661129 พลังปัญญาพาให้เลิกกินเนื้อสัตว์ได้จริงไม่กลับคืน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

🔥 พลังปัญญาพาให้เลิกกินเนื้อสัตว์ได้จริงไม่กลับคืน 🍀

พ่อครูปรารภธรรมกับปัจฉาตอนเช้า 29 พฤศจิกายน 2566...

พ่อครูว่า…เรื่องสอนให้เด็กๆเลิกกินเนื้อสัตว์ ให้บอกเขาเรื่องกรรมวิบาก

ปัจฉาว่า…ใช่ครับ บอกเขาว่าให้เชื่อกรรมวิบาก

พ่อครูว่า…ไอ้กินเนื้อสัตว์นี่ต้องเข้าใจเรื่องกรรมวิบากนี่แหละ ไอ้เรื่องติดรสติดชาตินี่มันลดได้ พูดไปๆ ถ้ามีพลังของการเข้าใจเรื่องกรรมวิบาก กรรมวิบากห้ามไม่ได้ มันพัวพันเราไปบังคับวิญญาณของสัตว์ ไม่ให้มันจองเวรจองกรรม ทำได้มั้ย ก็ไปห้ามมันได้มั้ย ไปกินเนื้อสัตว์ ไปห้ามวิญญาณที่มันไม่จองเวรจองกรรมกับคนไปกินมัน

มันรู้เลยว่าใครเป็นใคร สัตว์ตัวนึงเนื้อมัน คนกินตั้งหลายคน 10 คน มันก็จองหมดตั้ง 10 คนน่ะ เพราะว่าจิตวิญญาณมันจะไปเท่าไหร่ก็ได้ กิน 100 คนมันก็จองเวรทั้ง 100 คน แล้วคุณไปเสี่ยงก็ว่ามันทำไมล่ะ ไม่จะไปเสี่ยงไปกินเนื้อสัตว์ แล้วกินเนื้อสัตว์ตัวเดียวที่ไหน แล้วมันถูกสัตว์จองเวรจองกรรมเรา วิบากเราอีกเท่าไหร่ มันโอ้โห ยิ่งหนักนะ

เพราะงั้นถ้าเผื่อว่าเข้าใจชีวกสูตร 5 บาป 5 ประการ ชีวกสูตรนะ ถ้าเข้าใจรายละเอียดของมันอย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าเริ่มมีจิตสัญจิจจะ มีเจตโสนิดหน่อยเท่านั้นเอง มีจุดมุ่ง มีทิศที่มุ่ง ที่ผมแปลคำนี้ว่าทิศมุ่ง เริ่มจิตมันมีทิศมุ่งแล้วเริ่มมันจุดประกายมีทิศมุ่ง กล่าวชื่อสัตว์ ข้อที่ 1 จิตเริ่มมีทิศมุ่งแล้วนะ ยังไม่มีเจตนานาอะไรแรงเท่าไหร่นะ เฮ้ย ไก่ หมู อะไรน่ะ เริ่มต้นแล้ว ไอ้นี่จะกินไก่แล้ว ไอ้นี่มันจองเวรกับไก่แล้ว ปัจฉาว่า…จัด ไก่ KFC เลย

พ่อครูว่า…เอา จองหมูเลย อย่าเอาหมูเถื่อนที่แถวนี้นะ กำลังระบาด จะกินหมูแล้ว บาปประการที่ 1 บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ประการที่ 2 ให้ไปจับ ทีนี้มันชัดเจนขึ้นแล้ว ไปจับมันมามัน

อ่านต่อ

ก็ทุกข์ บาปเป็นประการที่ 2 สัตว์มันก็ทุกข์มันก็จองเวรสิประการที่ 2 บาปเป็นัอันมากไม่ใช่บุญเลย ประการที่ 2 มันหนักมันหยาบขึ้นนะ

ประการ 3 สั่งให้ฆ่า โอโหที่นี้มันต้องบาปแน่นอน สัตว์มันถูกฆ่า สัตว์มันถูกฆ่าจากคำบังคับบัญชา สั่งไอ้คนสั่งจะบาปอีกเท่าไหร่นะ คนเกี่ยวพันกับคนที่จะกินเนื้อสัตว์ตัวเนี้ย พัวพันมาเลยนะ

4 ฆ่าสัตว์ตายด้วยมือคน บาปสมบูรณ์แบบแล้วนะ ฆ่าสัตว์ ยังไม่พอ ขยายผล โอ้โห เอาไปทำอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ปรุงแต่งอย่างเต็มที่ เอามาหลอก เอามาล่อให้พระภิกษุหรือให้ตถาคต ให้พระพุทธเจ้าฉันเนื้อนี้ อันเป็นอกัปปิยะ อันไม่สมควรจะทำเลยมนุษย์น่ะ

เอาเนื้อสัตว์อาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุ ไปถวายพระพุทธเจ้าเนี่ย เป็นการปฏิบัติอันไม่สมควรจะทำเลย บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย

ข้อที่ 5 ยังไม่ได้รับยังไม่ได้ฉันนะ ภิกษุยังไม่ได้รับ พระพุทธเจ้ายังไม่ได้รับ อย่าไปพูดถึงฉันเลย คนเอาไปถวายบาปใด ก็ได้บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลยข้อที่ 5 เกิดจากเจตโส เจตนา สัญจิจจะ(มุ่งจิต) เจตนาจิตเจาะจงที่จะทำอย่างนี้เนี่ย จิตจงใจที่จะทำอย่างงี้ จิตมีทิศมุ่งที่แรงไปถึงพฤติกรรมอย่างนี้

พฤติกรรมตั้งแต่จุดข้อ 1 มาถึงข้อ 5 โอ้โห ถ้าเข้าใจละเอียดสุดแล้ว ถึงอาการของแต่ละก้าวแต่ละก้าว แต่ละขั้นแต่ละข้อมาถึง 5 ข้อเนี่ย ว่ามันหยาบขึ้นมาเรื่อยๆ มันหนักขึ้นมาเรื่อยๆ บาปมากขึ้นมาเรื่อยๆ ทับทวีขึ้นมาเรื่อยๆ โอ้โห มาแล้ว มุ่งเป้า(ได้เวลาฉันยามุ่งเป้า) จนมุ่งเป้าแล้วเนี่ย เพลงที่ไหน อ๋อเพลงนี่เหรอ(เสียงดนตรีเพลงโดเรม่อนจากนาฬิกาที่บนฝาผนังดังบอกเวลา07.00 น.)

ปัจฉาว่า…ฟังเพลงก่อนครับ เพลงโดเรม่อน พ่อครูว่า…โดเรม่อน อ้าเรากินยาก็มีเพลงบรรเลง โอ้โห

ปัจฉาว่า…ไม่ได้ฉันน้ำเลยฮะ

พ่อครูว่า…ฉันหมดแล้ว หมดกระบอกแล้ว หมดแล้ว

ปัจฉาว่า…วันนี้วันอะไร วันนี้วันพุธ วันนี้แค่นี้แหละ น่าอัศจรรย์ตรงที่ว่าวิญญาณ สัตว์มันจองพยาบาทคนได้เยอะแยะมากมายครับ เหมือน กับองคุลีมาลที่ฆ่า 999 คนน่ะนะ

อ๋อคนไปกินเต่า กินเต่ากัน 999 คน เต่ากลายมาเป็นองคุลีมาลเลยต้องไปฆ่า คนคืนหมดเลย ฆ่าคืนหมดเลย ยกเว้นผู้หญิงเด็กผู้หญิงที่ไม่กินเนื้อเต่า กลายเป็นแม่องคุลีมาล เด็กผู้หญิงสงสารเต่า ไอ้เต่านี่ไปช่วยประมงมาจากน้ำมันเรือแตก เต่ามันก็แบกคนมา เต่าก็เหนื่อย มันก็เลยมาพัก ไอ้คนตื่นมาหิว ซัดเต่าเต่าตัวใหญ่กินตัวเองกินไม่พอ แล่เนื้อกลับไปในหมู่บ้านอีก คนในหมู่บ้านกิน ทำเป็นหนังฉายงานเจดีมั้ย

พ่อครูว่า…โอโห ประเพณีเจมาแต่ยุคโน้นเหรอ เออ

ปัจฉาว่า…แล้วเต่ารู้ได้ไงว่าใครเอาเนื้อมันไปกิน

พ่อครูว่า…แหมใครมันไม่รู้แล้ว จากจิตวิญญาณ ไม่รู้ได้ไง ใครเอาเนื้อมันไปกิน

ปัจฉาว่า…รู้ได้ไง เออ ให้เด็กสมุนพระรามแสดงก็ได้ ละครเต่าดูๆคิดถึงท่านมุทุกันโต โอ้โห วิบากการฆ่าสัตว์ขนาดหมอนวดยังเดินเหยียบกัน อยู่ที่ปฐมอโศกขนตุ่มใหญ่ๆ ตุ่มก็ทับนิ้วเท้า ตุ่มท่วมหัว จะปวดขนาดไหน รถชนไม่รู้กี่ครั้งในชีวิตนะ ก็ส่ง โรงพยาบาล ส่งโรงพยาบาลยังไม่ยอม ไปเดินต่ออีก ไม่ยอมแต่ท่านก็ยังไม่หยุด กลัวขึ้นรถแล้วให้คนอื่นตายด้วย

พ่อครูว่า…นั่นแหละเป็นวิบากของท่านต้องใช้ วิบาก เออ เป็นวิบากต้องอดทน ต้องใช้วิบากไป ปัจฉาว่า…เมื่อกี้นี้ท่านแสนดินพูดถึงว่าคนเรา ถ้าคนไปสั่งไก่ทอด KFC อันนี้ก็เริ่มบาป กล่าวชื่อ

พ่อครูว่า…สั่งไก่ทอด KFC มา บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย

ปัจฉาว่า…นี่บอกว่าผู้สาวผุนั้นมา เอิ้นผู้สาวซื่อผู้สาว ก็บาปแล้ว

พ่อครูว่า…คล้ายกันใช่ เหมือนกัน

ปัจฉาว่า…ยิ่งมาแต่งงานกันด้วยนั่นแหละ ทีนี้ได้เป็นเจ้าเลย

พ่อครูว่า…มีเจตนา

ปัจฉาว่า…ฝันคิดถึงทุกวัน ถ้ากิเลสตัวอื่นๆมันเห็นโทษภัยแบบเนื้อสัตว์เนี่ย พวกเราก็จะตัดได้ แต่ไม่ค่อยเห็นอย่างเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์เรียกว่าเห็นวิบากชัดๆ เลิกเนื้อสัตว์กันได้ง่ายๆเราไม่ยาก แต่ตอนที่พวกเราเลิกมาในช่วงแรก พ่อท่านก็ไม่ได้อธิบายในชีวกสูตร

พ่อครูว่า…อ้อใช่ๆ มาอธิบายทีหลัง ไม่ละเอียดในตอนแรกหลังๆละเอียด ตอนแรกไม่ค่อยได้อธิบาย มาอธิบายตอนหลัง ละเอียด มันก็ยังไม่เก่งถึงขนาดนั้นตอนแรก กรณีนี้มันเก่งขึ้น

ปัจฉาว่า…แต่เมื่อกี้ฟังแล้วก็มีตรงที่ว่า บอกที่พ่อท่านให้สอนศิษย์เก่าที่เขาติดเนื้อสัตว์ว่า ไอ้พลังปัญญาตัดกินเนื้อสัตว์เนี่ย มันมีกรรมมีวิบาก

พ่อครูว่า…ใช่มันล้างไม่ได้ แต่ว่ามันไปบังคับวิญญาณสัตว์เจ้าของที่มันยึดว่า เป็นตัวกูของกู ไปบังคับมันไม่ได้ สัตว์มันไม่รู้มันยึดว่าเป็นเนื้อกู เออ ใครมากินมันมันก็ยึดหมดแหละ ใครมากินมันมีส่วน ทีนี้ว่า มีส่วนตั้งแต่สั่ง มีส่วนตั้งแต่ไปจับมา ไปกล่าวชื่อ ไปลาก ไปให้คนไปจับมาฆ่า คนสั่งฆ่า คนฆ่า หมดน่ะซึ่งแม้แต่คนที่เอาทำอาหารอย่างประณีต แล้วก็เอามาถวายมันก็จองหมดแหละ ก็มันอยู่กับเนื้อมันน่ะ เนื้อมันไปไหนมันก็ไปหมดกับมันหมดน่ะ

ปัจฉาว่า…ไอ้กรรมพวกเนี้ย เราจะต้องชัดเจนว่ากรรมพวกนี้เราหนีไม่ได้เราต้องได้รับ แต่ว่าไอ้ความที่เราติดในเนื้อสัตว์ เพราะว่าติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเนี่ย

พ่อครูว่า…มันก็ไม่ปล่อยไง ไม่ขาด

ปัจฉาว่า…เลิกได้ เราเลิกได้

พ่อครูว่า…เลิกได้แล้ว มันก็ไม่มีแล้ว

ปัจฉาว่า…แต่กรรมนั้นมันหนีไม่ได้ กรรมที่จะไปกินเนื้อสัตว์นี่แหละมันเลี่ยงไม่ได้ หลบไม่ได้ แต่ว่าความที่เราติด ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสของเนื้อสัตว์เนี่ยเราเลิกได้ พ่อครูว่า…แล้วไงล่ะ เราก็ไม่กิน ก็เลิกก็หยุดไป ไอ้ที่แล้วๆมันก็ต้องจองไปแล้วก็เลิก ไอ้นั่นก็ไปพูดอะไรมันไม่ได้

ปัจฉาว่า…ถ้าเราชัดเจน ทีนี้เราก็จะมา เอ้ยไอ้นั้นมันเลี่ยงไม่ได้เราไม่ควรจะไปสร้าง

พ่อครูว่า…ใช่ เลี่ยงไม่ได้เราก็ไม่ควรไปสร้าง

ปัจฉาว่า…เลี่ยงได้เราก็เลี่ยง

พ่อครูว่า…โอ้โห ซึ่งปุถุชนคนทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติธรรม ก็ไม่เคยศึกษาและไม่คิดพัฒนาความเป็นสัตว์ ไม่พัฒนาความเป็นสัตว์ในจิตของตนเลย มันต้องพัฒนาความเป็นสัตว์ในจิตของตนด้วย เพราะสัตว์ตัวเรากับสัตว์อื่น เกี่ยวข้องกับสัตว์อื่น เขากำจัดกิเลสไม่เป็นแน่ๆ

ความเป็นสัตว์อุปปาติกะก็มีตัวตน ก็มันเป็นตัวตนก็สัตว์อุปปาติกะนี่แหละ มันก็เป็นตัวตนต่างๆนี่ อยู่ในจิตของเขาตลอดกาลนาน ความเป็นสัตว์โอปปาติกะก็มีตัวตนอยู่ในจิตตลอดกาลที่เขา ยิ่งสร้างความเป็นสัตว์ใส่จิตตนเองให้ย่ำแย่ ยิ่งมีกิเลสหนา กิเลสแน่น กิเลสมาก กิเลสจัดจ้าน ยิ่งขึ้นๆไม่มีทางลดราลงเลย จึงยิ่งมีภพมีชาติ ชีวิตวนอยู่ในวัฏสงสารไม่พ้นอวิชชาไปได้แน่ๆ

ด้วยเหตุก็เพราะยังไม่มีใครยังไม่มีความรู้ว่า กายกับสัญญา คืออย่างไรทั้งๆที่กายก็ดี สัญญาก็ดีนั้น มันยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ มันไม่เที่ยงสัญญาก็ ตามกายก็ตาม มันจะไปยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนั้นมันไม่ได้หรอก ไปยึดมันมันยึดไม่ได้มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์มันไม่ใช่ตัวตน ไอ้คำว่าไม่ใช่ตัวตนเนี่ย เราไปยึดสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนแล้ว มันยึดเอาอะไรแต่มันยึดอ่ะ

แม้ไอ้สิ่งไม่ใช่ตัวตน มันน่าจะเป็นปัญญา เออเราไปยึด คว้าลมคว้าแล้งมา บ้าอะไรเงี้ย แต่มันก็นึกว่าเป็นตัวตน ใช่ มันโง่นึกว่าเป็นตัวตน มันไม่มีตัวตน มันวิปลาสหนัก ไม่ใช่ตัวตนมัน ก็ไปนึกว่ามีตัวตน ยึดน่ะ มันยึดอย่างนั้น แล้วคนจึงมีเหตุมีปัจจัยต่างๆเหล่านี้

เหตุปัจจัยโง่เนี่ย ทำผิดทำกับกรรมที่เดินทางอยู่ในกาละ แล้วหลงว่าเป็นตัวตนของตนเอง ซึ่งจริงๆนั้นมันไม่ใช่ตัวตนของตนเองเลย อันนี้มันก็ต้องขยายความหมด เลยหลงว่าเป็นตัวตนของตนเอง ความหลงนี่คือความโง่ของอวิชชา ที่จริงคุณไปหลงน่ะมันก็ผิดแล้ว คุณก็น่าจะรู้ความผิด ความหลง แต่คุณไม่รู้ คุณก็เป็นหลงเข้าคุณก็เลยยึดเป็นตัวตน ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวตนของตนเองเลย วนอยู่เงี้ย

เพราะงั้นไอ้ที่เอารู้ หรือไอ้ยึดเนี่ย มันก็วนอยู่ก็ไอ้รู้กับไอ้ยึด เนี่ยเพราะกายก็ตาม สัญญาก็ตาม มาสรุปลงที่กาย กายก็ตาม สัญญาก็ตาม ย่อมเป็นได้ต่างๆ กายก็เป็นได้เป็นต่างๆสัญญาก็เป็นได้ต่างๆ ไปตามเหตุปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบในปัจจุบัน ทิฏฐิกาละหรือทิฏฐะนั้นๆ สังขารเกิดขึ้นด้วยอวิชชา เพราะงั้นพอโง่ พอเข้าใจผิดก็ปรุง แล้วสังขารก็เกิดด้วยโง่ด้วยอวิชชาแล้วยึดมั่นถือมั่น

นั่นคือความจริงที่เป็นตัวตนของตนเองของตัวเอง ความจริงคือกรรมที่กระทำอยู่ในกาละเท่านั้น แล้วก็มีอยู่ 2 ตัวกรรมกับ กาละ โง่ไม่รู้กรรม พอคุณทำกรรมมันก็มีอยู่ในกาล และเกิดได้กับอยู่ในกาลเท่านั้นแหละ ที่ในทุกปัจจุบันนั้นๆ ซึ่งมันมาจากอนาคตอีกทีนึง คืออนาคตมันไม่เคยจบเลย ถ้าเรายังไม่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เรายังมีอยู่ในในจักรวาล

เรายังไม่หมดจิตวิญญาณ ยังไม่หมดธาตุจิตวิญญาณ มันก็ยังอยู่ในกาล อยู่ในกาละ ถ้าเราแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปแล้ว เราก็หมดจากกาละ ในกาละก็ไม่มีเรา เลยไม่มีธาตุจิตวิญญาณของเราอีกแล้ว เพราะตราบอะไรที่ยังไม่หมด ยังไม่ได้ปรินิพพานปริโยสาน เราก็ยังอยู่ในกาล ทีนี้ในกาลเนี่ย ปัจจุบันกับอดีต อดีตมันก็เสร็จไปแล้วมันก็แก้ไขอะไรไม่ได้

ปัจจุบันนี่คือตัวกลาง อนาคตยังมาไม่ถึง คือ ตัวยังมาไม่ถึง คือ มันมาอนาคตมาถึงปัจจุบันเมื่อไหร่ มันก็อนาคตมันก็หมดไป มันก็เป็นปัจจุบัน ก็เกิดกรรมอยู่ตรงนี้ กรรมคุณจะเป็นอย่างไร อวิชชาหรือวิชชาก็อยู่ตรงนี้ จุดจบก็อยู่ที่เราตัดสิน ตรงนี้ ความจริงมันอยู่จุดปัจจุบันเท่านั้น อนาคตยังมาไม่ถึง อดีตมันก็เสร็จไปแล้ว อะไรไม่ได้แล้ว

เพราะงั้นผู้ที่รู้ มันมีพลังแห่งการรู้ในความรู้ของตนเยอะมาก เป็น 36 อยู่ที่ปัจจุบันมีพลังพอ อนาคตจะมาลีลาไหน แบบไหนมาถึงปัจจุบัน อนาคตมา รับลูกได้หมดเลยยอดจอมยุทธ มาได้ทุกท่าอย่างมั่นใจ ก็จบ ถ้าเกิดว่า อนาคตจะมายังไงก็ไม่มีปัญหาอะไร เรารับได้ทุกๆลูก เรามีวรยุทธ์รับได้ทุกประการลูกไหนมาปั๊บได้หมดเลย

🌿 จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน