590620_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะสามเส้าอันสุดยอด.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข4 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590620_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องสัจจะสามเส้าอันสุดยอด โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2559 วันนี้เป็นวันที่ทาง อบจ.อุบลฯเตรียมเปิด ตลาดน้ำประชารัฐ ฮักแม่มูล เราเอาเรือสานธรรมกับเรือแล่วดี เรือใหญ่ไปช่วย เขาจัดตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงเรื่อยๆ มาอ่าน Sms 19 jun 59 กันก่อน _0805925xxx . เจ้าของดีแทคชวนคนมาเป็นล้านปกป้องธัมมี่ เด๋วตูชวนเพื่อนเปลี่ยนค่ายกลัวติดโรคชิตังเม? โล่ชุดขาวเจอรองเท้าผ้าใบหัวหมู่ทะลวงรับรองเจ๋งดีป่ะ? พ่อครูว่า… เรื่องนี้เขาก็หาว่าอาตมาเป็นหัวนำให้เปลี่ยนจากดีแทคเป็นอย่างอื่น อาตมาก็บอกว่าเอ๊ อาตมาไม่ได้บอกใครว่าอย่างนี้นะ จริงๆแล้วอาตมาไม่ใช่คนโหดร้ายจะไปซ้ำเติมอะไรนะ ใครที่ตกทุกข์ได้ยากก็จะช่วย แต่ว่าใครทำกรรมอะไรก็ต้องรับวิบากของตนเองไป พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องกรรมวิบาก กัมมัสสกะ ใครทำกรรมอย่างไรก็ได้รับกรรมของเรา เป็นมรดกตกทอดของเราทิ้งไม่ได้ เราเชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว DTAC ออกมาทำเช่นนี้ก็เป็นเจตนาของเขา พวกเราก็ดูไป เราเผ่า See Go _0847354xxx . กลียุคคือยุคเสื่อมตกต่ำถึงขีดสุดจิตใจชั่วร้ายต่ำทรามสิ้นศรัทธาในคุณความดีติดยึดหลงโลภจิตไม่ใฝ ธรรมหวังแต่ผลแห่งตน ลัทธิจานบินสอนบิดเบือนธรรมะ ถิอว่าเป็นอลัชชีไหมครับ พ่อครูว่า… เป็นอลัชชีที่แปลว่าผู้ไม่ละอายมานานแล้ว จริงๆเลยอลัชชีแล้วเป็นสมีแล้ว ตกจากศาสนาพุทธไปแล้ว _0893867xxx . ธรรมะพระศาสดามีไว้เพื่อช่วยศีลธรรมที่ค้ำจุนโลก!มิใช่ช่วยอธรรมทุศีลกอบโกยโลก! _0847354xxx . ธรรมะอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งก่อกำเนิดทุกสิ่งให้โดยมิได้ยึดหมายจับจองเป็นธรรมะที่บริสุทธิ์ชี้ทางให้บำเพ็ญจิตสว่างสงบว่างเปล่าไม่มี จึงมิใช่หวังเทิดทูล ยุคสุดท้ายนี

อ่านต่อ

้หมื่นศาสน์พากันเฟื่องฟูพากันแข่งฤทธิ์ปาฏิหาริย์พาคนลุ่มหลง ธรรมะแท้จริงถูกบิดเบือนคนหลงผิดคิดว่าจริง โถหนอ! _0893867xxx . ผู้ใหญ่ที่ใฝ่ธรรมไม่ถูกทาง!คนที่รับวิบากธรรมที่ยึดถือผิดทางมิใช่ใครก็ลูกหลานของผู้ใหญ่ที่หลงทางธรรมนั่นเอง!skkใฝ่ธรรมอโศกถูกตรงหนทางแห่งความไม่ประมาทตามคำตถาคต! _0805925xxx . โอมเพี้ยงเด๋วซาหวันเสกสังฆราชข้ามขั้นรอหน่อยนะรอทิ้งช่วงจายยเย็นนนนะโยม!อิอิอิปลายฝน _0805925xxx . นะโมข้าขอตั้งเป็นธิษฐานบันดาลท่านเจ้าประคุณพระมหามุนีวงศ์เป็นสังฆราชเทอญ ท่านเป็นพระสมถะม่ายมีรถหรูจรรโลงพระศาสนาอยู่ราชบพิตรดีฟุดฟุด _0893867xxx . จิตที่ไม่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาคือจิตผีเปรต!จิต ที่รู้ซึ้งโลกุตระจิตเจตสิกรูปนิพพานคือจิตเทวดาใช่ไหม?ความเป็นเทพเทวดามารพรหมพระเจ้าผีฤาสัตว์นรกอยู่ที่จิตวิญญาณที่อยู่ในตัวคนที่รู้ผิดชอบชั่วดีทุกขณะถูกไหม? ถ้าใช่ก็แปลว่าจิตเทวดาแท้คือจิตที่รู้ธรรมถึงวิชชา9แหง!กราบขอบคุณพ่อครูฯ บุญนิยมจรธ.

คนจะมีธรรมะ ๓๑๒ “การเกิด”(อุปจยะ)ที่เป็น“ภาวะรูป”ของปรมัตถธรรมซึ่งตัวเรากำหนด“การเกิด”นี้ในชีวิตปัจจุบัน อันยังมีร่างมีกายและกำหนด“การดับ”(นิโรธ)นั้นด้วยตนเองที่มีความสามารถ“ดับ”โดยแยกแยะละเอียดยิบ“ดับ”เฉพาะ“อกุศลจิต”ที่มี“อาการ”เรียกว่า“เจตสิก”เท่านั้น ได้อย่างมี“อภิสัญญา” “อภิสัญญา”นี้มีความหมายว่า ผู้ใช้“สัญญา”คือ “การกำหนดรู้”ได้ดี ได้ถูกต้อง ถึงขั้นสามารถบรรลุผลที่เป็น“สัมมาปฏิบัติ” “สัญญา”หมายความว่า การกำหนดรู้, ความจำได้, ความตระหนัก ; เป็นเบื้องต้นแห่ง“ญาณ”(สัญญาทำงานเจริญขึ้นก็เป็นปัญญา) ผู้เรียนรู้ที่สัมมาทิฏฐิจะปฏิบัติรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“สัจสัญญา”(การกำหนดรู้เพื่อศึกษาสัจจะ)ที่เป็น“กาม”บ้าง ก็เป็น“กามสัญญา” เป็น“อัตตา”บ้าง ก็เป็น“อัตตสัญญา” เพื่อ“การกำหนดรู้กาม-กำหนดรู้อัตตา” จะได้ศึกษาปฏิบัติกำจัด“กาม”กำจัด“อัตตา” “กาม”กับ“อัตตา” คือ กิเลสของคนมีในจิตที่พระพุทธเจ้าทรงแบ่งออกเป็น 2 ข้าง(อันตา)ใน“จิต”ของคนผู้อวิชชา ผู้“อวิชชา”จะไม่รู้จัก หากไม่เรียนรู้จริง ก็จะยึดติดสั่งสมใส่จิตใจตนอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ศึกษาเรียนรู้ความเป็น“กาม” กับความเป็น“อัตตา” แล้วลดละความเป็น“กาม”เป็น“อัตตา”นี้ให้ได้ จนกระทั่งใน “จิตใจ”ของผู้นั้น ไม่มีความยึดติดทั้ง“ข้างฝ่าย”(อันตา)ที่มีความเป็น“กาม” ทั้ง“ข้างฝ่าย”(อันตา)ที่มีความเป็น“อัตตา” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาธรรมสูตรแรกขึ้นในโลก คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม 4 ข้อ 13) กิเลสของคนก็มี“ตระกูลกาม กับตระกูลอัตตา” 2 ตระกูลนี้เท่านั้น ที่จะต้องชำระออกไปจากจิตให้หมดสิ้นเกลี้ยงให้ได้ ผู้ที่ได้กำจัด“ตัวตนของกาม-ของอัตตา” โดยการกำจัด“ตัวเหตุของกาม-เหตุของอัตตา” ให้หมดสิ้นไป จนกระทั่ง“จิต”ของผู้นั้นไม่มี“กาม” ไม่มี“อัตตา” ได้สำเร็จ “จิต”ของผู้บรรลุธรรมสูงสุดนี้ก็“เป็นกลาง”คือ “มัชฌิมา” นั่นคือ จิตใจเข้าสู่“ความวางเฉยต่อกาม ต่ออัตตา,ความมีใจเป็นกลาง อยู่เสมอตลอดไป คือ ในจิตไม่มีอาการของกาม ของอัตตา”(มัชฌัตตตา,อุเบกขา ซึ่งเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา มิใช่เคหสิตอุเบกขาเวทนา แน่นอน) กระนั้นก็ยังอาศัย“อรหัตตา”อยู่ และเป็นอุเบกขาที่มีคุณสมบัติของ“จิตที่ตั้งมั่น”(สมาธิ) อย่างเที่ยงแท้(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดไป(สัสสตัง) ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรหักล้างได้(อสังหิรัง)ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) “คุณสมบัติ”ของจิตที่เป็น“มัชฌัตตะ”หรือเข้าขั้น“มัชฌิมา” ที่มีภาวะ“จิตเป็นกลาง” จุดนี้แลเป็นจุดสูงสุดอันเป็น“ฐานนิพพาน” ผู้บรรลุ“ผลธรรม”ของพุทธ ซึ่งจะมี“จรณสมบัติ”และ“วิชชาสมบัติ” เป็น“ธรรมะ 2”ที่ครบทั้ง “สมมุติสัจจะ”และทั้ง“ปรมัตถสัจจะ” จึงจะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“สัจจะ 3 เส้า” “สัจจะ 3 เส้า” ได้แก่ (พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในจูฬวิยูหสูตร) 1) สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี 2 อย่าง (เอกัง หิ สัจจัง น ทุตียมัตถิ) ในพระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 419 2) สัจจะหลากหลายต่างกันนั้น มิได้มีเลยในโลก (น เหว สัจจานิ พหูนิ นานา) 3) เว้นแต่“สัญญาว่าเที่ยง” (อัญญัตร สัญญาย นิจจานิ)

พ่อครูว่า… “สัจจะ 3 เส้า”นี้ อาตมาถือว่าเป็นที่สุดแห่งที่สุด ของความเป็น“สัจจะ”แล้วในโลกซึ่งเป็นความตรัสรู้พระพุทธเจ้า ข้อ 1) “สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี 2 อย่าง” หมายความว่า หากมีการยึดมั่นต่างกันขึ้นมาว่า “ของข้าเท่านั้นถูก-ของท่านผิด” ก็จะทะเลาะกัน แย่งชิงกัน ถึงขั้นฆ่ากัน ดังนั้น จะให้ดี ก็ต้องตกลงกันให้ได้ว่า อย่างใดถูก อย่างใดผิด หรืออย่างใดควรกว่า อย่างใดยังไม่ควร เท่าที่กาละนั้นควรจะเป็น ควรจะทำร่วมกันอย่างใด“อย่างหนึ่ง”เท่านั้น แล้วนับเอาที่ตกลงกันให้ได้เป็น“อย่างเดียว” นั้นแล คือ“สัจจะ”อย่างเดียวเท่านี้กันในหมู่ ฉะนี้คือ “สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี 2 อย่าง” ในความเป็น “สมมุติสัจจะ”ของโลกก็เป็นได้กันด้วยประการอย่างนี้ แต่ถ้ายังขืนขัดแย้งกัน ถึงขั้นเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมกัน สังคมก็จะวุ่นวาย เดือดร้อน ดีไม่ดีตีกันตาย สังคมจึงต้องช่วยกันจัดการให้ยึดถือเป็นไป“อย่างเดียวกัน”ให้ได้ แม้จะอนุโลม หากยังไม่ยอมกันอยู่นั้นแหละ สุดท้ายในสังคมหมู่นั้น ผู้มีจิตเป็นอาริยะแท้ที่เห็นแก่สังคมส่วนรวมจะเป็นผู้ยอมให้“เป็นไปตามส่วนใหญ่หรือคะแนนเสียงส่วนมาก”(เยภุยยสิกา)เป็นฝ่ายชนะไปเลย โดยผู้มีจิตเป็นอาริยะแท้ยอมเป็นฝ่ายแพ้ได้ (โดยจริงแล้ว ผู้ที่สูงสุดหรือส่วนสูงนั้นจะมีน้อยกว่า จำนวนน้อยกว่า) แม้ท่านผู้ยอมแพ้นั้นจะรู้อยู่แก่ใจตนว่า ในความจริงหรือความถูกต้อง(สัจจะ)นั้นท่านเองแท้ๆ เป็นผู้ถูกต้อง เป็นผู้มี“สัจจะ”อยู่แท้ ฉะนี้คือ ตน“ไม่ถือดี”มี“มานะ”(ถือเอาความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่) ประพฤติตน“ไม่ยึดตัวตน”อยู่กับผู้อื่น หรืออยู่กับหมู่ในสังคม แม้ท่านผู้อาริยะนี้จะเข้าใจและเห็นจริงอยู่ว่า อย่างนั้นยังไม่ดีที่สุด แต่มันก็ไม่ถึงกับเสียหายร้ายแรงถึงขั้นที่อนุโลมไม่ได้ จึงจะยอมยืดหยุ่นหรืออนุโลมให้แก่คนส่วนมากในขณะนั้น”(ด้วยการใช้“สัปปุริสธรรม 7 กับ มหาปเทส 4” ตรวจวัดเสมอ) เพราะท่านเข้าใจใน“ธรรม 2”ของ“สมมุติสัจจะ (สัจจะในการรู้ร่วมกันในสังคม) กับ“ปรมัตถสัจจะ”(สัจจะในการรู้ในความจริงความถูกต้องถึงขั้นนามธรรม) ดีพอ แต่ถ้าเห็นจริงว่า อย่างนั้นเลวร้ายเสียหายยิ่ง หากยินยอมให้เป็นไป ขืนปล่อยให้ทำอย่างนั้นมันถึงกับเสียหายร้ายแรงก็อนุโลมกันไม่ได้ ขืนอนุโลมให้ แม้ฝ่ายนั้นจะเป็นส่วนมากในขณะนั้นก็จะร้ายแรงเสียหาย ท่านก็จะพยายามแข็งขืนด้วย“ปรมัตถสัจจะ”และ“ศิลปะ”อย่างถึงที่สุด แต่ที่สุดหาก“ส่วนใหญ่”นั้นจะยังแข็งข้อยึดตามที่ตนยึด ถ้าขืนท่านจะยึดตามที่ท่านเห็นจริงต่อไป มันจะวุ่นวาย ท่านก็จะยอมปล่อยให้“ส่วนใหญ่”เขาทำ ส่วนของท่านสำหรับตนเองก็ขอแยกตนออกมาทำส่วนตนใน“ส่วนน้อย”ไม่ร่วมกับ“ส่วนใหญ่” และเคารพกฏเกณฑ์ของสังคมส่วนรวมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ไม่ผิดกฏเกณฑ์ของสังคมตาม“สมมุติสัจจะ” เพียงแต่ยอมให้“ส่วนใหญ่”ทำตามที่เขายึดถือนั้น “สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี 2 อย่าง”ในความเป็นทั้ง“สมมุติสัจจะ”ของโลก และทั้งเป็น“ปรมัตถสัจจะ”อันเป็นของตัวแท้ๆ เป็นกันได้ถึงปานฉะนี้ ข้อ 2) “สัจจะหลากหลายต่างกันนั้น มิได้มีเลยในโลก” หมายความว่า ในความเป็นจริงของสังคมอันหลากหลายนั้น ต่างคนต่างก็มีทั้ง“สัญญา”ทั้ง “ปัญญา” ทั้ง“อุปาทาน”และทั้ง“สมาทาน” โดยเฉพาะ“กิเลส”ที่แตกต่างกันของแต่ละคน ในโลกแห่ง“อนิจจัง”(ความไม่เที่ยง,ความไม่คงที่นิรันดร)และ “อนัตตา”(ไม่มีความเป็นตัวตนที่แท้นิรันดร) จึงไม่มีอะไรเท่ากันจริงหรอก ไม่ว่า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แม้แต่“กรรมหรือธรรม” ในทุกสรรพสิ่งการรวมกันอยู่ได้อย่างเป็น nucleus นั้น ก็คือ ธาตุตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป รวมกันอยู่ หรือเป็นธรรมชาติสามัญที่ต่างก็ต้องรวมกัน ไม่ว่าฝ่ายใดจะด้อยกว่าหรือเหนือกว่า ถ้าฝ่ายด้อยยอมรับฝ่ายเหนือกว่าก็ดี หรือฝ่ายเหนือก็ยอมแก่ฝ่ายด้อยได้ก็ดี ก็สงบระดับหนึ่ง ดำเนินกันไป หรือแม้จะขัดแย้งกันอย่างหนักสาหัส แต่จำนนต้องร่วมกันอยู่นั้น ต่างก็เป็นไปรวมกันอยู่แม้จะต่างคนต่างเป็น ก็สงบ ร่วมแรงรวมกัน เป็นแรงรวมอัดแน่นอยู่อย่างพร้อมจะแตกแยกระเบิดแตกกันอยู่แท้ ส่วนที่ต่างไม่ยอมกัน ขัดแย้งกัน เสียดทานกัน ต้านกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของ“สมมุติธรรม” หรือในแง่ของ“ปรมัตถธรรม” มันก็ไม่สงบ ไม่สันติ เป็นธรรมดา ภาวะนั้นก็จะทำปฏิกิริยากันเกิดความร้อน ไม่เย็น ไม่สงบสบาย ถ้าขัดแย้งกันหนักก็ถึงขั้นระเบิดเป็นพลังงานรุนแรงทำลายอะไรต่ออะไรได้บรรลัยแหลกลาญกันทีเดียว หากแรงเสียดทานของภาวะที่อยู่ด้วยกันนั้นๆมาก ก็จะเกิดความร้อนแรงเดือดร้อนมาก ถ้าเสียดทานกันไม่มากก็จะเกิดความเย็นหรืออบอุ่น เท่าที่มันจะเสียดทานกันมากหรือน้อยเท่าใดๆ ก็ตามที่เป็นจริง โดยเฉพาะความขัดแย้ง ความสัมผัสสัมพันธ์กันของผู้คน หรือสังคม หากมีมาก มันก็เดือดร้อนกันมาก ถ้าหากมีน้อยก็ร้อนน้อย หากขัดแย้งกันพอเหมาะก็อยู่กันอย่างอบอุ่น เป็นสัจจะที่เกิดจริงตามธรรมดา ในสังคมใดถ้ามีแต่คนยึดตัวกูของกูเท่านั้นดี-เท่านั้นถูก ของคนอื่นผิด ไม่ยอมอนุโลมกับสังคมหรือใครๆ สังคมนั้นก็จะขัดแย้งกันสูง ก็จะเดือดร้อนกันมาก ถึงฆ่ากัน ดังนั้น “ผู้ไม่ยึดความเป็นตัวกูของกู”ได้จริง จึงจะช่วยทำให้สังคมสงบได้ดีจริงสะอาดจริง ก็เป็นไปตามบารมีแห่งคุณธรรม ผู้สามารถทำ“ความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม”ได้ดีและสะอาดแท้ เพราะรู้แจ้งในการอนุโลมปฏิโลมจริง ก็จัดการได้ตาม“สัปปุรัสธรรม 7”และ“มหาปเทส 4” ผู้สร้างภาพทำทีเป็นผู้อนุโลมปฏิโลมก็ทำได้ ก็ได้เสพสุขโลกีย์ตามความเก่งของเขา แต่“หนี้บาป”ก็ยิ่งทับทวีแก่เขา เป็น“วิบาก”หนักหน้าต่อไป ตามเหตุปัจจัยของผู้เสแสร้งหลอกลวงนั้นๆ จะมี“อกุศล”ปนลงไปใน“กรรม”ของเขาอย่างไร? เท่าใดๆ? ก็เท่าที่เขาหลอกได้เสวยผล“สุขเก๊-สุขเท็จ”(สุขัลลิกะ)อันเกิดจาก “ตัณหา-อุปาทาน”ในชาติปัจจุบันนี้เท่าที่เขา“ทำเก่ง”นั้นๆ เท่านั้นๆ วิบากบาปของเขาก็สั่งสมซับซ้อนทับทวีเพิ่มขึ้นๆ ตายไปก็จะต้องมี “วิบาก”ที่เป็นปฏิภาคทับทวียิ่งๆขึ้นหนักหน้า สรุปผู้เอาแต่“ยึดตัวกูของกู”อยู่ ไม่ยอมอนุโลมปฏิโลมแก่ใคร แก่สังคมส่วนรวมแต่อย่างใด ไม่ลดหย่อนตัณหา-อุปาทานลงเลย ผู้นั้นก็คือ ผู้ก่อความเดือดร้อนให้แก่ตน แก่สังคม ก็คือ“วิบากบาป”สั่งสมเรื่อยไป ผู้ยึดมั่นถือมั่นใน“ตัวกูของกูที่ไม่มีการอนุโลมปฏิโลม”เด็ดขาด จึงต้องโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น หรืออยู่ในกลุ่มน้อย เป็นที่สุด แต่สังคมที่เจริญยิ่งจริงแท้ มีคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น“ตัวตน”ได้มาก ก็จะอยู่รวมกันเพิ่มขึ้นๆอย่างสงบเรียบร้อยราบรื่นง่ายงาม ทว่าก็เป็นคนส่วนน้อยในสังคมอยู่นั่นเอง สำหรับสังคมที่ยังไม่เจริญสัจจะแท้ขณะนั้นซึ่งเป็น “ส่วนน้อยแต่มีธรรมฤทธิ์มาก” (มีฐานปิรามิดไปตามลำดับ) ต่อไปข้อ 3) “เว้นแต่สัญญาว่าเที่ยง” (อัญญัตร สัญญาย นิจจานิ)นั้น หมายความว่า ตนผู้เดียวที่กำหนดของตัวเอง ตามใจตนเอง ดังนั้น จะผิดจะถูกอย่างไร ก็เป็นของตนคนเดียว เป็น“จริง” เป็น “สัจจะ”อยู่คนเดียวแท้ๆ เที่ยงๆอยู่คนเดียว “นิจจัง”ของคนๆเดียว ไม่มีใครรับรู้ด้วย ไม่มีใครรับรองเลย ก็เป็น“ความจริง”ของเอ็งคนเดียวเท่านั้น แหละจ้ะ นี่คือ 3 เส้าแห่งสัจจะ อาตมาว่าไม่มีอะไรแล้วที่จะอธิบายความเป็น “สัจจะ”ได้ครบถ้วนกระบวนความ ทั้งความเป็นสังคมและทั้งความเป็นตัวตน ไปมากกว่านี้อีกแล้ว

พ่อครูว่า… เอาล่ะ เรื่อง“สัจจะ 3 เส้า” พักไว้แค่นี้ก่อน เราหันเข้ามาพูดถึงการศึกษา การปฏิบัติ กันต่อไป การศึกษาเพื่อปฏิบัติให้เกิด“สัจจะ”ในความเป็นตน คือ “อัตตา”ก็ดี กับความเป็น“โลก”ก็ดี พระพุทธเจ้าทรงให้ศึกษาจากความเป็น“รูปกับนาม” เพราะ“คน”มี“นาม” ไม่ใช่มีแต่วัตถุหรืออุตุ หรือมีแต่“รูป” และตัวการสำคัญของ“นาม”ที่มันไม่เป็นสัจจะ ก็คือ “กาม”นี่แหละตัวการใหญ่ มันเป็นอกุศล จึงต้องเรียนรู้ตัวนี้ โดยการใช้“สัญญา”เป็น“ตัวกำหนดรู้” และศึกษา“สัจจะ”ทั้งหลายต่อๆไป จน“สัญญา”ได้รู้สัจจะ พัฒนาสั่งสมเป็น“ปัญญา”ครบถ้วนก็เริ่ม“กำหนดรู้กามคุณ 5”เป็นขั้นต้น “กามสัญญา”นี้จึงคือการกำหนดรู้กามคุณ 5 ทั้งหลายประดาที่มีอยู่ในตน ที่“สัญญา”จะต้องทำหน้าที่“กำหนดรู้”ของตนให้ได้ทั้งหมดและกำจัดให้เกลี้ยงสิ้น ส่วน“สัจสัญญา”(การกำหนดรู้ความจริง) ที่เป็น“รูปสัญญา”(การกำหนดรู้ความเป็น“รูป”) ก็มีทั้ง“อาการ”ของความเป็น“วิตก-วิจาร-ปีติ-สุข-ไม่สุขไม่ทุกข์” จึงจะเป็น“สัจสัญญา”อันละเอียด นั่นคือ “สัจสัญญา”ที่เรียน“รูปสัญญา”ซึ่งมีสุขและทุกข์อัน“ดับไป”แล้ว ก็เป็น“อุเบกขา” ต้องอ่านให้ออกโดยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส จึงจะมีการอธิวจนะ คือเรียกชื่อออกมาให้ทราบร่วมกันได้ หากไม่เรียกชื่อก็ต้องอธิบายยาวหรือไม่รู้เรื่องได้ง่ายๆร่วมกัน จาก“อุเบกขา”จึงจะเข้าสู่“อรูปสัญญา” เริ่มเรียน“อากาสานัญจายตนะ-วิญญาณัญจายตนะ-อากิญจัญญายตนะ” ตามลักษณะตามอาการของแต่ละสัญญา ซึ่งผู้มี“อภิสัญญา”(สัญญาอันยิ่งใหญ่ที่ผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิจะบรรลุเป็น“ความรู้จริง”คือสัจจะ) ต้องมีภูมิถึงขั้นแท้จึงจะกำหนดจริงได้ ใน“อากาสานัญจายตนะ”คือ ความว่าง อาการว่าง สภาพว่าง ลักษณะว่าง ก็กำหนดรู้ใน“นิมิต”หรือมิติที่ว่า “ว่าง”นี้ให้เห็นจริงว่า มันอย่างไรกันแท้ๆจึงคือ“ว่าง” เราก็กำหนดรู้ภาวะที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้(อาหารรูป)ที่“ว่าง”นี้ ให้เห็นแจ้งรู้จริง จนพ้นความไม่รู้(อวิชชา) เป็นที่สุดจริงๆ จากนั้นก็กำหนดรู้“อาการ”ที่เรียกว่า“วิญญาณัญจายตนะ” คือขณะนี้ ธาตุรู้หรือวิญญาณของเรา ที่เราสัมผัสอยู่นี้ มันสะอาดหมดจด มันอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด บริสุทธิ์บริบูรณ์สูงสุด แล้วจริงมั้ย? ในตัววิญญาณนั้นเอง ก็ต้องเห็นความจริงให้ได้ แล้วก็ตรวจ“อากิญจัญญายตนะ”ต่อไป คือผู้ผัสสะจึงมีอายตนะให้รู้ได้ แล้วตรวจธุลีละอองของอกุศลส่วนเหลือว่าจะหลงอยู่“นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง”อีกบ้างมั้ย? และต้องชำระส่วนนี้ให้หมดสิ้น ให้ได้ หากยังมีอยู่ จนสำเร็จได้แล้วแน่แท้ ก็ยังต้องตรวจสอบอีก แล้วๆเล่าๆอย่างไม่ประมาท จนกว่าจะรู้แจ้งรู้จริงว่า เราพ้น“เนวสัญญานาสัญญายตนะ”เป็นที่สุด คือ“รู้ครบ”ได้สัมบูรณ์แล้ว(สัมปุณณ) “พ้นความไม่รู้” ซึ่ง“รู้”จนไม่มีอะไรที่จะ“รู้”อีก “รู้”หมดสิ้นเกลี้ยงแล้ว(พ้นอวิชชาสวะ-พ้นอวิชชานุสัย) ถึงขั้นนี้จึงได้ชื่อว่า ผู้บรรลุ“สัญญา เวทยิตะ นิโรธ”(ผู้ใช้สัญญากำหนดรู้ใน“เวทนา 108”) ว่า มี“นิโรธ”ที่เป็น“สมาหิตัง” (ความตั้งมั่นแล้ว)และ“วิมุตติ”(ความหลุดพ้นสูงสุดแล้ว) สัมบูรณ์ครบ“อนุตตริยภูมิ” โดยสามารถทำ“สัญญาอย่างหนึ่งเกิด-สัญญาอย่างหนึ่งดับ”ได้ อย่างสัมมาปฏิบัติเพราะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในการใช้“สัญญา”ทำหน้าที่จนถึงที่สุดแห่งที่สุด “สัญญา”หนึ่งนั้น“ดับ”ไปเพราะเสร็จหน้าที่ อีก“สัญญา”หนึ่งที่เกิดเพราะกำหนดรู้ตลอดทั้งวิธีที่ทำให้ดับได้ ทั้งภาวะธรรมที่ค่อยๆดับไปจนหมดสิ้น และทั้งยังเห็นภาวะ“ความดับ”(นิโรธ)นั้นที่มันเป็นจริง “สัญญา”ทำหน้าที่ตรวจสอบถ้วนครบใน“เวทนา 108”อย่างเต็มสภาพแล้วว่า สภาพ“นิโรธ”คือ การดับสิ่งที่เราจะต้องให้“ดับ”สิ้นเกลี้ยงสนิทสัมบูรณ์นั้น ได้“ดับ”สนิทสิ้นเกลี้ยงถ้วนแล้วถ่องแท้ จึงชื่อว่า “สัญญาเวทยิต นิโรธ” ภพชาติแห่งความเป็น“นรก-เทวดา-มาร-พรหม”ก็ได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงหมดเกลี้ยงแล้ว ด้วยการกำหนดรู้ด้วย“สัญญา” กระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงเต็มด้วยความเป็น“ปัญญา” ตาม“องค์ธรรม 6” คือ จาก“ปัญญา”เป็น“ปัญญินทรีย์” จาก“ปัญญินทรีย์”เป็น“ปัญญาพละ”โดยมี“ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-มัคคังคัง”(พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258) ซึ่ง“มัคคังคัง” (องค์แห่งมรรค) ก็คือปฏิบัติตามหลัก“มรรคองค์ 8” โดยปฏิบัติ“มรรค 7 องค์”ตามพระวจนะ และมี“โพชฌงค์ 7” เป็นองค์ประกอบสำคัญ ตัวสำคัญคือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จะเจริญพัฒนาเกิด“สัมมาทิฏฐิ”เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สั่งสมลงเป็น“ปัญญา” จึงเกิด“อินทรีย์ 5 -พละ 5”ขึ้นจริง และ “ปัญญา”ก็สั่งสมเป็น“ปัญญินทรีย์” ที่สุดปัญญาก็มีพลังสูงสุดจึงเป็น“ปัญญาพละ” แถมยังมีละเอียดสุดอีกที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบโปฏฐปาทปริพาชก (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ตั้งแต่ข้อ 275 ไปจนจบสูตร) อีก 7 แง่ ละเอียดยิ่งของ“สัญญา”นั้นคือ 1. ทรงบัญญัติสัญญาอันเลิศอย่างเดียว หรือหลายอย่าง ตรัสตอบว่า ทรงบัญญัติทั้งอย่างเดียว และหลายอย่าง 2 . สัญญากับญาณ อย่างไหนเกิดก่อน ตรัสตอบว่า สัญญาเกิดก่อนญาณ 3 .สัญญาเป็นอัตตา หรือว่าสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน ทรงซักว่า “อัตตา”ที่ว่าหมายถึงอะไร ทูลตอบว่า หมายถึง อัตตาหยาบที่อาศัยรูป (โอฬาริกอัตตา) พระศาสดาจึงตรัสตอบว่า อัตตาอย่างนั้น เป็นคนละอย่างกับสัญญา 4 . อัตตาตามที่ตนเข้าใจ หมายถึง อัตตาที่เกิดจากใจ มีอวัยวะและอินทรีย์ครบถ้วน(มโนมยอัตตา) ตรัสตอบว่า อัตตาอย่างนั้นก็เป็นคนละอย่างกับสัญญา 5 . อัตตาตามที่ตนเข้าใจ หมายถึงอัตตาที่ไม่มีรูป(อรูปอัตตา) เกิดจากสัญญา ตรัสตอบว่า อัตตาอย่างนั้นเป็นคนละอย่างกับสัญญา 6 . ตัวเองจะรู้ได้หรือไม่ว่า สัญญาเป็นอัตตาของคน หรือสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน ตรัสตอบว่า คำถามนี้เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับทัสสนะของพระองค์จึงไม่ทรงตอบ [ก็เป็นสิทธิของคน ต่างกำหนดอะไรเป็นของตนเองคนเดียวก็ได้ = สัญญายะ นิจจานิ]

พ่อครูว่า… เพราะ“สัญญา”นี้จะว่าละเอียดหรือหยาบ ก็ได้ทั้ง 2 ประเภท ซึ่งมันลึกหรือตื้นที่แคบเข้าไปถึงภาวะของ“พีชนิยาม”แล้ว

ตอนนี้ธรรมาธรรมะสงคราม เขาก็บอกว่า เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย เราก็บอกบ้างว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด

….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน