็มีหลักฐานประกอบ อย่างบ้าๆ บอๆ เช่นนี้ก็มี (ชี้ไปที่ไม้ร่ม) แต่ก็มีแบบนี้ จะว่าสกปรกก็ไม่สกปรก แต่ว่าสะอาดอย่างสกปรก ผ้าไม่ขาดก็ฉีกให้ขาด แล้วเอาเชือกผูกบอกว่าเสื้อผูกขาด ไปสอนหนังสือก็เอาผูกสากกะเบือไปแทนเนคไท แม้แต่ร้องเพลงก็ร้องบ้าๆ บอๆ ใครจะกล้าร้องแบบนี้ คือลักษณะของเขามีสุนทรีย์ชี้ชวนให้คนดูคนชม อะไรวะมันทำได้แปลกๆ ร้อนบ้างเย็นบ้าง แปลกบ้าง มีโลกียะประกอบ ศิลปะต้องมีสองอย่าง มีสุนทรียศิลป์กับสารศิลป์ สาระคือจุดหมาย เนื้อแท้ คืออะไร ส่วนสุนทรีย์เป็นสิ่งประกอบ ให้มีแค่ 30% ก็พอ แต่ถ้ามีแต่สาระศิลป์อย่างเดียวก็เป็นแค่สารคดี แต่ทุกวันนี้ เป็นแต่สุนทรียศิลป์ เข้าถึงจิตวิญญาณไหม? ก็ถ้าเห็นแล้วกระตุกจิตวิญญาณให้เห็นกิเลส แล้วกิเลสเราลดได้ จะว่างานประติมากรรม จิตรกรรม วรรณกรรม นาฏกรรม เป็นต้น เดี๋ยวนี้มี พาณิชศิลป์ เช่น การชงเหล้าบ้าๆ บอๆ พิสดาร พิการไปหมด
ขอแนะนำและอธิบายไปในที มาแนะนำศิลปินที่อยู่ข้างอาตมานี้ 1. คนแรกชื่อแสงศิลป์ แปลว่ามีแสง มีราศีศิลป์ออกมา อาตมาไม่ได้ตั้งชื่อเขา พ่อแม่เขาตั้งให้ด้วย ทำไมต้องชื่อแสงศิลป์ ไม่มีใครรู้จัก ไม่ดังเท่า เฉลิมชัยหรือ ถวัลย์ดัชนี ซึ่งสองคนนี้ไม่ใช่ศิลปะแต่เป็นช่างฝีมือ ถวัลย์นั้นพอมีศิลปะ แต่ว่า เฉลิมชัย นั้น ไม่มีเลย แต่พูดมากไม่ได้เขาด่าเก่ง แต่ที่ด่าฉอดๆ นั้นคือ อิตถีภาวะของเขาทั้งนั้น เอาล่ะพูดแค่นี้เดี๋ยวเขาด่าจริงๆ 2. คุณไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก 3. คุณสู่แดนธรรม นาวาบุญนิยม 4. คุณเพชรพันศิลป์ มุนีเวช อย่างงานปั้นเสาระฆัง 4 ทิศเป็นศิลปะจาก 4 ประเทศ แสงศิลป์เขาก็ทำได้ ให้ปั้นพระพุทธรูปปางตรีลักษณ์ คือพระพุทธาภิธรรมนิมิต และ พระพุทธรูปปางวิชิตอวิชชา ก็ทำไปแม้ฉุกละหุกเอาไปออกงานทันเวลาได้
_ ไม้ร่ม ธร รมชาติอโศก...กราบแทบเท้าพ่อท่าน พ่อท่านมาจากคำว่า พุทธะ เป็นศิลปินโลกุตระคนเดียว ที่ผมต้องหลั่งน้ำตาให้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ก่อนอื่นวันนี้เป็นวันเปิดโลกศิลปะโลกุตระ เป็นการโยนหินถามทาง ใครเข้ามาสันติอโศกวันนี้จะเห็นว่าร้านโชห่วยถูกหินกลิ้งทับหายไปหมดแล้ว ที่นี่น่าจะเป็นโชว์รูมมากกว่า บทกวี ... ศิลปินโลกุตระ ศิลปินเป็นพระเจ้าชาวเวหา จินตนาหลั่งไหลดั่งใจฝัน เทิดอุทิศกิจกรรมสิ่งสำคัญ สื่อศีลอันพิสุทธิ์โลกุตระการ... มุทิตาอุเบกขาปัญญาญาณ เป็นการงานหน้าที่... ศิลปิน เริ่มขึ้นมาก็เพราะผู้ชายมักถูกหลอกทางหู ผู้หญิงมักถูกหลอกทางตา ผู้หญิงจึงต้องแต่งหน้า ผู้ชายจึงต้องแต่งเรื่อง แรกสุดศิลปะเกิดในถ้ำที่เป็น หลักฐาน จากนั้นศิลปะได้เข้าไปในวัดวาในเมือง จนสุดท้ายอยู่ใต้เท้าผู้ปกครอง แล้วศิลปะเหล่านั้นเลยถูกบงการตามผู้อยู่เหนือ จนกลายเป็นงานฝีมือ หรือกลายเป็นงานภาพประกอบเรื่องราวในพระเจ้า จนกลายเป็นน้ำเน่าจักรๆ วงศ์ๆ มี แวนโก๊ะเป็นบุคคลชั้นเลิศผู้ที่ไม่ทำน้ำเน่าต่ออีก แต่แวนโก๊ะจะเปิดทางให้น้ำดีไหลเข้ามา แต่เขาไม่ได้เป็นศิลปินโลกุตระ เขาเลยต้องตัดหูให้ผู้หญิงที่เขารัก นี่เป็นภาพทุ่งข้าวสาลีที่เขายิงตัวตาย เขาเลยไม่ได้เป็นศิลปินโลกุตระ มานั่งพูดกับเราตรงนี้ได้ ส่วนปิกัสโซ่นั้นมีศิลปะโลกุตระออกมา แต่พวก abstract art นั้น ผมเองใช้ตนเองแสดงเสื้อผ้าผูกขาด เดินไปไหนมาไหนก็แสดงตัว ผมไปไหนมาไหนถูกคนถ่ายภาพ ผมร้องเพลงเดียวคนเอาไปลงยูทูป คนมาดูกว่าห้าแสนคน ศิลปินโลกุตระต้องมีหัวใจสีชมพู ห้องหัวใจมีสี่ห้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้าไม่มีอุเบกขาแล้วเป็นศิลปินพรมเช็ดเท้า
_สู่แดนธรรม...วันนี้ได้ชัดเจนขึ้นว่าศิลปะโลกุตระคืออย่างไร จะให้ทำอย่างไรที่จะสรรสร้างศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรมที่ผู้รับสัมผัสกระทบสัมผัสได้ปล่อยปละละวางเหตุแห่งทุกข์ได้นั้น ขอสารภาพว่าอีกไม่รู้กี่ปีผมจะทำได้ ผมมาชุมชนปฐมอโศกครั้งแรก ได้ฟังเทศน์ว่า ผู้มาคือผู้มา ผู้ไม่มาคือผู้ไม่มา พ่อท่านแสดงเป็นพระศิวะฉาดฉานหงายหรือคว่ำ ทำให้ผมมีหูทิพย์ ว่าพ่อท่านไม่ได้โกรธ แต่พูดตรงเร็วจริงแรง ให้ผมได้เกิดหูทิพย์ขึ้นมาได้ พ่อครูว่า...โกรธมันสุขดีไหม? _สู่แดนธรรมว่า...ไม่หรอกครับ ส่วนคนที่เข้าใจว่าพ่อท่านด่าเขา เขาก็โกรธ ผูกใจเจ็บไป แต่พ่อท่านบอกว่า อาตมาด่าคุณเอาบุญนะ
_เพชรพันศิลป์...ผมเองเป็นเหมือนผู้รับใช้มากกว่า มีงานอะไรมาให้เรา เราก็แค่ขอผลสรุปของมติจากที่ประชุมให้ทำงานชิ้นนี้นะ เราก็ทำ ความเป็นศิลปินโลกุตระนั้น ยิ่งทำงานก็ยิ่งลดตัวลดตน ใครจะติใครจะเปลี่ยนแปลงเราก็ได้ให้ดีขึ้น ดูผลงานดีกว่า...
_คุณแทน ราศนา ...ผมเคยร่วมงานศิลปะที่สวนลุมฯ มีน้องวสันต์ คุณดินหิน ผมเรียนจบช่างศิลป์ ก็สงสัยว่า ทำไมประติมากรรม จิตรกรรมเรียนกัน 5 ปี ผมเรียน 5 เดือนก็จบแล้วไม่ต่อ ก็ไปเรียนอย่างอื่นต่อ ผมมาทำงานศิลปะตอน อายุมากแล้ว ก็เลยจะมารื้อฟื้นงานศิลปะอีกครั้ง ผมจะเดินตามแนวที่พ่อท่านบอกคือศิลปะโลกุตระ
_คุณวสันต์ สิทธิเขตต์...ผมเองเรียนศิลปะช่างศิลป์ ศิลปะคืออาวุธใช้ขุดโค่นอำนาจร้าย ต้องพลีชีพทั้งใจกาย คือความหมายของศิลปิน...มีบทกวีอีกหลายบท ที่มีพลังทำให้เกิดแรงบันดาลใจ… พ่อครูว่า...ศิลปะต้องเกิดจากปัญญา เกิดจากความรู้ การไม่มีเจตนา แต่บังเอิญ ทำมาแล้วคนไปสัมผัสแล้วมันเกิดความรู้สึกบันดาลใจได้ มันก็เป็นความพอเหมาะพอดีได้ ในคนก็จะใช้ฝีมือ ที่เรียกว่าช่าง มาปั้นแต่ง กลิ่น รส รูป ทำขึ้นมาแล้วส่วนมากแล้วทำรับใช้ ไม่รับใช้ผู้อื่นก็รับใช้บำเรออัตตาตัวเอง คนอื่นไม่ชอบแต่ตนชอบก็ได้ หรือคนอื่นชอบชมด้วย เช่น แม่ครัวก็ปรุงอาหารให้ตรงใจคนอื่น เราก็พอใจ เหมือนธรรมกายเอาวิมานมาหลอกคนให้รวยไม่มีสิ้นสุด คนก็ชอบใจแล้วสะกดจิตว่าตนได้ๆ จิตคนก็คิดเองไปทั้งนั้น สรุปคือไม่ใช่ศิลปะ แต่เป็นแค่ช่างฝีมือ ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม กิเลสลด คนทำให้กิเลสลด ไม่ได้เงิน ไม่ได้ชื่อเสียงหรอก อย่างไม้ร่มมีชื่อกว่าอาตมามาก อาตมาไม่เห็นว่าไม้ร่มจะใหญ่กว่าอาตมานะ เขาทำปรุงแต่งออกแบบอะไรมากมาย สิ่งเหล่านี้ยกตัวอย่างจะได้เข้าใจ เวลาสุดท้ายมีใครตกหล่นไหม
_คุณจุ๋ม วงด่านเกวียน นักดนตรี ว่า...มีแต่ศิลปะที่เป็นทางสายกลางให้ตนพ้นจากโลกีย์จากอัตตาหรือสิ่งภายนอกก็ตาม เป็นทางสายกลาง ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นมีส่วนร่วม ก็ขอขอบพระคุณท่านพ่อด้วยนะครับ
_อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ถามว่า......วันนี้เราคุยเรื่องศิลปะว่า ถ้างานใด ลดกิเลสได้เรียกว่า ศิลปะโลกุตระ งานใดที่ทำให้คนยึดกิเลสมากขึ้นเรียกว่า โลกียะ ไม่เรียกศิลปะ ในศาสนาพุทธ มีศีล 8 ซึ่งบางท่านยึดศีล 8 แล้วมีความกังวล เกี่ยวกับการประโคม ร้องเพลง ไม่แน่ใจว่าผิดศีลไหม แม้ในต่างประเทศ บางศาสนาใช้เสียงในการกล่อมเกลาจิตใจ แม้พุทธบางนิกายก็ใช้เสียงเพลงด้วย ศีล 8 จะไปกับศิลปะโลกุตระได้อย่างไร? พ่อครูว่า...ศีล 8 ให้ละเว้น ให้เรียนรู้ลดกิเลสจากสิ่งยั่วยวน ดอกไม้ ของหอม สิ่งพอกทาตกแต่ง สิ่งเหล่านี้สัมผัสแล้วทำให้เกิดกิเลส ทั้งกาม ทั้งอยากใหญ่โต เป็นไปเพื่อกามคุณ 5 กระทำอยากใหญ่อยากมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่แสดงงาน หรือทำงานออกมาแล้วให้คนได้รับเสพสัมผัสแล้ว กิเลสอยากสัมผัสกามคุณ 5 ลดลง อัตตาอยากใหญ่อยากมากลดลงคือโลกุตระ ศีล 5 นี้ลดกิเลสระดับศีล 5 เท่านั้น มีกามคุณพอสมควร ไม่จัดจ้านได้ ถ้าคุณติดมากก็ต้องเว้นห่าง ต้องพรากจากเสียก่อน เอาไม้ที่ชุ่มด้วยยางพรากจากน้ำเสียก่อน แต่เมื่อทำได้แล้วก็เข้าไปอยู่ได้ เราไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแล้ว ก็ไปอยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ติด แต่คนมักเอาไปหลอกคนว่าตนไม่ติดยึด แต่ว่าหลอกคนอื่น เพราะฉะนั้นความบริสุทธิ์นั้นอยู่ที่เฉพาะตัวเขา สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง การทำศีลนั้นทำไปเพื่อลดละไปตามลำดับ
_คุณหงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ...เดิมทีผมคิดว่าวันนี้จะไม่มา เพราะเมื่อวานมาแล้ว งาน 84 ปี อ.สุลักษณ์ แต่พอฟังหัวข้อแล้วไม่มาไม่ได้ ศิลปะโลกุตระ ขอแนะนำตัวว่า ผมทำงานศิลปะไม่ได้จบจากที่ใด แต่มีความฝัน ตอนเด็กผมดูหน้ากากเสือการ์ตูน หน้ากากเสือเติบโตจากมูลนิธิเด็ก แล้วมาเติบโตมีคุณธรรม เขาต่อสู้แล้วได้เงินก็เอาไปจุนเจือบ้านเด็กกำพร้า ผมฝึกฝนทำงานศิลปะ รับจ้างเขียนรูปเหมือนเป็นสิบๆ ปี วันหนึ่งได้ทำ gallery ได้รู้จักพี่วสันต์และคนอื่นๆ การทำงานศิลปะทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น แล้วได้ทำงานเพื่อสังคม ช่วงผมทำ gallery ก็ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ทำ แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำคือช่วยกันคิดช่วยผลักดันทำงานเพื่อสังคมมาตลอดมา ถึงช่วงที่ได้ใกล้ชิดท่านอังคาร อ.สุลักษณ์ ก็ทำให้เกิดแนวคิด มีจิตวิญญาณทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น
พ่อครูว่า... มีคำถามมาว่าผลงานอย่างแสงศิลป์ เป็นโลกุตระอย่างไร? ก็ให้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive