590621_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คำถามเรื่องโลกและอัตตา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์339 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590621_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องโลกและอัตตา โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 21 มิถุนายน 2559 ที่บ้านราชฯ มีคนให้ความเห็นมา _ท่านได้กล่าวเทวดาสมมุติเทพ 6 ชั้น แล้วทำให้เข้าใจ คนละเรื่องกับที่เคยได้ยินเลย เหมือนหงายกะลาเลยค่ะ มีคำถามจากคุณ VAN ใน Line@ธรรมะพ่อครู _กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ โยมขอเรียนถามคำถามเรื่องของกรรมฐาน เข้ากรรม16 ข้อไหนได้บ้างค่ะ พ่อครูว่า… มีแต่กรรมฐาน 16 นะ ไม่มีกรรม 16 ซึ่งกรรมวิบากเป็นอจินไตย คนอวดดีเอากรรมมาแบ่งย่อย 16 ว่าจะมีวิบากอย่างไร เป็นการอวดอุตริมนุสธรรมที่เกินไป แต่กรรมฐานนี้ต้องพยายามพูด เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีกรรมฐานที่ผูก แต่กรรมฐานได้เพี้ยนไปเป็นแบบฤาษีไปแล้ว พระกรรมฐานทุกวันนี้เพี้ยนไปหมดแล้ว ไปให้เพ่งกสิณ ยึดมั่นเป็นการสะกดจิต ไม่ได้ธัมวิจัยตามแบบพระพุทธเจ้าเลย ออกนอกทิศทางเป็นมิจฉาทิฏฐิไป เวลาไปปฏิบัติอานาปานสติก็ไปนั่งดูลมหายใจไปเสีย แต่แท้จริงคือทุกลมหายใจเข้าออกต้องมีสติปัฏฐาน ต้องปฏิบัติทุกขณะ ต้องดำเนินสติปัฏฐานหรือโพธิปักขิยธรรม 37 ไปตลอดทุกลมหายใจ กรรมฐานแท้ของพระพุทธเจ้าคือเวทนาในเวทนา หรือเวทนา 108 เวทนา 2 เรียกว่ากาย ก็แยกให้เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วดึงเอาอกุศลจิตที่เป็นเหตุของเวทนา เวทนาเป็นกรรมฐานของการปฏิบัติธรรม มูลกรรมฐานมี 5 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แยกอันนี้ให้เป็น ถ้าแยกเป็นจะรู้ความเป็นชีพ ความเป็นสรีระออก แยกชีพแยกสรีระออก จะรู้อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม อะไรเป็นกาย อะไรซ้อนในกายหรือเมื่อไหร่มันไม่เป็นกาย ทำไมเอาผมขนเล็บฟันหนังมาเป็นมูลกรรมฐาน เพราะมันมีอาการที่อยู่ภายนอกด้วยนอกนั้นมันอยู่ภายในหมด ในอาการ 32 มันพิจารณาไม่ชัด ในสิ่งที่เกี่ยวกับภายนอกชัดๆ ต้อ

อ่านต่อ

งสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายแล้วทำธรรมะ 2 เป็น 1 ให้ได้ สัญญาคือเจตสิกของเรา สัญญาเป็นตัวทำงานตลอดเวลา ทำงานกำหนดรู้ หรือหมายรู้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบโปฏฐปาทปริพาชก (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ตั้งแต่ข้อ 275 ไปจนจบสูตร) อีก 7 แง่ ละเอียดยิ่งของ“สัญญา”นั้นคือ 1. ทรงบัญญัติสัญญาอันเลิศอย่างเดียว หรือหลายอย่าง ตรัสตอบว่า ทรงบัญญัติทั้งอย่างเดียว และหลายอย่าง 2. สัญญากับญาณ อย่างไหนเกิดก่อน ตรัสตอบว่า สัญญาเกิดก่อนญาณ 3. สัญญาเป็นอัตตา หรือว่าสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน ทรงซักว่า “อัตตา”ที่ว่าหมายถึงอะไร ทูลตอบว่า หมายถึง อัตตาหยาบที่อาศัยรูป(โอฬาริกอัตตา) พระศาสดาจึงตรัสตอบว่า อัตตาอย่างนั้น เป็นคนละอย่างกับสัญญา 4. อัตตาตามที่ตนเข้าใจ หมายถึง อัตตาที่เกิดจากใจ มีอวัยวะและอินทรีย์ครบถ้วน(มโนมยอัตตา) ตรัสตอบว่า อัตตาอย่างนั้นก็เป็นคนละอย่างกับสัญญา 5. อัตตาตามที่ตนเข้าใจ หมายถึงอัตตาที่ไม่มีรูป(อรูปอัตตา) เกิดจากสัญญา ตรัสตอบว่า อัตตาอย่างนั้นเป็นคนละอย่างกับสัญญา 6. ตัวเองจะรู้ได้หรือไม่ว่า สัญญาเป็นอัตตาของคน หรือสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน ตรัสตอบว่า คำถามนี้เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับทัสสนะของพระองค์จึงไม่ทรงตอบ [ก็เป็นสิทธิของคน ต่างกำหนดอะไรเป็นของตนเองคนเดียวก็ได้ = สัญญายะ นิจจานิ] เพราะ“สัญญา”นี้จะว่าละเอียดหรือหยาบ ก็ได้ทั้ง 2 ประเภท ซึ่งมันลึกหรือตื้นที่แคบเข้าไปถึงภาวะของ“พีชนิยาม”

แล้ว โปฏฐปาทปริพาชก เพียรถามปัญหาทาง “อันตคาหิกทิฏฐิ 10” อีกต่อไป “อันตคาหิกทิฏฐิ”คือ ความเห็นที่ยึดเอาที่สุด และความเห็นที่ยึดเรื่องใดก็ยึดเรื่องนั้นจนถึงที่สุด คนผู้นี้ก็จะมีสัญญาของตนมุ่งไปจนถึงที่สุดกับเรื่องหนึ่งๆนั้นๆ มี 10 ประการ 1. โลกเที่ยง โลก หมายความว่า องค์ประกอบรวมของสรรพสิ่งทั้งมวลและสังคมมนุษย์ชาติ, ความหมุนเวียนวนอยู่ ยังไม่หยุด“วน”นั่นเองเที่ยง หมายความว่า ไม่เปลี่ยนแปลง, “คงที่” ซ้ำมิหนำยึดโลกแข็งหนาโตใหญ่ขึ้นอีก เรียนรู้ละล้างความติดยึดในโลกไปตามลำดับ ศีลข้อที่ 1 ต้องเรียนรู้ละล้างความโกรธที่จะไปทำร้ายสัตว์โลกทั้งปวง ศีลข้อที่ 2 ต้องเรียนรู้ลดความโลภ อย่าทุจริตต่อกฏสังคม โดยสัจจะของที่ไม่ใช่ของๆเราแม้เราจะวิสาสะได้ ท่านก็ให้ระวัง ให้พึ่งตนเอง มีสิทธิ์ในของที่เรามีสิทธิ์จะได้ไม่ทะเลาะกัน เราเป็นคนไม่เอาของใครให้ได้ ไม่มีปัญหา เราศึกษาศีลข้อนี้ดีแล้ว ไม่ใช่นั่งหลับตาสะกดจิต แต่ให้มีผัสสะแล้วอ่านอาการจิต ที่มันไม่สุจริต ต้องมีปัญญาล้างสิ่งเหล่านี้ให้จริง ยิ่งอาการราคะ อาการกาม ศีลข้อ 3 แล้วศีลข้อ 4 ต้องเรียนรู้วาจาที่จะไม่ให้ผิดศีลทั้ง 3 ข้อแรก โลกุตรธรรม หมายถึง ความเป็น“โลก”ไม่ลดลง ไม่หมดสิ้นไปจากตน ดังนั้น ผู้ที่ยังวนเวียน(โลก)อยู่กับการแสวงหา“สุข”ที่ได้สมใจในลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุขโลกีย์ และยังเวียนวน(โลก)อยู่กับการบำเรออัตตา จึงยังมีทุกข์”อยู่ ชนิดที่ไม่ลดกิเลสเลย คนผู้นี้จึงเป็นคนมี“โลกเที่ยง” เพราะวนเวียนกับ“โลก”อยู่นั่นแล้ว วนเวียนอยู่กับการล่า“องค์ประกอบรวมของสรรพสิ่งทั้งมวลและสังคมมนุษย์ชาติ” นั่นคือวนอยู่กับสุขๆทุกข์ๆที่เป็นโลกธรรมนั้นไม่คลาย ไม่ลด มีแต่เพิ่ม ยังติดโลกธรรม 8 อยู่ครบ ไม่ลดเลย ไม่พร่องเลย ดีไม่ดี จัดจ้าน หนักหน้ายิ่งขึ้นด้วย คนผู้นี้จึงมีความเป็น“โลก”อยู่เต็ม ไม่ลดเลย นี้คือ โลกเที่ยงฉะนี้แล ผู้มี“โลกเที่ยง” คือยังมุ่งมั่นล่า“โลกธรรม”ไม่ยอมลดราวาศอก ดังนั้นคนผู้นี้จึงคือผู้“เที่ยง”ด้วยการตกต่ำ นั่นคือมี“นรกเที่ยงตลอดยังไม่เคยลด” ซึ่งนรกนั้นเพิ่มขึ้นๆอย่างเที่ยงต่างหาก ฟังดีๆ เพราะผู้นี้ยังทำนรกให้ตนไปอย่างเที่ยงแท้ ไม่หยุดหย่อนเลย แต่ความเลวร้ายสิ ไม่เที่ยง ไม่จบ

2. โลกไม่เที่ยง หมายความว่า องค์ประกอบรวมของสรรพสิ่งทั้งมวลและสังคมมนุษยชาตินั้น ยัง“หมุนวน”อยู่ ด้วยความ“ไม่เที่ยง” ยัง“ไม่คงที่” ยังเปลี่ยนไปบ้าง เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ดำบ้างขาวบ้าง ว่างบ้างไม่ว่างอยู่ ผู้สามารถ“ดับ”ความเป็น“โลก”ลงได้อย่างสัมมาทิฏฐิบ้างแล้ว บางเรื่องบ้างแล้ว โลกลดลงบ้างแล้ว เพราะลดโลกได้บ้าง สุขในลาภ,ยศ,สรรเสริญ,โลกีย์คือยังเวียนวน(โลก)อยู่กับ“กามภพ”ที่เหลือ และยังมีความเป็น“อัตตา”ที่เหลือ แต่ก็ลดลงๆ นี้คือไม่เที่ยงซึ่ง “ไม่เที่ยง” ก็คือ “ไม่แน่นอน, ไม่คงที่, ไม่อยู่คงเดิม, วนเวียนอยู่ยังไม่จบสิ้น”ที่เป็น“อบายภพ-กามภพ-รูปภพ-อรูปภพ” ก็“ดับ”ได้ เจริญขึ้นๆ จบเสร็จไปตามลำดับ เมื่อทำได้แข็งแรงโลกโลกุตระจะเที่ยงอย่างนิยตะ สัมโพธิปรายนะ ของพระพุทธเจ้านี้มีฐานของจิตที่เคยไปติดไปหลง เคยโง่มาก่อนแล้วก็มารู้มาหายโง่ มาล้างกิเลสได้ ก็เที่ยงแท้ไม่ตกต่ำไปอีก เจริญไปได้ต่อไป จนถึงอรหันต์ ของพระพุทธเจ้าจึงถอนรากถอนโคน เปลี่ยนตระกูลโลกียะปุถุชน เป็นทุกข์ อนัตตา มาเป็นเที่ยงแท้ที่ไม่ทุกข์ ไม่มีตัวตน แต่ไม่ใช่เป็นวิมานอย่างบางสำนักอธิบาย คุณสุขแต่คุณยึดว่าจะต้องได้สุขไปเรื่อยๆก็คือความเที่ยง ส่วนโลกไม่เที่ยงก็ไปทำลายเปลี่ยนแปลงความเที่ยงมาเป็นความไม่เที่ยงแท้ อย่างเที่ยง

3. โลกมีที่สุด หมายความว่า ผู้ที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“โลก” และสามารถทำให้ความเป็น“โลก”ของตนนั้นๆ สิ้นสุดลงได้สนิท ไม่ต้องมี“โลก”นั้นๆในจิตตนสำหรับตนอีก จึงเป็นผู้สามารถทำ“โลกมีที่สุด”ได้ ชื่อว่า ผู้ค้นพบ“ที่สุดของโลก”ทางจิตวิญญาณ มีนักปฏิบัติธรรมตามหาที่สุดแห่งโลก แล้วไปถามพระพรหม พระพรหมตอบไม่ได้สุดท้ายให้ไปถามพระพุทธเจ้า

4. โลกไม่มีที่สุด หมายความว่า ผู้ที่ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“โลก”เลย จึงเป็นผู้หลงใหลจมอยู่กับความเป็น“โลก” ย่อม“หาที่สุดโลกมิได้” จึงมี“โลก”ไปอย่างไม่มีที่สิ้นที่สุดสำหรับตน ก็แน่นอนคนผู้นี้คือผู้มี“โลกไม่มีที่สุด”คนผู้นี้จึงต้องวนเวียนอยู่กับความเป็น“โลก”ไปตลอดชั่วกาลนาน เท่าที่เขายังอวิชชา เราจะเรียนรู้ว่าเป็นคนไม่ควรไปหลงกับโลกที่ต่ำเช่นนั้น ยกตัวอย่าง ในวงการสนุกสนานเพลิดเพลิน มันเป็นของแท้ของปลอมสร้างประธานภพชาติว่าสนุกเช่นนั้นเช่นนี้ที่ปรุงแต่งไปว่านี้สนุกกว่านี้สนุกกว่าแล้วก็วนเวียนอยู่เช่นนั้น วนกว้างไปจนวนมาหาที่เก่าก็ไม่รู้จัก เช่น เกือกอย่างนี้สวยยุคนี้ต้องส้นหนา พอต่อไปยุคนี้ต้องส้นบาง ต่อไปยุคนี้ต้องส้นสูง สูงขนาดนี้ตามขนาดนี้สูงที่สุด ตามแต่จะถูกหลอกไป สีอย่างนี้สวยปีนี้สิอย่างนี้ ปีหน้าก็สีใหม่อีกวนไปเวียนมารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็วนเวียนไปเช่นนี้สนุกเพลิดเพลินกันไป พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็นเทวดาขิฑฑาปโทสิกะ เป็นพวกที่ไม่รู้จักความบำเรอใจเป็นโทษแก่ตนเอง อีกพวกหนึ่งเป็นเทวดาหลงอยู่กับจิตเป็นจิตเป็นโทษ คือพวกมโนปโทสิกะ ทำจิตเก่งเป็นฤทธิ์เดชต่างๆนานา เล่นกับจิต แต่ไม่เอาเรื่องโลกแล้ว พวกธรรมกายเล่นทั้ง 2 อย่างเลย มโนปโทสิกะใหญ่จนถึงพุทธเกษตรนิรันดรแล้ว สะกดจิตสร้างอัตตา แล้วเรื่องกาม โลกก็ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดอีก ไม่ว่าโลกนอกหรือในจิตก็ไม่สิ้นสุด ถ้าเป็นพวกดับอย่างสายอาจารย์มั่นนี่มีที่สุดนะ อย่างเก่งก็ดับไปนานนาน ต่างจากพวกที่เป็นภัยนี่ที่สำนักธรรมกายทำนี้ไม่สิ้นสุดทั้ง 2 ด้านเลย ทั้งจิตก็ไม่รู้ทั้งโลกและอัตตาภายใน ไม่สิ้นสุด

5. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หมายความว่า ชีพก็มีอยู่ในอันเดียวกันกับสรีระนั้นซึ่งแตกต่างจากความว่า ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ที่แยกกันออกไป อาการเป็นชีพอาการสรีระ นั้นแยกต่างกันเพราะยังแยก“กาย” แยก“จิต”ไม่เป็น คนผู้ที่ไม่สัมมาทิฏฐิ จะแยก“กาย”แยก“จิต”ไม่ออก ก็แน่นอนว่าไม่สามารถอ่าน“อาการ”ของพลังงานที่เป็น“อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม”ออก หรือไม่สามารถอ่านได้แน่ๆ (ธรรมเป็น static กรรมเป็น dynamic) เราเห็นแตงโม ก็ต้องอ่านอาการเวทนาที่ไปติดแตงโม ให้ออกแล้วจัดการชีวิตินทรีย์ของกิเลสนี้ออกได้ เราก็ยังอยู่กับแตงโมไม่ได้หนีไปไหน แต่ไม่มีอาการนั้นแล้ว “อาการ”ในคน มีทั้ง“อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม” ซึ่งผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงแล้ว จึงเป็นผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “ชีพ”หรือ“ชีวะ”กับความเป็น“สรีระ”แท้จริง จึงสามารถแยก “สรีระ”นั้นก็อย่างหนึ่ง “จิต”ก็อีกอย่างหนึ่ง เพราะสามารถแยก“กาย” แยก “จิต”ได้ อย่างสัมมาทิฏฐิ “สรีระ”คือ“ร่าง”ภายนอก โดยตัวมันเอง “สรีระ”มันไม่ใช่“จิต”เลย “สรีระ”เป็น“อุตุนิยาม”แท้ๆ แต่“สรีระ”ให้เป็นองค์รวมแก่“พืช”แก่“จิต-มโน-วิญญาณ”อาศัยในนั้นได้ องค์ประกอบของ“พืช”มี“อุตุนิยาม”กับความเป็น “ชีวิตินทรีย์” ซึ่งทั้งนอกและในอุตุไม่มีสิทธิ์เป็น“จิตนิยาม-กรรมนิยาม” นอกและในรวมเป็น“สรีระ”ได้ อาศัยกันได้ แต่“จิต-มโน-วิญญาณ”ก็ยังมิใช่สรีระในพระธรรมบทมียืนยันชัดเจนว่า จิต“ไม่มีสรีระ” (อสรีรัง ; พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 13) ทว่า“สรีระ”เป็น“คูหาสยัง”(เป็นแหล่งที่จิตอาศัยได้)หากมีเหตุปัจจัยที่รวมกันพอเหมาะ “จิต”จะเข้าไปอาศัย ณ “คูหาสยัง”นั้นๆได้ ถ้าทำจิตให้เหมาะกับร่างหมาก็จะเข้ากับร่างหมา ถ้าทำจิตให้เข้าร่างอาริยะก็ทำเอา บางอย่างเราคิดไม่ออกหรอก ดังนั้น เมื่อ“พลังงาน”ที่พัฒนาต่อจาก“พีชนิยาม”(ไม่ใช่แค่ต่อจาก“อุตุนิยาม”นะ)มีคุณลักษณะถึงขั้น“จิตนิยาม” จึงจะสามารถเข้าอาศัยใน“คูหาสยัง”นั้นๆได้ เริ่มจากพืชที่จะมาเป็นจิตนิยาม มันจะอาศัยน้ำ จะเป็นสัตว์น้ำก่อน สารพัดสัตว์ในน้ำมันมีมากมาย หากไม่มีน้ำในโลกนั้น จะไปหาสัตว์เซลล์เดียวหลายเซลล์ชั้นต่ำก็ไม่มี แต่ถ้ามีน้ำแล้วก็จะเริ่มมีสัตว์ขึ้นมาได้

“ธรรมะ 2”ที่มี“รูป”กับ“นาม”รวมกันนี้คือภาวะที่เรียกว่า “กาย” ซึ่งต่างจาก“สรีระ”(ร่างภายนอก)อย่างมีนัยสำคัญ ผู้สามารถแยก“กาย”แยก“จิต”ได้อย่างสัมมาทิฏฐิจึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“ชีวะ”ขั้น“พีชนิยาม”ขั้น“จิตนิยาม” ว่าเป็น“ชีวะ” และต่างจาก“อุตุนิยาม”ที่ไม่มี“ชีวะ” ไม่ใช่ชีวะ ว่าแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งผู้นี้จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“ชีวะ”ได้แท้ ตั้งแต่“ชีวะ”ระดับ“พีชธาตุ” ที่ต่างจาก“อุตุธาตุ” ดังนั้นคนผู้นี้จึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงพลังงานที่แยกจาก “อุตุนิยาม”มาเป็น“พีชนิยาม”อย่างไร ซึ่งพลังงานที่เป็น “อุตุนิยาม”นั้นคือ“ธาตุ”ที่ยังไม่ใช่“ชีวะ”หรือยังไม่มี“ชีพ” ส่วนพลังงานที่เริ่มเป็น“พีชนิยาม”ก็เป็น“ชีพ”หรือ“ชีวะ” จึงสามารถแยกความเป็น“สรีระ” กับความเป็น“ชีพ” กับความเป็น“จิต” ได้ถ่องแท้ เพราะผู้มีภูมิ“โลกุตระ”จริง สามารถ“กำหนดรู้อาการ”ในความเป็นพลังงานที่เป็น“จิตนิยาม”ของตนได้ และแยกแยะพลังงานที่เป็น“อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม”ได้ และสามารถ“จัดการทำให้”(อภิสังขาร)พลังงาน “จิตนิยาม”ของตนเป็น“พีชนิยาม”ที่รวมกับ“อุตุนิยาม”ได้อย่างแท้จริง ด้วยความรู้ยิ่ง คือ“วิชชา”(จิตนิยาม)ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้ง“กุศลกรรม-อกุศลกรรม”จริงๆ จึงสามารถจัดการทำให้ “อกุศลธรรม” ซึ่งมี“อกุศลจิต”เป็น“ตัวเหตุ”และสามารถ“กำหนดรู้”ภาวะจริงขณะที่“ทรงสภาพอยู่”(ธรรมหรือธรรมนิยาม)ในตน(คูหาสยัง)หลัดๆ ที่สัมผัสอยู่ โทนโท่ ในปัจจุบันนั้นๆ ที่“สัมผัส”อยู่ โต้งๆ แท้ๆคือ มี“สัญญา”พลังงานที่มีหน้าที่ “กำหนดรู้”นั้นแล ทำงานจนสามารถ“หยั่งรู้”ความเป็น-ความมีอยู่จริงที่ยังมี“อาการ”มี“นิมิต”ที่ผู้มีภูมิธรรมอาริยะ-โลกุตระก็จะสามารถ“กำหนดรู้”ได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ผู้ยังไม่มีภูมิปัญญาจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อาการ”ของพลังงานขั้น“อุตุธาตุ”ว่าแตกต่างจาก“พีชธาตุ”อย่างไร คนผู้นั้นก็ไม่สามารถ“รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“ชีวะหรือชีพ”ก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่งได้แน่นอน ไม่มีสัมผัสสร้างปัญญาไม่ได้หรอก มีแต่สัญญาไม่สามารถมีปัญญาได้ เขาก็คิดว่าสอนกันว่าให้ทำจิตให้นิ่งให้ใสปัญญาจะเกิดเอง แท้จริงมันไม่ใช่ปัญญามีแต่สัญญา นั่งหลับตาปัญญาเกิดไม่ได้ ปัญญาจะเกิดต้องมีมัคคังคะ มีผัสสะเป็นปัจจัย มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ

6. ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง เมื่อผู้ไม่มีภูมิที่จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ธรรมนิยาม 5”ได้จริง ก็แน่นอนว่า ผู้นั้นย่อมไม่สามารถแยก“ชีพ” แยก“สรีระ”ได้ ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร แน่ยิ่งกว่าแน่ ดังนั้น ผู้มีภูมิถึงขั้นอาริยะจริงเท่านั้นจึงจะสามารถชี้ชัดได้ว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง เช่น ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง “กรรมฐาน 5”นี้มีทั้งส่วนที่เป็น“ชีพ” และมีทั้งส่วนที่เป็น“สรีระ” มีทั้งส่วนที่“ชีพ”ก็อันนั้น “สรีระ”ก็อันนั้น และมีทั้งส่วนที่“ชีพ”ก็อย่างหนึ่ง “สรีระ”ก็อีกอย่างหนึ่ง ทั้ง ผม-ขน-เล็บ-ฟัน-หนัง นั้น ส่วนใดที่ยังนับว่ามันเป็น“ชีพ”(ชีวะ)ของเราอยู่ และส่วนนั้นยังมี“เวทนา”ของ“จิตนิยาม” ซึ่งต่างกับ“พีชนิยาม”ของเราอยู่ ทั้ง 2 นิยามนั่นคือ มันยังมี“อาการ”ของ“ชีวะ”หรือชีพ อยู่ทั้ง 2 (ของพืชด้วย-ของสัตว์ด้วย) จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน