590907_เทศนางานฌาปนกิจศพ คุณต้น(ชาญวิวัฒน์ พาลี).docx
เนื้อหาในไฟล์
590907 เทศนางานฌาปนกิจศพ คุณต้น(ชาญวิวัฒน์ พาลี)
วันนี้วันพุธที่ 7 กันยายน 2567 ที่ บวร ราชธานีอโศก เวลา 14.00 น. พ่อครูนำหมู่นักบวช ฆราวาส ญาติธรรมรวมทั้งญาติของคุณต้น(ชาญวิวัฒน์ พาลี) เดินธรรมยาตรานำหน้าศพ เดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 1 กม. ไปสู่เมรุสุดชีวิต เวลา 14.15 น. คุณในน้ำคำอ่านประวัติของคุณต้น(ชาญวิวัฒน์ พาลี) ก่อนที่พ่อครูจะเทศนาธรรม....พ่อครูว่า...ณ เวลานี้ก็เป็นเวลาที่ทุกคนมาที่นี่ ที่นี่ชื่อว่า เฮือนสุดชีวิต ตั้งชื่อไว้ ที่เป็นที่สุดท้ายปลายชีวิตแล้ว โดยเฉพาะสิ้นชีวิตก่อนจะมาที่นี่ด้วยซ้ำก็เป็นที่สุดแห่งชีวิต ทุกคนก็ต้องมาถึงจุดนี้ ไม่มีใครล่วงพ้นได้ ต้องตาย ถ้าเราได้ศึกษา เห็นแจ้งความจริงของชีวิตว่าทุกชีวิตต้องเกิดแก่เจ็บตาย บางคนก็ไม่ถึงเจ็บหรือไม่แก่ อย่างเช่นต้น แค่เกิดมาอายุไม่ถึง 30 ก็ตายก็เป็นธรรมดา เกิดแก่เจ็บตายตามวิบาก หลีกเลี่ยงได้ยาก มีทั้งวิบากเก่าที่ส่งผลถึงชาตินี้ ซึ่งทำให้เราต้องประสพกับวิบากอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่เราไม่ได้เจตนา เราไม่ได้อยากทำ นั่นเป็นวิบากเก่า ส่วนวิบากใหม่นั้นประกอบด้วยเจตนาในปัจจุบัน เราต้องการไปโน่นนี่ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ที่จะเป็นเจตนาเรา นั่นเป็นวิบากใหม่ วิบากใหม่และวิบากเก่ามีอิทธิพลกับชีวิตทำให้ชีวิตเราดำเนินไป เรียกว่ากัมมโยนิ เมื่อประสมกันสุดท้ายอาจถึงอุปัทวเหตุ แต่ละคนก็มีลีลาของพลังงาน ที่มีทั้งพลังงานอดีตที่มีผลถึงพลังงานปัจจุบันได้ นั่นเป็นความหมายของศาสนาเทวนิยม พระเจ้ากำหนดให้เป็นก็เป็นจริงส่วนหนึ่ง แต่เราเป็นเจ้าของจิตวิญญาณ เราสามารถที่จะให้ชีวิตเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แม้จะพลังงานอดีตหรือพระเจ้ามาด้วย แต่เราก็มีสติพิจารณารู้ตัวทั่วพร้อมแล้วเราก็ไม่ทำตามได้ ศาสนาพระพุทธเจ้านี้รู้กรรมเก่า แล้ว
อ่านต่อ
ทำกรรมใหม่ทุกปัจจุบันมีการพิจารณาไตร่ตรองเลือกเฟ้นแล้วทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เสี่ยงไม่ดีเราก็ไม่ทำ แม้จะฝืน จะมีอำนาจกรรมเก่ามาเราก็ฝืนได้ บางอย่างกรรมเก่ามาก จนฝืนไม่ได้แม้จะมีสติสัมปชัญญะปัญญาก็ฝืนไม่ได้ สรุปคือพลังงานที่จะแก้ได้ต้องมีทั้งปัญญาและเจโตที่จะมากพอที่ไม่ให้เราทำกรรมอันไม่ดี ไม่น่าพึงเป็น แก้ไขปรับปรุงได้ ผู้ไม่ศึกษาธรรมะจะไม่มีสติ ไม่สังวรไม่เข้าใจอย่างที่ว่า ไม่สังวรระวังชีวิต ปล่อยให้ชีวิตไปตามกิเลส และกรรมเก่าร่วมกันวิบากเก่าร่วมกัน ถ้ามันเป็นไปในทางเสื่อมเสียและเราก็ไม่มีสติไม่รู้ตัว ไม่ปรับเปลี่ยนให้จิตเราที่มีกิเลสบงการไปในทิศทางไม่ดี ไม่ได้ฝืน ก็เลยเป็นไปใหญ่ ดีไม่ดีมันเป็นอกุศลกรรม แต่ผู้นี้ไปหลงว่าเป็นสิ่งดี เป็นกุศลก็เลยยิ่งเสริมกำลังนั้นแรงยิ่งขึ้นไปสู่ทางไม่ดี เพราะไม่ได้ฝึกสติ ไม่ได้ฝึกกรรมกิริยาที่จะทำต่อไป ต้องสังวรระวังต้องทำกรรมดีอย่าทำกรรมไม่ดี เสี่ยง จึงปล่อยให้ชีวิตประสพสิ่งไม่ดีไม่งามได้ง่าย พลาดพลั้งอย่างที่เห็นมากมาย ส่วนผู้ที่ทำดี แต่วิบากเก่ามีมาก อย่างอาตมาฟังเหตุปัจจัยของต้น รู้สึกว่าจะเป็นกรรมเก่ามากกว่า มีหลายเหตุปัจจัย มีรถใหญ่เสียสองคัน แล้วต้องไปขับรถเล็ก รถเล็กนี้หนังหุ้มเหล็กไม่ใช่เหล็กหุ้มหนังก็เสียชีวิตได้ง่าย ก็มีอาชีพค้าขายก็ต้องทำ ก่อนจะมานี่ เขาก็ติดเครื่องให้สัญญาณ ต้นเขาก็ไม่ได้ยินหรอก แต่ไม่เสียหาย แต่ก็อธิบายความจริง สิ่งที่เป็นไปได้ก็เป็นไปได้ แต่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็มีมากที่หลงผิด อวิชชามิจฉาทิฏฐิเยอะแยะมากมาย
เราเป็นชาวพุทธ แต่ชีวิตไม่ได้ใฝ่ธรรมะ เอาชีวิตไปแย่งลาภยศ เพิ่มกิเลสอยากได้อยากมีตลอดชีวิตก็เลยซวยตลอดชีวิต ซ้ำนึกว่าเราจะไปวัดไปวาไปทำกุศลก็ถูกพระหลอกล้วงกระเป๋าอีก ทำทานแล้วได้กิเลสเพิ่ม คนทำทานในศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่ได้ทำทานแล้วมีผลลดกิเลส แต่ทำทานแล้วมีแต่ได้ภพชาติได้กิเลสเพิ่ม พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าทำทานต้องลดภพ ล.23 ข.49 ทานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าทำทานต้องทำใจให้ตัดภพ ตัดภพคืออย่าสร้างวิมานอย่าสร้างสวรรค์ไม่ให้มีภพชาติ ถึงเป็นทานที่มีผล อัตถิทินนังแต่ทุกวันนี้พระเจ้าไม่รู้เรื่องสอนทำทานแล้วสร้างภพสวรรค์ ไม่ได้ทำบุญ บุญคือการทำที่ตัดภพตัดชาติ การทำทานแล้วหวังจะได้สวรรค์ก็คือสร้างภพชาติ ถ้าทำทานจะได้กุศลคือสิ่งดีงามแต่ทำบุญต้องตัดภพตัดชาติ ทุกวันนี้ทำบุญไม่เป็น บุญไม่มีอะไรจะได้มาก เป็นวินาศ วิบัติ ทำบุญได้สมบูรณ์ก็เป็นผู้หมดบุญหมดบาป สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นพระอรหันต์ ท่านไม่ทำบาป ทำแต่กุศล ชีวิตที่เหลือของผู้มีชีวิตให้ใฝ่ศึกษาธรรมะให้ดี ไม่เช่นนั้นจะมีวิบากทับถมไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ ถ้าแก้ไขชีวิตตั้งแต่วันนี้ ศึกษาปฏิบัติธรรมก่อนจะตายเหมือนต้น เราจะได้มีชีวิตที่ไม่โมฆะไม่สูญเปล่า เปลี่ยนแปลงแก้ไขชีวิตให้เจริญไปสู่ภพหน้าที่ดีกว่านี้......