590909_พุทธศาสนาตามภูมิ ตอบปัญหาพาล้างภพชาติ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590909 พุทธศาสนาตามภูมิ ตอบปัญหาพาล้างภพชาติ

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2559 ขึ้น 8 ค่ำเดือน 10 ปีวอก วันพระน้อย ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็มาฟังกันไป แต่ละวันๆ เหนื่อยฟังกันบ้างไหม แล้วคุณว่าอาตมาเหนื่อยพูดไหม? มันก็เหนื่อยบ้าง เพราะใช้แคลอรี่พูด ต้องใช้พลังความคิด ไม่ใช่พูดไปสุ่มสี่สุ่มห้า หนึ่งต้องใช้ concentrate นึกถึงสิ่งที่ควรจะพูดก็จ่ายแคลอรี่ไปก็เหนื่อยบ้าง เหนื่อยแน่ แต่จะเหนื่อยก็เป็นงานที่อาตมาเต็มใจจะออกมาทำตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ไม่มีองศาที่จะเปลี่ยนทิศทางกลับไป นับวันจะยิ่งแม่นมั่น มั่นใจว่าเราเดินทางถูกแล้ว จะเจออุปสรรคอะไรก็ยิ่งชัดเจน เช่นอาตมามาบรรยายไปแล้วนี่ กระแสหลักท่านค้านแย้งอาตมาเลย ก็ยิ่งชัด ถ้าไม่ค้านก็ไม่ชัด ถ้าไม่เช่นนั้นอาตมาก็ต้องปฏิบัติกับกระแสหลักไป แต่เพราะออกมาแล้วอาตมาออกมาพูดก็คนละขั้วเลย แล้วเขาก็แสดงออกมาชัดเจน มันไม่ได้เป็นการชี้บ่งว่าอาตมามาถูกแล้ว ถ้าอาตมาไม่มานี่เลอะไปใหญ่เลย ไม่มีอะไรต้านไม่มีอะไรมาท้วง เพื่อที่จะเกิดสิ่งที่เข้ามาแก้ไขปรับปรุงเปรียบเทียบให้คนเลือกว่าอะไรเป็นธรรมวาที อะไรเป็นอธรรมวาที จะได้ชัดเจน อาตมาเอามาบรรยายให้พวกคุณเข้าใจ แล้วปฏิบัติได้มาอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ จนเขาหาว่าเป็นนิกาย มาค้านแย้งนิกายหลักของประเทศ นิกายหลักสองอย่างในประเทศเขาก็ไปกันได้แล้ว ทำไมคณะนี้มาค้านแย้ง เขาก็จะมาจัดการ แต่ทุกวันนี้ก็ลงตัว ต่างคนต่างนานาสังวาส ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างเป็น ก็ชัดเจน ซึ่งอาตมาก็พูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง พูดซ้ำวนไปซ้ำซากอยู่นั่นแหละ แต่ที่พูดนี้จากใจจริง เห็นเช่นนั้นเป็นเช่นนั้น ว่าชีวิตคนถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วมันหมดท่า อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้ว่า คนเราถ้าเผื

อ่านต่อ

่อว่าไม่ได้สดับธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะมา ละหน่ายคลาย สิ่งที่ควรละหน่ายคลาย *ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลายเท่านั้น * ปุถุชนผู้มิได้สดับ ธรรมะอันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นความจริงอันประเสริฐอันยิ่งใหญ่ ผู้เป็นอาริยะจึงจะฟังแล้วศรัทธาเลื่อมใส เริ่มแรกแล้วสะดุด สะดุดแล้วก็เงี่ยโสตสดับ ซึ่งมันไม่เป็นไปตามครรลองของปุถุชนของโลกสามัญ ผู้สะดุดและเงี่ยโสตสดับตั้งใจรับฟังด้วยดี ก็จะเกิดปัญญาเกิดความเข้าใจ ฟังไปๆ ยิ่งฟังมากเข้าๆ ก็จะอ๋อ มันจะเกิดขยายความละเอียด เปรียบเทียบกับที่เราอยู่กับโลกีย์ ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาพอสมควร มีเหตุต่างๆมาเปรียบเทียบ แล้วเราจะได้ฟังถึงความหมายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าคำสอนของท่านเป็นโลกุตระที่ทวนกระแสกับโลกียของปุถุชน มันคนละทาง ทางนิพพานกับทางโลกมันคนละทาง สวนทางกัน เดินกันคนละทิศทาง

*ผู้เข้ากระแสเรียกว่า โสตาปันนะ แล้วเข้าไปเรื่อยๆ เป็นลำดับ ... 1. โสตาปันนะ (เข้าสู่กระแสโลกใหม่คือโลกุตระ) 2. อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา) 3. นิยตะ (เที่ยงแท้แน่นอนสู่มรรคผลที่สูงขึ้น) 4. สัมโพธิปรายนะ (มุ่งตรัสรู้ในภายหน้า)

ทิศทางของความเจริญนั้น โลกียะมันคนละอย่างกับของโลกุตระ มันคนละทางกัน เจริญแบบนั้นกลับมีลาภยศสรรเสริญมาก แต่โลกุตระนั้นกลับกันคนละทางเลย มันเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความระงับไม่ก่อโทษภัยก่อเวรเลย ปัญญาที่เห็นจริงเช่นนี้นั่นแหละ คือคนที่ไปโลกุตระแน่ พวกเราที่ฟังๆตรวจสอบตัวเองว่ามีสภาวะอย่างที่อาตมาพูดนี้ไหม?..(มี)...อวดอุตริมนุสธรรมนี่นะ …

มาอ่าน sms ขยายความกันดู SMS 8 September 2016 _ 0893867xxx ขอบคุณ นร.สัมมาฯกับทุก คำตอบจากพ่อครูทำให้รู้จักความซ้ำซากจำเจร่วมกันโดยไม่มีเบื่อหน่าย!คน อยู่กับเรื่องเดิมหายเซ็งเลย!สกก. _0893867xxx ทานที่ทำถูกตรงสัมมาทิฎฐิ10ต้องมีมิตรดีฤาสัตตบุรุษทำให้การทำทานต้องมนสิกโรติอย่างไร จึงจะอัตถิ!ฤามีผลโลกียะ ผลโลกุตระเป็นอย่างไร?สกก. ตอบ .. คำว่า มนสิกโรติ ท่านไปแปลว่าใส่ใจ ถ้าไม่ใส่ใจก็ อโยนิโสมนสิการ อาตมาว่าคำว่าใส่ใจนั้นน้ำหนักไม่พอ แต่มันต้องทำ คำว่า การ หรือกโรติ แปลว่าการกระทำ มันต้องทำใจของเรา มนสิที่ใจเรา พยัญชนะก็ชัดๆ ว่า ต้องทำ คำว่าทำนี้มันกินความลึก คือจัดการกับใจเราทำให้ใจเรามันเป็นเลย ใจเราเป็นโลกียะ เราก็ต้องทำให้ใจเราเป็นอาการใหม่ จะจัดการ จะมีฝีมือเป็นช่าง เป็นผู้แก้ไขปรับปรุงจัดการ (ภาษาบาลีเรียกว่าอภิสังขาร ) เปลี่ยนแปลงใจเลย ไม่ใช่ใส่ใจก็แค่ใส่ใจสนใจเอาใจใส่ มันไม่พอ อาตมาอธิบายทุกวันนี้ ก็อธิบายว่าทำใจในใจอย่างไร? ที่อธิบายถึง *อาการ ลิงค นิมิต* ก็เอาหัวข้อธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความ เพื่อให้รู้ จิตเจตสิกต่างๆ แล้วเราก็ไปทำให้มันเปลี่ยนแปลงลักษณะใจเราให้ได้ ให้เป็นโลกุตรจิตถาวรเลย นั่นแหละจบ ไม่ใช่โลกียะสามัญปุถุชน เป็นคนโลกใหม่ ไม่ใช่โลกโลกียะเก่า จะบอกว่าอย่างไรก็ที่พูดทุกวันนี้ เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลาย แก้ไขจิตที่วนเวียนอย่างปุถุชนมีนรกสวรรค์วนอยู่อย่างนี้ ลงนรกขึ้นสวรรค์ ตกนรกขึ้นสวรรค์หมุนวนเช่นนี้ เรียกว่า * อาคามี * ต้องหมุนเวียนตลอดกาล ต้องทำให้เป็น * อนาคามี ไม่หมุนเวียนตลอดกาล ในความรู้ ความเห็นต้องเข้าใจตั้งเเต่ ทิฏฐิตัวแรกเลย (ในสัมมาทิฏฐิ10) พระพุท ธเจ้าก็กล่าวถึงเรื่อง * ทาน * ทานอย่างไรมีผล ทานอย่างไรไม่มีผล ต้องฟังจากมิตรดีที่สัมมาทิฏฐิ ถ้าใจคุณสัมผัสไม่ได้ ไม่รู้จักกาย หรือเข้าใจคำว่ากาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็จะไม่ชัดเจนว่า กายเป็นธรรมะสอง กายต้องมีรูปกับนามเสมอ สัมผัสกันอยู่ เมื่อสัมผัสแล้วเกิด ภาวะที่สาม เรียกว่าสังขารปรุงแต่ง เราก็เรียนรู้อันนั้นเรียกว่าองค์ประชุมของกาย ท่านก็ให้พิจารณาโดยการปฏิบัติโ ลกุตระ หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ตัวแรกคือ กายในกาย จะมีกายนอกกาย แล้วจะมีกายในกาย ท่านไม่ได้บอกว่า สติปัฏฐานให้เน้นกายนอกกาย แต่ให้พิจารณา *กายในกาย* หากเข้าใจ กาย เป็นแค่หนึ่งเดียวก็จบเลย กายในกาย มันเป็นอย่างไรก็กายมันข้างนอก? ใช่ไหม? ก็เลยเข้าใจเพี้ยนจากองค์ประชุมของรูปนาม กลายเป็นรูปร่างเลย คนที่เข้าใจผิดเช่นนี้ เขาก็จะบอกว่า รูปร่างข้างนอก ก็ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เอารูปก่อน …. เขา ก็จะเห็นรูปข้างนอกว่า อ๋อ! นี่คือกาย กายในกายก็เห็นรูปข้างใน ก็เลยเห็นรูปร่างคนมีหัว มีขาแขน ก็เห็นแล้วกายในกายมีรูปร่างข้างใน แม้ไม่หลับตาก็นึกภาพข้างในว่าเป็นรูป เป็นร่าง จึงเข้าใจไปว่า อันนั้นแหละคือใน คือกายใน เป็นรูปที่อยู่ในกาย ที่จริงก็ไม่ผิดนะ แต่มันจะผิดตรงที่ว่ามีรูปมีร่าง กระทบแล้วเป็นกายสังขาร องค์ประชุมรูปนามปรุงแต่งภายใน เมื่อท่านสอนให้ทำ กายสังขาร สงบ รำงับ (ปัสสัมภยัง กายสังขารัง) ก็สับสนสิ ถ้าหลับตาก็จะเห็นภาพ ไม่หลับตาก็นึกภาพ กระด็อกกระแด๊กของรูปนี้ให้นิ่งเฉยอย่ากระดุกกระดิกนะ นี่เขาว่าสงบรำงับ เขาเข้าใจ(ผิด)ว่า กายในกายนี้หมายถึงภายใน ถ้าจะหมายข้างนอก ต้องหมายถึงกรรม กายวิญญัติ การเคลื่อนไหวเป็นนัจจะ คีตะ วาทิตะ ก็ทำให้ระงับ คือให้นิ่งๆ อย่าให้ปุบปับ ให้ช้าๆ สงบรำงับลงมา อย่าให้แรง ให้เบาๆๆ ก็เข้าใจเช่นนี้ ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย ขอยืนยันว่าไม่ใช่ กายสงบระงับไม่ใช่เช่นนี้เลยขอยืนยัน * กาย สงบระงับ หมายถึง การระงับ กายที่มันทุจริต วจีกรรมที่ทุจริต เรียกว่า อกุศล แล้วก็ระงับจาก อกุศลจิตนี้ อย่างนี้ใช่ นี่คือ * กายวิญญัติ จะบอกว่า *กายสังขารภายนอก ก็ใช่ แล้วจะบอกว่า * ปัสสัมภยังกายสังขารัง คือ ระงับอกุศล อย่างนี้เรียกว่ามีปัญญาใช้ได้ ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แต่คุณจะทำสัมมาอาชีพอย่างแคล่วคล่องว่องไว แต่ไม่ทุจริตไม่อกุศล ทำแต่กุศลทำแต่สิ่งที่ดีเลยอย่างนี้คือ *ปัสสัมภยังกายสังขารัง*ถูกต้องใช้ได้ ทำสัมมาอาชีวะให้พ้น มิจฉาอาชีวะ 5 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง คำว่า ลปนะ แปลว่าคำพูด คืออาชีพหลอกลวง 3 . การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเลี่ยง-ยังไม่แน่แท้ โดยอรรถ คือคุณกำลังรู้แล้วว่ากำลังจะปรับปรุงอาชีพของคุณ ที่มันโกง มันทุจริต มันหลอกลวง มันเป็นอกุศล คุณก็จะต้องตั้งใจเลยว่าคุณจะไม่ทำ จะหยุด จะไม่ให้มันมีทุจริตมา ให้มามีกุศลนี้ให้ได้ คุณก็เริ่มต้นทำ ถ้าคุณบอกว่าเป็นนักการเมือง ก็บอกว่าพร้อมจะหยุดแล้ว ไม่โกงอีก แล้วคุณก็ทำนั่นแหละ คือตั้งใจทำ ถ้ามันทำไม่ได้ คุณบอกกับประชาชนว่า จะไม่โกง แต่คุณก็ไปโกง คุณก็ตลบตะแลงพูดไม่จริง หรือคุณตั้งใจของคุณเองก็ตลบแตลงต่อตัวเอง เนมิตกตา คือผู้กำลังปฏิบัติแล้วพยายามแก้ไขตัวเอง พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าทำได้ก็ผ่าน เป็นโชคเลย เหมือนคุณกำลังเสี่ยงโชคว่าจะได้หรือไม่ได้หนอ ก็ทำให้ได้ เมื่อทำได้ก็ผ่าน เนมิตกตา จนทำได้แข็งแรงตั้งมั่นสำเร็จทุจริตนี้เลิกได้ กลับเป็นอาชีพที่บริสุทธิ์แล้ว ถ้าคุณไม่ทำแล้วในอกุศลนี้ คุณจะค้าขายทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ เป็นนักกสิกรรม เป็นวิศวกรรมสร้างอะไรต่างๆ ก็ทำให้มันสุจริต ไม่มีผิดเพี้ยน ไม่มีอกุศลอะไร เมื่อคุณทำได้แข็งแรงแล้วขั้นต่อไปก็มีอีกคือ 4 . การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) คุณได้แล้วแต่อย่าไปร่วมมือกับคนที่ผิด อย่าไปผสมผสานเหมือนกับเขา เช่น คุณทำได้เป็นคนบริสุทธิ์แล้ว เมื่อมีโรงงาน หนึ่งหรือมีบริษัทหนึ่ง กิจการบริษัทนั้นหรือโรงงานนั้นมันขี้โกง มันมีทุจริต แต่คุณก็ยังไปร่วมเข้าไปอยู่ในบริษัทนั้น ไปทำงานในกลุ่มธุรกิจกลุ่มนั้น อย่าไปร่วมมือกับคนผิดไม่มอบตัวกับคนผิด กับทางที่ผิด นี่เป็นอาชีพที่สูงขึ้นขั้นที่ 4 เพราะ ฉะนั้นคุณทำได้บริสุทธิ์แล้ว พ้นเนมิตกตาแล้ว คุณกระทำของคุณหรืออยู่กับหมู่ที่เขาทำทุจริตได้ร่วมกันช่วยกันอย่างเช่นทุกคราวนี้ อย่าไปอยู่กับพวกคนผิด ขั้นที่ 4 นี้จึงเป็นอาชีพที่กันบุคคลอย่าให้ไปส่งเสริมอกุศล จะเป็นบริษัทยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงหรูหราร่ำรวยหรือจะเป็นธุรกิจ เป็นคณะราชการการเมืองมีพรรคพวกอย่างไร ถ้าทำทุจริตไม่ซื่อสัตย์จะไปไม่ร่วม 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) ข้อนี้ถ้าใครเข้าใจแล้วปฏิบัติได้จริงๆ มันเป็นความสุดยอดของมนุษยชาติแต่ละคน และสุดยอดของสังคมด้วย ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา ก็คือทำงานฟรี ทำงานไม่ใช้ลาภแลกลาภ ได้ค่าจ้าง หรือแลกวัตถุ แลกค่าจ้าง ได้ค่าเทศน์ ได้ค่าบรรยาย ได้ค่าความคิด ทำงานแล้วเอาลาภแลกลาภ ของเราให้ลาภแก่เขา แต่เราไม่ได้เอาอะไรคืนจากเขา สรุป แล้วการทำงานของ คนผู้สัมมาทิฏฐิ พ้นมิจฉาทิฏฐิ 5 คือ คนทำงานฟรีเสียสละทำงาน ไม่ต้องการอะไรแลกเปลี่ยนมาตอบแทนเลย เป็นสัมมาอาชีวะสูงสุด ถ้ายังทำงานรับรายได้อยู่ ก็ไม่พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 มีในพระไตรปิฎกชัดเจนแต่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)

อาตมาว่าคนที่เจอในพระไตรปิฎกมีเหมือนกัน แต่เขาไม่กล้าเอามาพูด อาชีพที่ทำงานฟรีจะอยู่ได้อย่างไร เขาจะคิดไม่ออกเลยว่าจะอยู่ได้อย่างไร คนเดียว พระพุทธเจ้าพูดผิดหรือเปล่า แต่ทุกวันนี้เป็นไปได้ไหมทำงานฟรีเสียสละไม่เอาอะไรตอบแทนได้ไหม ….ตอบกันว่าได้ เป็นไปได้ อาตมานำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาให้ปฏิบัติ อธิบายแล้วพวกเราก็เห็นภาพแปลกดี ทำงานฟรี อย่างคนข้างนอกไม่ได้ยินได้ฟัง อาตมาอธิบายให้ฟังเขาก็ได้ฟัง แล้วก็บอกว่าสัมมาอาชีพเป็นอย่างนี้หรือ ถึงขั้นอย่างนี้เหรอ ถึงขั้นทำงานไม่เอาอะไรแลกเปลี่ยนเลย ทำงานฟรีเสียสละหมดเลย แล้วจะอยู่ได้ยังไง ถ้าจะบอกว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติอย่างนี้จริงหรือ ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ที่เชิญมาพิสูจน์ได้ แล้วพวกคุณจะมาเสแสร้งกดข่มไว้เฉย ๆ หรือเปล่า หลอกพระโพธิรักษ์ให้ดีใจว่าทำได้ แต่กดข่มอดทน ใครเตรียมตัวจะไปเมื่อไหร่นี้บอกหน่อย ใครมีกำหนดอีกนานเท่าไหร่ มาทำทีหลอกให้โพธิรักษ์บอกว่า หลงตัวเองสอนเก่ง แล้วใครว่าพวกเราทำได้ไหม …..ได้ (เสียงตอ บ) มันเป็นเรื่องที่เกินจะเชื่อเกินสามัญที่จะคิด อาตมาว่า ลัทธิความเชื่อของอาจารย์ เจ้าสำนักไหนที่ไม่ใช่ของพุทธ หรือแม้แต่ของพุทธก็คงไม่มีใครพูดอย่างอาตมาพูด ที่จะมาพูดถึงการให้มาทำงานฟรี ถึงสาธารณโภคีนี้ ถ้าคาร์ลมาก ซ์ มาพูดกันอย่างลึกๆ คงสนุก คาร์ลมากซ์นั้นก็คงคิดทำ แต่คงคิดไม่ถึง แกใช้วิธีกดข่ม ทฤษฎีใช้ อำนาจตั้งกฏหมาย ระเบียบ มารวมหมู่เพื่อแจกแบ่งให้เสมอภาค ถ้าคนเดียวพลังไม่พอก็ต้องใช้หมู่กลุ่มมามีอำนาจ เป็นเผด็จการหมู่แล้วทำตามกฏเกณฑ์คอมมิวนิสต์ ก็ทำได้ เขาก็มักน้อยสันโดษนะ พยายามให้เสมอภาค แต่มันยากที่จะทำได้ สรุป คือคอมมิวนิสต์นี่ใช้การกดขี่อย่างสูง ตอนนี้ก็คงเหลือแต่เกาหลีเหนือ ที่ยืนยันคอมมิวนิสต์เต็มรูป นอกนั้นก็ผสมผสาน แม้จีนก็ตาม กลายเป็นว่าคอมมิวนิสต์หรือว่าไม่ใช่คอมมิวนิสต์เป็นประชาธิปไตยหรือ? หนักเข้าอย่างลาวจะเรียกตนว่าคอมมิวนิสต์ก็ไม่ได้ ก็เรียกว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไปโน่นเลย ที่อาตมาขยายผลยาวนี่ ไม่มีอะไรมากไปกว่า การลดละกิเลสให้กาย วจี มโนเป็นความวิเศษ เป็นไปเพื่อไม่เห็นแก่ตัว ไปเป็นแบบนี้แหละ เป็นผู้ทำงาน.. - เพื่อมวลชน พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) - พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) - โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นยอดสุดที่แท้จริง เป็นคนหมดตัวหมดตน ไม่มีกิเลสแล้ว แล้วจะอยู่แต่ผู้เดียว แล้วก็จะบรรลุ อาตมาว่ามันไม่ใช่นะ อยู่แต่ผู้เดียว อยู่แต่ผู้เดียวแล้วจะบรรลุนั้น ของพระพุทธเจ้าต้องอยู่กับ มิตรดี สหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี แต่เอกธรรมนี้เกิด มันคือการทำให้ เอกสโมสรณา เอกธรรม มีผู้ไปแปลว่าเอกธัมโมว่า ประพฤติอยู่แต่ผู้เดียว ไม่ช้าไม่นานก็บรรลุอรหันต์ โดยไปแปล เอกัง ว่า อยู่ผู้เดียว จะกิน จะไป จะมา อยู่ผู้เดียวนั้น ไม่ใช่ ถ้าไปก็ไปเป็น เอก ถ้ามาก็มาเป็ นเอก คือให้จิตเป็นหนึ่ง เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ คือให้ทำที่เวทนาเป็นกรรมฐาน ทำให้เป็นหนึ่ง คือจิตนั้นไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข * เป็นอุเบกขา*

_0893867xxx มิตรดีพ่อครูเคยบอกว่าเป็น1ในของจริง7 ข้อ ที่ยืนยันความเป็นโลกุตระ มีศีล,ฉันทะ อัตตา,ทิฏฐิ,ความไม่ประมาท,โยนิโสมนสิการด้วย จึงจะปฏิบัติมรรคองค์8อย่างสัมมาทิฏฐิได้! ตอบ ...ค นไม่ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่มีทางบรรลุเลย ในศาสนาพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้ไกลมรรคองค์ 8 กันมากเลย ก่อนจะปฏิบัติได้ต้อง ได้ต้องพบแสงอรุณ 7 เมื่อดวงอาทิตย์คือ มรรคมีองค์ 8 จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อนเป็นนิมิตมาก่อน คือแสงอรุณ หรือแสงเงินแสงทอง หากไม่ได้รับแสงก่อน ไม่มีสิทธิ์ได้เห็นพระอาทิตย์ หรือจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่ได้ นี่เป็นเงื่อนไข ก็ไม่เห็นค่อยพูดกันเลย ไม่พูดกันก็ไม่ได้แล้ว เพราะพระพุทธเจ้าว่าต้องเห็นแสงอรุณก่อน [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .

พวกนักตรรกะทั้งหลายบอกว่า อัตตาไม่มี แต่พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า ต้องเห็นอัตตาก่อน แต่เขาแย้งว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า สัพเพธัมมาอนัตตา จะมากล่าวอัตตาทำไม? ความจริงแล้วคุณต้องมาเรียนรู้อัตตา ทุกตนต้องศึกษาอัตตาของตน ปฏิบัติทำอัตตาจนจางคลาย แล้วจึงทำให้อนัตตาให้ได้ จะต้องอนัตตาจริง แต่ต้องเป็นอรหันต์แล้วนะ อัตตามี 3 อย่าง คือ 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตา ที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) ต้องเรียนรู้อัตตาในจิตตน แล้วล้างอัตตา จึงถึงอนัตตา แต่เขาเอาตัวจบมาทำก่อนเลย คือสัพเพธัมมาอนัตตาติ รูปังก็อนัตตา เวทนาก็อนัตตา สัญญาก็อนัตตา สังขารก็อนัตตา วิญญาณก็อนัตตา เขาสรุปว่า สัพเพธัมมาอนัตตา แล้วจะเอาอัตตาไหนมาปฏิบัติ อาตมาก็เคยเล่าถึงฝรั่งคนหนึ่ง เดินเข้ามาหาหน้าแดงก่ำ ดูดบุหรี่มาเลย ดื่มเหล้ามาด้วย แวะมาคุยกับอาตมา เรื่องสูญญตา พูดออกมาเยอะกลิ่นเหล้าก็โชยออกมา เขาดับบุหรี่แล้วก็ค่อยมาหาอาตมา อาตมาก็บอกว่าคุณไปปฏิบัติก่อน ตั้งแต่ข้างนอกถึงข้างใน ตั้งแต่กามาวจร หยาบเข้ามาถึงข้างใน เขาก็โพล่งออกมาว่า ทุกอย่างไม่มีตัวตนแล้วจะเอาตัวตนที่ไหนมาปฏิบัติ สัพเพธัมมาอนัตตา จะเอาอะไรไปปฏิบัติ ปฏิบัติอะไรล่ะ อาตมาก็บอกว่าคุณกับอาตมาก็คงจะพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ขอสรุปไว้ว่า สุริยเปยยาลข้อ 1 หรือข้อ 4 ก็รู้อัตตา จากนั้นก็รู้ทิฏฐิ แล้วไม่ประมาทตัวที่ 6 แล้วตัวที่ 7 โยนิโสมนสิการสำคัญมาก * จะต้องทำใจในใจเป็น ไม่ใช่แค่พิจารณาใส่ใจ แต่จะต้องทำใจในใจ ถ้าทำใจในใจไม่เป็นคนไม่มีทางบรรลุธรรมเลย เพราะฉะนั้นโยนิโสมนสิการจึงเป็นตัวสำคัญมาก ถ้าคุณทำใจในใจไม่เป็น คุณไม่สัมมาทิฏฐิตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ 2 คือต้องมี ปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ ต้องมีสองตัวนี้จึงสัมมาทิฏฐิ 1. ปรโต จ โฆโส จ (การได้ฟังสัจจะมุมอื่นจากผู้รู้อื่นๆ หรือจากบัณฑิตอื่น จะไม่ติดยึดแต่ภูมิรู้เดิมๆ ของตน) 2. โยนิโส จ มนสิกาโร (ปรับใจ ปฏิบัติกระทำใจให้ละเหตุแห่งการเกิดกิเลสที่ใจ กระทำใจละให้เป็น ให้ถ่องแท้ ให้หยั่งลงไปถึงแดนเกิด คือ สมุทัย ที่ใจ) . . . สัมมาทิฐิ ย่อมมีเจโตวิมุติ มีปัญญาวิมุติเป็นผล และเป็นอานิสงส์ โดยมีองค์ 5 คือ 1. สัมมาทิฐิอันมี ศีลอนุเคราะห์แล้ว 2. สุตะอนุเคราะห์ 3. สากัจฉาอนุเคราะห์ 4. สมถะอนุเคราะห์ 5.วิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว (พตปฎ. เล่ม 12 ข้อ 497)

โยนิโสมนสิการ คือการทำใจในใจได้ ผู้ปฏิบัติธรรมที่ทำใจในใจไม่ได้ แล้วคุณจะไปแก้อะไร แก้แต่อะไรไม่รู้ตื้นๆ ดีไม่ดีก็สร้างภพชาติเลอะเทอะ เป็นมโนมยอัตตา อรูปอัตตา สร้างรูปภพ อรูปภพไป ก็ไม่รู้ตัวเองว่าสร้างภพชาติ * เพราะไม่รู้ตัวเอง ที่ต้องเรียนรู้ * กามภพก่อน * สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กายแล้วเกิด อัตตาหยาบ โอฬาริกอัตตา ล้างอัตตาตัวต้นก่อน ล้างได้แล้วจึงเ หลือ รูปภพ อรูปภพ ในมโนมยอัตตา อรูปอัตตา แต่เขาก็ทำลัดขั้นตอนไปนั่งหลับตาเอาเลย จิตก็ปั้นรูปในจิต หลอกตัวเองไป โดยไม่รู้ว่า โอฬาริกอัตตา ที่เป็นกิเลสหยาบเล่นงานตนอยู่ในชีวิต ทุกวันนี้ก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าไม่ใช่อาตมานี้คงเบื่อ แต่อาตมาให้ตายอย่างไรก็ไม่เบื่อ ถ้าอธิบายไม่เข้าใจ ก็อธิบายกันไปจนตายเลย ถ้าบรรยายให้คนฟังแล้วคนฟังรับไม่ได้ อาตมาก็ขอตายกับการบรรยายที่คนรับไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ก็มีคนรับได้ไม่ failure ไม่ล้มเหลว แต่ทำได้แล้ว แม้จะได้น้อย เพราะยาก พูดมาซ้ำซาก 46 ปีแล้วว่าอย่าไปนั่งหลับตา ให้มาลืมตา พูดกันนี่ การนั่งหลับตานั้นทำทีหลัง ได้บรรลุแล้วค่อยไปนั่ง แต่นั่งแล้วมีประโยชน์อย่างไร *ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ แบบสะกดจิตให้สงบ (เจโตสมถะ) * 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน ตรวจสอบ) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน ) อันสุดท้ายนี้พุทธตีทิ้ง แต่ถ้าไม่ทำนั่งหลับตา ก็ไปลืมตาปฏิบัติอย่างมีอายตนะ 6 เวทนา 6 แล้วจะทำจิตเป็น สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิที่เป็น supraconcentration ไม่ใช่ meditation และเป็น analysis ไม่ใช่ hypnosis อย่างรู้แจ้ง มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกแยะโลกียะ โลกุตระได้ อาตมาพูดมา 46 ปีแล้ว ก็ได้หมู่กลุ่มน้อยแค่นี้ นอกนั้นเขาก็เข้าใจว่าไปนั่งหลับตานี้ดีให้สงบ นอกจากนั่งหลับตาแล้วอย่าให้จิตออกนอกให้อยู่ข้างในนะ อาตมาว่ามันไปกันใหญ่ ไม่ใช่ทิศทางของพระพุทธเจ้าสอน เอาพระไตรปิฎกมาบอกในพระสูตรเล่มหนึ่ง คือพระไตรฯล.9 พระพุทธเจ้าบอกว่า การไปนั่งหลับตามันมีแต่อดีตกับอนาคต แต่ปัจจุบัน 5 ไม่มีกามภพ คุณก็ไปหลงในภพ นั่งหลับตา เป็นกามในภพ ซึ่งมันไม่จริง ต้องมีกามภายนอก กระทบสัมผัส จึงเรียก ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ แค่คำว่าอดีต อนาคต ปัจจุบันก็ไม่เข้าใจกัน ไม่ปฏิบัติกับปัจจุบัน * ศาสนาพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติกับปัจจุบันหากไม่อยู่กับปัจจุบันไม่ใช่* ผู้ไม่รู้จักสุริยเปยยาลสูตร ไม่สามารถที่จะเข้าใจโยนิโสมนสิการได้ ก็ไม่มีทางปฏิบัติได้ถูก ทิฏฐิ 10 ต้องเข้าใจให้สัมมา ทำทานต้องมีสัมมาทิฏฐิ ทำทานต้องทำใจในใจให้เป็น แต่กลับไปทำใจสร้างภพชาติ ก็มีแต่นัตถิทินนังตลอดกาล อย่าว่าแต่ทานเลย ง่ายที่สุดแล้ว คุณไม่ต้องมีอะไรก็ทำทานได้หมด ถ้าทำใจในใจเป็นก็มีผล ยิ่งมีศีลแล้วทำใจในใจเป็นสัมมาทิฏฐิก็ อัตถิยิตถัง แต่ภาษาโบราณเขามาแปลยิตถังว่าสังเวยที่บวงสรวง เป็นเรื่องราวพิธีการใหญ่ ที่พวกโบราณนอกรีตทำกัน ก็จะไปทำทำไม เพราะคำว่ายิตถังนั้น ก็คือรวมพิธีการของพวกนอกรีตถึงของพระพุทธเจ้าด้วย แล้วทำการปฏิบัติอย่างไร ถึงจะเกิดผลลดละหน่ายคลายกำหนัดถึงหลุ ดพ้นได้ _0893867 พุทธแท้ศึกษาจิตวิญญาณด้วยศาสตร์1ศาสตร์เดียวในโลกคือวิชชาศาสตร์ฤาวิชชา8! _0837623 บ้านน้าดิฉันเลี้ยงหมู แล้วเขาก็มาขอเศษอาหารที่บ้านดิฉันไปให้หมู ดิฉันจะบาปด้วยไหมคะ ตอบ . ..พระพุทธเจ้าไม่เคยส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ เพราะสัตว์ทุกตัวมันเกิดมาใช้วิบากของตนเอง ถ้าคุณไปเลี้ยงมันคุณก็ไปผสมกับวิบากของมัน ไปทำให้วิบากของมันผิดเพี้ยนไป มันไม่ได้ใช้วิบาก มันไม่ได้แก้วิบาก มันไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะใช้วิบาก การเลี้ยงสัตว์นั้นมี ... 1. เลี้ยงเพื่อขายหรือกิน 2. เลี้ยงเพราะรักมันหรืออื่นๆ เลี้ยงเพื่อใช้งานหรืออื่นๆ อาตมาเอาแค่สองอย่างนี้ก่อน มันบาปทั้งนั้นเลย แน่นอนเลี้ยงเพื่อจะใช้แรงงาน หรือจะฆ่ามันกิน หรือเอามาขายมันก็บาปชัดๆ แล้ว บาปอย่างคนที่ฉลาด ปัญญาสามัญก็รู้ได้ ส่วนการเลี้ยงเพราะสงสาร ดี เลี้ยงเพราะรักมัน และประคบประหงมมัน ทำให้มันเสียสัญชาตญาณของสัตว์ เสียนิสัยสัตว์ คุณทำให้สัตว์เสียความเป็นสัตว์นี้จะเจริญมั้ย? บางคนเขาก็ไม่ เขาก็สอนให้สัตว์ทำอะไรต่ออะไรเป็นนะ แต่จะสอนอย่างไรก็แล้วแต่ มันก็ได้ตามประสาสัตว์ มันก็เล่นละครสัตว์หาเงินต่อ มันไม่ได้เป็นโล้เป็นพายอะไรหรอกเอามาใช้แรงงาน มันลำบาก กินแรงงานมันบาป ดีไม่ดีเอามาเลี้ยงก็ไม่ได้ให้อาหารมันด้วย สรุปแล้ว มันเสียสัตว์ เสียนิสัย เสียสัญชาติญาณ โดยไม่ได้เป็นไปตามวิบากและไม่ได้ใช้หนี้วิบากของมันเอง พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เลยใน จุลศีลก็มี แ ต่ท่านจะไปห้ามบุคคลเลยก็ดูกระไร เศษอาหารของคุณจะไปหวงทำไม? เขาจะเอาไปเลี้ยงสัตว์ก็บาปของเขา จะทะเลาะกันไหม เขาเป็นน้าด้วยถ้าคุณไม่ให้ ก็ให้ถือว่าบาปใครบุญมันก็แล้วกัน

_0805925xxx ถ้าไปนิพพานหมด โลกคงขาดสีสรร ยมบาลตกงาน เทวดาอดหนมเซ่นไหว้แหงๆ!555ปลายฝนโคตรรรรมโน นู๋เข้าใจนิพพานปลดแอกจากกิเลสผู้ถึงนิพพานตัดวัฎฎะแล้วไปอยู่ภพภูมิใดอยากรู้จัง? วิญญาณเกิดจากอะไรปรุงแต่ง? แล้ววิญญาณมาจากไหนมาสิงในกายจ๊ะพ่อ?แสดงว่าจิตคือตัวรู้เป็นนามธรรมปรุงแต่ง?ใช่ป่ะพ่อ ปรุงแต่งจากสัญญาเวทนา:-)แสดงว่านู๋เข้าใจจิตตามบอกไปตรงกันบารมีธรรมเก่าเนอะ ตอบ ...ต้ องอ่านจิตอ่านใจให้เป็น ตั้งใจศึกษาบ้าง ไม่อย่างนั้นเสียเวลาเปล่าเป็นโมฆบุรุษ ไหนๆ ก็ใส่ใจฟังธรรมอยู่บ้าง

_0840651xxx พ่อครูอธิบายเรื่องทานได้กระจ่างแท้ /จ.ราชบุรี _0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯนร.สัมมาฯ ลูกหลานชาวอโศกผู้สืบสานพุทธอเทวนิยมให้พุทธศ.เจริญถึงแก่นแท้ในทศวรรษต่อไป! _0819643xxx พระมารดาของพระพุทธเจ้าเมื่อคลอดพระกุมารแล้วต้องตายใน7วันเพราะอะไรและเกิดขึ้นกับพระมารดาพระพุทธเจ้าทุกองค์มั้ย ตอบ ...ไม่รู้ ถามอจินไตยพวกนี้ อาตมาก็หมดปัญญา จะรู้ไปทำไมนะ มันไกลเกินตัวมากมันไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้าอาตมาจะอวดรู้ก็พอจะเดาด้น ผสมผเสไป แต่อาตมาไม่อยากตอบ เลยบอกว่าไม่รู้ ถึงรู้ก็ไม่ถูกเต็มร้อยก็ไม่ขอตอบ..ถ้าจะให้ตอบบ้างโดยพากเพียรเอาเหตุผลหลักฐานมาตอบก็พอได้ แต่เสียเวลา ให้มาคิดใส่ใจหลักปฏิบัติอะไรดีกว่า ได้ผลอย่างไรดีกว่า

_กราบเรียนถามหลวงปู่สมณะโพธิรักษ์ ที่เคารพอย่างสูง ขอถามว่า การบริจาคทรัพย์สร้างหน้าต่างและบันไดพระอุโบสถโดยทางวัดสลักชื่อและนามสกุลไว้ ถือว่าเป็นการให้ทาน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน