590911_วิถีอาริยธรรม ไขความจริง_จะรู้จักโสดาบันได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
590911 วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและสมณะฟ้าไท เรื่อง ไขความจริง : จะรู้จักโสดาบันได้อย่างไร
สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2559 ขึ้น 10 ค่ำเดือน 10 ที่ บวร ราชธานีอโศก ก็ใกล้เวลาออกพรรษา พ่อครูได้เทศน์ ได้บอก ได้สอนให้พวกเราได้ฟังทุกวัน ท่านสอนให้คนได้เป็นอาริยบุคคลตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีจนถึงพระอรหันต์ ที่เคยฟังปณิธานพระครูบอกว่า ให้มีพระอรหันต์ไปเป็นนายกรัฐมนตรีปกครองบ้านเมืองได้ ถ้าเป็นยังงั้นได้ โลกจะดีขึ้นแน่นอน ไม่ต้องสงสัย ที่ไม่สงสัยเพราะว่าขณะนี้เราอยู่กับพระอรหันต์ เราก็มีความสงบสุข มีความผาสุกแล้ว ถ้ามีพระอรหันต์ไปปกครองประเทศได้ก็จะดีแน่นอน โลกนี้ก็จะเกิดความสงบ แต่สิ่งที่ยากก็คือ ทำอย่างไรจะเป็นได้ ยากรองลงมาคือ เมื่อมีสัตบุรุษ ผู้อธิบายธรรม มาให้เราปฏิบัติ ทำอย่างไรจะเข้าใจได้ เมื่อวานนี้มีนิสิต ว.นบ.มาอธิบาย ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา เขาดูตื่นกระตือรือร้นมาก ในการมานำเสนอ ทำให้สมณะสิกขมาตุพลอยตื่นตัวไปด้วย เรานั่งฟัง 2 ชม.กว่าก็ตื่นเต็มดี แต่ฟังธรรมพ่อครู ดูเหมือนทำไมเราไม่ตื่นเต็ม ก็ได้แง่คิดว่า ต้องค้นหาสิ่งที่เราไม่เข้าใจ พ่อครูมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ที่จะเสนอแนะได้ ไม่ได้เพ่งโทษ แต่ให้เรามีธัมมวิจัยเพิ่ม วันนี้พ่อครูจะมา ไขความจริง เรื่องจะรู้จักโสดาบันได้อย่างไร? ถ้าเป็นโสดาบันได้ ก็จะเหมือนสตาร์ทติดเครื่องแล้วไปสู่ที่สูงได้ แต่ถ้าสตาร์ทเครื่องไม่ติดก็ยิ่งซวยหนัก พ่อครูอธิบายซ้ำซาก เพื่อให้เรามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเข้าใจกระจ่างก็จะปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้น พ่อครูว่า… อาตมาออกจากงานทางโลก มาทำงานทางนี้ก็ได้ความมุ่งมั่นจริงๆ ที่จะพยาย ามชี้แจงอธิบาย ตามที่เราเองมั่นใจว่า... คนเราที่เป็น ”อาริยะ” คือ เป็นคนเจร
อ่านต่อ
ิญ เจริญเพราะจิตใจนั้นกิเลสลด คนเราจะเจริญได้มั่นคงถาวรก็เพราะว่า จิตใจเปลี่ยนแปลง ถอดจิตใจมันเปลี่ยนจริงๆ ไม่ใช่ไปกดข่มบังคับจิตใจให้ทำกายกรรมดีขึ้น ให้จิตใจมาบังคับวจีกรรมเราให้ดีขึ้น ก็จิตเป็นประธานมาก่อนเกิดกรรมทุกอย่าง อย่างนั้นยังไม่ใช่ความบรรลุ ความ” บรรลุ ”อ ยู่ที่จิตเราได้เปลี่ยน แต่ก่อนนี้จิตเราเป็นอีกอย่าง คนไม่ได้ศึกษาจะไม่รู้ว่า จิตของเรามี กิเลสมาจุ้นจ้านเป็นนาย ให้เราต้องเชื่อฟังมัน มันบังคับเราได้ ทั้งที่โดยปฏิภาณสำนึกเรารู้ว่า นี่เป็นสิ่งชั่วนะ แต่มันก็จะทำ เพราะว่าตัวกิเลสในจิตมีอิทธิพล มันเก่ง มันบังคับให้เราทำ คนเราแพ้กิเลส เพราะฉะนั้น กรรม กิริยาที่ออกมาข้างนอก สู่สังคม หมู่ชน จึงเป็นกรรมกิริยาที่เกิดจาก กิเลส เป็นตัวการ นี่คือ *เป้าหมายหลัก ที่พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ตัวการ ตัวกิเลสนี่แหละ ให้ได้ แล้วมีวิธี *ปหานกิเลส *นี้ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็น อาริยสัจ 4 รู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้ โดยมีวิธีปฏิบัติจัดการกิเลสนี้ได้ นี่คืออาริยสัจ 4 หัวใจศาสนาพุทธ แต่ทุกวันนี้ชาวพุทธ ไม่รู้แล้ว ชีวิตมีการเอาแต่สุข เอาสุขมาทดแทนอารมณ์(เวทนา) ที่ควรได้ ควรมี ควรเป็น แล้วเรียกว่าสุข โดยระบุอาการนั้น ก็ได้ แต่ถ้ารู้ละเอียดว่า ความสุขที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น เป็นสุขที่พิเศษ วูปสโมสุข เป็นสุขยิ่งกว่าสามัญ ที่มีกามอยากได้ใคร่มาเสพ ก็หามาบำเรอ หรือบำเรออัตตาให้เป็นอย่างใจ ที่เว้นจากกามคุณ 5 แล้วใจมันเองก็ต้องการอีก หรือจะต้องการนอกเหนือจากนั้นอีก ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ ต้องการได้สมใจทั้งนั้น เป็นรูปในภพ หรืออรูปในภพ เป็นภพเทวดา มีวิมานในฝันจะได้เป็นคนสวย คนรวย คนเก่ง ได้ยศสูง ประเสริฐเลิศเลอ ก็ฝันไป นั่นคือวิมานทั้งหลาย นั้นคืออัตตาตัวแท้ (มโนมยอัตตา) อัตตาที่ปั้นขึ้นมาสำเร็จด้วยจิต ไม่ได้เรียนรู้ แต่ไม่สอนกันก็เลยเลอะเทอะ ก็ยังอยากได้ อยากมี อยากเป็นในกามคุณ ทั้งวัตถุทรัพย์สมบัติ เป็นโอฬาริกอัตตา แล้วก็กลายเป็นมโนมยอัตตาภายในจิตต่อไป สมณะฟ้าไทว่า...สิ่งที่เราอยากได้ เราเคยเป็นมาก่อนไหม พ่อครูว่า… มันมีมาแต่อ้อนแต่ออก ตั วเล็กๆ ถ้าเอาอะไรมาล่อมันอยากได้แล้วไม่ได้ ก็ร้องใช้อำนาจต่อรอง เป็นกิเลสประจำตัว ค นเราเกิดมาเวียนวนเป็นคนเกิดแล้วเกิดอีก ไม่ใช่อัตภาพที่เพิ่งเกิด เป็นสัตว์มันก็อยากได้ เป็นคนก็ยิ่งมีความอยากได้สะสมมานานแล้ว ตั้งแต่เกิดก็มีมาแล้ว พกมาเต็มกระบุงเลย เป็นของเก่าด้วยแล้วพากันโง่ใหม่อวิชชาด้วย อยากได้ใหม่ๆ คือคนไม่ได้สดับ ของเก่าก็เต็มที่ของใหม่ก็อยากได้เติมเข้าไปอีก ไม่ได้สดับธรรมะพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้มีแต่เติมกิเลสสร้างกิเลสให้โตขึ้นท่านจึงเรียกว่า ปุถุชน คำว่าปุถุ แปลว่าโต หนา อ้วน ใหญ่ มาก เพิ่มตัวตน เพิ่มฤทธิ์เดช เพิ่มพลังความอยากได้กิเลสต่อ จึงถูกตราหน้าว่าเป็นปุถุชน คือคนที่เต็มไปด้วยกิเลสต่อมีตัณหาโตใหญ่ ตัณหามาก หากไม่ได้สดับธรรมะพระพุทธเจ้า เรียนรู้กิเลสพวกนี้แล้วลดกิเลสให้ได้ ทำไปตามลำดับเรียนปริตตัง มีหลักเกณฑ์มีศีล เรียนรู้แล้วละกิเลสไปตามลำดับตามกรอบเล็กๆ ตั้งแต่ศีล 5 เกี่ยวกับสัตว์กับวัตถุ มันไม่ควรเอาไม่เป็นของเราก็ไม่ควรเอา หรือสัมผัสเสียดสีเรื่องเพศ เราก็จะต้องไม่ให้เกินขอบเขตที่สังคมวัฒนธรรมดีงามให้เป็น ไม่ทุจริตไม่พูดปด ไม่ไปหลงโลกหลอกให้เสพติดคืออบาย คำว่าอบายคือความต่ำ คนเกิดมานี้หนาด้วยกิเลส คือคนเรายิ่งจะมีอบายความต่ำนี้มากขึ้น แล้วไปมัวเมาต่างๆ ปรุงแต่งให้หลงเสพติด โฆษณา ธุรกิจต่างๆ มีแต่จะให้ได้ลาภมากขึ้น ยศมากขึ้น ได้รับการสรรเสริญมากขึ้น ผู้ไม่ได้สดับธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่เรียนรู้สัจธรรมจะเป็นเช่นนี้จริงๆ แต่ละคนต้องการอันเดียวกันหมดคือ อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกีย สุขอันเดียวกันหมดจึงแย่งกัน พระพุทธเจ้าทำให้ศึกษาว่า ไม่ควรไปแย่งกันหรอก มันจะมีก็มีไปตามธรรม แต่การอยากได้มาก อยากได้รวย รวยๆ อยากได้สูงสูงจะได้เปรียบคนอื่นเขา แล้วก็อยากกันไม่หยุดหย่อน แย่งกันไม่หยุดหย่อน โลกจึงเต็มไปด้วยความยื้อแย่ง จะเอาชนะคะคานกัน ทุกคนมีแต่จะไปส่งเสริมกีฬา การกีฬานั้นส่งเสริมให้มีการเอาชนะ จะทำอะไรก็ให้เอาชนะ จะโยนไม้ โยนห่วง จะเตะหรือกระโดดก็เอาชนะ กีฬาทั้งหลายจึงเป็นการส่งเสริมจิตใจให้ยื้อแย่งหนักขึ้น แล้วก็มีแฝงแสดงว่าให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬารู้แพ้รู้ชนะ แต่ก็แย่งจะเป็นผู้ชนะผู้ฮึกเหิมอย่างเดิมนั่นแหละ การกีฬาจึงเป็นสิ่งที่ทำลายสังคมอย่างหนัก ถ้ามีแต่การส่งเสริมให้ชนะคะคานกัน มีความฮึกเหิมจะเอาชนะกัน กีฬานั้นเป็นการเล่นเพื่อออกกำลังกาย แต่มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาเอาชนะกันด้วยนึกว่าฉลาดแต่อวิชชา ไม่รู้ว่าเป็นการทำลายโลก จนกระทั้งโอลิมปิก คืออวิชชากันทั้งโลก ขออภัยเหมือนไอ้เข้ขวางคลอง เขาออกข่าวกันแทบทุก 10 นาที ข่าวกีฬาขึ้นหน้ามาก แล้วแย่งชิงได้ก็ได้หน้าได้ตา ได้เงินทอง ได้ความนิยมโด่งดังเด่นเลยไม่ต้องทำอะไร ชีวิตเกิดมาเป็นนักกีฬา ไร้สาระ แล้วก็จิตเอาชนะคะคานด้วย สมณะฟ้าว่า…กว่าจะได้นักกีฬาจีนหนึ่งคนมีคนต้องพิการเยอะแยะ พ่อครูว่า… อันนี้ขอเตือนโลกว่าเป็นคนต้องรู้จักวิธีการออกกำลังกาย จะเรียกฟิตเนส ตามภาษาฝรั่งก็ไปออกกำลังกายของตน อาตมาเองก็ออกกำลังกายเกือบทุกวัน ไม่มีขี้เกียจ นอกจากบางวันมันทำงานอื่นเพลิน ไม่เช่นนั้นก็มีการออกกำลังกายเสมอ แต่ไม่ได้ไปเล่นกีฬา ไม่ได้เอาการละเล่นมาแข่งขันเอาชนะแบบเขา เมื่อเลยเถิดออกจากการออกกำลังกาย เป็นการแข่งขันอันนั้นเป็นอบายมุขแล้ว เ ห่อกันจนมีกระทรวงกีฬา ทำไมต้องโง่ตามเขา เราเป็นลูกพระพุทธเจ้าเป็นชาวพุทธ ท่านสอนว่า กีฬาคือการละเล่น ไม่ใช่การออกกำลังกาย การเล่นผ่อนคลายเล็กๆ น้อยๆ ตามควร แต่โตแล้วไม่ต้องเล่นหรอก จะออกกำลังกายก็ทำ จะทำงานก็ทำงาน จะพักผ่อนก็พักผ่อน แต่ไม่ใช่ไปทำการกีฬามาเป็นอาชีพ เมืองไหนเอากีฬามาเป็นอาชีพคือเมืองนรก เมืองอวิชชา เมืองอบาย เมืองโง่ อย่านึกว่าเจริญนะ แต่เขาชื่นใจหาเงินทองเข้าประเทศด้วยกีฬา การจะนำเสนอโลกด้วยการเก่งสร้างสรรเสียสละเกื้อกูลมนุษยชาติมีเยอะกว่ากีฬา ที่จะเอาไปฝึกฝนแล้วนำเสนอเก่งๆ สร้างสรรได้เก่ง เสียสละได้เก่ง ขยันหมั่นเพียรได้เก่ง มีเยอะแยะ ที่เป็นการงานอาชีพกัมมันตะต่างๆ แต่ไม่เอา ไปเอาการละเล่น อาตมาขอเตือน ในฐานะผู้มีอายุมาก อายุแปดสิบกว่าแล้ว โลกเขาก็ว่าควรตายได้แล้ว คนส่วนมากไม่ค่อยถึง 80 หรอก การละเล่นไม่ใช่เรื่องของสังคมประเทศชาติที่จะมาเอาเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าจะทำก็ให้ออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณเป็นการทำเป็นอาชีพทำทั้งวันทั้งคืน จนเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาอีก อาตมาจะเหมือนไอ้เข้ขวางคลองที่ไปขวางเขา ตอนนี้กีฬาเป็นอบายมุขที่ขึ้นหน้าเด่นในโลก พวกดาราก็เด่นได้เงินทอง เพราะไม่ได้สอนให้ลดกิเลส ศาสนาไหนก็ไม่ได้สอนให้ลดกิเลสชัดเจนเหมือนศาสนาพุทธ ที่รู้จักกิเลสแล้วไม่ส่งเสริมให้กิเลสอ้วนใหญ่โต ไม่ส่งเสริมคนเป็นปุถุชน แต่ส่งเสริมให้คนเป็นอาริยชน แต่เขาไม่รู้ว่าศาสนาพุทธสอนเช่นนี้ อาตมาเอามาเปิดเผยว่าศาสนาพุทธสอนเช่นนี้เขาก็ไม่ฟัง แต่ไปนับถือที่ผิดๆ เช่นใช้คำว่าบุญหรือใช้การปฏิบัติธรรม ไปหากิน คำว่าบุญนี่ก็เพี้ยนไปไกลแล้วทุกวันนี้ เกือบจะไม่มีหลักฐานในพจนานุกรม บาลีไทยอังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ ว่าบุญ คือสันตานังปุนาติวิโสเทติ ท่านธรรมปาละแปลไว้...ซึ่งอาตมาก็ได้เอาไปค้นคว้าอีกหลายที่ บุญคือการชำระบาป ชำระกิเลสในจิตให้หมดจด ถ้าทำได้หมดกิเลสหมดก็ไม่ต้องใช้บุญอีกเลย เป็นปุญญปาปริกขีโณ อกุศลหรือบาปเข้าไม่ได้อีก มีประสิทธิภาพในการฆ่ากิเลสได้เก่ง จนเป็นในตัวเองไม่ต้องฆ่าอีก ก็ไม่ต้องทำบุญอีก เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปริกขีโณ และสอง ผู้ปฏิบัติชำระกิเลสเป็นส่วนๆ เรียกว่าปุญญภาคิยา เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ และสามเมื่อชำระกิเลสหมดก็เป็น ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปริกขีโณ จากนั้นผู้นี้จะไม่ทำบาปทั้งปวง สัพพปาปัสสอกรณัง ท่านทำกรรมใดก็มีแต่กุสลสูปสัมปทา เพราะท่านได้ชำระกิเลสจากจิตให้สะอาดแล้ว สจิตตปริยทปนัง คือได้ทำบุญนั่นเอง จนเป็นอรหันต์ ในโอวาทปาติโมกข์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้...สัพพปาปสอกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่มีแล้ว นอกจากไม่มีแล้วทำตรงกันข้ามด้วย การชำระบาปจากจิตสันดาน ถ้าทำได้จิตจะไม่มีภพชาติต่อไปอีกเลย แต่ทุกวันนี้ สอนกันปฏิบัติกันให้สร้างภพสร้างชาติ ทำทาน ศีล ภาวนา ทานก็สร้างภพชาติ ศีลก็สร้างภพชาติ ภาวนาจึงมีแต่ภพชาติ แต่ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจภพชาติด้วย ตรงไหนเป็นภพ อาการของภพเกิดเป็นแบบไหน ไม่รู้ จึงไม่สามารถลดภพชาติได้ ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค ก็ไม่เกิดโสดาปัตติผล ที่ลดไม่ได้เพราะไม่เข้าใจสภาพธรรมะสองคือรูปกับนาม เพราะทุกสัมผัส ก็ต้องมีธาตุรู้ไปรู้ ต้องทำใจอย่างไร เช่นสัมผัสหมาก พิพวน สีมันชวนใจเหลือเกิน พอสัมผัสแล้ว อยากได้อยากกิน เกิดภพแล้ว เป็นภพกิเลสตัณหา แต่ไม่รู้ ไม่เรียน ดีไม่ดี เห็นแล้วอยากได้ แม้ไม่ใช่ของๆเราก็เอาไปเฉยเลย ถือว่าไม่มีเจ้าของ หรือแม้มีเจ้าของก็เอามันต่อหน้า ปล้นจี้เลย ละเมิดสิ่งที่ไม่ควร หรือเจอสัตว์ เจอตัวไหนไม่ถูกใจก็จะฆ่า มดปลวกก็ฆ่า จิตแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจิตตนเป็นเช่นไร อาการอยากฆ่า อยากเอาชีวิตผู้อื่น ปาณาติบาต ก็ไม่รู้ว่าจิตเราชั่วแล้วเป็นภพต่ำ ภพอบาย จิตที่คิดจะฆ่า คิดจะเอาของคนอื่น คิดมีกาม (ถ้าศีล 5 อนุโลมบำเรอแค่คู่คนเดียว ที่จะมาสัมผัสเสียดสี เกินกว่านั้นไม่เอา เพื่อไม่ให้กิเลสลุกลามเกินไป) ก็ไม่ได้ศึกษา หรือพูดปดเพื่อจะได้ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งเป็นทุจริตกรรมในการพูด พูดโกหก เพราะต้องการหลบเลี่ยง หรือต้องการได้สิ่งนั้นโดยไม่ถูกต้อง เราไม่ได้เป็นเจ้าของหรือโกหกทุจริตกรรม ก็ไม่รู้ว่าเป็นอบาย สั่งสมนิสัย วิสัย ใส่จิตไปให้ชั่วไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้จัก เพราะไม่รู้ธรรมะสอง ไม่รู้กาย คำว่า “กาย” ในความเป็น“พุทธ” นั้นมีนัยสำคัญยิ่ง ซึ่งทุกวันนี้ชาวพุทธได้เข้าใจผิดเพี้ยนไปมากแล้ว กระทั่งไม่สามารถบรรลุธรรมของพุทธได้ ก็เพราะ“มิจฉาทิฏฐิ” ในคำว่า“กาย”นี่เอง จึงพิจารณา“กายในกาย”ผิดไปจริงๆ ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง“ปรมัตถธรรม”ได้ เ พ ราะ“มิจฉาทิฏฐิ”ที่เข้าใจ ว่า “กาย” คือ “ภายนอก”เท่านั้น จึงหลงผิดไปกำหนดหมาย(สัญญา)เอาแต่“อาการ”ดินน้ำไฟลมแค่นั้นเอง จะเพ่ง“กายังคะ”ก็ดี ก็เพ่งอยู่แค่“ดินน้ำไฟลม”ที่เป็นร่าภายนอก แม้จะเพ่ง“กายคตาสติ”ก็ดี ก็เพ่งแต่อาการ“ดินน้ำไฟลม” ที่เคลื่อนไหวภายนอก จะ“กายานุปัสสนา”ก็เพ่งแต่“ดินน้ำไฟลม”ภายนอกกันเท่านั้น พอทำให้ความเคลื่อนไหวภายนอกนิ่งหยุดสนิทได้ก็หลงผิดว่า สำเร็จแล้วนี้แหละคือ “กายปัสสัทธิ(กายสงบ) ซึ่ง“ผิดถนัด”เลย นั่นคือ มิจฉาทิฏฐิแล้วก็พาซื่อ หลงผิดว่า ปฏิบัติให้เป็นผล“กายปัสสัทธิ” ได้แล้วนั้นคือ จัดการกับ “อาการเคลื่อนไหวของกายกรรม หรือวจีกรรม” อันเป็นภายนอก ให้ไม่รุนแรง ให้สุภาพ ให้เรียบร้อย ให้สงบ ให้ไม่เกะกะเกเร ให้ไม่ไปทำ “อกุศลกรรมทางกาย-ทางวาจา” ใดๆ หรือให้การเคลื่อนไหวของกาย-ของวาจา ช้าลง เฉื่อยลง เบาลง เงียบลง นิ่งลง หยุดสนิท ก็ได้แค่ “ภายนอก” ก็ถือว่า นี่คือ “กายปัสสัทธิ” แล้วจบ “กายปัสสัทธิ” ไม่ได้หมายเอาที่ “กาย กรรม-วจีกรรม” เท่านั้นเป็นสำคัญเลย แต่หมายเอา “ธรรมะ 2” อันคือ “กาย” หรือ “องค์ประชุมของรูปกับนาม” ต่างหากให้ “สงบระงับ” ซึ่งเป็นความสงบระงับของธรรมะ 2 นั่นคือ “กาย” มีรูปกับนามมัน “สังขาร” กันอยู่ หรือคือ “ธรรมะ 2” มัน “สังขาร” กันอยู่ เราก็ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “สังขาร” ที่มี “วิญญาณ” เป็นปัจจัยให้เกิด “สังขาร” เราก็ต้องเรียนรู้ “วิญญาณ” อันเป็นปัจจัยสำคัญ หัวหน้าของ “สังขาร” วิญญาณ ก็คือ “นาม” การจะรู้จัก “สังขาร” ได้ก็ต้องเรียนรู้จากปัจจัยของ “สังขาร” คือ “นามรูป” “นามรูป” ก็คือ “นาม” และ “รูป” “นามรูป” นี้แหละคือ องค์ประกอบของ “วิญญาณ” ซึ่งก็คือ “กาย”หรือ“ธรรมะ 2” ที่ปรุงแต่งกันอยู่ หรือที่ “สังขาร” กันอยู่ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เพราะเรามี “ความไม่รู้” (อวิชชา) เป็นปัจจัยให้เกิด “สังขาร” “สังขาร” คือ การปรุงแต่งกันอยู่ ก็ต้องเรียนรู้ “สังขาร” ศึกษาจาก “ธรรมะ 2” ซึ่ง “สังขาร” ที่ไม่สงบระงับ เพราะมี “กิเลส” ร่วมปรุงแต่งอยู่ใน “ธรรมะ 2” “ธรรมะ 2” ก็คือ “รูปกับนาม” หรือ “กาย” นั่นคือ ต้องเรียนรู้ “กิเลสในกาย” ขั้นต้น ก็ “กิเลส” ของ “กายภายนอก” กำจัดก่อนให้ได้ “กาย” จึงจะสงบ เรียกว่า “กายปัสสัทธิ” “กายปัสสัทธิ” นั้นคือ “การสงบระงับของกาย” ซึ่งต้องจัดการที่ “กายสังขาร” ให้สงบระงับลง ที่ต้องปฏิบัติให้ “ปัสสัมภยัง กายสังขารัง” คือ ให้ “กายสงบระงับ” “กาย” คือ “องค์ประชุมของธรรมะ 2” คำว่า “กาย” ไม่ใช่แค่ “ดินน้ำไฟลม” อันมี“มหาภูต 4” ที่เป็น “ร่างภายนอก”ส่วนเดียวเท่านั้นที่ “ปรุงแต่ง” กันอยู่ แต่ต้องหมายเอา “การปรุงแต่งของรูปกับนาม” จึงจะชื่อว่า “กาย” เพราะ “กาย” คือ “ธรรมะ 2” “กาย” คือ “องค์ประชุมของรูปกับนาม” ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ดังนั้น “รูปกับนาม” สองอย่างนี้ ตัวสำคัญหลักที่ทำให้ “สงบระงับ” ได้ ก็ต้องเป็น“นาม” เพราะ “รูป” ไม่ใช่ “ตัวบงการ” หรือไม่ใช่ส่วนที่เป็น “พลังงานทำหน้าที่ก่อความไม่สงบระงับ” ในความเป็น “สังขาร” ของชีวิต “เหตุ”แห่ง“ ความไม่สงบระงับ” นั้น อยู่ที่ “จิต-มโน-วิญญาณ” คือ อยู่ที่ “นาม” เป็น “ตัวการสำคัญ” ไม่ใช่อยู่ที่ “รูป” หรือที่ “ร่าง” อันเป็น “ดินน้ำไฟลม” เด็ดขาด ที่เป็น “ตัวบงการ” เพราะ “ดินน้ำไฟลม” นั้นไม่มี “ธาตุรู้” ที่จะทำ “ความไม่สงบระงับ” หรือ“ทำ ความทุกข์วุ่นวาย” ขึ้นมาในชีวิตคน พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดใน “อัสสุตวตาสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) อ่านดูดีๆ “(230) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง จะพึงคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนี้เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้น นั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร (เพราะไม่ได้ยินไม่ได้สดับฟังคำสอนของพพจ.) เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ฯ (231) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้างสามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ว่า ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ฯ (232) ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ” จากคำตรัสข้อ 230 กับข้อ 231 นั้น จับสาระสำคัญ ประเด็นแรกได้ ก็คือ “ปุถุชนผู้มิได้สดับ” (อัสสุตวา ปุถุชฺชโน) ความว่า “ปุถุชนผู้มิได้สดับ” แค่นี้แหละ มีความสำคัญยิ่งใหญ่แล้ว สำหรับความเป็นคนทั้งหลาย แต่คนก็ไม่ได้ฉุกคิดกันเลย ในคำตรัสว่า “ปุถุชนผู้มิได้สดับ” ประโยคนี้ ว่า มีความหมายลึกล้ำ สื่อสาระสำคัญยิ่ง เตือนสติสัมปชัญญะ กระตุกความเป็นคนของคนทั้งหลาย ให้รู้ตัวว่า ปุถุชนคนทั้งหลาย ที่ยัง “ไม่ได้สดับ” ยัง “มิได้สดับ” อะไร? ยังมิได้สดับ “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุด “ประเสริฐ” (อาริยสัจจะ) ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ (สัมมาสัมพุทธะ) แล้วนำมาประกาศให้ชาวโลกรู้ตาม ชาวโลกได้ปฏิบัติตาม กระทั่งสามารถบรรลุ “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสิฐ” (อาริยสัจจะ) นั้นๆตาม นั่นเอง แล้ว “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสิฐ” (อาริยสัจจะ) นั้น คือ อะไรเล่า? “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสิฐ” (อาริยสัจจะ) นั้น คือ ไม่ได้ฟังเรื่อง “ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ -มรรค” ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่สุดประเสริฐจริงๆ สำหรับความเป็น “คน” เพราะคนผู้นั้นจะไม่เบื่อหน่าย ไม่พึงคลายกำหนัด ไม่หลุดพ้น ในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย เพราะว่า “จิต” เป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา (อัตตนียา) นั่นเป็นเรา (อัตตา) นั่นก็คือ “ตัณหา” และ “ทิฏฐิ” นี้เองที่ทำให้ “คน” ยึดถือ “จิต” ว่า เป็นของเรา เป็นเรา ตัณหา คือ ความอยาก ไม่ว่าอยากได้ หรืออยากทำลายทำร้าย ยึดมั่นต้องได้อย่างนั้น ยังไงๆ ก็ต้องได้ ผิดเลว ร้ายอำมหิต ก็ชั่ง ทิฏฐิ คือ ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ เป็นการยึดที่ตนเข้าใจอย่างนั้นรู้อย่างนั้น เมื่อ “ยึดมั่น” ในตัณหา หรือทิฏฐิ ก็เอาตามนั้น สุดฤทธิ์สุดแรง เอาจนได้ ร้ายเลว ฆ่าแกง แรงอำมหิตขนาดไหน ไม่แคร์ทั้งนั้น นี่คือ ต้องเป็นเรา ต้องเป็นของเรา ล่ะ! (นอกจากนั้นยังสอนให้ยึดติดอีก เป็นปรมาตมั นไป) ปุถุชน ก็คือ คนทั่วไปทั้งหลายในโลก ทุกชาติทุกภาษา ทุกศาสนาลัทธิ ไม่ละเว้นว่าเป็นใครก็ตาม ที่ยัง “ไม่ใช่อาริยชน” หรือยัง “ไม่มีภูมิหยั่งรู้ความเป็นโลกุตรธรรม” ได้อย่างสัมมาทิฏฐิ ยังคือ “ปุถุชน” ทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้จะ“พ้นจากปุถุชน” เจริญขึ้นสู่ “อาริยชน” จึงจะต้อง “ได้สดับ ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสริฐ” (อาริยสัจจะ) นั่นคือ ได้ฟังเรื่อง “ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ -มรรค” ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่สุดประเสริฐจริงๆ สำหรับความเป็น “คน” ผู้“พ้นจากปุถุชน” เป็น “อาริยชน” นั้น คือ ผู้มี “ภูมิโลกุตระ” ได้แท้ ชื่อว่า ผู้เจริญ เป็น “อาริยะ” กันได้กันจริงๆ ที่ว่า “เจริญ” นั้น ...วัดกันตรงไหน? วัดกันตรง “จิต” ลด-ละ-กิเลสได้ หรือไม่มีกิเลสเลย ก็จะไม่ทุจริต ไม่อกุศลใดๆ จริง ผู้มี “ภูมิโลกุตระ” คือ ผู้มี “จิตใจ” เปลี่ยนแปลงจาก “จิตใจ” เดิมของตนไปจริง เริ่มต้นจาก “จิตใจ” ในชีวิตของตนยัง “ยึดภพอบาย” อยู่ แล้วปฏิบัติตน “หลุดพ้น จากภพอบาย”นี้ได้ นี้คือ ขั้นต้น อบายคือ อะไร? นี่แหละยากมาก ที่จะกำหนดตายตัว เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะตน(การติดกีฬาโอลิมปิกคืออบายใหญ่ การไปติดดารานักแสดงนี่คืออบายตัวพ่อตัวแม่ เสียเวลาเสียเงินต้องไปฟัง กระดี๊กระด๊าดีใจ แล้วเสนอหน้าแถวเลย ริงไซด์เลย บัตรราคาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไป อบายมุขทุกวันนี้รู้ยาก อย่างนี้ก็พอฟังเข้าใจ แต่นักการเมืองเลวร้ายคืออบายมุข หาวิธีการต่างๆ ตอนนี้กฏหมายไทยกำลังแก้ลำ ดัดหลังนักการเมืองที่เลวร้าย ที่ได้สร้างรูปแบบวิธีการเละเทะ ไม่ได้พาประเทศชาติเจริญ นั่นคืออบายมุขใหญ่ หรือนักธุกิจที่มีวิธีหลอกดูดเงินประชาชน การเล่นหุ้น การเสี่ยงทาย ไปทำประกันชีวิตก็คือการพนัน ดีไม่ดีประกันหน้าแข้ง ประกันหู ประกันตา คือมันเละไปหมดเลย ประกันความสวยงาม ประกันผิว ในสังคมไม่เข้าใจคำว่าอบายมุข เป็นเรื่องที่เข้าใจกันยาก เดี๋ยวนี้อบายมุขเต็มโลก แล้วยึดว่าเป็นไฮโซอีกต่างหาก ในโลกนี้เลย ขึ้นหน้าขึ้นตา อาตมาเหมือนไอ้เข้ขวางคลอง อย่างโอลิมปิกหรือดาราใหญ่ ที่ทั้งโป๊เปลือย เช่นเลดี้กาก้ากาแก้ อาตมาเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นบ้าบออย่างนี้ นั่นคือยิ่งกว่าอภิมหาอบายมุขอีก น่าสงสาร พวกเราถูกมันตามมาหลอกมาให้หลงใหลพวกนี้ พวกเราโง่กว่าทั้งโลกนะ ถูกอาตมาครอบงำ นี่ก็คนหนึ่ง (พูดถึงสมณะฟ้าไท) ก็มีคุณ(สมณะฟ้าไท)นี่แหละชม พวกข้างนอกเขาหาว่าหลอก พูดให้ฟังไม่ฟัง ไปหาให้เขาหลอก อบายนั้นยากกำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับเฉพาะตนที่ยึด แต่เขาไม่รู้ก็ทำอย่างหน้าเชิดเลย และที่ยากแท้ๆ ก็คือ มันไม่รู้ว่า อย่างนี้หนะเหรอ คือ อบาย คือความเลวความต่ำ มันไม่ยอมรับ หรือรับไม่ได้ว่าต่ำ ว่าเลว เช่น โลภลาภ โลภยศ โลภสรรเสริญ โลภ“สุข”(เสพรส) ที่เกิดจาก“กาม”หรือจาก “อัตตา” พอได้ชื่นใจกับรสที่ได้สัมผัสกระทบเข้าก็นี่แหละ “สวรรค์”หรือ “สัคคะ” ซึ่งก็คือ “สว + อรรค” หรือ “ส + อัคค” นั่นคือ “เรา + เลิศ” หรือ“เรา + สูงสุด” กล่าวคือ ใครก็ตาม ตรวจตนเอง ให้ได้ ว่า ตนเองยังติดความชั่วใด ที่เราเข้าใจว่านี่คือชั่ว ...เอากายกรรม กับวจีกรรม ก่อน และเริ่มด้วยเชิง “ผลัก” (โทสะ = ลบ) ก่อน นั่นคือ ผู้ยัง “ยึดแรง” ในการทำร้ายชีวิตผู้อื่น ถึงขั้นฆ่าก็ดี ทำร้ายก็ดี ให้เขาทุกข์ทรมานก็ดี แล้วสะใจ นี่คือ ศีลข้อ 1 ต้องหยุด ทีนี้ เชิง “ดูด” (โลภ = บวก) ผู้ยัง “มุ่งแย่ง” ของที่ไม่ใช่ของเรา ของที่เราไม่มีสิทธิ์ ก็แย่งถึงขั้นฆ่าก็ดี ทำร้ายก็ดี ให้เขาทุกข์ทรมานก็ดี แล้วเอามาเป็นเรา-เป็นของเราได้ ก็รู้สึกเป็นรสสุข (โลภะ)อยู่ อย่างนี้ “รสสุข” นี่คือ ศีลข้อ 2 ก็ต้องทำให้หมดไปจากใจ ผู้ยัง “ยึดแรง” ในความรัก-ราคะในโฉมผู้อื่น ในร่างผู้อื่น มาให้ตนเสพสัมผัสต่างๆ (ราคะ) ก็เป็นรสสุข นี่คือ ศีลข้อ 3 ต้องทำให้หมดไปจากใจ ไม่เสพรสจากสัมผัสเสียดสีใด ทำได้จริง อย่างนี้ก็หมดไปได้จริงๆ หรือเลวร้ายกว่านั้น คือ ใช้เล่ห์ด้วยเชิงฉลาด หลอกซับซ้อนซ่อนลวงสารพัด เก่งฉกรรจ์ฉกาจ ให้เขาหลงผิดในสิ่งที่ผิดว่าถูก ซ้ำหลงเทิดทูนผู้หลอกว่ายอด ว่าเก่งเยี่ยม ซึ่ง “ละเมิดของหวงผู้อื่น” สารพัดสิ่งหวง ก็หยุดละเมิด ทั้งทางกายกรรม ทางวจีกรรม นี่ศีลข้อ 3 ต้องทำให้หมดไปจากใจ ยัง “โกหก” ก็หยุดได้ นี่คือ ศีลข้อ 4 ยัง “ต้องเสพสุขโดยการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กับสิ่งภายนอกนั้นอยู่” และตนเห็นว่า “ต่ำแล้ว” สำหรับตนแต่ละคน นี้คือ “อบาย” ข้อ 5 คือยัง “มัวเมาขั้นสุรา” ก็หยุดเว้นขาด ไม่สัมผัสภายนอก ละ ล้างเหตุภายในที่ยังอยากเสพของตนในใจให้ได้ จนทำได้ตามหลัก“ปหาน 5”(หลักของบุญ) กระทั่ง “ประหาร” สำเร็จเสร็จจบบริบูรณ์ “บุญ” ทำกิจแล้ว “บุญ” ก็หายสูญไป “บุญ” กำจั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive