590928_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดอุตริมนุสธรรมที่จริงใจตามภูมิ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590928 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดอุตริมนุสธรรมที่จริงใจตามภูมิ พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 28 กันยายน 2559 ที่บ้านราชฯ แรม 12 ค่ำเดือน 10 ปีวอก พวกเราคึกคักกันที่อุทยานบุญนิยม เตรียมงานกันสนุกสนาน เตรียมงานเทศกาลกินเจซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม แต่พวกเรานี้เตรียมมานานแล้ว ก็ยังมาคึกคักกันเต็มที่ อาตมาว่า แล้วของพวกเราไม่เหมือนที่อื่น มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ชัดๆเลย ที่มาเห็นดีเห็นงามในการไม่ต้องไปกินเนื้อสัตว์ และก็มีน้ำใจที่เข้ามาช่วยเหลือ ร่วมมือร่วมใจแสดงออกให้ชาวโลก ประชาชนต่างๆ ได้รับบริการ ได้เลี้ยงดู ได้รู้ได้เห็น ได้เข้าใจ จนได้บรรลุว่า คนเราไม่กินเนื้อสัตว์ได้เป็นสิ่งประเสริฐ ดีอย่างไร มีกะจิตกะใจ มีเจตนามาเสียสละ เหน็ดเหนื่อยก็ไม่ว่า เสียสละอย่างเต็มใจ อาตมาได้พิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้ามาถึงวันนี้แล้ว มันก็เป็นยุคกาล ที่ใกล้กลียุคเข้ามาแล้ว คนมัน... อาตมาขอใช้ภาษาซับซ้อนว่า …... คนมันโง่จัด และมันฉลาดจัดจ้านจริงๆเลย ทุกวันนี้ คือคนที่โง่ ก็โง่ดักดาน คนโง่นี้มีความฉลาด แต่เอาความฉลาดไปแสดงจัดจ้าน ออกมาซับซ้อนมาก สังคมก็เลยสอนยากเพราะความซับซ้อน คนไม่มีภูมิปัญญาจริงๆ ไม่แม่นในสัจธรรมก็จะยาก *แต่ถึงอย่างไรก็ตามปลายภัทรกัปป์แล้ว เข้ายุคที่ศาสนาพุทธก็จะมีผลและมีคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติ ถือว่าเป็นงวดสุดท้ายแล้ว ที่อาตมาใช้คำว่า งวดสุดท้าย คือศาสนาพุทธของพระสมณโคดมมีอายุห้าพันปี ตอนนี้เลย 2500 ปีมาแล้ว ก็เสื่อมไปมาก แล้วเราก็จะต้องเอาเนื้อหาสาระ สัจจะ ของธรรมะใส่เข้าไปในมนุษย์ เพื่อให้อยู่ในจิตใจมนุษย์เท่าที่มีจำนวนเหลืออยู่ในวัฏกัปป์ตอนนี้ คนจะเวียนวน เชื้อชีวิตเดียวก็จะเวียนวนไปอีกนาน ผู้ได้ก็จะได้ ผู้ไม่ได้ก็จะเป็นตัวร้าย ในหนังต้องมีพระเอกและผู

อ่านต่อ

้ร้ายเป็นธรรมชาติ เพราะว่า โลกต้องมี ธรรมะสองเสมอ มีดำมีขาวเสมอ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ(ธรรมะที่ทรงความเกิดอยู่) เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ยังมีเชื้อที่จะสามารถพัฒนาการให้เจริญได้ขึ้นไปอีกประมาณห้าร้อยปีเป็นอันมาก ก็ลบไปสักห้าสิบปี ก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะถึงยอดความเจริญ ก็จะได้คนในวัฏกัปนี้ ของภัทรกัปป์นี้ เจริญวนเวียนเกิดตายในภัทรกัปป์นี้ เพื่อจะได้เชื้อจำนวนหนึ่งที่เป็น ต้นทุน ที่จะทำให้ เป็น โลกุตระบุคคล เ นื้อแท้ธรรมะพระพุทธเจ้าในสังคมปลายภัทรกัปนี้ ไปสุดสิ้นในภัทรกัปป์นี้ ก็จะหมดจบพุทธศาสนาหมดเกลี้ยงเลย เลยจากห้าร้อยปีจากนี้ไปก็จะขึ้นสู่ยอดสุดแล้ว ก็จะค่อยๆเสื่อมลง องศาตอนขาขึ้นจะความชันสูง แต่องศาตอนขาลงจะองศาน้อย ลาดไป เพราะมีความเข้มข้นในการช่วยคนไปในยุคนี้ เหมือนโลโก้ของบริษัทเดินหน้าฝ่ามหาสมุทรนี้ (เป็นรูปสามเหลี่ยม) อาตมาได้เปิดเผยตัวเองมามากมาย มากแล้ว มาถึงวันนี้ไม่ใช่น้อยแล้ว ว่าอาตมา มายังไง เป็นใคร? การหมุนเวียนของธาตุอัตภาพ ตั้งแต่เป็นชีวะ ไปเป็นจิตนิยามสัตว์เซลล์เดียว หมุนเวียนมาไม่รู้กี่ล้านปี จนมาเป็นคน ก็ใช้เวลาไม่รู้กี่ล้านๆๆปี นับไม่ได้ คนที่เป็นเวไนยสัตว์จึงจะสามารถพัฒนาตนเองต่อไปได้ แล้วสิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงอัตภาพของจิตนิยามที่สูงสุดคือ* อรหันต์ แล้วจะเป็นที่สูงสุดจริงๆ คุณมีสิทธิ์ที่จะเลิกความเป็นอัตภาพของตน สลายไปเลยได้ สูงสุดของความเป็น อรหันต์ คือเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณเกิดมาเป็นมนุษย์นี้สูงสุด ในแง่โลกีย์ก็เป็นแค่ กัลยาณชน อย่างเก่งก็เป็น ศาสดาของศาสนาเทวนิยม ซึ่งไม่รู้จักการเลิกเกิด ไม่รู้จักการทำลายจิตนิยาม คนเกิดมาก็วนเวียนกลับไปกลับมา เป็นอาคามี* ตลอดกาล จนกว่าจะมีเชื้อโลกุตตระ จะเริ่มต้นโลกุตตระอย่างไรแค่ไหน

มีผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ ทำวิจัยถามมา จากทิดเดิมแท้ นมัสการครับ ผมกำลังเขียนงานวิจัยระหว่างที่เรียน มจร.วัดมหาธาตุ อยากจะถามพ่อท่าน เรื่องที่พ่อท่านเคยสอนว่า….. ชาวพุทธที่ถือศีล 5 ได้ ถือว่า บรรลุระดับ โสดาบัน ศีล8 ระดับสกิทาคามี ศีล10 ระดับอนาคามี แต่ไม่มีหลักฐานพระไตรปิฎกรับรอง ฝากถามพ่อท่านได้ไหมครับว่า รู้มาจากไหน เพื่อนำไปเขียนงานวิจัยต่อนะครับ.. ตอบ ...รู้มาจากไหน? อาตมาก็ต้องรู้มาจากพระพุทธเจ้าแน่นอน แล้วก็ประมวลมาสรุปผลได้อย่างนั้นว่า... ผู้บรรลุ ศีล 5 จะเป็นพระโสดาบัน ศีลห้าเป็นฐานของพระโสดาบัน ศีลแปด เป็นฐานของสกิทาคามี สิ้นสุดก็เป็นฐานของอนาคามี จนกระทั่งจุลศีล 26 ข้อ ก็เป็นฐานของอรหันต์ เกินศีล 10 ไปแล้วบรรลุอรหันต์ตอนไหนก็ได้แล้วแต่บารมี การรู้ได้นั้นก็เพราะว่า เรามีสิ่งนั้นแล้ว การรู้ที่เป็นความจริงกับการรู้ที่ไม่เป็นความจริง เป็นตรรกะ เป็นต้น ซึ่งตรรกะ นั้นอาจเป็น ความจริงได้หรือไม่ได้ ก็ได้ ผู้ที่สามารถมีความรู้ที่เป็นความจริง... นามธรรมหรือปรมัตถธรรมในระดับ โลกุตระ เราพูดว่าโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี อรหันต์เป็นความรู้ระดับโลกุตระ *ขอบอกว่าที่อาตมารู้นี้เป็นความรู้ของโลกุตระจริงๆ จริงๆแล้วจะรู้มาจากใครจากไหนก็แล้วแต่ อาตมาอธิบายได้ไหมล่ะ อาตมาอธิบายโลกุตระของโสดาบัน ศีล 5 เป็นโสดาบันก็อธิบายไปแล้ว ศีลแปดเป็นฐานของสกิทาคามี สิ้นสุดก็เป็นฐานของอนาคามี ก็อธิบายไปแล้ว แล้วอธิบายไป พวกคุณเอาไปทำได้ผลได้มรรคผลหรือไม่ ก็ได้ ก็เป็นการยืนยัน เอหิปัสสิโก ว่าคุณเป็นจริง เป็นอาริยบุคคลจริง มั่นใจว่าใช่ ว่าได้ ผู้ฟัง ผู้รู้ เข้าใจ ผู้รู้จริง ฟังแล้วก็จะรู้ว่าที่พูดนี้ถูกหรือไม่ ใช่หรือไม่ใช่ ส่วนผู้รู้จริง จะรู้อีกว่าคนที่อธิบายกล้อมแกล้มนี้ ไม่ถูกหรืออธิบายเก่งฉิบหายเลย แต่ผู้ที่มีความรู้จริง จะรู้ว่าคนนี้โม้ เป็นของไม่จริง มันจะมีความสับสนไม่ลงตัว ไม่เข้าเป้า อยู่ในนั้นให้เรารู้ เมื่อเราดูเนื้อหาสาระ ยิ่งพูดมากยิ่งจับได้มาก ขี้โม้มากๆ ก็จับได้ง่าย ที่อธิบายกล้อมแกล้มรู้ได้ยากกว่า ที่เขาจับไม่ได้ เพราะว่าพูดจนคนงง ร้อยเรียงหรือสลับไปมา แต่คนที่รู้จริงจะรู้ว่าพูดสับปลับกลับกลอกเลอะเทอะ ยิ่งพูดเก่งยิ่งจับได้ง่าย อย่างธัมมชโยนี่ จับได้ง่ายตื้นเขิน ทำไมอาตมารู้ อาตมารู้แล้ว ก็เป็นสัญญาของอาตมา ฟังเข้าใจนะ รู้แล้วก็สั่งสมในสัญญา เพราะในมนุษยชาตินั้น นามธรรม มันก็จะมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นหลัก มันบรรจุอยู่ในสัญญานั้น แม้เกิดมาแล้วยังไม่รู้ตัว ก็เป็นสัญชาตญาณมันก็พาเกิดตามสัญญาเก่า เกิดสัญชาตะ เป็นญาณเป็นปัญญา อาจจะความรู้พิเศษกว่าคนอื่นแต่ก็เป็นสัญญาของตนนะมากน้อยก็แล้วแต่ มันมาเกิด โดยที่ตัวเราเองยังไม่รู้ตัว มันก็ต้องเป็น

คุณมี โลกียะ ก็เป็น สัญชาตญาณ คนมี โลกุตระจริงเป็นอาริยะจริง ก็ต้องมีเป็น สัญชาตญาณ มากน้อยก็แล้วแต่ จะแสดงออกโดยไม่รู้ตัวก็มี ยิ่งรู้ตัวก็ยิ่งไม่มีปัญหา **เพราะฉะนั้นอาตมาจะแสดงออกตั้งแต่ยังไม่ค่อยรู้ตัวดี จนกระทั่งมารู้ตัวก็ยิ่งชัดเจน ยิ่งมั่นใจแน่นอน ก็เป็นสัญญาหรือสัญชาตญาณของตน ซึ่งอาตมาก็บอกว่า ของอาตมานั้นระดับ สยังอภิญญา ซึ่งอาตมาเคยอธิบายขยายว่ามี 5. ขั้น คือ….. 1.ปัจจัตตัง 2. ปัจเจก 3. สยังอภิญญา 4.ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ 5. อนุตรสัมมาสัมพุทธะ ก็เป็นคุณธรรมคุณวิเศษที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเมื่อมีจริง ซึ่งอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมา ก็จะต้องรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วต้องรู้คุณรู้โทษของความผิดความถูกแน่นอน และถ้าคนที่ไม่เป็นอาริยะมันก็จะห่ามๆเพราะ…. 1.ไม่รู้ถูกหรือผิดที่แท้ 2.แล้วจะไม่มั่นใจในกุศล อกุศล แต่คนที่เป็นโสดาบันจะรู้จักบาปบุญ ก็กลัวแล้ว ผู้ที่เป็น อรหันต์ ถึงอย่างไรก็ไม่ทำบาปเด็ดขาด ขนาดโสดาบันยังกลัวบาปแล้ว สกิทาฯก็กลัวมากกว่าอีก อนาคามี กลัวบาปมาก ทำแล้วก็เป็นของตัวเอง เอาไปสุขสั้นก็ไม่ได้ นอกจากว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยก็เลยต้องทำเพราะคุณยังทำไม่ได้ ลดไม่ได้ แต่ถ้ามันได้อย่างเด็ดขาดแล้วจะไปทำ ทำไม? ใช่มั้ย?เพราะ…. 1. อัตตา ก็ รู้แล้ว ลดละล้างได้แล้ว แล้วจะไปหวงแหนอัตตาอีกทำไม?จะไปเอาอัตตามาอีกทำไม 2. มันเห็นเป็นทุกข์แล้วด้วย นอกจากคุณทำได้ แล้วก็มีปัญญาด้วย มีปัญญาชัดเจนด้วย ไม่ใช่ปัญญาอย่างเบลอๆ เหมือนโลกียะ เพราะฉะนั้นมันจะไม่ทำบาปโดยสัจจะของมัน ยิ่งผู้มีคุณสมบัติขั้นอรหันต์แล้ว รับรองได้เลยว่า ไม่ทำบาปทั้งปวงเด็ดขาด ยิ่งเกินอรหันต์ไปแล้วจะทำมั้ย?ก็ไม่ทำแน่ เป็นขั้นตอนตามลำดับที่เป็นความจริง

หนึ่ง ความจริงที่รู้แล้วเป็นจริงได้ เป็นอุภโตภาค ... ผู้ที่เป็นเจโตวิมุติ แต่ไม่เป็นปัญญาวิมุติ หรือเป็นทิฏฐิปัตตะยังไม่ถึงปัญญาวิมุติ แล้วเริ่มเป็นทิฏฐิปปัตตะ ได้เป็นกายสักขี ได้เป็นปัญญาวิมุติ รู้มีทิฏฐิปปัตตะคือ เข้าถึงความรู้นั้น เมื่อเข้าถึงความรู้นั้นได้ ก็ทำให้สำเร็จได้ทั้งนอกและใน จะตกหล่นไม่สมบูรณ์บ้างก็ทำให้เป็นสักขีทั้งนอกและใน เรามีครบแล้ว ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กายสักขีเป็นปัญญาวิมุติ เหลือเศษเจโต สิ้นอาสวะแล้วเหลืออนุสัยส่วนเหลือ โดยสามารถรู้ว่า สังโยชน์ 10 แต่คั้นเข้าไปอีกเหลืออนุสัย 7 ก็เหลือส่วนละเอียดของอนุสัยที่ไม่หยาบอย่างอาสวะแล้วเป็นของอรหันต์ จนสิ้นอนุสัยอีก7 ครบ อาตมาจะรู้ความต่างของอาสวะกับอนุสัย ก็เป็นความรู้ของอาตมา คุณฟังขึ้นไหม ? อาสวะ 10 อนุสัย 7 เป็นต้น ปัญญาวิมุติก็เป็นอรหันต์ อาสวะสิ้นหมด แต่เหลืออนุสัยเศษส่วนสุดท้าย สย สยังคือตัวเรา สว สย สกะ คือตัวเรา อนุ แปลว่าน้อย ละเอียด น้อย เล็ก ตามรู้ไม่ได้หรือตามรู้ได้ยาก เป็นตัวปลาย ยังเหลือตัวตน อนุ ตัวท้ายตัวปลายก็เอาให้หมด อาตมามีความรู้อันนี้ ก็เอารู้ที่เป็นความจริง สยังอภิญญาของอาตมา ไม่ได้อ่านมาจากตำราไหน มันมีสัญญาของอาตมา คุณฟังไปแล้ว แม้อธิบายความต่างของอาสวะกับอนุสัยฟังขึ้นไหม โมเมไหม? ก็ฟังได้มีหลักฐานว่า ถ้าเรามีขีดนี้ ถ้าคนสูงพอสมควร มีสภาวธรรมอาสวะอนุสัยจะรู้ คนมีปฏิภาณปัญญาจะรู้ว่า สิ่งที่อาตมาเอามาพูดนี้ ถ้าอาตมาไม่มีสยังอภิญญาเป็นของตัวเอง หรือโม้เอา ก็ฟังไม่เข้าท่า ตลกนี่หว่า คุณจะพอมีปฏิภาณรู้ แต่ถ้าคนที่ฟังแล้ว เขามีปฏิภาณไหวพริบจะรู้ เป็นต้น อาตมาก็มีภูมิอย่างอาตมา ทีนี้ทำไมไม่มีหลักฐาน คุณดูตามหลักฐาน ทุกวันนี้ก็ดูจากคนในยุคนี้ ไม่มาก ปลายภัทรกัปป์ ผู้รู้บันทึกไว้ แม้แต่ในเถรวาทนี่ บันทึกน้อยที่สุดแล้ว จะมีอรรถกถาช่วยบันทึกไว้บ้างก็ไม่มากแล้ว เพราะเป็นปลายภัทรกัปป์แล้ว ตรวจสอบแล้ว พอฟังได้ไหมอย่างที่อาตมาเสนอ เป็นอตักกาวจรา คาดเดาไม่ได้ เป็นอุตริมนุสธรรม คุณวิเศษจริงๆ อาตมารู้ บาปบุญ อาตมาจะทำบาป เพราะโม้อวดเก่ง ว่าอันนี้ดีวิเศษให้คนว่าเราเก่งประเสริฐเลิศเลอ อาตมาว่ากิเลสนี้หยาบมากแล้ว ตั้งแต่คบหาอาตมามา อาตมามีลักษณะแสดงความอยากโก้ อยากเด่น อยากอวดเก่งบ้างไหม? อาตมาไม่ได้อยากเด่นดังอะไรเลย ถ้าอาตมาอยากอวดเก่ง ก็อวดตัวตนว่าเป็นอะไรมามากมาย อาตมาก็ค่อยๆทยอยเปิดเผย เพราะถึงเวลากาละแล้ว มีหลักฐานมีเค้าพอจะตามไปได้ ไม่ใช่อาตมาไม่มี แต่ไม่ได้เปิดเผย เป็นต้น ยังไม่เปิดเผยก็ยังมีอีกนะ แต่รับรองว่าอาตมาหยิบหลักฐานยืนยันได้ตลอดเวลา ทุกเรื่องที่บอกว่าอาตมาเป็น อาตมามี มาแต่เดิม เป็นสยังอภิญญา เป็นของที่ตนเองมีอภิญญาอันนั้น รู้ยิ่ง รู้จริง สิ่งที่เป็นความรู้จริงที่นำมาให้คนพิสูจน์ ก็เพราะตนเองมีภูมิธรรมอันนั้นของตนจริง ถามว่าอาตมาเอามาจากไหน? รู้มาจากไหน ก็รู้จากสยังอภิญญาของตนเอง สัญญาของอาตมาเอง ที่มีจริงไม่ได้พูดเพื่อโก้ๆ แต่เน้นอธิบายส่วนที่ควรอธิบายให้ฟัง ฟังขึ้นไหมล่ะ โสดาบัน จะเป็นคนอย่างไร? เข้าเนื้อเรื่องเลย ยุคนี้จะมีคนจริงเป็นโสดาบันเข้าไปทำงานบริหาร เป็นข้าราชการมีคุณธรรม แม้เป็นนักธุรกิจจะเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์เหมือนกัน ที่ทำก็เพื่อช่วยโลก ให้เป็นโลกใหม่โลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ จะปรากฏต่อไป มันมีมาแล้วที่พวกเราทำ แต่ตอนนี้จะขยายผลออกไปไปสู่ประเทศไทย ถึงยุคประเทศไทยเปิดใจรับ อาตมาเชื่อว่าในอีก 60 กว่าปีที่อาตมาพยายามดันตัวเองไปให้ถึง 151 ให้ได้เหลืออีก 68 ปี อาตมาว่าจะเห็นพฤติกรรมสังคมประเทศไทย ว่ามีอริยบุคคลตั้งเเต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ขึ้นไปเป็นผู้บริหารปกครองบ้านเมือง แม้ที่สุดจะทันได้ดูว่ามีอรหันต์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ก็ยังไม่รู้ แต่จะมีอาริยบุคคลขึ้นไปเป็นลำดับ มันจะเจริญไปอีกจนกว่า 500 ปี ก็จะทำให้สังคมได้รับความเป็นจริง ให้เป็นสังคมตัวอย่าง ไม่ได้เจตนาจะอวดอ้าง แต่มันจะต้องเป็นจะต้องมีอะไรทิ้งไว้ในปลายยุคภัทรกัปนี้ อาตมานำของพระพุทธเจ้า ที่เป็นโลกุตระทำเป็นอาริยะ เป็นศิวิไลซ์ ที่ฝรั่งเรียกว่าเป็นความเจริญ นี่แหละเรียกว่าความเจริญสูงสุดของมนุษยชาติ เจริญเป็นโลกุตระ ส่วนโลกียะหรือกัลยาณธรรมไม่เจริญเท่านี้หรอก มันไม่บริสุทธิ์ใจ ไ ม่รู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน มันแบ่งเวทนา 108 ไม่ออก แยกเคหะสิตเวทนา แยกอาการของพลังงานจิตโลกีย์เคหสิตะ กับอาการของพลังงานจิตที่เป็นเนกขัมมะสิตะเวทนา เข้ากระแสโลกุตระ มันแยกอาการนี้ไม่ออก มันไม่รู้จักเพศของพลังงานเหล่านี้ ไม่รู้ลิงคะของพลังงานความต่างเหล่านี้ แต่โลกุตระตั้งแต่โสดาบันเริ่มรู้แล้ว จึงทำให้ตนได้ ถ้าคุณอ่านอาการนี้ไม่ถูกต้อง จะเป็นโสดาบันได้อย่างไร คุณอาจจะเข้าใจปริยัติ เป็นองค์ประกอบเป็นทฤษฎีที่จะปฏิบัติ ก็ได้ความเป็นมรรค เ ส้นทางปฏิบัติ หรือแม้แต่ตรรกะความหมายของอันนี้ *แต่ถ้าจิตใจคุณยังไม่มี ว่าเราทำได้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา อาตมาใช้คำว่าคุมเคร่ง ฌาน 1 จนทำได้ดี ไม่ต้องคุมเคร่งวิตกวิจาร มันดีขึ้นได้ จนไม่ต้องกังวล คล่องตัวทำได้ดีเรื่อยๆ มีพลังงานปีติ สุข เอกัคคตา เก่งขึ้นเจริญขึ้น ปีติก็ลดลงไป เป็นตถตา เป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้องจำ ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องสังวรระวังเคร่งคุมเลย มันเป็นเช่นนั้นเอง ถ้าทำได้จริงก็ยิ่งเป็นพลังงานที่เสริม ศีลแปดเป็นฐานของสกิทาคามี ศีลสิบก็เป็นฐานของอนาคามี เป็นอเนญชาภิสังขาร เจริญแน่วแน่ แนบแน่นปักมั่น เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา สัจจะจะเป็นอย่างนั้น

โสดาบัน คือผู้ที่มั่นคงในสัจธรรมแล้ว คนนี้มีศีล 5 ไม่โกหก แล้วคนที่โกหกนี้ทุจริตได้ง่าย ทำสุจริตก็ง่ายกว่าที่พระพยอมบอกว่า บุหรี่นี้จะหยุดยากอย่างไร?แค่เปิดปากมันก็หลุดแล้ว โกหกได้ยังง่ายกว่านี้อีก จะเลิกบุหรี่ลดบุหรี่ก็แค่วางปล่อยปากบุหรี่ก็หลุดไปแล้ว ก็พยายามอธิบาย แต่โกหกนั้นหลุดง่ายกว่าบุหรี่หลุดจากปาก บางทีไม่ต้องเปิดปากก็โกหกได้แล้ว ยิ่งพูดออกไปชัดๆเร็วเท่าไหร่ก็ได้ แล้วแต่ใครจะชำนาญโกหก พระโสดาบันไม่เอาของคนอื่น เพราะรู้ว่าพลังงานนี้เป็นบาป เรื่องกาม ก็ลดลงตามลำดับ ผัวเดียวเมียเดียว รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านเท่านี้ วาจาไม่โกหก ใจก็ลดลงในสุรา เหลือเมรยะมัชชะไป เป็นขั้นเป็นตอน โสดาบัน เป็นเบื้องต้นมีความบริสุทธิ์ทางกายวาจา ผู้ที่เป็นโสดาบันจะเข้าใจพลังงานของจิต รู้ในความเป็นอัตตา ที่สั่งสมมา กี่ล้านชาติ แล้วจะทำไปอีก ทำไมถึงโง่อย่างนี้ เป็นโสดาบันไม่ได้ โสดาบันไม่ได้โง่อย่างนี้ โสตะแปลว่ารู้แล้ว สรุปแล้ว อาริยะพื้นฐานเป็นศีล 5 รู้ทั้งกาย วาจา ใจ โสดาบันหากไม่รู้จัก กาย เป็นสัมมาทิฏฐิ คือธรรมะสอง ธรรมะของรูปและนาม ไม่ใช่ภายนอกอย่างเดียว และต้องสัมผัสกับของหยาบ โสดาบันจะสัมผัสอบายนะ ถ้าไม่มีสัมผัส ก็ไม่รู้ว่าจะล้างตรงใหน มันล้างไม่ได้

ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่น ว่านั่งหลับตา คือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ที่หยิบมานี้ ที่เขาอธิบายว่า... ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนี้คือความรู้ที่ลึกซึ้งที่สุด สายหลับตาเขาสอนว่า ถ้านั่งสงบแล้ว แล้วปัญญาจะเกิดเอง ถ้าหากคุณมีปัญญา ในคลังขั้นที่เป็น สยังอภิญญา ของคุณ คุณมีตั้งแต่ปัจเจกแล้ว คุณนั่งสงบ มีเหตุปัจจัยพอสมควรมันก็ขึ้นมา พระพุทธเจ้ากว่าจะไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็นั่งมานาน แล้วนั่งเก่งกว่าคนอื่นด้วย แต่มันก็ยังไม่ขึ้น จะระลึกชาติจะเป็นอย่างไรและก็ยังไม่ถึงรอบที่มันจะขึ้น จนกว่าจะถึงรอบเวลานั่งแล้วก็ถึงยามหนึ่งยามสองยามสาม ก็ขึ้นมา ฉันเดียวกัน ถ้าผู้ใดมีอยู่ในตัวเอง แล้วไปนั่งหลับตามันก็จะขึ้นมา โดยไม่ใช่การใช้ตรรกะ ไม่ได้เพ้อเจ้อ เพราะคุณมีในสัญญาเก่าของคุณ แต่คุณก็จะขึ้นเท่าที่คุณมี ถ้ามันไม่มี มันขึ้นมาก็เป็นการปรุงแต่งเอง เป็นเรื่องอะไรไม่รู้ โมเมมา หลอกกันไป ก็ปั้นเรื่องบ้าบอ หลอกตัวเองด้วย ว่าเป็นจริงอีก ถ้าขึ้นเองก็ของคุณเองที่มี ถ้าไม่มีแล้วอะไรจะมาขึ้น จะบอกว่าเป็นปัญญาก็ใช่ แต่ได้แค่นั้น เท่าที่ของคุณมี ก็ดีเท่าที่คุณมี แต่จะนั่งจนตาย ถ้าหากคุณไม่มี ก็จะไม่ได้เพิ่มอีก จะนั่งจนตายก็ได้เท่าเก่า แต่ถ้ามาเรียนรู้ปฏิบัติลืมตาก็จะได้ทั้งของเก่าและของใหม่ ซึ่งของใหม่จะมีเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไม่มี ถึงจะรู้ก็จะดักดานเท่าที่เป็นกบในกะลาครอบ จึงไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่สอนอย่างกบในกะลา พระพุทธเจ้าสอนโลกกว้างอย่างโลกะวิทู ท่านไม่ได้สอนให้รู้แต่ในกะลา พอแล้วลูกเอ๊ย พวกนั่งหลับตานั้น ตื่นเถิดชาวไทยอย่ามัวหลับไหลลุ่มหลง ชาติจะเรือง(เหลือง)ดำรง(ดำลง) ก็เพราะเราทั้งหลาย ฟังให้ชัด มันร้องเหลืองร้องดำลงจริงๆ เหลืองสูตรเข้าขั้นที่มันจะตายแล้วนะ แล้วถ้าดำก็เลิกเลย ผู้ปฏิบัติสายหลับตาออกป่า ปลีกเดี่ยว เป็นไปเพื่อตัวตน เป็นไปเพื่อหมู่มวลส่วนน้อย ศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปเพื่อ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ศาสนาพุทธนั้นเป็นไปเพื่อคนหมู่มาก วิธีปฏิบัติก็คือให้รู้จากน้อยไปมาก แล้วจะไปปฏิบัติกับคนที่น้อยน้อยแล้วหนีเข้าป่าจะได้หรือ เป็นความสับสนไปสับสนมา ขอสรุปว่า ศาสนาพุทธเป็นไปเพื่อคนส่วนมาก เป็นศาสนาสังคม ไม่ใช่ศาสนาของคนหนีออกป่า แต่ในยุคที่คนจะเข้าป่า หลงเข้าป่าอย่างยุคนี้ก็ต้องมี แล้วยุคของอาตมา ก็เลยมีขนาดนี้ออกป่าแล้วหลงไปปฏิบัติในป่า ในยุคของพระพุทธเจ้ายิ่งดิ่งดับลึกกว่านี้อีก ออกป่ามากกว่านี้อีก ท่านก็เลยจำเป็นอนุโลมช่วยคนในป่าก่อน ให้คนในป่าตื่นรู้ มาสัมผัสอายตนะ 6 คนปฏิบัติต้องสัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้า โดยใช้หลัก…. วิญญาณ 6 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 อุปาทาน 4 . ภพ 3 ชาติ 5 ท่านก็ใช้หลักสูตรท่านให้คนปฏิบัติ คนเหล่านี้มาปฏิบัติลืมตาก็จะได้รู้ความจริงว่า ไปปฏิบัติในป่านั้นเป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธตามอัมพัฏฐสูตร ไปหลงหาอาจารย์ในป่า ในป่าไม่มีชามมีจานหรอก มีแต่ใบไม้รองกิน ต้องมาหาจานในเมืองนี่

สรุปแล้วท่านก็อนุโลมปฏิโลม คนมันหลงยุคอย่างนั้นมันมี ท่านเองก็ไปหลงอยู่ในป่าตั้ง 6 ปี ท่านเลยต้องสอนคนในป่าก่อน คนที่บรรลุแล้วอยู่ในเมือง ถ้าสงสัยก็ไปพิสูจน์อยู่ในป่า ว่าเราจะหลงป่า จะติดป่าไหม จะฟุ้งซ่าน ไปหาป่าไหม คนที่รู้อย่างที่อาตมาพูด จะไม่สับสนอย่างเช่น พระอุบาลี ขอพระพุทธเจ้าออกป่า พระอุบาลีเป็นพระเมืองไม่ใช่พระป่า พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง(ติดป่า) หรือจักฟุ้งซ่าน(ในโลกธรรม) เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือ จักลอยขึ้น !! (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99) ผู้ที่มีมรรคผลอย่างน้อยเป็น อนาคามีจึงจะไปสู้ได้ ก็จะไปป่าได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงอนาคามีก็ติดป่าได้ อย่างเช่นโสดาบันหรือสกิทาคามี แล้วแต่จมอยู่ในนั้นนานเท่านาน จะเป็นเหมือนนางวิสาขาเลย เป็นผู้ที่ยินดีในสิ่งที่ตนติด แต่นางวิสาขา ไม่ได้ติดป่า แต่ติดเอร็ดอร่อย พริ้งพราย นานมาก ผู้ที่สอนให้นั่งหลับตา อย่างหลวงปู่ดุลย์ ก็เป็นผู้ที่มีบารมี แต่ก็ยังมีมิจฉาบ้างก็อย่างนั้นแหละ หลวงปู่ดุลย์เคยเอาหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนักทั้งดุ้นเลยไปใส่ในหนังสือของท่าน พออาตมาท้วงไปเขาก็ถอดออก ที่พูดนี้ไม่ได้ไปข่มท่านนะ ขออภัย ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนป่าหรือคนหมู่น้อย แต่เป็นศาสนาของคนเมืองเป็นคนหมู่มาก ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดก็ตาม ศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาของคนหมู่มากกับคนเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในยุคไหน เป็นศาสนาคนเมืองทั้งสิ้นไม่ใช่ศาสนาคนป่าไม่ใช่ศาสนาของคนหมู่น้อยไม่ใช่ แต่เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก แม้แต่ยุคนี้จะมีคนจำนวนน้อย แต่ก็จะปลูกกระแสเอาไว้มาก ทิ้งไว้ให้คนในยุคนี้ ใส่สัญญาเอาไว้ แม้แต่คนเป็น อเวไนยสัตว์ ก็จะ รับใส่ไว้ใน สัญญา หรือแม้แต่คน อนันตริยกรรม ก็จะใส่ในสัญญา จนกว่าจะหมดที่ บาปกรรมก็จะเอามาใช้ได้ เข้าสู่โสดาฯศีล 5 สกิทา ศิล 8

โสดาบันรู้จัก กาย ของโลกียะกับโลกุตระชัดเจน โดยอ่าน อาการจิต ของตนเป็น มีอาการหรือความรู้สึก อ่านได้ อ่านออก ว่าอาการลีลาอย่างนี้ว่าเป็นโลกียะ เป็นเคหสิตเวทนา เช่นเป็นอารมณ์ของความสุขเป็นความชอบ มันเป็นรสของโลกีย์ อ๋อ!นี่คือรสโลกีย์ เมื่ออารมณ์โลกีย์จางคลายลดลง ก็เป็นเนกขัมมสิตโสมนัสเวทนา เมื่ออาการสุข ชอบ จางคลายก็ต้องอ่านออก ถ้าใครสามารถ ดับ ได้เลย เช่นเคยติดรสลองกอง เคยติดรส ต่อมาเราปฏิบัติได้สัมมาทิฏฐิ ก็จะลดความดูดดึงไป สกิทาฯก็ลดไปอีก อนาคามี จะลดลงไปมากแล้ว ลดลงจน ไม่มี ก็จะสัมผัสรู้ สัมผัสเมื่อไหร่ก็อ่านของจริง หากไม่สัมผัสก็ได้แต่ เดา แต่ถ้าสัมผัสของจริงเมื่อไหร่ ก็จะรู้ได้อ่าน สัมผัสของจริงมีทั้ง นอกและใน เป็นเหตุปัจจัยเป็นรูปเป็นนาม ชัดชัดๆจริงๆ ก็จะรู้อย่างบริบูรณ์ คุณจะเกี่ยงทำไม ถ้าจะมาดูของจริงให้ครบ ถ้ารู้ของจริงให้ครบทำไมไม่เอา ถ้าคุณลืมตาปฏิบัติจะเป็นความจริงที่ครบกว่า ฟังขึ้นไหม ถ้าหลับตาปฏิบัติจะรู้ความจริงไม่ครบ สรุป แล้วโสดาบันเอาเกณฑ์ของศีล 5 เท่าที่คุณมี สิ่งรองรับของคุณว่าอยู่แค่นี้ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือลาภยศสรรเสริญ เราจะตัดเขตแค่ไหน ความเป็นอบายมุขของใครของมัน ตัวอย่าง เช่นโสดาบัน คนนี้ถ้าโกงทุจริตขนาดนี้ไม่เอา แต่โสดาบันนั้นจะไม่โกง แต่จิตใจนั้นมันยังเสียดายก็แล้วแต่ โสดาบันอย่างหยาบ จะอาลัยอาวรณ์ก็ว่าจะโกง ก็ดี แต่ไม่กล้าโกง เพราะมีหิริโอตตัปปะ กลัวบาปกรรมที่เป็นของจริง จะไม่ทำ มีพลังงานที่จะไม่ทำชั่วนั้นได้จริงๆ แม้ในใจมันจะยังมี เสียดายเงินอย่างไรก็จะไม่ทำ เช่นอาตมาเคยถามคน ว่าชาตินี้คุณโกรธคนนี้มากเลย มันทำให้คุณโกรธมากจริงๆ โกรธมากสุดที่เลย คุณจะกล้าฆ่าเขาไหม หลายคนรู้ตัวเลยว่าให้ตายอย่างไรก็ไม่กล้าฆ่าเขา พวกเรานี้เป็นผู้ชายโดนผู้หญิงตบหน้าต่อหน้าธารกำนัล คุณหินไท มองผู้หญิงแล้วก็เฉยๆไม่กล้าต่อว่า ไม่กล้าตบตอบ จิตใจไม่กล้ารุนแรง คนนั้นเป็นผู้หญิง ตบต่อหน้าธารกำนัล ถ้าคนที่ยังมีสิ่งที่ตอบโต้อยู่ก็บอกว่า ถ้าตบมาอย่างนี้ไม่ตบตอบก็ไม่ใช่คนละ คนไม่ตบตอบไม่โกรธตอบไม่ใช่คน แต่คนไม่โกรธเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เขาเป็นอาริยบุคคล สกิทาคามี จะมีภูมิธรรมรู้ว่า นั่นยังหยาบ ยังหลงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็จะลดลงอีก ในความหมายที่สอนว่า ตั้งแต่ศีล 8 เป็นรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส เป็นเรื่องใหญ่โต วิภูสนัฏฐานา ก็จะจางลงลดลง แต่คนที่รู้ความจริงโลกุตระ ไม่ใช่ว่าไม่รู้โลกียะ คนที่รู้โลกุตรธรรมได้แล้วยิ่งรู้โลกียะได้ดี แต่อยู่เหนือโลกียะได้ จึงไม่จำเป็นต้องหนีอยู่ด้วยกันนี่แหละ อนุโลมให้เขาได้ก็อนุโลม ถ้าอนุโลมไม่ได้ ก็อย่าอวดดี เปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนคนตกบ่อ ตัวเองถ้าไม่มีรากฐานมั่นคงที่จะดึงคนขึ้นมาได้ ก็อย่าอวดดี เขาจะดึงคุณหัวทิ่มบ่อลงไปตายด้วย คนฉลาดจะรู้จักประมาณ อย่าไปอวดดี คนที่มีอัตตาตัวตนก็จะประมาณได้

ในหลักการทฤษฎีของพระพุทธเจ้า รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสขั้นต่อไป โสดาบันก็หยาบใหญ่ สกิทาคามีก็หยาบรองจากโสดาบัน จะประมาณของตนเอง ก็เป็นศีล8 ศีล 10 คำว่า อุจจาสยนมหาสยนา คำว่า “ สย ”ก็เอามาเป็นตนของตน คำว่าอภิหรือมหาก็คือใหญ่ อะไรหยาบใหญ่ก็ลดลงๆ เวรมณีคือเว้นขาด *คำว่า อุจจาสยนมหาสยนา เป็นคำทีบอกความหมายยิ่งกว่าสกิทาคามีขึ้นไป etc. ให้รู้ไปถึงอนาคามีถึงอรหันต์ก็ประมาณเอง เลยศีล 10 ไปแล้ว ข้อ อุจจาสยนมหาสยนา เป็นหลักที่จะใช้ในการเอามาเป็นมาตรวัดของตนเอง เกินนั้นขึ้นไปรายละเอียดก็ใช้ปัญญาญาณของตนเอง สี่ขั้นนี้ นี่คือศีล 5 โสดาฯ ศีล 8 สกิทาฯ ศีล 10 ก็อนาคาฯ เลยถึงอรหันต์ ก็ศีลสูงกว่านั้น หรือจะเอาโอวาทปาติโมกข์ทั้งหมด คนทำจริงจะรู้อีก แม้ศีลที่ยังเหลือเศษเล็กน้อย แม้จะไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน