590912_พุทธศาสนาตามภูมิ ไขความจริง-จะรู้จักโสดาบันได้อย่างไร ตอน 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
590912 พุทธศาสนาตามภูมิ ไขความจริง-จะรู้จักโสดาบันได้อย่างไร ตอน 2 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 12 กันยายน 2559 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 10 ปีวอก ที่ บวร ราชธานีอโศก เมื่อวานนี้เป็นวันเหตุการณ์ nine one one เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนความรู้สึกของมนุษย์ มนุษย์ก็อาจหาญขับเครื่องบินชนตึกพังพินาศวินาศสันตะโร เขาเก่งจริงๆ เก่งฉิบหาย เรายิ่งเห็นก็ยิ่งรับทราบความจริงว่าใกล้กลียุค คนจึงเลวร้ายได้ขนาดนี้ เราเองประคองชีวิตได้ก็ทำไป ช่วยเขาไป ก็ไม่ท้อไม่เหนื่อย วันๆ หนึ่งก็ไม่หยุดทำงาน เราไม่เก่งในการทำงานต้องแก้แล้วทวนอีก คนเก่งเขาก็ไม่ต้องทวนซ้ำซาก ขนาดนั้นก็พร่องไม่บริบูรณ์ ลองอ่าน sms ก่อน
_ไลน์ของคุณพิมพ์เพชรรุ้ง….กราบนมัสการพ่อท่านฯ สมณะโพธิรักษ์ ที่เคารพอย่างสูง จากการที่ ลูกได้ฟังธรรมะที่พ่อท่านฯ แสดงในรายการพุทธศาสนาตามภูมิ 2-3 วันมานี้ ลูกได้เกิดสภาวะ เห็นการปรับสภาพความสมดุลของสรรพสิ่งในโลก ทั้งที่เป็นอุตุนิยาม พีช นิยาม และจิตนิยาม แบบนี้ค่ะ ตัวอย่างเช่น ร่างกายของคนที่มีพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม ที่ไม่เหมาะสมต่อการมีสุขภาพดี ร่างกายก็จะปรับสภาพสมดุลของตัวมันเองด้วยการสร้าง เซลล์มะเร็งบ้าง เป็นโรคต่างๆ บ้าง ถ้าบุคคลนั้นไม่มีจิตใจที่ตระหนักรู้ว่า ควรปรับเปลี่ยน พฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีขึ้น และยอมจํานนต่อความผิดปกติที่ เกิดขึ้น เขาก็จะกลายเป็นคนป่วยและป่วยหนักจนถึงตายไป (ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน) เช่นเดียวกับ สังคมที่มีสุขภาพดี* (*สุขภาพ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก WHO หมายถึง สุขภาวะของร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ) ถ้าผู้นําหรือคนส่วนใหญ่ ในสังคมเป็นผู้ที่มุ่งหวังความเจริญ มีกําลังอินทรีย์พละมากพอ ก็จะรักษาสภาพความสมดุลให้เกิ
อ่านต่อ
ดความสุขความเจริญในสังคมได้ สามารถขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคและไม่ดีงามออกไปจากสังคมได้ แต่ถ้าผู้นําหรือคนส่วนใหญ่เพิกเฉยหรือยอมจํานนต่อความชั่วร้าย สังคมนั้นก็จะปรับ สภาพสมดุล จนกลายเป็นสังคมที่ป่วยและตกต่ำลงไปเรื่อยๆ หรืออาจล่มสลายลงไป ลูกขอกราบเรียนถามพ่อท่านฯ ว่า ความไม่สมดุล เกิดจากอวิชชาใช่มั้ยคะ และศีลจะเป็นจุดเริ่มต้นทําให้เกิดสภาพความสมดุลได้มั้ยคะ ขอพ่อท่านฯ ได้โปรดขยายความ เรื่องสภาพ ความสมดุลตามแบบพุทธแท้ๆ ให้ลูกเข้าใจดีขึ้นด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ พิมพ์เพชรรุ้ง ตอบ ...ความไม่สมดุลเกิดจากอวิชชาก็ใช่ ศีลก็เป็นข้อกำหนดให้เกิดการสมดุลได้ ของสังคมไม่มีใครกำหนดศีลให้สังคมได้ ต้องกำหนดของแต่ละคนเอง ทั้งหมดนี้ ที่กำลังอธิบายไปตามลำดับ มีขั้นตอนปฏิบัติอย่างไร จะได้หนักแน่นชัดเจน ว่ารัดรอบ มีส่วนเกินส่วนเหลือด้วยซ้ำ - ต้องรู้อาการของเวทนาให้ชัดๆ - แล้วทำการปหาน 5 - มีพลังปัญญา ไฟฌาน มีพลังงานแห่งปัญญา มีประสิทธิภาพขึ้น ทำให้ดับพลังราคะ โทสะ ที่เกิดบัดนั้น เราจะเห็นว่ามีฤทธิ์ทำให้มันดับ อ่อนตัว จางคลายดับต่อหน้าเลย นี่คือ รู้แจ้งเห็นจริง ถ้าทำยังไม่สมบูรณ์ก็ทำต่อให้สมบูรณ์ ทำให้ตั้งมั่นแข็งแรง จะเห็นว่าตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน เราจึงเชื่อสิ่งที่ เราได้ เรามี ไม่ใช่ตื้นเขิน ลอยลมเพ้อฝัน แต่เป็นเรื่องจริง แต่เป็นนามธรรมเหลือเกิน จะได้เห็นว่ามีประสิทธิภาพจริงๆ ที่สามารถจัดการสมุทัย จัดการตัวร้ายมันได้จริงๆ เราทำได้เองแล้วก็ยังมีคนอื่นๆ ผู้พี่ที่ทำได้ให้เห็นอีกด้วย มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นญาติโก โยติกา ร่วมกันไป จึงเป็นสังคมที่มีทุกอย่างครบ อาตมาก็ยังอยากจะให้ คุณหวังพาเราไปเจริญแน่ แต่ก่อนไอ้หวังตายแน่ แต่ตอนนี้ คุณหวังไม่ตายแล้วจะพาเราไปเจริญ มีหวังได้เพราะเรามั่นใจของเราเอง แล้วดูกระแสสังคมไทย ว่ามีท่าทีว่าไปได้ แม้ยังไม่บริบูรณ์แต่ค่ารวมดีขึ้น
_0893867xxx อยากให้พ่อครูอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทในความหมายของพุทธศาสนาเชิงวิทยาศาสตร์?สกก. _0893867xxx ดูเหมือนว่าเจ้าประจำธรรมะอโศกตั้งใจใฝ่ธ.บุญนิยมทีไรท้าวคลื่นจ้าวสัญญาณผู้คุมดาวเทียมอิทธิพลใกล้ufoทำจอสดุดทุกที! _ขอถามพ่อท่าน เมื่อเราไม่รับรู้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใดทุกกรณี ถือว่าเราได้นิพพานจากสิ่งนั้นหรอไม่ครับ/Narong Aimkajohnchai ตอบ . ..ไม่ได้..อย่างหลวงพ่อดุลย์นี่เป็นต้น บอกว่าอย่าเอาจิตออกนอกตัว จะได้สงบนะ เพราะสะกดจิตนิ่งแบบฤาษี เขาติดนะ แต่ไม่ใส่ใจ เขาสะกดได้ แล้วบอกว่าพวกเอ็งมัวแต่วุ่นวาย ข้าได้นั่ง พวกเอ็งไม่มานั่งแบบข้า มันพาให้หลงติด แล้วสบาย เป็นพวกอาฬารดาบส อุทกดาบส น่าสงสาร สรุปว่าไม่ยุ่งเกี่ยวสิ่งใดไม่ใช่นิพพานเลย เป็นภพเป็นชาติ หากไปสิงสู่อยู่ที่รูปภพก็ได้ รูปภพ ไปสิงสู่อรูปภพก็ได้อรูปภพ รูปภพก็หยาบกว่าอรูปภพแค่นั้น อยู่ภายใน มันจะมีพลังช่วย ไม่เอาอะไรภายนอก หากมีเรื่องก็หลับตา หรือบางคนลืมตาก็ทำได้ แต่ไม่รู้จักเหตุ ไม่รู้สมุทัยอริยสัจ ไม่ได้ดับเหตุอย่างสิ้นเกลี้ยงอาสวะอนุสัยไม่รู้เลย อย่างที่เราแจกแจกจิตเจตสิก แค่รูป 28 ก็หยาบอยู่ ถ้าแจกถึงจิต 89 จิต 212 จะละเอียดไปอีก แต่ค่อยๆ เรียนจะไม่รู้สึกลำบากใจ ค่อยไปตามลำดับ ทุกวันนี้เราก็มีสิ่งที่เราเป็นเราได้ หลายอันเราลืมชื่อหรือไม่รู้จักชื่อ แต่เรามีสภาวะ เราก็ได้
_พ่อครูช่วยอธิบายอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ….. พ่อครู ว่า….เริ่มตั้งแต่ อบายคือ ความต่ำ ที่เราต้องหัดตรวจสอบจริงๆ เป็นของหยาบก็ได้ เช่นว่าเราไปทุจริตทางกาย เราทุจริตทางวาจา ไปโกหกเป็นต้น พอโกหกแล้ว เสร็จไปแล้ว เราจะรู้สึกเลย หากเราเป็นคนมีหิริโอตตัปปะมีจิตเทวดาจริง จะรู้สึกละอายเลย ยิ่งเราอยู่กับกลุ่มหมู่ เราจะรู้สึกเลยว่าเรามีผลกระทบ อาการที่เป็นกับเรา นี่คืออาการอิตถีภาวะ เราก็สารภาพกับหมู่ แจ้งไปหมดแล้ว เราก็ปรับตัวเรา ทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ที่เราทำมานั้น มันจะค่อยๆ ชิน (ชินแปลว่าชนะ) (ชาแปลว่ารู้) จะชนะไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้ว่า ถ้าเราได้แก้ไขปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆ โดยสิ่งที่เราเคยทำนั้น เราไม่ทำอีก หมู่ก็จะให้อภัย ความชินกับชาจะทำให้เราชนะ สบาย เฉย เรื่อยๆ ไปได้ แต่วิบากที่ทำแล้วนั่นมันไม่ได้หายไปใหน วิบากใดๆ ทั้งหมดตั้งแต่เป็นจิตนิยามมามันสั่งสมทั้งนั้น มาเป็นแท่ง เทหวัตถุแท่งทึบ วิบากที่เราทำมานี่ยิ่งกว่าแท่งทึบ มีอยู่จริง แล้วมันมีอำนาจ มีบทบาท ตามที่เราเองทำมา ถ้าเราทำวิบากกุศลกับอกุศลใส่เข้าไป ถ้าเราเอาวิบากกุศลใส่ไปมากๆ วิบากอกุศลจะยากที่จะมาทัน จะมาออกฤทธิ์ปัจจุบันไม่ได้เพราะกุศลยิ่งมาก กุศลกับอกุศลไม่มีดับ มีแต่บาป ที่ถูกกำจัดด้วยบุญ บาปนั้นดับสูญสิ้นหมด ไม่มีอะไรดิ้นตามได้อีก แต่กุศลกับอกุศลเป็นสมบัติ แต่บาป บุญ เป็นวิบัติ กุศล อกุศล เป็นสมบัติจึงเรียกสมบัติผลัดกันชม แต่วิบากหมดก็หมด ไม่หมดก็มาเล่นงานไม่มีสมบัติผลัดกันชม บาปบุญนี้ของเราส่วนตัวคนเดียว แต่กุศล อกุศลเป็นส่วนรวมเป็นสังคม *บาป บุญเป็นปรมัตถสัจจะเป็นของเราคนเดียว กัมมสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมปฏิสรโณ ก็ทำไปตามที่เรารู้ลีลาภาวะ เป็นเอกอย่างไร สูงกว่าปุริสภาวะ เป็น นปุงสกลิงค์ ว่าง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา
มาต่อในบทความ นสพ.เราคิดอะไร.. คอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?
ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ
(231) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้างสามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ว่า ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ฯ (232) ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ” จากคำตรัสข้อ 230 กับข้อ 231 นั้น จับสาระสำคัญ ประเด็นแรกได้ ก็คือ “ ปุถุชนผู้มิได้สดับ ” (อัสสุตวา ปุถุชฺชโน) ความว่า “ปุถุชนผู้มิได้สดับ” แค่นี้แหละ มีความสำคัญยิ่งใหญ่แล้ว สำหรับความเป็นคนทั้งหลาย แต่คนก็ไม่ได้ฉุกคิดกันเลย ในคำตรัสว่า “ปุถุชนผู้มิได้สดับ” ประโยคนี้ ว่า มีความหมายลึกล้ำ สื่อสาระสำคัญยิ่ง เตือนสติสัมปชัญญะ กระตุกความเป็นคนของคนทั้งหลาย ให้รู้ตัวว่า ปุถุชนคนทั้งหลาย ที่ยัง “ไม่ได้สดับ” ยัง “มิได้สดับ” อะไร? ยังมิได้สดับ “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสริฐ” (อาริยสัจจะ)* ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ(สัมมาสัมพุทธะ) แล้วนำมาประกาศให้ชาวโลกรู้ตาม ชาวโลกได้ปฏิบัติตาม กระทั่งสามารถบรรลุ “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสริฐ” (อาริยสัจจะ)นั้นๆ ตาม นั่นเอง แล้ว “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสริฐ” (อาริยสัจจะ)นั้น คือ อะไรเล่า? “ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสริฐ”(อาริยสัจจะ)นั้น คือ ... * ไม่ได้ฟังเรื่อง “ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ -มรรค” ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่สุดประเสริฐจริงๆ สำหรับความเป็น “คน” เพราะคนผู้นั้นจะไม่เบื่อหน่าย ไม่พึงคลายกำหนัด ไม่หลุดพ้น ในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย เพราะว่า “จิต” เป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นของเรา นั่นก็คือ “ตัณหา” และ “ทิฏฐิ” นี้เองที่ทำให้ “คน” ยึดถือ “จิต” ว่า เป็นของเรา เป็นเรา ตัณหา คือ ความอยาก ไม่ว่าอยากได้อะไร หรืออยากทำลายทำร้าย ยึดมั่นต้องได้อย่างนั้นๆ ยังไงๆ ก็ต้องได้ ผิดเลวร้ายอำมหิต ก็ชั่ง ต้องได้ๆ แล้วก็แรง กระทำร้ายแรงได้เลย ตัณหาอยากๆๆๆ ต้องการเอาให้ได้ ทิฏฐิ คือ ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ เป็นการยึดที่ตนเข้าใจอย่างนั้นรู้อย่างนั้นว่าใช่ เมื่อ “ยึดมั่น” ในตัณหา หรือทิฏฐิ ก็เอาตามนั้น สุดฤทธิ์สุดแรง เอาจนได้ ร้ายเลว ฆ่าแกง แรงอำมหิตขนาดไหน ไม่แคร์ทั้งนั้น นี่คือ ต้องเป็นเรา ต้องเป็นของเรา ล่ะ! ปุถุชน ก็คือ คนทั่วไปทั้งหลายในโลก ทุกชาติทุกภาษา ทุกศาสนา ทุกลัทธิ ไม่ละเว้นว่าเป็นใครก็ตาม ที่ยัง “ไม่ใช่อาริยชน” หรือยัง “ ไม่มีภูมิหยั่งรู้ความเป็นโลกุตรธรรม” ได้อย่างสัมมาทิฏฐิ ยังคือ “ปุถุชน” ทั้งสิ้น แม้เขาจะไม่เอาก็เป็นของเขาอยู่แล้ว เป็นทิฏฐิของเขาอยู่แล้ว เขาก็ไปมีตัณหาอย่างที่เขาสอนกันว่าอยากได้ไปอยู่กับพระเจ้า เป็นอาตมันเป็นภพเป็นชาติ เขาก็ไม่เปลี่ยนแปลง ตายไปชาตินี้ก็ติดไปชาติหน้าอีก ยิ่งไม่ได้พบศาสนาพุทธก็ยิ่งแย่ ยิ่งติดยึดกระหน่ำซ้ำแน่นไปเรื่อยๆ ถ้ามาอยู่เมืองไทยมีผู้ที่ขัดแย้ง พูดไปคนละทางพูดไปโลกุตระก็จะพอได้ มีปรโตโฆสะ ถ้าฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ดังนั้น ผู้ใส่ใจจะ “ พ้นจากปุถุชน ” เจริญขึ้นสู่ “ อาริยชน ” จึงจะต้อง “ได้สดับ ความจริงอันยิ่งใหญ่สุดประเสริฐ” (อาริยสัจ) นั่นคือ ได้ฟังเรื่อง “ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ -มรรค” ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่สุดประเสริฐจริงๆ สำหรับความเป็น “คน” ผู้ “พ้นจากปุถุชน” เป็น “อาริยชน” นั้น คือ ผู้มี “ภูมิโลกุตระ” ได้แท้ ชื่อว่า ผู้เจริญ เป็น “อาริยะ” กันได้กันจริงๆ ที่ว่า “เจริญ” นั้น …วัดกันตรงไหน? วัดกันตรง “ จิต” ลด-ละ-กิเลสได้ หรือไม่มีกิเลสเลย ก็จะไม่ทุจริต ไม่อกุศลใดๆ จริง อย่างอาตมานี้ เขาอ่านตามอาการ แล้วว่าคนนี้ยังมีพลังงานที่เป็นอัตตา จะเอาชนะคะคานเป็นต้น ก็อ่านแล้วแปลตามอาการ แต่อาตมาบอกว่าคุณผิดแล้ว อาตมาไม่มี อาตมารู้ว่าต้องใช้อย่างนี้ สำหรับผู้ไม่ถือสาก็จะเข้าใจได้ดี อย่างเช่นการรับเงิน อาตมานี่ใจไม่ได้อยากได้เป็นเรา เป็นของเราเลย เขาให้มาก็เอาไปใช้ประโยชน์ ฟังแล้วเหมือนเล่นลิ้นตลบแตลงคนอื่น แต่ใจอาตมาไม่มีจิตที่คิดได้เป็นเราเป็นของเรา ซึ่งก็ย้อนแย้งว่าไม่มีแล้วรับมาทำไม ก็รับมาทำงาน เอามาใช้ตามหน้าที่ คนจะแย้ง เขาก็ฟังไม่ขึ้นอีก ผู้มี “ภูมิโลกุตระ” คือ ผู้มี “จิตใจ” เปลี่ยนแปลงจาก “จิตใจ” เดิมของตนไปจริง กว่าจะเป็นจิตนิยาม มาเป็นมนุษย์นี้สะสมอวิชชามามหาศาล จิตเดิมแท้ของสัตว์โลก เริ่มเกิดมาก็อวิชชาแล้ว แต่ผู้มีตรรกะจะบอกว่า จิตเดิมแท้นั้นสะอาด มันไม่ ใช่ มันต้องไปดูต้นรากเง้าตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว มันไม่รู้ว่าความหมาย จากการแย่งชิง ทำร้ายเป็นอย่างไร มันไม่รู้การมักน้อยสันโดษพอเพียงพอดีเป็นอย่างไร มันไม่รู้สัตว์ทั้งหลาย แต่สัตว์หลายตัวมันก็เพียงพอกว่าคนอีก เริ่มต้นวัดจาก “จิตใจ” ในชีวิตของตนที่ยัง “ยึดภพอบาย” อยู่ แล้วปฏิบัติตนจน “ หลุดพ้นจากภพอบาย ” นี้ได้ นี้คือ ขั้นต้น
อบายคือ กาม คือกามภายนอกที่เกิดจาก กามและอัตตา อัตตา คือ ตัวเรา กาม คือ เกี่ยวกับภายนอก กามเนื่องจากอัตตา เอามาเสพให้ชื่นใจ ที่ได้สัมผัสกระทบ สมกับอุปาทาน ที่อยากได้ รูป รส กลิ่นอย่างนี้ เช่น โลภลาภ โลภยศ โลภสรรเสริญ โลภ “สุข” (เสพรส) ที่เกิดจาก “กาม” หรือจาก “อัตตา” พอได้ชื่นใจกับรสที่ได้สัมผัสกระทบเข้า *ก็นี่แหละ “สวรรค์” หรือ “สัคคะ” ซึ่งก็คือ “สว + อรรค” หรือ“ส + อัคค” นั่นคือ “เรา + เลิศ” หรือ “เรา + สูงสุด” พยัญชนะเป็นเช่นนั้น แต่ของแต่ละคนจะมีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ตัวอย่างเช่นนักฟุตบอลเวลาดีใจ ตีลังกา ดีใจ นั่นคือ อุพเพงคาปีติ แรง จนกระโดดโลดเต้น บางคนก็ว่าเหาะได้เลย ตัวลอยตัวเบา กล่าวคือ ใครก็ตาม ต้องตรวจตนเอง ให้ได้ ว่า ตนเองยังติดความชั่วใด ที่เราเข้าใจว่านี่คือชั่ว ...เอากายกรรม กับวจีกรรม ก่อน (พูดไปแล้วอย่าเร่งรีดตัวเอง จะเอาให้หมด ตรรกะล้ำหน้า เป็นอภิชัปปา ไม่ได้ ต้องทำตามลำดับไป) และเริ่มด้วยเชิง “ผลัก” (โทสะ = ลบ) ก่อน โทสะ นั่นคือ ผู้ยัง “ยึดแรง” ในการทำร้ายชีวิตผู้อื่น ถึงขั้นฆ่าก็ดี ทำร้ายก็ดี ให้เขาทุกข์ทรมานก็ดี แล้วสะใจ นี่คือ ศีลข้อ 1 ต้องหยุด ยิ่งทำแบบสุภาพ แต่ซับซ้อนอำมหิตอีก แล้วกลับแสดงออกถึงว่าน่าสงสาร เขาเรียกว่า “ตอแหล” หนักกว่าตลบแตลง เสแสร้ง ตนเองยังไม่รู้ใจตนก็มี แต่ทั้งรู้ใจตนแต่ก็ตีหน้าสงสาร นี่คือสุดยอดอำมหิต ทีนี้ เชิง “ ดูด ” (โลภ = บวก) ผู้ยัง “มุ่งแย่ง” ของที่ไม่ใช่ของเรา ของที่เราไม่มีสิทธิ์ ก็แย่งถึงขั้นฆ่าก็ได้ ทำร้ายก็ได้ ให้เขาทุกข์ทรมานก็ดี แล้วเอามาเป็นเรา - เป็นของเราได้ ก็รู้สึกเป็นรสสุข(โลภะ) อยู่ อย่างนี้ “รสสุข” นี่คือ ศีลข้อ 2 ก็ต้องทำให้หมดไปจากใจ ผู้ยัง “ยึดแรง” ในความรัก-ราคะในโฉมผู้อื่น ในร่างผู้อื่น มาให้ตนเสพสัมผัสต่างๆ (ราคะ) ก็เป็นรสสุข นี่คือ ศีลข้อ 3 ต้องทำให้หมดไปจากใจ ไม่เสพรสจากสัมผัสเสียดสีจากร่างกายคน พูดเผื่อพวกกระเทย ซึ่งธรรมชาติเขาก็มีตัวผู้ตัวเมียเป็นธรรมชาติ แต่กระเทยนี้ไม่ใช่เพศธรรมชาติ เอาแต่เสพรสสัมผัสเสียดสี ไม่คำนึงหญิงหรือชาย สร้างภพชาติให้มีสุขที่วิตถารเกินธรรมชาติ คนเหล่านี้จึงติดเนื้อหา เสพกามเต็มบ้อง ซับซ้อนหลายตลบ คนเขาว่าพวกกระเทยนี้ฉลาด ก็ใช่ เพราะต้องใช้ชั้นเชิงทักษะฉลาด เพราะสั่งสมซับซ้อนหลายตลบ ตนเองเลยชำนาญช่ำชองเรื่องนี้ คนเหล่านี้เก่งฉลาด เลยมาลบล้างกิเลสตัวเองไม่ได้ จะมาลบล้างกิเลส แต่เพราะกิเลสนี่แหละเขาจึงเก่ง ได้สัมผัสเสียดสีเป็นรสนี่แหละ ทำได้จริง อย่างนี้ก็หมดไปได้จริงๆ เป็นอบายขั้นหยาบ หรือเลวร้ายกว่านั้น คือ ใช้เล่ห์ด้วยเชิงฉลาด หลอกซับซ้อนซ่อนลวงสารพัด เก่งฉกรรจ์ฉกาจ ให้เขาหลงผิดในสิ่งที่ผิดว่าถูก ซ้ำหลงเทิดทูนผู้หลอกว่ายอด ว่าเก่งเยี่ยมซึ่ง “ละเมิดของหวงผู้อื่น” สารพัดสิ่งหวง ก็หยุดละเมิด ทั้งทางกายกรรม ทางวจีกรรม อย่างธัมมชโยนี่ มีคนเชื่อคนศรัทธามาก มีวิบากบาปทบต้นทบดอกมากมาย ไปครอบงำความคิดให้คนหลงผิด แล้วให้คนตกภพชาติแบบนั้น เขาจะต้องไปเกิดอีกเท่าไหร่ คุณไปทำเขาทั้งนั้น หลอกครอบงำเขาสะกดจิต จนเขาตกเป็นบริวาร แล้วหลงว่าตนเองเก่งอีกนะ ทำให้หลงซับซ้อนไปหมด พูดไปนี่เขาจะฟังอาตมาพูดไหม ไชยบูลย์เอ๊ย มันน่าสงสาร ออกเสียงไปไม่ได้โกรธเกลียดชัง พูดเหมือนพูดกับลูกที่มันน่าเขกกะบาล ให้เขาหลงว่าอาจารย์เรายอด อย่างเจ้าสัวบุญชัย ว่าท่านเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผม ถ้าไม่มีท่านเราไม่มีวันนี้ ท่านเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของเรา นี่คือให้เขาหลงเทิดทูนว่าตนเองเก่งเยี่ยม ต้องมาเรียนรู้ ละ ล้าง กาย วจี มโนไปตามลำดับ ขอพาดพิง คุณบุญชัยหน่อยว่า อายุก็มากแล้ว ไปหลอกดารามาได้หลายคนแล้ว ได้เอ๊าะๆ มานี่ จะให้เห็นว่าเอ็งสู้ข้าไม่ได้ ที่พูดนี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องไม่น่าได้ หัดฝึกลดละล้างกิเลสบ้าง นี่ศีลข้อ 3 ต้องทำให้หมดไปจากใจ ใครยัง “โกหก” ก็หยุดได้ นี่คือ ศีลข้อ 4 ยัง “ต้องเสพสุขโดยการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายกับสิ่งภายนอกนั้นอยู่” และตนเห็นว่า “ต่ำแล้ว” สำหรับตนแต่ละคน นี้คือ “ อบาย” ข้อ 5 คือยัง “มัวเมาขั้นสุรา” ขั้นต่ำ ก็หยุดเว้นขาด ไม่สัมผัสภายนอก ละล้างเหตุภายในที่ยังอยากเสพของตนในใจให้ได้ จนทำได้ตามหลัก “ปหาน 5” (หลักของบุญ) กระทั่ง “ประหาร”สำเร็จเสร็จจบบริบูรณ์ “บุญ”ทำกิจ แล้ว “บุญ” ก็หายสูญไป ทำบุญภายนอกได้แล้วก็มาล้างภายใน ต่ออีก “บุญ” กำจัดทั้ง “ กายนอก-กายใน” ทั้ง “รูปจิต-อรูปจิต” ให้ “วิบัติ” ได้ สำเร็จผล “รสแท้ๆ” คือ รสเดียวกันทุกคน-ตรงกัน (พ่อครูยกฟักข้าวเป็นตัวอย่างว่า ลูกนี้สีแดง ภาษาจีนว่า อั๊ง ภาษาอังกฤษว่า Red ภาษาคนละแบบแต่ว่า แต่สภาวะอันเดียวกันหมด เวทนาที่รู้ร่วมกันได้ทุกคน ว่านี่แดง red อั๊ง นี่คือรสแท้ เวทนาแท้ๆ)* อีกรสหนึ่ง* ชอบใจหรือไม่ชอบใจ “รสสวรรค์-หรือรสนรก” คือ รสของแต่ละคน “อุปาทาน” เอง แล้ว “มีจริงเอง” ของแต่ละคน จึงเป็น “อาการที่ 33” ที่ปั้นขึ้นมาเอง ลมๆ แล้งๆ ของใครของมัน ซึ่ง ไม่ใช่ “รสแท้” ที่เกิดจาก “อาการ 32” ที่มีกันทุกคน อาการทั้งหลายที่ปรุงแต่งในคนมีอาการ 32 เท่านั้น แต่ที่ปั้นมาเองคืออาการ 33 เป็นลมๆ แล้งๆ
“รสที่ 3 3” คือ รสสวรรค์ดาวดึงส์ คือภพ ที่แต่ละคนปั้นขึ้นมาเอง “เท็จ” ทั้งนั้น(อลิกะ) เพราะ “รสที่ 33” คือ “รสเก๊” (อลิกะ=เท็จ) “อบายรส” คือ ขั้น สุรา “เก๊” ขั้นต้น “กามรส” คือ ขั้น เมรยะ “เก๊” ขั้นกลาง “ภวรส” คือ ขั้น มัชชะ “เก๊” ขั้นปลาย ซึ่ง“ภวรส”นี้ ยังมีละเอียดอีก 2 ขั้นคือ รูป-อรูป ไม่ว่า“รสบำเรอกาม” หรือ “รสบำเรออัตตา” ซึ่งเป็น “ภพ” อยู่ทั้งนอกและใน 2 ข้าง ภพ นอก คือ “กาม”. ก็. ภพในคือ “อัตตา” ก็ “ภพ” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนซึ่งเป็น “อาริยธรรม” สูตรแรก (ธัมมจักกปวัตตนะ) ของโลก มีกามกับอัตตา ผู้หมดสิ้นเกลี้ยง “ภพ” ทั้ง 2 ข้าง (นอก-ใน)จากใจได้จริง ก็รู้ว่าตน ก็เห็น “ความจริง” ในใจตนว่า “ภพ”หมดสิ้นไป อย่างไร? แล้ว เป็นอนาคามี ซึ่งมีถึง 5 ขั้น 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว)
ผู้บรรลุจริงแท้จะมี “ของจริง” และมี “ปัญญา” รู้-เห็น “ของจริง”ตามความเป็นจริง “ กาม” หมายเอา “ภายนอก” ดังนั้น หมด “กาม” แล้ว ภายนอกไม่มี แต่จะมี “ภายใน” “อัตตา” ก็คือ “ใจภายใน” เป็นพลังงาน “จิตนิยาม” ที่ผู้ยังเหลือ “ชีพ”อยู่ก็ต้องอาศัยภาวะนี้อยู่ ย่อมชื่อว่า “มี” แต่ถ้าผู้ “ไม่ยึดเป็นเรา-ของเรา” แล้ว จะทั้ง “มี” และทั้ง “ไม่มี” พลังงานที่ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรากับภายนอกแล้ว กลับจะยิ่งมีพลังงานมาทดแทนอีก กลายเป็นพลังงานดีมาเสริมซ้อน ยิ่งไม่มียิ่งมี ยิ่งหมดไปยิ่งทำลายไปยิ่งงอกงาม ยิ่งไม่เป็นของเรา ยิ่งมีของเรา “สัตว์-วัตถุ-พืช” ที่อยู่ข้างนอก มิใช่เรา ไม่เป็นเรานั้นแน่นอน รู้ง่าย ส่วน “จิต” นั้นรู้ยาก ที่จะรู้ว่า “ยึด” ว่า ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา แม้เราจะกำอยู่กับมือนี่ เป็นของเราไหม? ลองตายดูสิ มือกำเพชรเม็ดโต เขาก็งัดมือออกแน่ เอาเพชรไปจากมือคุณแน่นอนเพชรเม็ดโตเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ยอม ไม่ยอมให้เผาหรอก มันไม่ใช่ของเรา สัตว์มันก็มีชีวิตของมัน แต่เราไปตู่ให้มันมาหลงรักเรา ซับซ้อน เป็นต้น จึงต้องศึกษาฝึกฝนจนเกิด “ญาณ” หรือปัญญาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง. “เห็นความจริงตามความเป็นจริง” ก็จะไม่สงสัย ไม่ลึกลับ(อรหะ) ในความเป็น “เรา” หรือเป็น “ตน” เห็นกิเลสของเราเอง เราล้างกิเลสนี้ออก มันจริง ตามความเป็นจริง มันหมดก็รู้ว่าจริง ไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเราแล้ว ไม่สงสัย ไม่กังขา อรหะแล้วไม่ลึกลับแล้วในความเป็นเราเป็นของเราหรือความเป็นตนนี้ “นาม” หรือความเป็นพลังงานขั้น “จิตนิยาม” เท่านั้น จึงจะเรียนรู้ “ความเป็นตน - เป็นเรา” พลังงานขั้น “อุตุนิยาม-พีชนิยาม” ไม่มีสิทธิ์ แม้ขั้น “จิตนิยาม” ก็ต้องขั้น “เวไนยสัตว์” จึงจะเป็น “พลังงานขั้นอาริยะ” สามารถมีประสิทธิภาพมีปัญญารู้ “ความจริง” ขั้นนี้ได้ จึงเรียกว่า “อาริยะ” คือ ผู้เจริญถึงขีดจริงขั้น “โลกุตรภูมิ” เราวางได้ในสิ่งใด เช่นวาง กาม ก็ เป็นตัวอย่าง ให้ทำในรูปจิต อรูปจิตอีก เห็นเอง เป็นเอง รู้เอง จะเข้าใจความเป็นตน ของตน พวกสายปัญญา สายตรรกะได้แต่ขบคิด มีโศลก เป็นโกอาน พวกเซ็น เขาก็ว่ารู้แล้วๆ น่าสงสาร มันไม่ได้เห็นของจริง ไม่เห็นความจริงตามความเป็นจริง ที่ได้ไล่ให้ฟัง ได้แต่ขบคิดเอา โอ้สว่าง.. พลังงานของผู้เป็น “จิตนิยาม” แล้ว สามารถทำ “จิต”(ใจ)ของตน ให้ตนเองทั้ง “รู้แจ้ง” จริง ทั้ง “ทำใจตน” ได้แท้ ให้อยู่ในภาวะที่เป็น “พีชนิยาม”สำเร็จ และทั้งมี “ความรู้” (ปัญญา) จัดการ “ปรับแต่งตนเอง” ให้อยู่ในภาวะ “พีชนิยาม-อุตุนิยาม” ได้แท้ ในขณะที่ตนก็ยังมี ความเป็น “จิตนิยาม” นี้คือ ความสามารถของคน ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบทฤษฎี ที่เรียกชื่อว่า “พุทธธรรม-พุทธศาสตร์-พุทธศาสนา” ขั้นอุตุ พีชะ วิทยาศาสตร์เขาก็เรียน แม้แต่จิตนิยามเขาก็เรียน แต่เขาไม่มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ไม่มีทฤษฎีที่มีรายละเอียด เป็นหลักสูตรเป็นขั้นตอน ถ้าอาตมารู้ภาษาวิทยาศาสตร์ละเอียดจะเอามาอธิบายได้อีกเยอะ การที่เราปฏิบัติจน รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “การเกิด” และสามารถทำ “การดับ” ให้แก่ “จิตในจิต” ของตนได้อย่างเป็นจริง จึงสามารถจะ“ดับ”พลังงานส่วนที่ต้องการให้ “ดับ”. ดับได้ อย่างถาวรยั่งยืนนิรันดรก็ได้ ต้องการเหลือส่วนที่จะ“อาศัย”ใช้สอยได้ ทั้งในภาวะทำงาน ทั้งภาวะที่ให้หยุดนิ่งรออยู่ เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย” ของพลังงาน “จิตนิยาม” อย่างถ่องแท้” (โยนิโส) และมีความสามารถ “ทำใจในใจ”(มนสิการ)ของตนได้จริงๆ (ทางสมัยใหม่ คือ input - process - output - outcome - impact ) จึงสามารถ “ดับเหตุ” แล้วอาศัย “สมุทัย-ปัจจัย “ใช้พลังงานเป็น “นิทาน” เป็นเรื่องราวของ “จิตนิยาม” ไปอย่างดีได้จริง ทำได้สำเร็จก็เป็นผล ให้คุณอยู่กับโลก อย่างแต่ก่อนเราถูกเจ้านายใหญ่ให้หมุนวนตามเจ้านาย แต่ตอนนี้เราเป็นเจ้านายตัวเองได้ นี้คือ “โลกใหม่” (ปรโลก)หรือ “โลกอื่น” (ปรโลก) ที่พระพุทธเจ้าทำได้ มีนิยามว่า “อเทวนิยม” จึงชื่อว่า “โลกุตระ” เพราะมันโลกคนละโลก คือ เราฆ่าเทวดาเก๊ตายเสร็จ ตัวเราเองได้เป็นเทวดาจริงเลย แต่อย่าไปว่าคนที่เขายึดเทวดาเก๊แบบเทวนิยมนะ พุทธเป็นอเทวนิยม ที่ไม่ใช่ไม่เอาเทวดา(เป็นจิดที่สูงที่เจริญ) แต่พุทธรู้พลังงานเทวดา แล้วอยู่เหนือได้ ต่างกับพลังงานโลกีย์ที่มาเป็นนายครอบงำ แต่นี่พลังงานโลกุตระนั้นคนละขั้วเลย ผู้เป็นทาสโลกีย์ คือทาสผู้ปล่อยไม่ไป แต่คนโลกุตระนั้นหมดซึ่งความเป็นทาสตลอดไป ผู้ดับ “เหตุ” ของโลกในใจไปตามลำดับ โดยไม่ตัดลัด ไม่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive