590907_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำทานอย่างไรไม่เวียนกลับ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590907 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำทานอย่างไรไม่เวียนกลับ

พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 7 กันยายน 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก อาตมาก็มานั่งนึกๆ ดูตัวเอง นึกว่าเรามาอยู่ทางนี้ ก็เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาพูดอยู่อย่างนี้ อยู่ทางโลกก็พูดชวนคนขายของ พูดให้คนมาเที่ยว มากิน มาเสพต่างๆ นานาสาระพัด มานี่ก็มีแต่พูดให้ละให้วางให้ปลดปล่อย อยู่ทางโลกก็พูดได้กว้าง หลากหลาย ดูแล้วก็รู้สึกไม่ซ้ำซาก ถ้ามีเรื่องราวหลากหลายพูดไป พวกเราเบื่อไหม อาตมารู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ซ้ำซากมาตั้งนานแล้ว เคยเขียนบทเพลงแห่งความซ้ำซากไว้ถึง 10 บทเพลง ก็ไม่ได้วุ่นวายอยากได้อะไรทางโลกเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เรื่องสุข สุขฉะนี้นี่ฤาจะลืมๆ (เพลงสมัยก่อน) เรามาตัดเรื่องภพชาติแห่งการแสวงหา ลงไปเยอะแล้ว นอกจากตัดแล้วยังกระหนาบกระหน่ำ ภพชาติแห่งโลกียธรรมอีกด้วย อาตมาเอาทานสูตรมาบรรยาย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดมาก ที่ว่าชัดมากคือความเป็นภพเป็นชาติ อาตมาว่าบทเดียวนี้ถ้าสอนกันไปให้ครบแล้วเป็นบทที่เลิศยอด มันมีผลและความที่ยืนยันว่าปฏิบัติตน ประพฤติตน แม้แต่จะทำทาน ซึ่งเป็นการทำความดีและเป็นเรื่องสุดยอด ถ้าจะว่าไปแล้ว คนเรามาปฏิบัติธรรมก็เพื่อจะได้เป็นผู้ให้ สุดยอดของพระอรหันต์คือผู้ให้อย่างเดียว ในบารมี 10 ทัศ คือทาน จะปฏิบัติศีลก็เพื่อจะเป็นผู้ให้ผู้สละ โดยจะปฏิบัติ ทาน ศีล เนกขัมมะ เนกขัมมะ ก็คือ เอาออกจนหมด จนตนเองเป็น ผู้ให้ โดยเอาอัตตาออก เอาภพชาติออก เพราะเป็นอัตตาที่ไปยึดภพชาติ เมื่อไปตั้ง ภพชาติ ก็คือ การเป็น สัตว์นรก เมื่อเอาภพชาติออก ก็เป็นความเจริญเป็นเทวดาจริง แต่ถึงแม้จะเป็นเทวดาก็ตาม ก็ยังวนเวียนกลับ เรียกว่า* อาคามี * พอเอาภพชาติออกหมด ครบอย่างถูกต้องเลย ถึงขั้น ปรนิมมิตวสวัตตี ก็จบเป็น*พรหม* เล

อ่านต่อ

ย ในทานสูตรนี้ เป็น*พรหม*ก็หมดภพชาติ ทำให้พรหมนี้เที่ยงแท้เจริญ ก็จบภพชาติ คิดว่าเอาอันนี้มาขยายความให้ย้อนไปย้อนมาดีไหม? ขยายความว่า สัตว์นรกคืออะไร ?_ มาอ่าน sms กันซึ่งทุกวันนี้มีมากขึ้น เป็นกา รแสดงว่าคนเขาสนใจฟัง ก็ดี SMS 6 September 2016 _0833208xxx ผู้รู้ธรรมจะต้องไม่ถือดี ผู้รู้มโนธรรมจะต้องไม่ใคร่ได้ ผู้รู้คุณธรรมจะต้องไม่หวังชื่อเสียง ใครก็ตามที่ไม่ยึดหมายในคุณความดีที่สำเร็จ การที่ตนไม่โอ้อวดบุญกุศลที่ตนทำ จึงจะเป็นบุญกุศลจริงและคุณความดีที่สำเร็จการจริง _0840651xxx ขอบคุณพ่อครูที่อธิบาย ธรรมให้ฟังอยู่จ.ราชบุรีค่ะ _0849680xxx "ปัญญาตรัสรู้" เป็นอีกสภาวะหนึ่งอันไม่สามารถบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรหรือวาจาใดๆ ได้เลย ผู้ปราถนาสดับพระธรรมชั้นแรกจึงควรชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ครั้นได้ฟังแล้วจึงควรชะล้างความสงสัยให้เกลี้ยงเกลาไปเฉพาะตน "หากกล่าวเช่นนี้" ขอความเมตตาพ่อครู โปรดไขความกระจ่าง ตอบ ... คุณเอาตรรกะมาพูดมากไป เพราะที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น ก็คือปัญญาตรัสรู้ของท่าน ปัญญาตรัสรู้ก็คือความรู้ในธรรมะ ธรรมะ -แปลว่า ความดี ความเจริญ - แปลว่าคุณธรรมอะไรที่ลึกซึ้ง เป็นนามธรรมแล้วก็เข้าใจทุกอย่าง ธรรมะแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความเลวและความดีประดามีในโลก - ธรรมะ หมายถึงความชั่วและความดี เป็นธรรมะหมด - ธรรมะแปลว่าสิ่งที่ทรงอยู่ * พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เรื่องมนุษยชาติ มีทั้งจิตใจที่ทรงไว้ซึ่ง ความชั่ว และจิตใจที่ทรงไว้ซึ่ง ความดี อะไร ชั่วไม่ดี ก็เอาออก อะไร ดีก็ทรงไว้ คุณก็หาเหตุผลเป็นประเด็นมาพูด ก็เข้าใจได้ตามที่คุณเขียนมา

_0849680xxx มโนธรรม คือความคิดจิตสำนึกที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม กรุณาธรรม คึอคุณสมบัติของความเป็นคน ผู้มีกรุณาจะสมถะ มีจิตใจเที่ยงตรง ปราศจากความเห็นแก่ตัว ไม่มีบาปใดหนักเท่าความโลภ ไม่มีโทษใดหนักเท่าความอยาก ไม่มีทุกข์ใดมากเท่าความไม่รู้พอ ตอบ ...ก็เป็นป รัชญาเป็นความคิดเหตุผลที่คุณพยายามร้อยเรียง บางส่วนก็เข้าทีเป็นเหตุเป็นบัญญัติ ก็ดูไม่เข้ากับเรื่องที่อาตมาบรรยายเท่าไหร่

_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครู กับธรรมะผู้มีผัสสะเป็นปัจจัย ทำให้รู้จักความเป็นโลกจึงจะรู้ถึงความเป็นอัตตาได้ สาธุ เพราะมีอัตตาจึงรู้ถึงการเกิดดับ! ถ้าไม่มีอัตตาให้เรียนรู้ทันตัวตน จะรู้ถึงการเกิดดับได้อย่างไร? ตอบ ...อัตตาตัวแรก คือโอฬาริกอัตตา ต้องมีผัสสะภายนอกด้วย เมื่อเราสัมผัสภายนอกก็ได้อ่านอัตตา ถ้าเราไม่มีการยึดติดเป็นตัวเป็นตนในผัสสะภายนอกแล้ว คนๆ นี้ก็เหลือแต่อัตตาภายในคือ* มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา คนนี้อย่างน้อยเป็น อนาคามี เป็นต้น *ถ้าทำให้มโนมยอัตตาและอรูปอัตตาหมดก็เป็น พระอรหันต์* แม้ว่าอัตตาหยาบหมดแล้ว ก็ยังรับสัมผัสภายนอกอยู่ แต่จะเหลืออัตตาภายในคือ มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา ก็ยังกระทบ สัมผัสภายนอก เสร็จแล้วเมื่อเรารู้ว่า เราปฏิบัติสามารถทำให้ อัตตาตัวแรก*ข้างนอกดับได้ ก็รู้จัก ความเกิด*ของอัตตา ความดับ* ของอัตตา หากไม่มีอัตตาให้เรียนรู้ก็ไม่สามารถทำให้หมดอัตตาได้ คนที่ไปปฏิบัติธรรมแบบนั่งหลับตาก็ไม่ใช่การศึกษาแบบพุทธ * ของพุทธนั้นดับอัตตาภายนอก แล้วก็ยังต้องอยู่กับสิ่งภายนอก* แต่ก็จะล้าง อัตตาที่ 2 (มโนมยอัตตา ) อัตตาที่ 3 (อรูปอัตตา) ต่อไป เมื่อล้างหมดแล้ว ก็หมดอัตตาของความเป็นสัตว์โลก ได้เป็น พระอรหันต์ บรรลุเป็นผู้มีภูมิโลกุตระเหนือโลก

_0893867xxx ทำไมหนอมวลชนคนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สละส่วนตนแทนคุณแผ่นดินปกป้องประโยชน์ส่วนรวม จึงหนีไม่พ้นวิบากกรรมสักทีเฮ้อ ส่งความอาลัยแด่ผู้วายชนม์ญาติของชาวอโศกและวีรชน7ตุลา คุณรุ่งทิวาผู้สละชีพเพื่อชาติราชบัลลังก์ฯสู่สุขคติ!ด้วยจิตคารวะ!มวลชนคนกู้ชาติ ส่งกำลังใจให้คุณสนธิastvต้องโทษในเรือนจำด้วยอุบัติเหตุทางการเงิน!NEWS1สู้นะอย่าท้อ!พธม.มวลเสริมกองทัพธรรมไม่ทิ้งกัน

_กราบนมก.พ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกคิดว่าที่ท่านเทศน์ทุกวันนี้ เห็นควรพิมพ์เป็นรูปเล่มในแต่ละปีๆ เพราะเปี่ยมไปด้วยคุณค่าของธรรมะแท้ๆๆ ลูกได้ติดตามเท่าที่มีโอกาส และแต่ละโอกาสที่ได้ชมฟัง ได้แต่ปิติ หาอริยสมณะที่ไหนที่ทั้งอ่าน ทั้งแปลซ้ำย้ำให้ลูกๆๆได้เข้าใจ

_0818892xxx ทุกข์เศร้าเหลืองสวนลุม/ฟ้าห่วน _0805925xxx กราบพ่อขอโทษค่ะพ่อ นู๋เศร้าใจลุงสนธิจังขอหวือหวาตามลมเพลมพัดนะพ่อ มื้อนี้ขอจ่มเป็นผีบ้าให้หายกลุ้ม! รู้ว่าลุงสนธิแกร่งแต่ใจแกร่งปานใดดั่งหินก็กร่อนแตกได้ ตามผัสสะเวทนา?รักลุงเสมอ ..จำคืนเก่าปี49ยัน51ร่วมเป็นแม่ยกตามติดสุวรรณภูมิ เป็นสัญญาจำติดใจ เศร้าจัง…(ที่เหลือเป็นคำไม่ควรอ่านออกอากาศ)

_กราบนมก.พ่อครูเจ้าค่ะ../JQ พ่อครูเทศนาในหลักธรรมที่เป็น ปรัชญา ยกตัวอย่างบทสวดมนต์ที่คนทั่วไปสวดกัน(บทพาหุง) พระทั่วไปจะแปลออกมาเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แทบทั้งนั้น.แต่พ่อครูแปลออกมาให้ดูที่จิตตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพญามาร ก็ดูที่จิตตนเองเป็นมาร.เป็นยักย์.ความอดทน.ความมีเมตตา.และการรู้จักข่มตน ก็ให้ดูตนเองไม่ใช่ให้สวดให้หลงเป็นฤทธิ์เดชอย่างทั่วๆ/Apijet Tulapitak

_โยมฝากส.สยาม มาว่า กินมื้อเดียวกินจืดไม่ปรุงแต่งเป็นอาริยะระดับไหน ตอบ ..เจตนาแต่อย่าอยาก เจตนาจะเอาอาริยะก็จริง แต่อย่าอยาก ตอบว่าเขาไม่ได้เป็นอาริยะระดับไหนหรอกต่อให้กิน 2 วันต่อมื้อ หรือกินไม่มีรส คือรสจืดอย่างทนทรมานมากแล้วก็ตาม จะถามว่าเป็นอาริยะหรือยัง? เหตุปัจจัยที่เรามาใช้ปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็จะไปกระทบสัมผัสเรื่องนั้นเรื่องนี้ เสร็จแล้วเราก็มาอาศัยการสัมผัสต่างๆ นั่นแหละมาเลี้ยงชีพ จะเป็นการอุปโภคหรือบริโภคก็ตาม เป็นโภชเนมัตตัญญุตา แล้วก็อ่านวิจัยในจิตเรา ว่ามันมีกิเลส มาประกอบปรุงแต่งตัวใหนเป็นเหตุตามอริยสัจ 4 หรือตามมรรคมีองค์8 ก็ชำระกิเลสให้ได้ ได้มาก็ชื่นใจ อยากได้มาก็แย่งชิง เป็นยักษ์ มาร เหมือนคนโลกๆ ก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นคำสอนที่เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิดของพระพุทธเจ้าคือ *สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เป็นอปัณกปฏิปทา ก็สามข้อนี้แหละ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ไม่ผิด รวมสั้นย่อไว้แค่นี้ ถ้าเข้าใจ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้อง สํารวมอินทรีย์ 6 ไม่ใช่ไปหลับตาปฏิบัติ ขออภัยที่ไปพูดว่าพวกนั่งหลับตา การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เขาก็บอกว่าเป็นไตรสิกขาเหมือนกัน ส่วนเขาจะปฏิบัติศีลนั้นเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ให้เกิดสมาธิ มีปัญญาร่วมรู้ร่วมเห็น ว่าปฏิบัติไปแล้วจิตใจก็ลดละไปได้เรื่อยเรื่อยๆ เป็นส่วนแห่งบุญ จนกระทั่งมันได้ชำระกิเลสหมด ก็เป็นวิมุติหรือเป็นนิโรธ ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ปัญญาก็เห็นความจริงว่า เรามีวิมุติ การปฏิบัติธรรมก็มีแค่นี้แหละ เพราะฉะนั้นการจะใช้การกิน กินมื้อเดียวก็ดี หรือกินไม่ปรุงแต่งก็ดี กินไม่ปรุงรส คุณก็ต้องอ่านจิตใจให้ดีว่า อันนี้เป็น กิเลส * เริ่มต้นปฏิบัติตามหลักวิชาของพระพุทธเจ้า* - เริ่มจากตัวจิต แล้วทำธรรมวิจัยจับตัวที่เป็น กิเลสให้ได้ - ด้วยการเห็น สิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่ารูป - โดยมี นามธรรม ไปกำหนดรู้ อ่านดูอาการของจิต - โดยมีธรรมวิจัยแยกแยะ อาการ ต่างๆ - จนสามารถแยกแยะอาการของจิตได้ว่าอันนี้เป็นจิต ขณะที่มีผัสสะ - แล้วแยกได้ว่าตัวนี้เป็น ตัวกิเลส ตัวนั้นคือ ตัวสักกายะ ชัดเจน อ่านในจิตเราเลยว่า อันนี้แหละเป็นธรรมะ แม้จะมีองค์ประชุมรูปนาม มันเป็นอาการเป็นเวทนา คือองค์ประชุมของกาย สัมผัสกันอยู่ มันปรุงแต่ง เราก็เห็นก็แยกแยะได้ ถ้า ถือศีล แล้วพอสัมผัสแล้วชอบ มันก็อยากได้ ถ้าเราอยากได้แต่มันไม่ใช่ของเรา หรือแม้ว่ามันอยากได้และเป็นของเราก็ตาม เป็นอาการอยากได้อยู่ในจิตเรา มันเป็นเวทนาและจิต มันเป็นอาการความรู้สึกและจิต การเห็นกิเลสเป็นสักกายะนั้นคือ กุศลจิต* ขณะปฏิบัติเราจะมี ธัมมวิจัย เพราะว่าจิตใจเราเป็นได้สารพัด เป็นทั้งเวทนา แล้วคำว่า กาย พระพุทธเจ้าเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ขณะปฏิบัติ ก็อ่านองค์ประชุม(รูปนาม=กาย) เป็นธรรมะสอง คือเวทนาสอง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ทำให้กิเลสลดลงได้ เป็นเนกขัมสิตเวทนาให้ได้ * แต่ก่อนเป็นเคหสิตเวทนา ที่อยากได้ ก็พยายามเอามาให้ได้ ได้มาก็เสพสุข แต่นี่ถ้าเรา ตั้งศีลไว้ ตัวอย่างเช่น เราชอบแก้วมังกร เราสัมผัสแล้วก็อยากได้ เราติดใจแต่ไม่ใช่ของเรา เป็นของเขา แต่เราจะละเว้นไม่เอาหรอก เด็ดขาด เวรมณีเรื่องแก้วมังกร เราจะงดเว้น นี่คือโภชเนมัตตัญญุตา คนเราต้องกินทุกคน กิเลสเรื่องกินนี้เยอะด้วย ถ้าอ่านกิเลสจับกิเลสได้ ล้างกิเลสได้ก็จะเจริญ ทำปหาน 5 ปหานกิเลสได้ เป็นอาริยะไปตามลำดับ จะได้ขั้นไหนก็แล้วแต่ จะกินมื้อเดียวไม่ปรุงรส หรือกินสองมื้อก็ตาม หากมันมากไปพิจารณาไม่ไหวก็ทำให้มันแคบเข้า

_ฝากถามปัญหาวันพฤหัส 8 ก.ย. 59 ครับ... พระไตรปิฎกเล่ม 27 ข้อ 340 .. กาลย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวเองด้วย ก็ผู้ใดกินกาล ผู้นั้นเผาตัณหาที่เผาสัตว์ได้แล้ว.. .ผู้ใดกินกาล หมายความว่าอย่างไร หมายถึงบุคคลเช่นไรครับ/chai ตอบ ... คนเราก็มีกรรมกับกาละเท่านั้น กรรมก็ดี กาละก็ดี กาละนี้เป็นเรื่องของมัน มันมีโลกเกิดมา โลกหมุน มันก็เกิดการเดินทาง ใครไปกำหนดก็เป็นเวลา กาละ คนไปกำหนดว่าพระอาทิตย์โผล่ออกมาก็เป็นกาละเช้า จนถึงเย็น พรุ่งนี้ก็หมุนวนมาอีกก็ได้ก็เป็นวัน ก็เป็นความวนเป็นความหมุนของโลก ที่ผ่านไปผ่านไป คนเราเกิดมาท่ามกลางเอกภพ ท่ามกลางโลกใบนี้ คุณมีอัตภาพเกิดมา ก็ต้องไปอยู่ใน กาละ เป็นสัตว์โลกในกาละ ในกาละนี้พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้กรรม กาละกับกรรม ชีวิตคือกรรมกับกาละ รู้สึกว่าทีวีช่องเราช่วงนี้ประโคมเพลงก่อนสิ้นแสงตะวันจะลากลับไกล เกิดไปซาบซึ้งอะไรมาก ผู้ทำรายการโทรทัศน์ช่องนี้นะ กรรมของเรา เราได้เรียนรู้ไหมแต่ละกรรม มันเป็นกรรมชั่วหรือดี คนเราต้องจัดแจงกรรมของตนให้ดี ก่อนก็ยังไม่รู้ มีอวิชชาเราก็มีกรรมแบบคนโลกๆ แบบโลกๆ พาไปล่าลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข ดีไม่ดีมันทุจริตมันขี้โกงอะไรก็ทำไปได้ ให้ได้มาก็แล้วกัน มีกฎหมายมีอะไรก็เกรง เลี่ยงไปได้ก็เลี่ยง เลี่ยงไม่ได้กล่าวได้ละเมิดกฎหมาย ละเมิดวัฒนธรรมก็แล้วแต่ ก็อยู่อย่างนั้นไม่รู้จักทำให้กรรมของเรามันดี ไม่รู้จักว่ากรรมของเราจะพาให้ดี โสดาบันก็เลิกไปได้โลกหนึ่งที่ไม่ต้องไปแย่งชิงกัน สกิทาคามีก็เลิกมาอีก อนาคามีก็เลิกมาอีก อรหันต์เลิกสนิทเลย เราไม่เบียดเบียนใคร เราเป็นคนก็ทำงานมีสัมมาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา ทั้ง 4 อันนี้เราทำอย่างปราศจากโทษภัยไม่มีกิเลสประกอบร่วม ก็มีชีวิตไม่มีโทษภัย เป็นคนไม่ขี้เกียจคร้าน เป็นคนขยันหมั่นเพียร ก็มีผลในการสร้างผลผลิตจากงาน เสร็จแล้วเราก็อาศัยกินอาศัยใช้ เราไม่หวงแหนแบ่งแจกเกื้อกูลกัน ชาวอโศกตื่นมาแต่เช้าก็รู้ว่าควรจะทำอะไร ไปช่วยงานที่ไหน ได้ผลผลิตส่วนดีงามก็แจกจ่ายเกินไปให้คนภายนอก หรือจะใช้วิธีขายบ้างเท่าที่เราจะเอาเงินมาหมุนเวียนผลิตในส่วนที่เราทำไม่ได้ บางอย่างเราต้องให้คนข้างนอกมาทำงานในนี้บ้างเราก็ต้องมีเงินมาจ้างเขาในนี้ ที่นี่ก็เลยมีทั้งทำงานทั้งกินใช้กันในนี้ เสร็จแล้วเราก็ยังมีเงินส่วนเหลือส่วนเกินไปจ้างให้คนที่อยู่ข้างนอกเข้ามาอาศัยทำงานที่นี่ วันๆ หนึ่งก็จ่ายหลายตังค์อยู่ในชุมชนเรานี่ คนของเราทำงานฟรี คนข้างนอกเราก็ต้องใช้เขาก็ต้องใช้เงินเราก็ทำไป ส่วนเราก็ทำงานฟรีอยู่ในนี้ไป จนป่านนี้ก็รู้สึกว่ายังพอได้ มีคนช่วยเหลือในระบบสาธารณโภคี แต่พูดกันจริงๆ ขณะนี้ราชธานีอโศกที่กำลังสร้างบ้านแปลงเมือง ส่วนที่หาได้ในราชธานีอโศกนี้ หาได้ไม่คุ้มหรอกต้องอาศัยจากพี่น้องมาช่วย ยังเลี้ยงตัวไม่คุ้มในแต่ละเดือน แต่ละคนให้เข้าใจและขยันหมั่นเพียรเพิ่มขึ้น อาตมาถามนิดหนึ่งว่าพวกคุณขยันพอหรือยัง มีความขยันเหลืออยู่ไหม งานเราก็ยังมียังขาดแคลน บางทีก็เฉื่อยไปเฉื่อยมาไม่ค่อยกระตือรือร้น ก็ขอให้ขมีขมันเพิ่มขึ้น สรุปแล้วกรรมกับกาละเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ก็มีสัตว์เกิดขึ้น กาลย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวเองด้วย คมนะประโยคนี้ * ก็ผู้ใดกินกาล ผู้นั้น เผาตัณหา ที่เผาสัตว์ได้ แล้ว... *ผู้ใดกินกาละหมายถึง ผู้อยู่เหนือกาละ ผู้อยู่กับกาละโดยไม่มีทุกข์ ในทุกๆ กาละ กาละก็หมุนไป แต่คุณอยู่กับกาละนี้ กาละหมุนไปยังงัย เราก็ไม่มีเรื่องที่จะทุกข์ เรื่องทุกข์นี้เรื่องใหญ่ ก็ใช้กาละเป็นประโยชน์ไม่ก่อโทษภัย กาละนั้นซื่อสัตย์หมุนเวียนไปผ่านไป เราก็เป็นสัตว์ที่หมุนไปตามกาล *แต่ถ้ากรรมของเรากลับเป็นประโยชน์ไม่มีโทษก็ไม่เสียหายอะไร อยู่เหนือกาละ กรรมของเราเป็นกรรมมีประโยชน์คุณค่า ไม่เสียหายเลย คือ** ผู้นั้นเผาตัณหา ที่เผาสัตว์ได้แล้ว...ผู้ใดกินกาล ผู้นั้นก็คือผู้ที่นิพพานแล้ว* แต่ถ้าคุณไม่รู้ก็ถูกกาลกลืนกินไป แดดเรืองแสงร้อนแรงคลุมหล้าวับวาม อันต่อมา แดดอ่อนแสงร้อนแรงพลันคลายมิคง ก็ให้ดูกาละที่ วัยและวันจะผ่าน ระวังไว้ ถ้าไม่รู้ ตัณหาก็กินเรา ผู้ใดกินกาละคือผู้เผาตัณหา คือผู้ใดเห็นความสำคัญของแต่ละกาละ วัยและวันจะผ่าน คนเรามีวัยมากขึ้นๆ แล้วเป็นไง? ก็แก่ก็ตาย เสร็จแล้วเราไม่ได้ดูกรรม ไม่ได้เรียนกรรม ไม่ได้ปรับปรุงกรรมของเราเลย เราก็ได้แต่ปล่อยให้กาละมันกลืนกิน ถ้ากาละกินสัตว์ทั้งปวงและกินตัวเอง ก็เท่ากับกาละนั้น คุณเกิดมามีกรรมในกาละ กาละมันกลืนกินเราไปตลอด เราไม่มีท่าไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเรากลืนกินกาละไม่ให้ผ่านไปเปล่าผู้นั้นเผาตัณหา กำจัดสัตว์โอปปาติกะ ตั้งแต่สัตว์อบาย สัตว์นรก สัตว์อัตตาต่างๆ ก็กำจัดไปกับกาละคุณก็จะอยู่กับกาละโดยที่กาละนั้นไม่สูญเปล่า แต่ละกาละมีกรรม สุกฏทุกตานังกัมมานังผลังวิปาโก กรรมแต่ละกรรมก็มีผลเป็นดีหรือชั่วก็เป็นผลของกรรม คุณก็ต้องเรียนรู้กาลแต่ละกาลโดยไม่ให้กาละสูญเปล่า แต่ละกาละคุณได้เผาตัณหาหรือไม่? ก็ชัดๆ ง่ายๆ สรุปง่ายๆ ผู้อยู่เหนือกาละ คือผู้อยู่กับกาละได้ทุกกาละโดยไม่ทุกข์ อรหันต์ดับตัณหาเผาสัตว์ได้หมด ก็มีกรรมที่ไม่ก่อทุกข์แล้ว ไม่ติดยึดในกาละด้วย มันแก่ชราก็ตาย ยังไม่ตายก็ทำกรรมดีเป็นประโยชน์ไป จะพรากจากโลกนี้ก็ไปไม่มีอะไรยึดติด อยู่ก็ทำแต่กรรมดี สุดท้ายเป็นผู้ทำกรรมอันไม่มีโทษมีภัยเลย ทุกกรรมกิริยามีแต่ประโยชน์คุณค่า

_ส.ใต้ดาวฝากมาว่า… .ดร. มิชิโอะ คะกุ สรุป โลกเราถูกสร้างโดยพระเจ้า ถ้าหากบอกว่า มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งบอกว่า “พระเจ้ามีอยู่จริง” คุณอาจคิดว่านักวิทยาศาสตร์คนนั้นเพี้ยนก็เป็นได้ แต่ถ้าหากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกเป็นคนพูดเองล่ะ ? ดร. มิชิโอะ คะกุ นักฟิสิกส์ลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกัน ที่เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน จากผลงานหนังสือ Hyperspace ที่เป็น Best Seller ในอเมริกา และได้รับเลือกจาก The New York Times ในปี ค.ศ. 1994 และ The Washington Post และยังมีผลงาน Parallel Worlds ที่ทำให้ได้รับรางวัล Samuel Johnson Prize ในปี 2005 และนอกจากนั้น ยังมีหนังสืออีก 3 เล่มที่ได้รับการยืนยันจาก The New York Times ให้เป็น Best Seller อีกด้วย แถมยังเป็นวิทยากรให้กับรายการสารคดีชื่อดังอีกมากมายอย่าง BBC, Discovery Channel, History Channel และ Science Channel ซึ่ง ดร.คะกุ คนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน มาพูดถึงสิ่งที่ ดร.คะกุกล่าวอ้างเกี่ยวกับ ‘พระเจ้ากัน’ ซึ่ง ดร.คะกุเรียกสิ่งนี้ว่า “primitive semi – radius tachyons “ หรือแปลเป็นไทยตรงๆ ว่า “กึ่งบรรพกาล – รัศมีแทคคิออน” แทคคิออน คือ อนุภาคที่เคลื่อนที่เร็วกว่าแสง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการ ซึ่งมันมีศักยภาพในการถอดรหัสจักรวาล หรือ สูญญากาศในอวกาศระหว่างอนุภาคต่างๆ ที่ทิ้งทุกอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลโดยรอบของจักรวาล โดยหลังจากการทดสอบแล้ว ดร.คากุสรุปได้ว่าเราอาศัยอยู่ใน“แมทริกซ์” “ผมขอสรุปว่า เราอยู่ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกฏต่างๆ โดยภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง” เขายืนยัน “เชื่อผม ทุกสิ่งที่เราเรียกว่าบังเอิญวันนี้ มันจะไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป” “สำหรับผม มันชัดเจนว่า เราอยู่ในแผนการหนึ่ง ที่ถูกปกครองโดยกฏต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้น ถูกออกแบบขึ้น โดยภูมิปัญญาหนึ่งในจักรวาล และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ทฤษฎีของ ดร.คะกุ ดูเหมือนจะเป็นการบอกทุกคน ว่า จริงๆ แล้วโลกของเราถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น ‘พระเจ้า’ ก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลดังกล่าวได้สร้างความปั่นป่วนให้กับชุมชนวิทยาศาสตร์ เพราะ ดร.คะกุ ถือเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของโลกในปัจจุบันนี้ และยังเป็นหนึ่งในผู้สร้างและนักพัฒนาทฤษฎีสตริง ซึ่งเกี่ยวกับโลกคู่ขนานอีกด้วย ที่มา : zonnews เขียนโดย บุรุษชุดดํา ที่ 05:35 ตอบ... อาตมาอ่านแล้วก็รู้สึกมึนๆ งงๆ พอสมควร เป็นภาษามีหลักการทฤษฎีอะไรต่างๆของเขาเพิ่มขึ้นมาอีก เกินกว่าที่อาตมาจะศึกษาแบบรับไม่มีแรงงานความสามารถไม่มีพลังงานจะไปรับงานเพิ่มอีกแล้ว อาตมาก็ตอบไปว่าไม่ขอพิจารณา มันเกินกำลังของคนอย่างอาตมาที่จะไปศึกษาเพิ่มเติมได้ ชอบเป็นอะไรใหม่ๆ อาตมาไม่รู้เรื่องเลย

_เฉลิมชัย ล้อลีลา ถาม สัตว์ประจำโลก ค้ำจุนระบบโลก โดยปลดปล่อยคลื่นพลังงานจิตย่านไร้เดียงสา ซึ่งพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานในระบบโลก การทำร้ายพวกเขาเท่ากับ ทำร้ายเพื่อนร่วมงาน และ มีผลย้อนทำร้ายตัวมนุษย์เองด้วย ครับ (supra concentration?ความเข้มข้นหรือความตั้งใจในระดับยิ่งยวดที่ต้องการทราบ คำตอบ ต่อ คำถามที่ตั้งไว้เพียง 1 คำถาม ) พ่อครูบอกว่าตอบไม่ได้(ไม่รู้เรื่องจริงๆ)

_สมถวิล บาลเวช ผัสสาหาร(มีลูกค้าน้ำผักปั่นไม่พอใจราคาพูดยืดยาว)เห็นกิเลสตัวเองแม้จะพยายามอธิบายลูกค้าก็ไม่ฟัง อ่านจิตไม่ทันมองเห็นความอึดอัด ไม่พอใจรูปตรงนี้เป็นอิตถีภาวะ อัตตาตรงนี้ยังอยากเอาชนะอยู่ กราบขออภัยหลวงปู่ จะพยายามสอนตัวเองมากกว่านี้

มาพูดถึงทานสูตร พระไตรฯ ล. 23 ข. 49 ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยอุบาสกชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแลและทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมี ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน(สาเปกโข ทานังเทติ) มีจิตผูกพันในผลให้ทาน(ปฏิพัทจิตโต ทานังเทติ) มุ่งการสั่งสมให้ทาน(สันนิธิเปกโข ทานังเทติ) ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน(อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ทาน เทติ ) (พ่อครูแทรกว่า ไม่มีคำว่าให้เงินนะ ยุคโน้นคงหาเงินได้ยาก แต่ยุคนี้ทานแต่เงิน ไม่ค่อยพูดเรื่องทานของ แล้วเรียกเงินว่าคือปัจจัยด้วยนะเอาเงินเป็นแก้วสารพัดนึก) คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ (ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่คนให้ทานแบบนี้) สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ (จตุมหาราชเป็นอาการของจิต ถ้าถอดตัวตนร่างนี้ออกเหลือแต่จิต จิตคุณก็จะเป็นจตุมหาราช ไม่มีรูปร่างแต่จิตเป็นจิตจตุมหาราช) ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ (ข้อนี้ไม่คิดอะไรมาก ให้ทานเพราะเห็นว่ามันดี ) สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ พ่อครูอธิบายถึง อาคามี คือผู้กลับมา แล้วท่านก็อธิบายว่า เมื่อสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ มีอาการจิตเช่นนี้เมื่อตั้งจิตแบบนั้น จะตั้งจิตแบบที่เป็นผู้ทำทานแล้วมีจิต หวัง ทั้งหวัง ทั้งจิตปฏิพัทธ หรือตายไปจะได้เสวยผล จิตตั้งแบบนี้จะมีพลังความเป็นใหญ่ในตน ทำแล้วมีผล มีกรรมที่เป็นอำนาจ มีฤทธิ์มียศในกรรมที่ทำทานนี้ ก็คือจิตของตัวเรานั่นเอง ทำทานแล้วรู้สึกว่าเราได้ จะได้ในใจเรา ก็ตาม หรือจะได้เพราะองค์ประกอบเขาทำให้เราได้เป็นทายก เป็น ทายิกา เป็นผู้ได้หน้าตา นั้นตนเองก็มีความรู้สึกเองทั้งนั้นในกรรมอันดีนี้ นอกจากจะนึกว่ากรรมอันดีนี้ ตนเองยังปฏิพัทธ์ ยังสั่งสม ยังอยากได้เสวยผลในชาติหน้าอีกเป็นตัวตนของกู ผูกพันสั่งสมเป็นของตัวของตนขนา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน