590906_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผู้ได้สดับกับอธิวจนสัมผัสโส.docx
เนื้อหาในไฟล์
590906 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผู้ได้สดับกับอธิวจนสัมผัสโส
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 6 กันยายน 2559 ขึ้น 5 ค่ำเดือน 10 ปีวอก ที่ บวร ราชธานีอโศก วันเวลาก็เคลื่อนไปนิรันดรไม่รู้จบ คนเราเกิดมามีชีวิต มีอัตภาพแล้ว ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องอัตภาพนี้แหละ สำคัญมากในความเป็นอัตภาพของมนุษยชาติ กว่าจะล้าง กว่าจะจบความไม่ยึดติด เป็นตัวเราของเราได้ สุดยอด ที่จะยาก เสร็จแล้วเราก็ไม่รู้จักที่จะล้างอัตตาทำอัตตาให้หมดสิ้น เมื่อยังไม่หมดอัตตาหรืออัตภาพ ก็วนเวียนไม่รู้สักกี่ชาติ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย อยู่กับวิบากร้ายวิบากเลวลำบากลำบน วิบากดีหน่อยก็ดี ไม่ดีจะไปหลงอีก หลงติดยึดวิบากสุขสบายเป็นโลกีย์ ที่เรายึดติดซ้ำซ้อน ทำให้หมุนวนเป็นวิบากหนัก ใช้หนี้วิบากมันอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ อาตมาพูดกับคนที่ไม่ได้บรรลุนี่ยากมากเลย
พระไตรฯล.27 ข.[341] ศีรษะของนรชนปรากฏว่ามีมาก มีผมดำยาวปกคลุมถึงคอ บรรดาคนทั้งหลายนี้ จะหาคนผู้มีปัญญาสักคนก็ไม่ได้. มันน่าสงสารจริงๆ ถ้าเราไม่เข้าใจคำว่าปัญญา เราก็จะงงเหมือนกัน หาว่าพระพุทธเจ้าดูถูก คำว่าปัญญาเป็นโลกุตระธรรม เป็นความฉลาดทางโลกุตระ แบบความฉลาดของคนหัวดำทั้งหลาย หมายถึงความฉลาดทางเฉกาหรือเฉกตา ที่ไม่ใช่ปัญญา เป็นความฉลาดแกมโกง ฉลาดมีกิเลสเลว ร้ายมากๆ เป็นคนฉลาดทั้งนั้นที่เลวร้ายด้วยซ้ำซ้อน อย่างเช่นทักษิณ หรือธัมมี่ หรือธัมมชโย หลอกคนได้จนป่านนี้ก็มีบริวารมาซูฮก ยังไม่ยอมถดถอยเลย ยอมได้สนิทมาก ธัมมชโยนี้ตกนรกหนักว่าทักษิณ เพราะว่าหลอกในร่างของสมณะ ของธรรมะ เอาธรรมะมาหลอก ส่วนทักษิณนั้นหลอกในร่างฆราวาส หลอกในร่างพระนี่คนเขายกให้ว่าเป็นคนดีนะ ก็หลอกได้ชั้นหนึ่งแล้ว แล้วยังเอาความดีมาหลอกก็จะหลอกได้หลายชั้นอีก นี่คือความซับซ้อนที่ชัดเจน แค่ทั
อ่านต่อ
กษิณหนี เป็นอสุรกาย ไม่กล้าสู้ กลัว แต่ธัมมชโยนี่ไม่หนี แค่นี้ก็เห็นความแข็ง ทน ดื้อด้านมากกว่าเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็มีสารพัดเล่ห์เหลี่ยมยึกยักจนป่านนี้ยังเอาตัวมาไม่ได้เลย อาตมาพูดได้ว่าสงสาร ไม่น่าจะทำตัวเอง คือตกอยู่ในห้วงแห่งวัฏสงสารนี้อีกนาน ช่วยตรงๆ ก็ไม่ได้ ได้แต่กระแทกกระทุ้งให้เห็นความเลวร้าย ก็น่าจะรู้สึกสำนึกบ้าง 1. ถ้าไม่ตอบก็ไม่ได้เตือนเขา 2. ไม่ได้เตือนคนอื่นที่ไม่รู้เท่าทัน มันเลี่ยงไม่ได้เลยที่จำเป็นจะต้องบอก ไม่บอกก็ใจดำ เราไม่ดีอีก เราจะไม่ปล่อยให้เขาหลอก ทั้งที่ตนเองรู้ๆ ก็ไม่ช่วย ถ้าไม่รู้ก็แล้วไป บอกใครไม่ได้ แต่นี่รู้แสนรู้ แล้วก็ร้ายแรงด้วย เห็นหมาบ้าสัตว์ร้ายมันวิ่งมา แล้วเราก็ไม่บอกคน ปล่อยให้มันกัดคนไป ถ้าเราไม่บอกคน คนนั้นก็เลวร้ายอำมหิตแล้ว ก็คงคลี่คลายไปเรื่อยๆ ประเทศชาติคงจะดีขึ้น
อีกอันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 13 ข้อ 758 บอกถึงเทวดา ซึ่งคนทุกคนต้องการภพสวรรค์เทวดานี้อยู่ ก็ต้องมีการเกิด เป็นชาติ ไม่รู้แล้วไม่รู้จบ พระพุทธเจ้าท่านว่าต้องตัดตั้งแต่ สาเปกโข (หวัง) ต้องให้ไอ้หวังตายแน่ อย่าไปสร้างจิตมุ่งหวังอะไร มีเจตนาแต่อย่าอยาก อยากนี่แหละเป็นความต้องการหวังต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าไปอยากอะไรเลย อย่าไปหวังอะไรเลย ต้องมีมโนสัญเจตนา แล้วหาเหตุปัจจัย เราอยากได้ 4 ก็ต้องหา 1+1+1+1 หรือหา 2+2 ก็ได้ 4 เราต้องทำเหตุปัจจัย อะไรที่จะได้ 4 ตกลง 2+2 ได้ 4 ก็ต้องทำ 2 กับ 2 แต่ถ้าไม่ใช่ 1+3=4 ก็ต้องสร้าง 1 กับ 3 เป็นต้น เจตนาแต่อย่าอยาก รู้ว่ามีเหตุปัจจัยอะไรแล้วทำ พวกเราเรียนธรรมะอย่างถึงที่เลยนะ คำว่า เทวดานี่เป็นศัพท์ของพระพุทธเจ้าที่สมมุติกัน เทวดามีแต่เป็นภพชาติ เป็นเทวดาจริงๆ ที่หลงเสพติด ต้องมาใช้หนี้ทีหลัง กว่าจะเข้าใจในการล้างอัตภาพ อัตตาพวกนี้ได้บริบูรณ์จึงไม่ง่าย กว่าจะได้มาพบเจอกันแล้ว ก็ศึกษาตั้งใจดีๆ พยายามพากเพียร เราก็จะได้ไปตามลำดับไปเรื่อยๆ ในพระไตรฯล.27 ข้อ 342 บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่ สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย. มันซับซ้อน คนฆ่าสัตว์โดยอำมหิตนี่ ยังบาปสู้คนที่เลี้ยงสัตว์แล้วฆ่ามันไม่ได้ สัตว์มันก็มีจิตที่หลง แล้วคนก็ฆ่ามันกิน หนักกว่าคนอำมหิต ซับซ้อน เลี้ยงสัตว์เองแล้วก็กลับฆ่ามันกินเฉยเลย เหมือนกับคนหลอกให้คนอื่นหลงรักบูชาเทิดทูน เสร็จแล้วก็ฆ่าก็ทำร้ายเขานั่นแหละ คือบาปซับซ้อนร้ายแรง สัตว์ที่พระพุทธเจ้าให้กินมีปวัตมังสะ นอกนั้นกินไม่ได้เป็นอุทิสมังสะ พระเองก็เลี่ยงบาลี ว่าให้บริสุทธิ์โดยส่วนสาม 1. ไม่รู้ว่าตายเพราะคนฆ่า แต่เห็นคนฆ่าหลัดๆ 2. ได้ยินข่าวว่าเขาฆ่าสัตว์ ไม่ใช่ปวัตตมังสะ แต่เป็นอุทิสมังสะ อย่างเช่นข่าวเนื้อสัตว์ตายในตลาดนี้ เราก็รู้ว่าคนฆ่าทั้งนั้นไม่ใช่สัตว์ตายเอง มันขึ้นเขียงเองไม่ได้ สัตว์นี้ถูกคนฆ่าแน่ 3. แม้สงสัยลังเล ว่าเนื้อสัตว์นี้เป็นปวัตตมังสะหรือไม่? เป็นเดนสัตว์กินไหม หรือมันตายเอง? แม้แค่สงสัยก็ไม่บริสุทธิ์โดยส่วนสามแล้ว พระพุทธเจ้าห้ามมิจฉาวณิชชาแล้ว ชาวพุทธอย่าค้าขายเนื้อสัตว์ หนึ่งอย่าฆ่า สองอย่าขาย แล้วเอาสัตว์ที่ไหนมากิน? ตกลงเราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเราไม่ฆ่า เราไม่ฆ่าแล้วจะไปซื้อมา? คุณก็ซื้อได้จากคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธก็ไม่ผิดมิจฉาวณิชชา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัตว์ถูกคนฆ่า แต่คนเลี่ยงบาลีว่า สัตว์นี้เราไม่ได้ฆ่าเอง เขาเอามาถวายเราก็จะกินได้ เป็นต้น วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการตั้งศพของนายต้น (ชาญวิวัฒน์ พาลี)เป็นหลานสมณะผิว พาลสุริโย ที่เสียชีวิตในร่างสมณะ นี่เป็นหลานท่าน ก็ทำให้ญาติโยมพี่ๆ น้องๆ ที่ไม่ค่อยเข้าวัด แม้เข้าใจ ก็ได้มา อาตมาก็ว่าดี เหตุลากจูงกันมาได้ฟังได้ยินบ้าง เรียกว่า ได้สดับ เป็นบุคคลผู้ได้สดับนี้ก็ดี ปุถุชนไม่ได้สดับก็ไม่มีทางได้ละหน่ายคลายเลย คนอยู่ต่างประเทศคนละภาษาห่างไกล ก็น่าเห็นใจ แต่คนอยู่ใกล้ๆ แล้วไม่ฟัง ปัดโธ่เอ๋ย มันน่าเคาะ...ไหม? ไม่เอาถ่าน คนที่อยู่ไกลไม่มีโอกาสไม่รู้ข่าวก็แล้วไป แต่นี่อยู่นี่แท้ๆ ใกล้เกลือกิน…(ขี้) ใกล้เกลือไม่กินเกลืออีก แต่ดันไปกินอะไรก็ไม่รู้ มีพี่ชายมากราบเมื่อวาน ว่าเป็นกุศลของเขาที่ได้มาฟังธรรม เป็นเรื่องดี คนเรามันถึงเวลาวาระมีวิบากร่วม สิ่งประเสริฐก็เป็นไป ฟังกันไม่ใช่ง่ายๆ แต่ก็ยาก อาตมาต้องพากเพียร ใครว่าอาตมาเหนื่อยไหม? ปัจฉาฯ รู้ว่าอาตมาจะทำอะไรก็รู้หมด แม้จะนอนก็ตาม นี่เก็บไว้หมดนะ อาตมาจะทำอะไร ลุกขึ้นมากลัวจะลืมก็โน้ตไว้ ท่านนี้ก็รู้ไวนะ อาตมาเปิดไฟ ตะเกียงโซล่าเซลล์มาเขียน ท่านก็มาละ ถ่ายรูป … เก็บไว้หมด คือเห็นว่า มันก็มองไปในแนวลึกก็ดี ก็น่าสนใจ ไม่ใช่มาทำชั่ว เป็นกรรมดี พฤติกรรมดี เอาไว้ดูกันก็ดี มาดู sms เมื่อวานนี้วันที่ 5 SMS 5 September _ 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะ กายปัสสัทธิการสงบระงับของกายคือรูปกับนามรู้ทุกการกระทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม!เป็นกายปาคุญตา!ทำการงานอันควรที่สุดเป็นกายกัมมัญญตาธ.2!สาธุ ตอบ...คุณทำกายปัสสัทธิได้ คือทำความสงบได้ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แต่ไม่ได้ว่าต้องนั่งแข็งทื่ออย่างเดียวนะรวมหมดเลย แต่จะเกิดกายปาคุญญตา แคล่วคล่องทั้งข้างนอกและข้างใน คือความคล่องแคล่วของ เวทนา สัญญา สังขาร มีจิตวิญญาณเป็นมุทุภูตธาตุ ปราดเปรียว ไม่ใช่ยิ่งเฉื่อยชา ยิ่งนิ่ง ยิ่งแข็งทื่อ แต่มีตัวมโนเป็นประธาน ทำการงานอันควรที่สุด เป็นกายปาคุญญตา เมื่อมีกายปัสสัทธิ จิตก็เป็นกายปาคุญญตา ก็ทำกายกัมมัญญตา ทำการงานง่ายปราดเปรียวคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่อืดช้าเลย
_0893867xxx รักพ่อหลวงฯร่วมสร้างปรัชญาพอเพียงเสริมธรรมาธิปไตยให้ประชาธิปไตรไทยเจริญด้วยคุณธรรมตามรอยพระแม่ฯ คู่หทัยรักษ์แผ่นดินฯ ลูกไทยใจภักดิ์! _0893867xxx ผู้น้อยศรัทธาพ่อครูก็ตรงถามตอบทุกประเด็นตอบตรงตามความเป็นจริง!รู้ก็ว่ารู้ไม่ รู้ก็ว่าไม่รู้!ไม่เคยอวดรู้ดังวลีโลกว่า ความโอ้อวดเป็นแม่ของความโกหกทั้งหลาย หาไม่ยากในวงการเมืองน้ำเน่ายุคเก่า!กบที่เคยถูกต้มยำ! ตอบ...ประชาธิปไตยต้องไม่หาเสียง ตอนนี้พรรคประชาชนปฏิรูปของคุณไพบูลย์ประกาศแล้วว่า การเมืองต้องไม่หาเสียง คุณไพบูลย์นี้เอาไปทำก่อนเลย ของเรามีแต่ไม่ได้ออกไป การหาเสียงไม่ใช่ประชาธิปไตย อาตมาพูดตั้งแต่แรกๆ คุณจำลองก็งงๆ ว่า ไม่หาเสียงจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไร เขาก็หาเสียงกันทั้งโลก ยิ่งอเมริกา น้ำเน่าที่สุดเป็นประชาธิปไตยขาเดียว พลางหลอกคน มีนายทุนใหญ่สุดที่อเมริกา ซับซ้อนมากที่สุด มีแต่เล่ห์เหลี่ยม ประชาธิปไตยขาเดียวจึงแย่กว่าอังกฤษ ทั้งที่แยกจากอังกฤษ
_0893867xxx ภาวนาปธานในปธาน4เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้นที่พ่อครูบอกมาจากพระตปฎ.21/14ไม่ตรงกับภาวนาปธานในสัมมัปปธาน4เพียรทำให้บุญใหม่เกิดขึ้นจากพระตปฎ.21/13จริงด้วย ตอบ...ดีแล้ว
_0849680xxx ศรัทธาขาดปัญญา :ไม่รู้ชัดสัจธรรม หลงตามหลงบำเพ็ญ ศรัทธาหลงผิด : หวังอภินิหาริย์บันดาลให้วาดภาพเพ้อฝันอยากเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ศรัทธากระจ่าง : รู้หลักการถูกต้องเหตุผลชัดเจน _0810971xxx กราบนมัสการเจ้าค่ะ เรียนถามเจ้าค่ะ ไม่กินเนื้อสัตว์ อาริยะระดับไหน ตอบ ... .ตัดสินไม่ง่าย คนไม่กินเนื้อสัตว์แล้วจะบอกว่าได้อะไรเยอะเลย ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างพวกจีนกินเจไม่กินเนื้อสัตว์ อินเดียก็ไม่กินเนื้อสัตว์เยอะแยะ มาเป็นพันๆ ปี ก็ไม่ได้เป็นอาริยะหรอก ถามว่าไม่กินเนื้อสัตว์จะเป็นอาริยะระดับไหน? ตัดสินไม่ง่าย ต้องใช้ปัญญาอาริยะไข ตัดสิน ระดับมีปัญญาเข้าใจว่ากินเนื้อสัตว์เป็นบาป บาปคือเวรภัย ผูกพัน ใช้หนี้บาปไม่รู้จบ จบถ้าคุณหลุดพ้นมาโลกุตระก็จบ แต่ถ้าไม่มีโลกุตระก็ใช้หนี้เวรกรรมไปไม่รู้กี่ล้านชาติ แล้วคิดดูสิว่าวันหนึ่งกินเนื้อสัตว์กี่ตัว ถ้าเข้าใจวิบากที่จะทดแทนกันไปเรื่อยๆ อันเป็นเวรภัยก่อทุกข์โทษที่เป็นเรื่องพยาบาท กินกัน เป็นเวรติดต่อไป แต่ที่สำคัญคือ คุณไปติดยึดเนื้อสัตว์ นี่คือตัวกิเลสแท้ ถ้าจิตมีปัญญา 1. รู้บาป 2. มีปัญญา รู้หน่ายคลายจริงๆ นี่จึงนับเป็นอาริยะ วิราคะไปเรื่อยๆ เริ่มจากภายนอกว่าไม่เอาจริงๆ คนมีบารมีบางคนไม่เอา กินก็อ้วกเลย ไม่ได้เขาไม่เอา คือบารมีประจำตัวเขามา เมื่อได้ภายนอกแล้วก็ได้ภายในก็สูงขึ้น เหลือเชื้อภายในบ้างก็เป็นอาริยะ ภายนอกไม่เอาจริงๆ ก็เป็นอาริยะระดับหนึ่ง คุณต้องมีปัญญาตัดสินว่าไม่เอาจริงๆ แม้จะเป็นอนาคามี ใจระริกระรี้ แต่ไม่กินแน่ คืออนาคามี ยิ่งหมดรูปราคะ อรูปราคะ ก็จริงที่สุด ต้องเอา ปรมัตถสัจจะมาตัดสิน ว่าจะเป็นอาริยะหรือไม่ จะตัดสินทื่อๆ ไม่ได้
_0805925xxx ที่พระตกนรกลึกกว่าโยมเพราะศีลพระสองสองเจ็ดโยม5ใช่ป่ะพ่อ?ปลายฝน ตอบ...พระมีวินัย 227 ข้อ แต่ศีลของพระก็อีกอย่าง แต่ทุกวันนี้ คนเขาไม่เข้าใจว่าศีลพระคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล รวม 43 ข้อ แต่ทุกวันนี้เข้าใจว่า พระมีศีล 227 ข้อนั่นไม่ใช่ จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 และมหาศีล 7 ข้อ แต่ทุกวันนี้พระไม่ปฏิบัติศีล ก็เลย เดรัจฉานวิชชาเต็มบ้านเมืองเลย แต่ทุกวันนี้ดีขึ้น อาตมาพูดนี้ ถ้าไม่มีพระไตรปิฎกยืนยัน อาตมาตายไปนานแล้ว ที่ถามมาก็พระถือวินัย 227 แต่โยมถือศีล 5
_0849108xxx ชอบดูภาพอสุภะดูแล้วเห็นกายนี้แค่อาศัยสร้างบารมีแต่คนคิดไม่เป็นบารมีธรรมต่างกันแมนเด้@ปลายฝน ตอบ...อันนี้ดีมากเลย
_0805925xxx นิพพานคือสภาวะธรรมที่ปลดแอกจิตใจแห่งกิเลสนู๋เข้าใจยังนั้น?ปลายฝน ตอบ...ถูกแล้ว คนนี้ก็ศรัทธาดี แต่เชิงฉลาดหวือหวาเกิน เจโตยังไม่ค่อยแข็ง ไปเรื่อย
_0833208xxx ธรรมะแท้แปรเปลี่ยนชะตาชีวิตได้ บังเกิดปัญญาธรรมวิมุติทางตรง อย่ามัวหลงติดรูปลักษณ์อันจอมปลอม ลาภยศชื่อเสียงผลัดกันชมเวียนหมุนชมไปมาไม่เคยนิ่ง เกิดดับต่อชีวิตต่อสรรพสิ่งต่อความจริงที่ต้องรู้"สัจธรรม"เจริญตามปฏิปทาคุณธรรมอย่ายึดในบุคคลจะหลงนา จงยึดหลักธรรมะหลักเที่ยงตรง _0805925xxx ระดับละกามราคะจะไม่ยึดติดในสิ่งใดๆแม้นแต่กามคุณจะหน่ายเสพเห็นภัย
_คำถามจากคุณ Tuk Sirima กราบนมัสการค่ะ ขอโอกาสกราบเรียนพ่อครูกรุณาอธิบาย"ชีวิตรูป" หรือ"ชีวิตินทรีย์" ใน"รูป 28" กราบขอบพระคุณค่ะ ในรูป 28 มีมหาภูตรูป 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น ที่แยกง่ายว่าไม่ใช่กาย พอมีปสาทรูป โคจรรูปทำงานร่วมกัน เกิดภาวรูป ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 สองอันนี้ ถ้าไม่ทำงานเลยไม่มีอะไรเกิดให้ศึกษาเลย ต้องมีประสาทได้ทำงานสัมผัส แต่ถ้าเกิดแล้วคุณไม่ได้ต่อไม่ได้รับรู้ก็ไม่เกิดอะไร สังขารคือภาวรูป ในสังขารนั้นมีอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ เป็นภาวะสองแล้วมีเราเป็นอีกหนึ่งเป็นสามเส้า ตอนแรกจะมี ish คือ i she he มีสามเกิด ก็พิจารณาภาวะสองนี้ ภาวะของอิตถีภาวะแล้วทำให้เป็นปุริสภาวะให้ได้ ก็เริ่มพิจารณาจับสภาวะได้ เป็นหทยรูป แล้วตรวจสอบว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต เป็นชีวิตของจิตเจตสิก เป็นรูปที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่เราต้องมีสัญญาปัญญาเข้าไปกำหนดรู้ภาวะนั้นว่า อาการนี้มีชีวิต เป็นชีวิตรูป แล้วมันมีสังขาร สังขารนี้จะมีกิเลสอยู่ตอนแรก เราก็ต้องแยกเอากิเลสให้ชัด เราได้ตัวจริงของโจรก็ปหานตัวนี้ ชีวิตรูปตัวนี้คือพลังงานของกิเลสที่เราต้องฆ่าต้องดับให้สิ้น ดับสิ้นก็เหลือแต่ชีวิตของผู้บรรลุธรรมเป็นปุริสภาวะ การเป็นนิพพานหรือนิโรธของพระพุทธเจ้าไม่ใช่นิโรธอย่างสุ่มสี่สุ่มห้านั่งสะกดจิตดับอย่างเดียว ไม่มีการวิจัยเลย จึงปิดประตูนิพพานให้แก่ตัวเอง การนั่งหลับตาเป็นการปิดประตูนิพพาน อาตมาจะต้องพูดไปถึงอายุ 151 ปีเลย สมาธิของพุทธจะต้องเป็น supra concentration เลย แต่เดี๋ยวนี้มันหายกลายเป็นสมาธิฤาษีสมาธิสามัญไปหมดเลย อย่างนั้นมันคือ meditation เป็นสมาธิแบบ general ทั่วไป แต่ของพระพุทธเจ้าเป็น special สมาธิเป็นพิเศษ มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น เป็น supra concentration ไม่ใช่ meditation ชีวิตรูปจะบริบูรณ์ต้องมีตัวปฏิบัติ คืออาหารรูป ในอาหารรูปก็ไล่ไปตั้งแต่กวฬิงการาหาร อาหารคือเครื่องอุปโภค บริโภค เป็นตัวนำ ไม่ใช่แค่ของกินนะ แต่ทั้งใช้ด้วย ทรัพย์ศฤงคารข้าวของใช้ด้วย อาหาร 2 ย่อมเกิดจาก 1. กาม 2. ผัสสะ 3. มโนสัญเจตนา 4. วิญญาณ คือนามรูป ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วเรียนรู้ในสิ่งที่อุปโภคและบริโภค ว่าเป็นมโนสัญเจตนาที่มีกามตัณหา หรือภวตัณหา หรือไม่ก็ล้างตั้งแต่กามตัณหา แล้วล้างภวตัณหาอีกจนหมด สุดท้ายเหลือแต่วิภวตัณหา อาตมาบอกว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหา คนก็จะเอาอาตมาตาย ท่านทำงานด้วยเจตนาเป็นมโนสัญเจตนา ไม่ได้มีความอยาก ท่านมีแต่วิภวตัณหา คือตัณหาที่ไม่มีภพ เป็นภพพิเศษภพอาศัยเท่าที่มีขันธ์ 5 ทำงานแก่โลก รักษาอัตภาพไว้ คนจะไม่เข้าใจได้ง่ายๆ เมื่อสามารถ อาหารรูปเป็นเหตุปัจจัยให้ปฏิบัติธรรมก็ทำไปตามแต่ละกรอบแต่ละปริเฉทแต่ละบริบทที่กำหนดไว้ หรือแต่ละ concept ก็ได้ เช่นเราเอาแค่กรอบศีล 5 ก่อน หรือว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราต้องกำหนดเอาเอง เมื่อได้ก็จบปริเฉทรูป นอกนั้นก็เป็นวิญญัติรูป 2 วิการรูป 5 อาศัยลักขณรูป อีก 4 ในรูป 25 มีกายตั้งแต่ปสาทรูปกับโคจรรูป มีภาวรูปก็มีกาย แล้ว แต่คุณต้องทำอิตถีภาวะออก ให้เหลือแต่ปุริสภาวะให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่สำเร็จ แล้วทำที่อาหารรูป หทยรูป แต่ละปริเฉทรูป แล้วมีวิญญัติรูปและวิการรูป ตัวสุดท้ายคือ ลักขณรูป อีก 4 ที่จะต้องมีการเกิดคืออุปจยะ แล้วคุณจะต่อหรือไม่ต่อก็เป็นสันตติ แต่แม้จะต่อหรือให้เกิดอย่างไร ลงท้ายต้องชรตา และอนิจจตาไม่มีอื่นเลย สภาวะของลักขณรูปทั้ง 4 คือนามธรรม ต้องเป็นรูป คือสิ่งที่ถูกรู้ แต่เป็นรูปที่เป็นนามธรรม คือนามรูป มีลักษณะว่าอย่างนี้คืออุปจยะ อย่างนี้คือสันตติ คือชรตา คืออนิจจตา รูป 28 ที่อาตมาอธิบาย พวกเรารับพอได้แล้ว แต่พวกอภิธรรมที่หลงบัญญัติไปก็น่าสงสาร ผู้ใดเข้าใจแล้วมาเลื่อนฐานะปฏิบัติตามลำดับก็ดี แต่ถ้าคุณไม่รู้รูป แต่ไปเอานามเลยมันละเอียดเกิน มันข้ามขั้นตอน คุณยังมีอบายมุขสิ่งเสพติดอยู่แล้วเป็นกามภพแล้วจะไปทำในรูปภพ อรูปภพ ก็ทำไม่ได้หรอก ไม่เป็นลำดับ ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการศึกษานะ อย่างท่านอาจารย์มหาบัวนี้ ยังเคี้ยวหมากจั๊บๆๆอยู่แล้ว แล้วไม่รู้ว่านี่คือสิ่งเสพติดหยาบๆ ก็ไม่รู้ว่าคืออบายขั้นต้นที่ควรเลิกก่อนแล้ว ไปหลงกันว่าเป็นพระอรหันต์ ขออภัยไม่ได้ลบหลู่ท่าน แต่ก็ไม่มีใครบอกท่าน ที่พูดนี้ก็รู้ว่าคนนับถือกันเยอะ แล้วไม่ได้ฟังสัจธรรม อบายข้างนอกก็ยังตัดไม่ได้เลย ท่านก็พยายามทำแต่ไม่ได้สุดท้ายก็จนสิ้นชีวิต ท่านมีในปากไม่ขาดเลยนะ เทศน์ไปก็น้ำหมากย้อยไปเรื่อยๆ อาตมาพูดธรรมะ ไม่ได้เจตนานินทาว่าร้ายผู้ใด ไม่มีเจตนาลามกเช่นนั้น
เมื่อวานพูดถึงกาย เอาพระไตรฯล.16 ข.237 อัสสุตวตาสูตรที่ 2 [237] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมใส่ใจด้วยดีโดยแยบคายถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนาจึงเกิดสุขเวทนา เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนานั้นดับไป สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงดับ จึงสงบไป เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้นดับไป ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งเวทนาที่ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ จึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้น เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นดับไป อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้น จึงดับ จึงสงบไป ฯ สูตรนี้ท่านเน้นที่ปฏิบัติต้องมีผัสสะ จึงมีเวทนาให้ปฏิบัติ สุขนั้นมีคู่กับทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์ก็หมดไป สุขก็หมดไปด้วย เป็นธรรมะสองที่ไปด้วยกัน ต้องดับจึงจะเหลือหนึ่ง หนึ่งนั้นคืออยู่กับภาวะ 0 นับหนึ่งนั้นคือความมีแต่ความมีนั้นมันคือความไม่มี ในพระไตรฯล.16 ข.43 ว่าคนเราอยู่กับความมีและความไม่มี เหมือนกับบอกว่าพระอรหันต์มีสวรรค์ไหม คือท่านไม่มี แต่ท่านก็มี เหมือนกับปุญญปาปปริกขีโณ คืออรหันต์ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป สังคมศาสนาพุทธเอาบุญมาหลอกกัน บุญคือปหาน 5 คือธรรมาวุธหากทำปหาน 5 ได้หมดก็จบ ไม่ต้องใช้อีก อรหันต์คือคนสิ้นบุญ เรามาทวนกับอัสสุตวตาสูตรที่ 1 ข้อ 231
(231) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้างสามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ว่า ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ฯ (232) ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ” ข้อ 230 กับข้อ 231 นั้น จับสาระได้จากคำสำคัญแรกก็คือ “ปุถุชนผู้มิได้สดับ” ความว่า“ปุถุชนผู้มิได้สดับ”แค่นี้แหละ มีความสำคัญยิ่งใหญ่แล้ว สำหรับความเป็นคนทั้งหลาย แต่คนก็ไม่ได้ฉุกคิดกันเลย นั่นก็คือ คนชาติใดนับถือศาสนาไหนก็ตามที่ยังเป็นปุถุชน ถ้าแม้น“มิได้สดับ” ก็คือ ถึงแม้ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังคำความที่เป็น “พระธรรม”คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เถอะความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของ“กาย”อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ มันก็มีปรากฏให้ใครๆ เห็นอยู่ จึงเห็นได้ง่าย คำว่า “ร่างกาย” ในพระไตรปิฎกนี้ บาลีคือ “กาย” ไม่มีคำว่า “ร่าง” แต่ท่านผู้แปลใส่คำว่า “ร่าง” เข้าไปด้วย โดยให้หมายถึงส่วนที่อยู่ภายนอก และเป็นส่วนหยาบใหญ่ของ “กาย” เป็นภาวะ “ถูกรู้” นั้นคือ “รูป” ที่จึงเห็นได้ง่าย ในความเป็น “กาย” (ธรรมะ 2) ส่วนที่เป็น “ภายในและละเอียดนั้นคือ “จิต-มโน-วิญญาณ” ซึ่งจะเรียนรู้และรู้จักได้ยากกว่า ในความเป็น “กาย” (ธรรมะ 2) “กาย” คือ “องค์ประชุมของรูปกับนาม” จึงมีทั้งส่วนภายนอก และส่วนภายใน เพราะ “กาย” นั้น มีทั้งภายนอกคือ “ดินน้ำไฟลม” ที่ประชุมกันอยู่ร่วมกับภายในคือ “จิต-มโน-วิญญาณ” เป็น “ธรรมะ 2” ซึ่งคำว่า “กาย” นั้น คือ “ธรรมะ 2” ที่มี “รูปกับนาม” เสมอ ได้แก่ “รูปภายนอกบ้าง-รูปภายในบ้าง” ในภาวะที่ “ถูกรู้” ก็เป็น “รูป” กับ ที่เป็นภาวะ“นาม” ได้แก่ “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” นามนี้เป็น “ธาตุรู้” ซึ่ง “จิตก็ดี-มโนก็ดี-วิญญาณก็ดี” เป็นได้ทั้งในภาวะของ “รูป” และภาวะของ “นาม” แต่ “ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม” เป็นต้นนั้น เป็น “นาม” ไม่ได้จึงมี “รูปภายนอกบ้าง-รูปภายในบ้าง” โดยเฉพาะ “นาม” ที่เป็น “ผู้ทำหน้าที่รู้” ซึ่งจะต้อง “กำหนดรู้” ทั้ง “กายภายนอก และกายภายใน” ทั้ง “เวทนานอกและเวทนาใน” ทั้ง “จิตนอกและจิตใน” ทั้ง “ธรรมนอกและธรรมใน” ดังนั้น ความหมายส่วนแรกนี้จึงหมายถึง คนจะพึง..เบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ย่อมได้ ใน “กาย” อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 (ส่วนนี้คือภายนอก ดินน้ำไฟลม)นี้ แม้ไม่ได้สดับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะมันหยาบใหญ่ เห็นได้ง่ายดาย ใน “ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี” เพราะมันปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน ไม่ยากเท่าความเป็น “กาย” ที่หมายเอา “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” ซึ่งถ้าพระพุทธเจ้ามุ่งหมายเอา “กาย” ที่หมายเอา “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “ปุถุชนผู้มิได้สดับ” (คำสอนของพระพุทธเจ้า) ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย เพราะ “จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” นั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา จึงไม่อาจเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดพ้น “ส่วนที่เป็น “จิต-มโน-วิญญาณ” นี้ได้เลย และในข้อ 231 นั้นพระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่า “ปุถุชนจะพึงเข้าไปยึดถือเอา “กาย” อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4” โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่” นั่นก็เพราะ “ร่างกายภายนอก” นั้นมีดิน น้ำไฟลมประชุมกันอยู่เป็นของหยาบ เมื่อมันดำรงอยู่เป็น “ร่างกายของคน” มันก็อยู่เป็นแท่งเป็นก้อนให้เห็นได้อยู่นาน เป็นปีๆ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง...สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ไปจนถึง แปดสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง(ถ้าใครอยู่ถึง) จึงปรากฏเห็นได้ชัดกว่ามาก กายกับอัตตา...คุณว่าอันไหนใหญ่หยาบกว่ากัน … กายนี่หยาบกว่าอัตตา อัตตานี่ซ้อนอยู่ในกายอีกที คนจะเรียนรู้อัตตาตัวแรกต้องเรียนรู้สักกายะ ตัวหยาบก่อน อัตตาก็แยกอีก 3 คือ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา แต่ถ้าพระพุทธเจ้าจะทรงหมายเอาความเป็น “กาย” นี้ที่เป็นส่วนของ “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” นี่แหละ พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบไว้ชัด ลองอ่านทวนดูดีๆ สิ “ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ฯ (232) ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืน และกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ” “จิต” ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป มันเกิด-ดับ เกิด-ดับ ไม่ตั้งอยู่เป็นก้อนเป็นแท่งให้เห็นเหมือนแท่งก้อนของดินน้ำลมไฟ จิตเกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่ตลอดอย่างนั้น ไม่ว่ากลางคืน หรือกลางวัน มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เหมือน “วานร(ลิง) เมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป” เกิด-ดับ เกิด-ดับต่อเนื่องกันอยู่อย่างนั้น เหมือนลิงกระโดดไปกิ่งนั้น กระโดดไปกิ่งนี้ เป็นไปอย่างนั้นไม่หยุดหย่อน ฉันใด ก็ฉันนั้น ชัดเจนดีมั้ย? พระพุทธเจ้าจึงตรัสยืนยันว่า “(233)ดูกรภิกษุทั้งห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive