661027 พ่อครูคือก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิที่คนต้องมีฉันทะมาเอา พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

661027 พ่อครูคือก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิที่คนต้องมีฉันทะมาเอา พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53602.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1jAvS1Fa_klNtifa3Ek95gvAEuYMdmIrh/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1cZzZegtdlrIfaYbqvn7F4SiZD93DUcX1/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661027-108-1--_-e2bs584

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nXkMpJ2F51/ และ https://youtu.be/yQIhQzVc74M มีซับ https://youtu.be/4MR-pOzs8n0

สมณะฟ้าไท…วันนี้วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2566 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ชาวอโศกจะเข้าสู่ช่วงมหาปวารณา ใครอยากเจริญขึ้นก็บอกปวารณาตัว ใครจะบอกข้อบกพร่องของตัวเอง ก็หาคนที่เรารับได้ดีๆ คนที่เราพอรับมือได้ เอาคนที่เราพอรับได้ เป็นจังหวะๆ ไป ช่วยให้ขุมทรัพย์ก็จะดีขึ้น พ่อครู ได้เคยเขียนไว้ในหนังสือ”สรรค่า สร้างคน” ว่า ผู้วิจารณ์ที่ดีที่สุดคือ เป็นผู้ชี้จุดเสียได้อย่างชัดเจนที่สุด แม่นตรงที่สุด โดยไม่เดือดร้อนทั้งตนและคนที่ถูกชี้ เป็นผู้ชี้จุดดีได้อย่างถูกต้องลึกซึ้ง เข้าใจง่าย มีหลักฐานยืนยันได้ เป็นผู้ชี้จุดเสีย จุดดีนั้น โดยตนเป็นได้ตามที่วิจารณ์นั้นๆแล้วด้วย โดยเฉพาะเป็นได้แล้วในจุดดี และไม่มีแล้วในจุดเสีย

พ่อครูเขียนไว้ครบครอบคลุมหมดทุกประเด็นในส่วนผู้ชี้ ส่วนผู้ที่ถูกชี้นี้ พ่อครูก็เขียนไว้อีก บอกว่า คุณลักษณ์ของผู้ที่เจริญไม่มีวันตกต่ำ

คุณลักษณ์ของผู้ที่เจริญไม่มีวันตกต่ำ 12 ประการ 1. ไม่กลบเกลื่อนเมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือน 2. นั่งฟังอย่างเปิ

อ่านต่อ

ดใจ เมื่อถูกติเตียน 3. ไม่เพ่งโทษผู้ว่ากล่าวติเตียนสั่งสอน 4. เอื้อเฟื้อต่อคำสอนและผู้สอน 5. เคารพต่อคำสอนและผู้สอน 6. อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างดียิ่ง 7. มีความปิติยินดีต่อคำสอน ต่อคำติเตือนที่ถูกต้องดีงาม 8. ไม่ดื้อรั้น 9. ไม่ยินดีในการขัดคอ 10. มีปกติรับฟังความเห็นต่างอย่างดีเยี่ยม 11. เป็นผู้มีความอดทน 12. อุตสาหะบากบั่นพากเพียร

12 ประการ ใครทำได้ครบก็ถือว่าเป็นคนเจริญแน่นอน ทำได้ครึ่งหนึ่งก็เจริญเยอะแล้ว ถ้า 12 ข้อครบกระบวนท่าแล้วถือว่าเป็นกระบวนท่าที่เราต้องเอามาคิด มาไตร่ตรองว่าตัวเราขาดข้อไหนบ้าง ทั้งผู้ที่วิจารณ์และผู้ที่รับคำติเตียนคำวิจารณ์ด้วย ก็จะเจริญไปด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ช่วงนี้พ่อครูจะแสดงธรรม แต่ก่อนที่จะแสดงธรรมก็มีอาการไอ แต่พ่อครูบอกขำขันว่า ถ้าพระพุทธเจ้าเข้าทรงว่าจะไม่ไอ

พ่อครูว่า... ก็ทำไปจนกว่าสังขารจะพอได้ สังขารมันไม่พอไหวแล้วก็คงจะต้องพัก เพราะแต่ละคนในโลกนี้ แม้ที่สุดคนที่ขยันสุดยอดเลยนะก็ยังต้องรู้สึกว่า ตัวเองควรพัก แต่ถ้าเผื่อว่าคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองควรพัก ทั้งๆที่มันไม่ไหวแล้ว อายุก็ตาม ความเจ็บป่วยได้ไข้ก็ตาม ด้วยเหตุปัจจัยอื่นใดที่มันไม่เหมาะสมที่จะทำงานนั้นๆได้แล้ว ก็ยังฝืนทำอยู่ ก็เป็นความดื้อรั้นเท่านั้นเอง ไม่มีอื่นนะ เกิดมาเป็นคน ตอนนี้อาตมากำลังเขียนหนังสือเรื่อง คน ไม่ใช่หนังสือ “คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก” นะ แต่นี่เขียนเรื่องคนแล้วก็วิจารณ์รอบกว้าง ไม่ใช่เจาะเรื่องคน เข้าหาปรมัตถ์ แต่เรื่องนี้นี่กินกว้างรอบ ออกไปต่างกันคนละมุม แต่เขียนไม่ยาวหรอก นี่เขียนไปยังไม่ถึง 100 หน้า ก็คิดว่าจะไม่มากไม่มาย จะจบ

SMS วันที่ 25-26 ตุลาคม 2566

มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะ พ่อครูหายไปหลายวันไม่ได้ออกมาเทศน์ดีแล้วค่ะ ที่พ่อครูได้พักจากการเทศน์ และลูกเชื่อว่าพ่อครูยังคงขวนขวายงานอื่นๆ อีก โดยไม่ย่อหย่อน ลูกได้มีเวลาทบทวนเทศน์เก่าๆ ที่พ่อครูเทศน์ มีอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่ลูกสะดุดใจมาก ตรงที่ลูกได้ฟังพ่อครูกล่าวถึง ว่ามีชาวพุทธที่ปฏิบัติผิดทาง ลูกเห็นว่าพ่อครู ได้นำคำสอนอันเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย ด้วย ความจริงใจที่สุด และยืนยันด้วยการเกิดผลจริง เกิดปรากฏการณ์จริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ เช่น เกิดวรรณะ ๙ เกิดระบบสาธารณะโภคี เป็นต้น พ่อครูว่า... โอ้! ดีนะ จับประเด็น ประเด็นอย่างนี้ประเด็นสำคัญ เดี๋ยวจะได้พูดถึงอีกเรื่องนี้ _นี้เป็นข้อตัดสินได้ไหมคะ ว่าคำสอนที่พ่อครูนำมาเปิดเผยเป็นธรรมะแท้ของพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า... คนนี้ชัดเจน มีหลักเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาและตัดสิน ตัดสินตามเหตุปัจจัยหลักฐานต่างๆนานา แม้แต่ศาสตร์ วิชาความรู้หลักการ เอามายืนยัน เปรียบเทียบแล้วก็ตัดสินได้ _และจะถือว่าผู้ที่ประกาศตน ว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ตามที่พ่อครูมาเปิดเผยนี้ เป็นผู้มิจฉาทิฏฐิได้ไหมคะ พ่อครูว่า... อาตมาแถมให้อีกนิดหนึ่ง ว่าเขาก็ว่าเขาปฏิบัติตามคำสอนพูดช้าเหมือนกัน แต่เขาตีความผิด และปฏิบัติไปผิดๆ อย่างพวกนั่งหลับตานี้เป็นต้น อันนี้ผิด 100% เขาก็ตีความว่านี่แหละหลักการใหญ่พระพุทธเจ้าพาสอนสร้างสมาธิ สร้างฌาน ต้องเข้าฌาน ออกฌานหลับตาอยู่อย่างนั้นแหละ ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ใช่เลย ตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าเลย อย่างนี้เป็นต้น นี่ยกตัวอย่างชัดๆเลย อย่างอื่นไม่ต้องพูดเลย _ตามที่พ่อครูมาเปิดเผยนี้ เป็นผู้มิจฉาทิฏฐิได้ไหมคะ พ่อครูว่า... แน่นอน ก็เป็นผู้มิจฉาทิฎฐิแน่นอน _ลูกพูดบกพร่องอย่างไรขอพ่อครูว่ากล่าวด้วยค่ะ พ่อครูว่า... คุณพูดถูกแล้ว ลูกได้ไปช่วยเทศกาลเจที่ชาวบ้านราชไปจัดที่โรงแรมสุนีย์ นำโดย อาปะพรตะวัน และได้ประโยชน์มากที่สุด ที่มากกว่าความเสียสละก็คือ การได้มิตรดี สหายดีค่ะ พ่อครูว่า... อันนี้เก่ง จับประเด็นกันได้มิตรดีสหายดี มิตรดีสหายดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดูเหมือนไม่สำคัญ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ สำคัญมากนะ การที่ได้รู้สึกว่าคนนี้ถือว่าเป็นมิตรดีสหายดีแก่เรา หรืออาตมาเคยย้ำพระพุทธเจ้าตรัสว่า เรานี่แหละเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ ซึ่งมันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลยคำว่า กัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก พระบาลีว่าไว้อย่างนั้น แปลว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ จากพระบาลีนี้ ยิ่งใหญนะ (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 5) เดี๋ยวจะได้อธิบายขยายความให้เห็นอีก ความเป็นมิตรดีสหายดี ซึ่งมันเกิดจากหลักธรรมอะไรอีกหลายประการเลย มันเกิดจากหลักธรรมที่มีธรรมะบรรลุที่จิตวิญญาณ ผู้มีจิตวิญญาณบรรลุธรรมนั้นๆแล้ว มันจึงมาเป็นมิตรดีสหายดีกันจริงๆ ถ้าจิตไม่เป็นจริงนะ มาเป็นมันก็ไม่จริง มาเป็นมันก็ไม่สนิทเนียน ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นสามัคคียะ มันจะวิวาทะ นี่ หลัก 7 ประการ สาราณียะ ปิยกรณะ ครุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ มันจะไม่เป็น มันจะไม่ลงตัวตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าได้เลย (พตปฎ. เล่ม ๒๒ “สาราณิยสูตร” ข้อ ๒๘๓) _เพราะความเป็นมิตรดี ไม่สามารถแลกกับเงินได้ พ่อครูว่า... แน่นอนที่สุด แลกไม่ได้ แลกกับทองคำแลกกับอะไรๆ ก็ไม่ได้ _ลูกได้ทำงานคบคุ้นกับชาวบ้านราช ลูกเห็นว่าเงินซื้อไม่ได้ เงินแม้มากเท่าไรก็ซื้อความเป็นพี่น้องไม่ได้ค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรเกล้าค่ะ พ่อครูว่า…คุณสว่างแสงได้เน้นถึงคำว่า มิตรดีสหายดี มันยิ่งกว่าพี่น้อง อาตมาได้บอกว่าจะอธิบายเรื่องนี้ เดี๋ยวอ่านของนพพล อีกคนหนึ่งที่เขาเขียนถึงวรรณะ 9

ลักษณะของคนบุญคือคนมีวรรณะ 9 _นพพล จรัสวิกรัยกุล . อาหารมังสวิรัติ คืออาหารที่เข้าวรรณะ 9 คือเป็นผู้เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เพราะพืชผักหาง่ายกว่าสัตว์ จับกินง่ายกว่าสัตว์ จะเห็นได้ชัดว่า ในสงครามอิสราเอลปาเลสไตน์ เด็กและผู้ที่ไม่มีอาหารกิน ก็ยังได้กินหญ้าเป็นอาหาร ยังพอประทังชีวิตได้ ถึงแม้จะไม่ยินดีนักก็ตาม จิตของคนที่ไม่เข้าถึงความรู้สึก ความเจ็บปวดยากลำบากของผู้อื่นหรือสัตว์อื่น คือคนบาป กราบนมัสการพ่อครูครับ พ่อครูว่า…” เด็กและผู้ที่ไม่มีอาหารกิน ก็ยังได้กินหญ้าเป็นอาหาร ยังพอประทังชีวิตได้” โอ้! อย่างนั้นเลยหรอ มีข่าวคราวออกมาเลยเหรอ (ท่านฟ้าไท..มีภาพข่าว เด็กจับหญ้าขึ้นมากิน) เขาเอาหญ้าที่ไหนกิน โอ้! ถึงขั้นนั้นเลยเหรอ น่าสงสารเนอะ _ จิตของคนที่ไม่เข้าถึงความรู้สึก ความเจ็บปวดยากลำบากของผู้อื่นหรือสัตว์อื่น คือคนบาป ถ้าบอกคำว่า คนบาป นี้นะ กินความแล้ว คำว่าคนบาปนี่ กินความเข้าไปถึงทุกอย่าง สรุปได้ว่า ถ้าเป็น โลกุตระ ก็มีคนบุญกับคนบาป คนเกิดมาต้องทำหน้าที่บุญให้ได้ คำว่าทำหน้าที่บุญนี้ก็ลึกซึ้ง บุญไม่ใช่สสาร บุญไม่ใช่สมบัติ บุญไม่มีตกค้างอยู่ในที่ไหน บุญเป็นกรรมกิริยาที่เกิดจากจิตวิญญาณมนุษย์ที่มีภูมิปัญญาเท่านั้น แล้วมีธรรมฤทธิ์ถึงขั้นกำจัดกิเลสได้ บุญนี่ พอกำจัดกิเลสได้แล้วก็หมดเลย หายไปจากคนผู้นั้น คนๆนั้นไม่ต้องไปทำอีกอะไรอย่างนี้ นี่ก็อธิบายมามากแล้ว เรื่องบุญนี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่สุด ไม่ใช่เรื่องเดา ไม่ใช่เรื่องพูดเพ้อเจ้อ ไม่ใช่เรื่องมาค้นคิดเอาเอง ไม่ได้ อาตมาพูดให้พูดมาจากสาระสัจจะที่อาตมาได้มาจริงๆ จากพระพุทธเจ้า มาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 นี้ แล้วก็จับสาระของสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ใช่จับเท่านั้น แต่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เพราะเป็นเองมาแล้ว ที่พูดนี่พูดโดยสารัตถะ ซึ่งเป็นปรมัตถสัจจะของความเป็นบุญของมันเองเลย พูดมาเป็นภาษา ขยายความให้ฟังแล้ว มันคืออะไร เพราะฉะนั้นคนยุคนี้ชาวพุทธ โลกุตรธรรมเสื่อมหมดจริงๆ เขาจะไม่เข้าใจได้ง่ายๆหรอกคำว่า “บุญ”คืออะไร อาตมาเคยอธิบายมาแล้ว เช่น อธิบายว่า “บุญ”นี่ไม่ใช่แค่ความเป็นฌาน 1 ฌาน 2 แค่นั้น แต่เป็นฌานที่เป็นพลังงานชั้นพิเศษ ไปถึงขั้นฌาน 3 ฌาน 4 หรือเป็นมือสุดท้ายของฌาน 4 ก็ได้อธิบายไปแล้ว ใช่ไหม “บุญ”เป็นพลังงานที่มีคุณสมบัติหรือคุณวิเศษ ไม่ใช่สมบัติด้วย เป็นคุณฤทธิ์ เป็นธรรมฤทธิ์ที่เป็นคุณฤทธิ์ ใช้ศัพท์นี้ก็แล้วกัน เป็นฤทธิ์ที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ ซึ่งมนุษยชาติที่ศึกษาด้วยปัญญาของโลกุตรธรรมของศาสนาพุทธนี้ได้ ทำได้แล้วผู้นั้นมีสิทธิ์เป็นอรหันต์ ที่ทำพลังงานบุญนี้สำเร็จผล แล้วทำให้กิเลสเราลดได้จริง พอถึงขั้นบุญนี้ประหารคอขาดนะ เคยอธิบายไปแล้วใช่ไหม ถึงขั้นบุญนี่กิเลสถูกประหารคอขาด คนนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะได้เป็นพระอรหันต์แน่นอน นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นคนที่จะมารวมกัน จนเกิดสังคมสาธารณโภคีในวรรณะ 9 ที่ไล่เรียงออกมา แค่เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย แล้วไม่ได้ต่อไปอีก 7 ตัว

วรรณะ ๙ ผู้เจริญปกติมีวรรณะ 9 คือการทำตัวเป็นคนน่ายกย่องสรรเสริญ ๙ อย่าง ๑. เป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภระ) ๒. บำรุงง่าย ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) ต. มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉะ) ๔ ลันโดษใจพอ เรียบง่าย (สันดุฏฐิ) ๕. ขัดเกลากิเลส (สัลลเลขะ) ๖. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงเป็นปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) ๗. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ๘. ไม่สะสม กักตุน ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ๙. ปรารภความเพียร ขยันเสมอ ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) (พระไตรปีฎกเสม ๑ "ปฐมปาราชิกกัณฑ์" ข้อ ๒๐)

เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย (สุภระ สุโปสะ) แล้วมักน้อยหรือกล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอหรือสันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลา สัลเลขะ ขัดเกลากาย วาจา ใจ ตนเอง “ธูตะ” มีข้อปฏิบัติ มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติ ที่ทำให้เจริญสูงไปเป็นขั้นเป็นตอน ธูตะ หรือธุดงค์ ธุตังคะ “ปาสาทิกะ” แล้วก็จะเกิดอาการที่น่าเลื่อมใส ผู้ที่มีดวงตา ผู้ที่มีภูมิปัญญาสัมผัสคนเช่นนี้แล้ว คนที่มีมรรคผลมา เลี้ยงง่าย บำรุงง่ายเป็นคนกล้าจน ใจพอ สันโดษมานี่ หรือว่าขัดเกลาตัวเองมาจนได้ผลจริงๆเลย ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าคือ “ธูตะ” ขัดเกลาที่ให้ทำลายกิเลสเจริญขึ้นเจริญขึ้น จนมีผล มีอาการที่น่าเลื่อมใส ผลจบ 2 ข้อสุดท้าย (อปจยะและวิริยารัมภะ) เป็นคนไม่สะสม เป็นคนไม่สะสมนี้แหละจึงเป็นพลเมืองของกลุ่มสาธารณโภคี พลเมืองของชุมชนสังคมสาธารณโภคี คือพลเมืองที่ไม่สะสม นอกจากไม่สะสมแล้วยังสะสางอีก นี่ผ่านการสะสางมาจนกระทั่ง บางทีจะเอาหนังสือที่อาตมาใช้ประจำและมีลายเซ็นของผู้ที่ให้มา เอาออกไปซะอีก เผลอไม่ได้ มันมี 3 เล่มซ้อนไว้ตรงโน้น อุตส่าสะสางเหลือเอาไว้ให้เล่มหนึ่ง จะเอาเล่มสำคัญไว้ก็ไม่ได้ จะเอาเล่มสำคัญออกไปซะด้วย พอเล่มอื่นๆไม่เอา ไม่ฉลาดเลย (พ่อครู หัวเราะขำๆ) สะสางเสียเกินขีดหน่อย สะสาง ไม่ใช่ไม่ดี เมื่อ ไม่สะสม (อปจยะ) แล้วยังแถมวิริยารัมภะ อปจยะ วิริยารัมภะ นี้เป็นสุดยอดแห่งมนุษย์แล้วในโลก หมดความขี้เกียจ ความขี้เกียจไม่มีในตน เป็นคนที่ขยัน ยอดขยัน ขยันอยู่เสมอ ท่านเรียกว่า ปรารภความเพียร แปลคำสวยๆว่า ปรารภความเพียร สุดยอดขยัน แล้วขยันอย่างรู้จักพักรู้จักเพียรด้วย มีปัญญา แล้วไม่สะสม พิสูจน์ในสังคมสาธารณโภคี เป็นคนที่ไม่สะสม ขยัน สร้างสรร สร้างสรรแล้วไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเรา ไม่ได้เป็นของตนอะไร สร้างสรรแล้ว ให้เข้ากองกลางร่วมกินร่วมใช้ อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์จริงๆ ที่เกิดได้เป็นได้ อย่างชาวพวกเราชาวอโศกปฏิบัติได้ จริงไหม ...จริง โอ้โห.. จริงค่ะ แสดงถึงความมั่นใจ หนักแน่น เห็นจริง ซาบซึ้งเลยนะ สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล เห็นชัดได้ว่า มันมั่นใจและมันเห็นดีเห็นงาม แล้วก็ภาคภูมิใจในตัวเลย จริงด้วยที่มีผลสำเร็จ มีผลสำเร็จที่เป็นมนุษย์อาริยะเป็นมนุษย์เจริญ เป็นอริยกะชนไม่ใช่ มิลักขชน อย่าง ปาเลสไตน์หรืออิสราเอลของเขา พวก มิลักขชน แค่ฆ่าสัตว์ แล้วไม่ใช่แค่สัตว์ ฆ่ามนุษย์ด้วย ไม่รู้สึกรู้สาเลย ฆ่ากันเป็นเบือ ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนา ญาติพี่น้องตระกูลเดียวกันเองด้วย น่าสังเวชใจจริงๆ ความลึกซึ้งพวกนี้อาตมายิ่งมองเห็นเลย ประเทศในโลกที่คนไม่มีภูมิปัญญาเข้าใจ ไปมองประเทศที่มันเสื่อมมากๆ ในทิศทาง (๑) เห็นแก่ตัว แล้ว (๒) รุนแรงกับผู้อื่น แค่ 2 ประเด็นนี้ แล้วเขาหลงว่าเป็นประเทศเจริญ เขามองเห็นว่าประเทศที่เห็นแก่ตัวแล้วรังแกผู้อื่นเอาชนะผู้อื่นด้วยการรังแก เอาชนะผู้อื่นด้วยการเห็นแก่ตัวได้สำเร็จ แล้วไปยกย่องว่า เป็นคนเจริญเป็นอริยประเทศ นั่นแหละคือประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว ส่วน ประเทศที่ไม่ไปรังแกใคร ไม่มีตัวตนถึงขั้นนั้นด้วย เขากลับมองไม่ออกว่านี่คืออาริยะแท้ๆ เห็นไหมว่าโลกุตรธรรมนี่มันทวนกระแส มันคนละทิศทางที่มนุษย์สามัญจะเข้าใจได้ ว่า ที่เป็นอาริยะจริงๆมันคืออย่างนี้หรือ สรุปชัดๆก็คืออย่างชาวอโศกนี่เป็นมนุษย์อาริยะจริงๆ โอ้โห! เห็นไหม..คนเรามันเข้าใจไม่ได้ถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจได้ว่า เกิดมาเป็นมนุษย์นี่จะเป็นคนเจริญได้จริงๆ มันไม่ง่าย ประเทศไทยมีคนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ชัดเจนว่าคนเจริญจริงๆคืออย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสชัดแล้ว นี่ลูกพระพุทธเจ้า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ลูกพระพุทธเจ้า ท่าน ต้องเรียกว่า พระโอรสพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ก็ได้ออกมาทรงงานไป เพื่อสืบทอดความเป็นอาริยะในโลก เป็นรูปธรรม คนสัมผัสได้เห็นได้ แม้แต่คนในเทวนิยม คนต่างประเทศก็ยอมรับ ก็สัมผัสได้เห็นได้ อีกคนหนึ่ง คนนี้ต้องเรียกว่า ลูกพระพุทธเจ้า เรียกโอรสไม่ได้ คือโพธิรักษ์ ลูกพระพุทธเจ้าอีกคนหนึ่ง มาทำทางนามธรรม มาเอาทางนามธรรมของธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มาแสดง มาอธิบาย มาขยายความ คนก็ยังเข้าใจยาก ยังไม่รู้ถึงคุณค่าด้วย มีคนตาดี มีคนมีภูมิปัญญา มีดวงตาแห่งธรรม จึงมองออก แล้วก็เห็นได้ แล้วก็เอาไปปฏิบัติตาม มีมรรคมีผล ก็มีผลสำเร็จอยู่ ไม่ได้ไม่มีผลประโยชน์ แต่ก็ได้ผลแล้ว มีผลสำเร็จ ไม่สูญเปล่า แต่ได้ขนาดนี้อาตมาก็ภูมิใจ ก็พูดหลายทีแล้ว แม้ได้แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว เห็นคำตรัสพระพุทธเจ้าที่บอกว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา นิปุณา ปัณฑิตเวทนียา

พุทธธรรม ลักษณะ 8 ประการ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างคล่อง สงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔)

คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ลึกซื้งจริงๆ ลึกล้ำจริงๆ ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) เห็นตามก็ยาก รู้ตามก็ยาก สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) คำนี้ เราเคยได้ยินคำแต่ว่า “สันติ” เป็นสำคัญ ชินหูกับคำว่า “สันติ” คำว่า”สันตา”ก็คือรากเหง้าของสันติเลย เป็นความสงบชนิดที่เรียกว่า สันตะ สันตา หรือสันติ สงบแบบพิเศษ สงบอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย สงบอยู่อย่างช่วยคนอื่นเขาได้เลย เป็นความสงบอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างจากความสงบที่คนยังไม่มีภูมิปัญญา เป็นโลกียภูมิเข้าใจความสงบได้แค่แบบนั้น แต่ความสงบอีกหนึ่งอย่างในปัญญาข้อที่ 3 นี่แหละ “สันตา” ( ปัญญาสูตร พตปฎ. เล่มที่ 23 ข้อ 92) “สันตา” ความสงบอีกอย่างหนึ่ง เป็นโลกุตระ เป็นความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย แล้วก็ช่วยเขา โดยตัวเองไม่มีผลสะดุ้งสะเทือนอะไร สบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ อยู่อย่างเป็นคนมีประโยชน์อย่างนี้จริงๆเลย อยู่อย่างสบายอย่างนี้จริงๆเลย สันตา เพราะมันเป็นเรื่องปณีตา ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) เป็นเรื่องที่ละเอียด สุขุม ปราณีต แล้วการสุขุมประณีตละเอียด (อย่างที่) มันเรียกว่าราบลุ่มเรียบราบอย่างไม่มีอะไรสะดุดขรุขระเลยอย่างน่าอัศจรรย์ ปานฝั่งทะเลที่มีฝั่งทรายถูกน้ำทะเลซัดราบเรียบ น้ำซัดมาอีกทีก็เรียบอีกทีก็เรียบ เข้าที่อย่างดีขึ้นไปเรื่อยๆ เม็ดทรายถูกน้ำซัดมันจะเรียงเข้าไป แทรกตัวเข้าไป แน่นเข้าแน่นเข้าแน่นเข้า เรียงละเอียดเข้าไปอย่างนั้น ปณีตา อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) เกินกว่าที่จะคิด จะคาด จะเดา หรือขบคิดเดาเอายังไงก็ไม่ได้ คาดคะเนด้นเดาเอาเองไม่ได้ เป็นสัจจะที่เป็นอจินไตย เดาเอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติเอง บรรลุเองจึงจะมีปัจจัตตัง(คือ)จะรู้ได้ด้วยตนเองตามบารมี มีบารมีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ได้เป็นลำดับๆ นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) เพราะฉะนั้นจึง บัณฑิตจริง บัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) ผู้ที่เป็นบัณฑิตแท้ๆ ไม่ใช่เป็นบัณฑิตที่ไปสอบวัดจากมหาวิทยาลัย ที่เขาเรียกว่า บัณฑิต หรือว่าเป็นบัณฑิตที่ตั้งกันโก้เก๋เฉยๆ ไม่ใช่ แต่ผู้ที่เป็นบัณฑิตจริงนี้เป็นด้วยตัวท่านเองที่มี “เวทนียา” เป็นด้วยปัญญา ที่มีความรู้นั้นๆในตัวท่านเอง เป็นบัณฑิต เป็นสัตบุรุษ เป็นอาริยบุคคลที่แท้จริง เป็นผู้เป็นบัณฑิตที่แท้จริง เพราะฉะนั้นผู้นั้นจึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง หรือผู้ที่มีดวงตา มีภูมิปัญญาถึงจะสัมผัสได้เอง รู้ได้เอง สัมผัสแล้วจะรู้ว่าคนนี้เป็นบัณฑิต คนนี้เป็นปราชญ์ คนนี้เป็นผู้รู้ที่แท้จริง จะเข้าใจอย่างนั้นเลย ทีนี้ ย้อนมาถึงเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ในหลวงใช้ภาษาคำนี้ ซึ่งเป็นภาษาที่อนุโลมกับภูมิปัญญามนุษย์ ภูมิปัญญาของประชาชน ท่านใช้คำว่าพอเพียง คำว่าพอเพียง จริงๆแล้ว แปลมาจากรากศัพท์ คำว่า สันโดษ หรือ สันตุฏฐิ หรือสันโตสะ มันหมายถึง ความพอ ใจพอ ใจมันมีความพอ “เพียงนี้ แค่นี้ พอ” อาตมาเคยขยายความให้ฟัง เช่น เราเองเราไม่มีภูมิปัญญาในเรื่องสันโดษ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า เคยเป็นมาแล้วบ้างหรือยัง? (เสียงตอบ..เคยเป็น) อาตมาว่าถ้วนหน้า แม้แต่อาตมาก็เคยมาแล้ว กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ยังไม่เคยมีภูมิปัญญาเลย ไม่มีความสำนึก ไม่มีความรู้เลยแม้แต่เพียงแค่นี้ พอมีปัญญาเห็นแล้ว เห็นแล้วว่า อย่างนี้ไม่ควร 1. ไม่ควรเพิ่มปริมาณ เรากินแค่นี้พอแล้ว 2. กินอย่างมีปัญญา รู้จักคุณภาพว่าควรกิน “เออ! อย่างนี้ไม่ควรกิน ไม่เอาแล้ว” แต่ก่อนเราเคยกินเละเลย อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ว่าจะคำนึงถึงสุขภาพหรือว่าคำนึงถึงบุญบาป คำนึงถึงกรรมวิบากอะไรก็แล้วแต่ ไม่คิดไม่รู้ กินแหลก ทุกอย่างที่ขวางหน้า จนมีภูมิปัญญารู้ ทั้งเรื่องของปริมาณก็กำหนด ยิ่งเรื่องของคุณภาพก็ใช้ปัญญาธรรมวิจัย วิจัยวิจารณ์เลือกเฟ้น ไอ้ที่ไม่ควรก็เอาออก พอ อย่างนี้หยุด เช่น แต่ก่อนนี้ โอ้โห กินไอ้น้ำเสียนิสัย กินอย่างไม่รู้ กินอย่างโง่ ไม่รู้จักหยุด พอมีจิตว่าควรพอ คนที่ติดเหล้า เขารู้เหมือนกันนะว่ามันไม่ดี แต่กิเลสมัน..เขาอดไม่ได้ ทนไม่ได้ เขาสู้กิเลสไม่ได้หรือคนเสพยาเสพติดแล้ว เขาก็รู้ว่าไม่ดี แต่มันติดซะแล้วมันอดไม่ได้ เพราะกิเลส มันจึงมีกำลัง กิเลสมันมีกำลังมาก จนคนตกเป็นทาสกิเลสและสู้ไม่ได้ นี่ก็สุดสงสารแล้ว ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะฉะนั้นเป็นคนที่มีจิตตามลำดับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นคนวรรณะ 9 สันตุฏฐิ คือใจพอหรือความพอเพียง ที่เราเอามาใช้อธิบายอยู่ตอนนี้ คนมีวรรณะ 9 วรรณะนี่ ภาษาอังกฤษก็คือ Classes คลาส-สิส, คลาส-เสส คลาสสิส คือ ผู้เจริญ คนเป็นหนึ่ง คนเป็นเอก คนมีวรรณะหรือคนมีขั้นชั้นเป็นอาริยะที่แท้จริง เป็นอาริยะมีขั้นชั้นถึงขั้นหนึ่งขั้นเอก เรียกว่า คลาสสิส เป็นคนที่คลาสสิส เขาเอาไปใช้เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับอะไรที่คลาสสิสเยอะแยะ เอามาอธิบาย ความเป็นคนคลาสสิสคือ อาริยะที่แท้จริง เป็นคนมีชั้นวรรณะ ถ้าจะใช้ชั้นวรรณะประเดี๋ยวมันจะเป็นการแบ่งชั้นวรรณะ อาตมาก็เลยเรียกง่ายๆว่า “เป็นคนมีขั้นชั้น มีขั้นชั้นที่เจริญจริงๆ” เพราะฉะนั้น ถ้าคนที่มีคุณสมบัติ 7 อย่างของวรรณะ 9 (ข้อ 1-7) นี้แล้ว สูงสุดแล้วก็มีคุณสมบัติพิเศษ มีคุณธรรมขั้นวิเศษ คือมี อปจยะกับวิริยารัมภะ ไม่สะสมแล้วและขยันหมั่นเพียร อย่างชาวอโศก ขยันหมั่นเพียร ความขี้เกียจหายไป แม้แต่ว่า พวกเราแต่ละคนจะรู้สึกว่าแต่ก่อนเรามีความขี้เกียจไม่มากก็น้อย แต่มาทุกวันนี้อยู่ที่นี่แล้ว มันลดไปจริงๆนะ มันเลิกไปไอ้อย่างขี้เกียจอย่างเก่าๆ มันไม่แล้ว บางคนนี้ โอ้โห ขยันจนไม่สบายเลย ต้องมีเพื่อนบอกให้พัก ทั้งๆที่เคยขี้เกียจมาเก่า มัน Over เกิน มันกลายเป็นเกินเลยไปได้ เรียกว่ามันกลายเป็นอุปกิเลส ซ้ำซ้อนจนตัวเองเลยเถิดไป มันเป็นไปได้เหมือนกัน

ความเป็นพระโสดาบัน 4 ประการ อาตมายิ่งพูดถึงธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วนี่ ยิ่งนึกถึงว่าเกิดมาเป็นคนแล้ว มันไม่มีอะไรดีไปกว่ามาศึกษาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ให้ได้ แล้วทีนี้ ชีวิตคุณเป็นอาริยะแล้ว คุณก็อยู่ตามวิบาก อยู่ตามบารมี อยู่ตามฐานะแต่ละคนที่จะอยู่ และเราก็รู้แล้วว่าชีวิตเราจะอยู่อย่างนี้ จะเป็นอย่างนี้ เราได้คติที่สุคติดีที่สุดแล้ว คติคือที่จะดำเนินไป สุคตินี่ คนถึงสุคติ ชาวอโศกนี่คือคนผู้ที่ถึงสุคติ พ้นจากทุคติมาอย่างชัดเจน การดำเนินชีวิตไปไม่มีทางตกต่ำ พระพุทธเจ้าท่านตรัส มาตรวัดคนเจริญไว้ 1.จิตเข้ากระแส 2.จิตเจริญ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา 3.เที่ยงแท้ เป็นคนเจริญที่เป็นอาริยะเข้ากระแสความเจริญแล้วไม่ตกต่ำขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 เที่ยงเลย ไม่มีจะยึกยักอย่าง อวินิปาตธรรม ท่านแปลเป็นไทยว่า ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา คืออาจจะยึกยัก ยึกยักแต่ไม่หลุดออกไปจากกระแส..ขั้น 2 นี้ พอขั้นที่ 3 นี้ไม่ยึกยักเลย เที่ยง ไม่มียึกยักลงมาหาล่าง มีแต่ฐานที่เป็น Falcum เป็นจุดสตาร์ทเลย สัมโพธิปรายนะ มีแต่พุ่งไปสู่ที่สูงที่สุดท่าเดียว เห็นภาพพจน์คำตรัสพระพุทธเจ้าไหม ความเจริญของมนุษย์ 4 ขั้น โสตาปันนะ อวินิปาตธัมโม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ คุณธรรมลักษณะนี้ คือคุณธรรมของอริยะขั้นต้นของพระพุทธเจ้า นี่คือคุณธรรมของโสดาบันนะ โสดาบันมีความเที่ยงแท้ในตัว เป็นอาริยะเข้ากระแสโลกุตระ เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นโสดาบัน นี่คือ ในประวัติในตำนานของพระพุทธเจ้ามีบางคน เป็นโสดาบันเข้ามาในแวดวงพระพุทธเจ้ามาบวช บวชแล้วสึกไป จะไปสำมะเลเทเมาถึง7เที่ยว แล้วก็กลับมาบวชอีก ออกไปแล้วกลับมาบวชอีก ถึง 7 เที่ยวถึงค่อยเที่ยง ถึงค่อยเป็นโสดาบัน ไม่สึกอีกแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

พ่อครูคือก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิที่คนต้องมีฉันทะมาเอา คุณธรรมที่พระพุทธเจ้ามีบัญญัติ มีคำพระบาลีเป็นหลัก แล้วไปแปลเป็นภาษาไทยกัน อย่างที่อธิบายกันอยู่นี้ แล้วคุณธรรมเหล่านั้น มนุษย์เอามาเรียนรู้ แล้วก็เอามาปฏิบัติประพฤติ เกิดผลที่ตัวเอง สำเร็จได้ ยืนยันได้ ก็เกิดมนุษย์อาริยะที่แท้จริง สิ่งที่ยืนยันว่าเป็นอาริยะที่แท้จริงนั่นก็คือ ผู้ที่รู้จริง ผู้ที่ทำจริง ปฏิบัติจริง ประพฤติจริง ได้ผลสำเร็จ แล้วก็เอามาเปิดเผย เอามาอธิบาย เอามาขยายความ ให้ผู้อื่นรู้ตาม ผู้อื่นรู

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน