571104_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมฯ พ่อครู+อ.กฤษฎา เรื่อง สลายอัตตา ๓ อย่างพุทธ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571104_รายการธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง สลายอัตตา 3 อย่างพุทธ ที่ปฐมอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

_อ.กฤษฎา... วันนี้วันที่ 4 พ.ย. 2557 ที่ปฐมอโศก พ่อครูเทศน์รายการธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง สลายอัตตา ๓ อย่างพุทธ สังคมโลก วันนี้หากใครเรียนเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ถ้าเทียบแล้ว การพัฒนามนุษย์ จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทำเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะหลายท่านในวงการนี้คงจะได้รับรู้เรื่องการประเมิน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ประเมิน มีทั้งรายบุคคล รายกลุ่ม องค์กรก็มี การประเมินย่อมมีทั้งผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน แล้วคนประเมินบริสุทธิ์ขนาดไหน? มนุษย์ย่อมมีกิเลสอยู่ถ้าไม่เป็นอรหันต์ ก็ย่อมมีอคติ แล้วสังคมเราใช้การประเมินอยู่ แล้วการปวารณาในหมู่สมณะ ได้มารวมกันแล้วพัฒนาปรับปรุงกันถึงจิต พระพุทธเจ้าก็ทำกระบวนการนี้มานาน แม้คนบวชก่อนบวชนานก็ให้อาวุโสประเมินได้ แม้แต่ว่าในมหาวิทยาลัย อาจารย์หรือลูกศิษย์ล้วนถูกประเมิน ในโลกก็มี แต่ในพุทธศาสนามีมานานแล้ว บทบาทของผู้ประเมินควรจะต้องปฏิบัติอย่างไร และคนที่ถูกประเมินควรปฏิบัติอย่างไร? เพื่อยกระดับจิต

พ่อครูว่า… เรื่องการปวารณานี้แปลว่า (ตามสำนวนโพธิรักษ์) เปิดเผยไปเลยบอกไปเลยว่าใครๆก็ด่าเราได้ นี่แปลตามสำนวนอาตมานะ ให้เขาว่าเราได้ ตำหนิเราได้ จะว่าแรงๆก็ว่า ดุๆ หรือว่าหยาบๆก็เรียกว่าด่า ตำหนิแรงๆ หนักๆ ดุๆ ก็เรียกว่าด่า ในภาษาไทยนะ การตำหนิได้ เป็นความเจริญ ผู้ที่เป็นคนที่รับคำตำหนิได้ไม่ขัดข้องที่คนจะตำหนิได้ผู้นั้นเป็นผู้เจริญ ใครจะตำหนิได้ก็ฟังได้จริงๆไม่ใช่ว่าเป็นโรคจิตที่ต้องการคนตำหนิ แต่เป็นปัญญาฉลาดรู้ว่าคนจะตำหนิเราก็มีได้หลายอย่าง ตำหนิเพราะโกรธ ก็มี หรือจะด่าเราก็คือโกรธ ด้วยอาการโกรธ ในใจโกรธ ถูกหรือผิดไม่รู้แต่ที่ด่าว่าเขาไปก็ไม่มีเห

อ่านต่อ

ตุผลไม่มีสาระ ด่าสาดเสียเทเสียสะใจบำเรอใจตนก็เลยด่า และมีตำหนิแบบโดยสัญชาติญาณ ชอบตำหนิ เป็นคนมีอัตตา ถือดีถือตัว รู้ว่าตนเก่ง ตนเข้าใจก็เลยตำหนิไป ตำหนิเพื่อแสดงออกว่าตนรู้ตนเก่ง เหนือเขาก็เป็นอัตตา ทีนี้ตำหนิที่ดี พระพุทธเจ้าสรรเสริญตำหนิ แล้วขอแทรกไว้ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ยกย่องตำหนิมากกว่าชมเชย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ที่ตำหนิ เราจะตำหนิเธอเหมือนช่างปั้นหม้อ ตำหนิแล้วตำหนิอีกไม่มียั้ง ผู้ใดคบคนตำหนิที่มีปัญญามีเมตตาที่จะตำหนิ เราคบคนเช่นนั้นมีแต่ดีถ่ายเดียว คือคำตรัสของพระพุทธเจ้าเลย การตำหนินั้นผู้ที่ถูกตำหนิก็ไม่ชอบ จึงมีวิธีของพระพุทธเจ้า มันเป็นกิเลสสามัญของคน เป็นสัญชาติของคน แม้ตนเองจะผิดจริงก็ยิ่งไม่อยากให้ตำหนิ ถ้าไม่ผิดแล้วก็ไม่อยากให้ตำหนิ ก็ทั้งขึ้นทั้งล่องก็ไม่อยากให้ใครตำหนิ ตัวอัตตาไม่อยากให้ใครตำหนิ พระพุทธเจ้าถึงมีพิธีกรรมให้พระภิกษุมาพร้อมกันตอนออกพรรษาก่อนจะแยกย้ายกันไปที่ไหนๆ ก็ให้มาพร้อมกันแล้วปวารณากันซะ ปวารณาก็คือบอกให้ตำหนิได้ เปิดเผยตัว แล้วก็ผู้ที่บอกให้เขาตำหนิได้ก็ต้องตั้งใจจริง ไม่ใช่ทำแต่พิธีกรรม ของเราทำทั้งพิธีกรรม กล่าวพระบาลีอย่างที่เขาท เป็นจารีต ที่เขาทำสักแต่ว่าทำเป็นศีลพตุปาทานไม่ค่อยได้อะไร นอกจากใครที่มีสำนึกที่จะทำใจเปิดใจให้คนตำหนิได้ คนมีปัญญาก็จะทำแต่ก็ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยทำ ได้แค่พูดบาลีแล้วก็จบ เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร บางทีอาจารย์หรือผู้เป็นภันเตก็ไม่ขยายความให้ ทำแต่เป็นพิธีแต่ของเราเรียนกัน ทำความเข้าใจแล้วยังมีงานมหาปวารณา จัดงานทำกันเป็นกิจลักษณะให้เข้าใจเลยว่า การตำหนินั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของมนุษยชาติ การให้คนอื่นตำหนินี่คือการลดตัวลดตน ลดอัตตา ที่มันไม่อยากให้ตำหนิไม่ว่าผิดหรือถูกนั่นแหละ มันถือดีถือตัวก็เป็นกิเลส มันขายหน้าหรือถูกดูถูก ถูกลดเกียรติ ศักดิ์ศรีอะไรก็แล้วแต่

_อ.กฤษฎา… สังคมโซเชียลมีเดีย เดี๋ยวนี้มี การกดไลค์ ใครเอาเรื่องไปลงในเฟสบุค คนเอาไปลงก็เลยอยากให้คนกดไลค์เยอะๆหรือให้คนมาชม พ่อครูว่า… มันชอบยกยอปอปั้น ชอบที่จะให้มีคนชื่มชม แม้เราทำเรื่องเล็กน้อยแล้วคนชอบเป็นกิเลสแท้ๆ จริงๆการชมเชยกันนี่มันพาเสียมากกว่าพาดีด้วยซ้ำ แต่การตำหนิด้วยปัญญา ด้วยปรารถนาดี มันเป็นประโยชน์คุณค่าต่อสังคม ให้เราสังวรกันว่าให้ติงเตือนกันอยู่เสมอ ให้สัญญาณกันเสมอว่ามันได้แก้ไขปรับปรุงเสมอในความไม่ดีงาม จะเรื่องเล็กน้อยก็แล้วแต่หรือเรื่องใหญ่ก็ควรติงเตือนกันอย่างยิ่ง แต่คนทำสิ่งดีก็ควรชมเชย แต่คนที่ทำดีแล้วไม่ชมเชยก็ไม่เสียอะไรนี่ ทำดีสังคมก็ดี ตนเองก็ดีอยู่แล้วไม่เสียหาย ไม่ชมก็ไม่มีอะไรเสีย แต่ถ้าชมเชยก็กลับยิ่งเหลิง หรือหยุดไม่เหลิงแต่เขาชมเราแล้วเราก็เลยไม่ดีต่อ เขาชมเราแล้วก็แค่นี้ สรุปแล้วในศาสนาพุทธ การได้รับคำตำหนิและผู้ที่รู้ว่าเขาตำหนิทำให้เราได้ลดอัตตา การได้ลดอัตตานี่แหละคือตัวหลักการศาสนาใหญ่ของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธเหนือกว่าศาสนาใดๆ (ขออภัยที่ยกตัวยกตน แต่พูดวิชาการไม่ได้เจตนาข่มใครนะ) ที่มีการลดอัตตาทำลายอัตตา จนหมดความเป็นอัตตา นี่คือสัจจะ อาตมาปรามคนที่เป็นพุทธ แล้วเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าสอนอนัตตา แปลว่าความไม่ใช่ ไม่มีตัวตน ก็แปลได้ เช่น ไม่มีตัวตน ไม่เป็นตัวตนก็แปลได้ทั้งนั้น คนก็เข้าใจและมีปัญญาว่าอัตตาไม่ใช่อัตตา ตัวตนไม่ใช่ตัวตน ใครเข้าใจว่ามันใช่ คนนั้นแหละมีตัวตน มีอัตตา เขาเข้าใจเช่นนั้นเมื่อเขาเข้าใจว่าไม่ใช่อัตตา เขาเข้าใจแล้วก็ว่าเขาหยุดแค่นี้แหละ คนที่ไม่เข้าใจแล้วยังนึกว่ามีอัตตา ส่วนคำว่าไม่มีอัตตา ก็หมายถึงว่าอัตตามันมีได้ แล้วก็ทำให้หมดไปจนมันไม่มี แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่มีสิ แต่ถ้าไม่มีอัตตานี่แปลว่ามันมีได้

ศาสนาพุทธรู้อัตตา คนเกิดมาไม่ใช่อรหันต์หรอก เพราะฉะนั้นก็ต้องมีอัตตา ยกเว้นพระอรหันต์ขึ้นไปเวียนมาเกิดเพื่อบำเพ็ญพุทธภูมิต่อไปท่านไม่มีอัตตาแล้ว ท่านก็ไม่มีอัตตามาก่อนจะมาฟื้นความไม่มีอัตตาของท่าน เช่น พระพุทธเจ้าท่านสั่งสมบารมีเป็นอรหันต์แล้วเกิดมาอีกไม่รู้กี่ชาติ เป็นความเข้าใจที่ต่างจากเถรวาทที่เข้าใจว่าอรหันต์ตายแล้วสูญไม่เกิดอีก ถ้าจะเป็นพระพุทธเจ้าก็พรวดไปเป็นอรหันตสัมมาสัมมาพุทธเจ้าเลย คนเกิดมาทุกคนก็มาพร้อมกับอวิชชา ไม่รู้ว่าอัตตาคืออะไร ก็คือมีอัตตามาทั้งนั้น เมื่อมีก็ต้องเรียนรู้แล้วล้างอัตตา ปุถุชนก็ต้องเรียนรู้อัตตา พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอัตตานี้ไว้ในสุริยเปยยาลสูตร แสงเงินแสงทองต้องมาก่อน สุริยเปยยาลสูตร (เล่ม 19 ข.129 - 136) [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฏฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค

ถ้าไม่มี แสงเงินแสงทองนี้ 7 ข้อนี้ก่อน ก็ไม่มีทางปฏิบัติได้บรรลุ มิตรดีต้องเป็นของจริงด้วย แม้เป็นมิตรดีก็ต้องมีนิยามด้วยว่า ต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้บรรลุธรรม มีคุณอันสมควรก่อนแล้วสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง อย่างน้อยโสดาบันเป็นต้นไป พระพุทธเจ้าก็ว่าท่านเป็นมิตรดีของเธอทั้งหลายนะ ศีล ต้องมี และฉันทะเราก็ต้องมีในตน อัตตา เราต้องมีความรู้เข้าใจในอัตตา ว่าอัตตาคืออะไร? มีคนเข้าใจผิดว่า..ก็เราเข้าใจแล้วนี่ว่าอัตตาไม่ใช่อัตตา แล้วจะไปมีมันทำไม คนพวกนี้น่าสงสาร เป็นภาษาตรรกะแล้วนึกว่าตนเองจบเหมือนพวกเซ็น ใช้แค่ความเข้าใจ ในสูตรนี้คุณต้องมีของจริงในอัตตา จะบอกว่าอัตตาไม่ใช่อัตตาก็ตีความใน 7 ข้อนี้ไม่ได้แล้ว ในอัมพัฏฐสูตร ตรัสเรื่องอัตตา 3 คือ 1.โอฬาริกอัตตปฏิลาโภ 2.มโนมยอัตตปฏิลาโภ 3.อรูปอัตตปฏิลาโภ โอฬาริกอัตตา คืออัตตาตัวหยาบใหญ่คือจิตใจเราถือดีถือตัวยึดเป็นเราเป็นของเรา แล้วไปยึดอะไรเป็นของเรา ไปยึดเอาสมบัติข้างนอก บุคคลเราเขา ดินน้ำไฟลม บ้านเมือง ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นของเรา ที่ดินของเรา เงินทองของเรา ข้าวของๆเรา อะไรๆก็ของเรา คนนี่ก็ของเรา ผัวเราเมียเรา พ่อเราแม่เรา ของเราใครอย่าแตะ แล้วก็ไม่ต้องการให้ของเราพรากเป็นของคนอื่น นี่คือความยึดติด คือกิเลสแท้ แล้วแย่งชิงกัน ทุกวันนี้แย่งกัน ยึดเป็นเรา กอบโกยเท่าไหร่มีมากเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ แล้วก็มีลัทธิสิทธิของเรา ให้ทั่วโลกเลย นอกจากยุคทาสก็ไม่มีสิทธิ์ แต่สมัยนี้สร้างแล้วก็เป็นของนายทุนอีก สรุปแล้วใจเรายึดเป็นเราเป็นของเราเป็นความโลภที่เกินพอ แล้วก็ไม่ให้ใคร ใครอย่าแตะก็เลยเกิดการพร่องขาดแคลน เพราะเอามากักตุน บางทีถึงตายเลย ไม่ได้รับการแบ่งให้ สรุปคือความขี้เหนียวเห็นแก่ตัว แม้ข้าวของแค่นี้ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชาญฉลาดรู้อัตตาที่สูงกว่านั้น รู้ว่าเราควรแบ่งแจกกันอย่าโลภมาก ต้องเฉลี่ยกันเหมือนคานธีบอกว่าทรัพยากรในโลกนี้มีพอสำหรับทุกคนแต่ไม่มากพอสำหรับคนขี้โลภคนเดียว พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องนี้ รู้ว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะจิตวิญญาณคนไม่รู้ว่าอัตตา(เป็นเรา) อัตตนียา(เป็นของเรา) ท่านก็ให้เรียนรู้จิตที่มีลักษณะเช่นนี้คืออย่างไร ก็มีมโนมยอัตตา ผู้มีอัตตาสำเร็จด้วยใจ รูปที่สำเร็จด้วยใจ ก็ใจมันยึดอัตตามาเป็นตนเป็นของตนสำเร็จ ยึดใจตน อัตตาคือไปยึดอะไรเป็นเราเป็นของเรา ท่านก็เลยให้เรียนรู้แล้วตีแตก ลดอัตตา ผู้ใดเก่งมีฤทธิ์สามารถทำลายอัตตาตัวนี้ได้ ที่เป็นมโนมยะตัวนี้ก็เป็นผู้มีวิชชาข้อที่ 2 เรียกว่ามโนมยิทธิ ที่รู้ว่าตัวยึดอัตตาคืออย่างไร แล้วมีอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ สามารถลดอัตตาได้ _อ.กฤษฎา… ข่าวทุกวันนี้มีสามีฆ่าภรรยา ภรรยาฆ่าสามี ทอมฆ่าดี้ ดี้ฆ่าทอม เป็นเช่นนี้ พ่อครูว่า… นั้นคือถ้าข้าไม่ได้ใครก็ต้องไม่ได้ คนนี้แหละเหมือนนักการเมืองว่าถ้าข้าไม่ได้ใครก็อย่าได้ นี่คือความเห็นแก่ตัวที่ต่ำชั่วมาก พอไม่ได้สมใจตนก็ว่าอย่าให้ใครได้เลย ก็เลยทำลาย ศาสนาพุทธค้นพบอัตตา 3 การกำจัดอัตตาได้ ผู้ใดเรียนรู้อัตตาได้ จับรูป จับอัตตาสำเร็จ อัตตาขยายออกเป็นตัวตนของเรา ผู้ใดสามารถเกิดญาณปัญญา เช่น ให้ปวารณา คือการละอัตตาตัวตนเป็นหลัก เมื่อปวารณาให้คนอื่นเขาว่าเขาเตือนเราให้รู้ตัว อย่ายึดติด อรหันต์ทุกองค์ท่านให้ติได้ว่าได้ท่านไม่โกรธแน่ ติผิดหรือถูกก็แล้วแต่ ท่านก็สบายด้วย ท่านรับฟังเขา เขาตำหนิถูกก็ดี ขอบคุณเขาแล้วแก้ไขตน ส่วนคนติเราผิดก็ความผิดอยู่ที่เขา เขาไม่รู้ข้อมูลก็เลยติผิด ก็เราจะไปสะดุ้งสะเทือนทำไม คนที่สะสมไว้มากมาย แล้วพอตายไปก็เอาไปไม่ได้ แล้วจะโลภไว้ทำไม ผู้ใดเข้าใจว่าเอาออกไป แบ่งแจกกันก็จะได้ไม่ทุกข์กันมาก ไทยเราโชคดีมากที่มีพระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสแบบคนจนแต่คนก็ไม่รับเอาไปทำ ท่านก็ตรัสอีกว่าให้เอาแบบ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คนก็ฟังแล้วรับไม่ได้อีก เมืองไทยมีพระโพธิสัตว์เป็นพระเจ้าอยู่หัวที่มีภูมิธรรม แต่ก็ไม่รับไปทำ

ผู้ยึดอบาย คือสิ่งเสื่อมต่ำหยาบหนัก เราไปยึดสิ่งเป็นโทษภัยหนัก สิ่งมอมเมา การพนัน กีฬาการละเล่นจัดจ้านต่างๆ ที่เขาส่งเสริมทั่วโลก จนเป็นราคาค่าตัวแพงมาก เป็นความเสื่อมของโลก ประเทศ สังคมไหนหลงใหลสิ่งเหล่านี้สังคมนั้นเสื่อม ขอชมสังคมอินเดียที่ไม่ไปหลงใหลสิ่งเหล่านี้ ต่อไปอินเดียจะมีพลเมืองมากกว่าจีน คนมากแต่ไม่หลงใหลอบายมุขมาก ไม่หลงดารา กีฬา เหมือนกับเขา ทุจริตที่จัดจ้าน คืออบายมุขด้วย และกิเลสกาม หรือพยาบาท โทสะ ราคะที่จัดจ้าน ชอบรูป รส กลิ่น เสียง จัดจ้าน ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญที่จัดจ้าน จะต้องให้ได้มาก ต้องเป็นมหาเศรษฐี หมื่นแสนล้าน จะบ้าหรือ? คนเหล่านี้ทำลายโลก เป็นลัทธิสามานย์แห่งสามานย์ เพราะเอาไปกักตุนกับตน แทนที่คนอื่นจะเอาไปใช้ และยิ่งสามานย์เพราะเอาหมื่นแสนล้านไปออกดอกผลอีก คุณหยุดได้แล้วมีมากแล้ว ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด แต่ก็ไม่พอ คือลัทธิพอไม่เป็น เป็นสัตว์นรกของโลก ในหลวงเลยตรัสเรื่องพอเพียง เป็น The Great Word มโนมยอัตตา ตั้งแต่หยาบ ก็ให้ล้างออกไปจนหมดไปตามลำดับ จากข้างนอกที่เรียกว่ากามภพ เป็นวัตถุ จนมีภูมิสูงขึ้นเป็นสกิทาคามีก็ลดลง จนไม่ต้องยึดสมบัติ บ้านช่องเป็นเราเป็นของเรา เป็นคนทำงานรับใช้โลกฟรีๆ คืออนาคามี มีแต่กิเลสรูปราคะ อรูปราคะ เป็นพิษต่อตนเองอย่างเดียว _อ.กฤษฎา… สิ่งสำคัญ เช่น เราต้องไปถูกสัมภาษณ์หรือพูดคุยกับผู้ใหญ่ ตอนรอเวลา มันมีการหวาดกลัว แต่ถ้าตนจะพูดกับเด็กก็รู้สึกตนเองตัวโตเป็นผู้ใหญ่ หรือมีคนมากดๆไลค์ให้เรา เราก็รู้สึกพอง แล้วอารมณ์อาการเหล่านี้คืออัตตาหรือไม่? พ่อครูว่า… คำว่า อาการ นี่แหละเป็น ลักษณะของจิตที่เป็นอาการ อันนี้คือนามธรรม นามธรรมนั้นไม่มีสี กลิ่น รูป ไม่สามารถสัมผัสด้วยทวาร ทั้ง 5 ภายนอก แล้วมันเคลื่อนไหวเชิงนั้นเชิงนี้ต้องอ่านให้ออกว่าอาการที่มาสัมพันธ์เกี่ยวกับภายนอกด้วย ท่านเรียกว่า กาย มีภายนอกเป็นรูปร่างสีสัน ถ้าสัมผัสด้วยตา แล้วมีประสาทสัมผัสที่ยังใช้การได้ คุณก็จะเห็นว่ามันหนา บาง ใหญ่ เล็ก ก็เรียกไปแต่ ลักษณะอย่างนี้ทุกคนก็รู้เช่นเดียวกัน คืออาการรู้ความจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนี้ เกิดจากตากระทบรูปแล้ว รู้ ก็ยังไม่พอ ยังโง่ ชอบหรือชัง อยากเอามาหรือทำลายอีก การรู้ว่าสิ่งนี้คือรูปร่าง สีสัน ตามสมมุติว่าสวยงามอย่างไร แต่เราก็ไม่ได้อยากได้ หรือมันขี้เหร่ เราก็ไม่ได้อยากทำลายหรือชังแต่อย่างใด ความมีความรู้อาการของจิตที่อยากได้หรืออยากทำลายหรือชอบหรือชัง นั่นคืออัตตา ให้ทำลายตัวนี้ไม่ใช่ว่าทำลายตัวรู้ ที่มันรับรู้สีสัน รูปร่างหรือสวยหรือไม่สวยตามสมมุติ แต่ให้รู้ตัวอัตตา มีปัญญารู้ว่านี่คืออะไรแล้วจบ แต่ให้เรียนรู้อาการกิเลสที่มาพร้อมกับการกระทบสัมผัส ทางทวาร 6 แล้วให้เรียนรู้ล้างกิเลสไป เมื่อล้างกิเลสหมด คุณก็สักแต่ว่าเห็นหรือรู้ตามที่คนอื่นก็เห็น แต่ไม่มีกิเลสชอบหรือชัง แล้วอาการจิตที่ไม่ปกติ มีทุกข์ ไม่สบาย ไม่ยืนยันความเฉยต่อการรับรู้ทางทวาร 6 พุทธไม่ทำสมาธิแบบหลับตา หรือหนีผัสสะหนีโลก แต่พุทธให้ปฏิบัติมรรค 7 องค์ เปิดรับทุกทวาร แล้วล้างกิเลส จิตก็สั่งสมเป็นสมาธิ ลืมตาปฏิบัติกับนั่งหลับตาสมาธินี่ต่างกันมากเลย แต่คนทำไมไม่สะกิดใจแล้วเข้าใจได้ยาก สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา จิตเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตา คือไม่มีกิเลส แล้วไม่มีกิเลสชนิดถาวรเลยนะ จะลืมตากระทบอย่างไรก็ไม่มีกิเลส แต่ถ้าหลับตาแล้วรับรองได้ไหมว่าไม่มีกิเลส แต่ถ้าลืมตาทำงานอยู่ เช่น ทำงานกับเงินแสนล้าน แต่คุณมีโอกาสที่จะโกงได้เต็มที่เลย เป็นงบลับที่ไม่มีใครรู้เลย จะโกงได้โดยไม่มีใครรู้แล้วจิตคุณจะทนได้ไหมที่ไม่โกง อย่างนี้ คุณไม่หวั่นไหวเลย นี่คือเครื่องยืนยันอรหันต์ของพระพุทธเจ้าหรือแม้ไม่มีเงินสักบาทเลย แต่บริหารเงินแสนล้านให้บริหารงบลับนี้เลยแล้วคุณก็ไม่เอาจริงๆเลย คุณแน่ไหม? ถ้าแน่อรหันต์ของพระพุทธเจ้าต้องเป็นอย่างนี้ _อ.กฤษฎา… ผมเห็นนร.เช็ดพื้น มีพี่ดินนาบอกว่า ที่นี่สอนเด็กให้มีสมาธิในการทำงาน แต่เด็กอีกแบบหนึ่งไปนุ่งขาวห่มขาวนั่งสมาธิมันต่างกัน พ่อครูว่า… สมาธิของพระพุทธเจ้าเมื่อบรรลุแล้วได้งานไม่บกพร่องไม่เสียเวลา มันทำงานไปด้วยได้ทำสมาธิด้วย สมาธิคืออะไร? สมาธิคือจิตไม่มีกิเลส อย่าเถียง ใครเถียงมาอาตมาก็ไม่เถียงด้วยเพราะมันถูกต้องที่สุดแล้ว และไม่มีกิเลสชนิดแข็งแรงด้วยนะ มีงบลับมาอย่างไรก็บริหารไปเลย ไม่ต้องมีบัญชีด้วยก็ได้ แล้วคุณไม่ละเมิดเลยไม่เอาแม้สัก 1 บาทจากแสนล้านนี้มาเป็นของตนเลย แล้วคุณแน่ไหม แน่นี่แหละคือไม่หวั่นไหวแม้โลกธรรมมาแตะต้องสัมผัสกระแทกอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว นี่คืออรหันต์ของพระพุทธเจ้า หรืออนาคามีก็ไม่หวั่นไหวแล้วในกิเลสภายนอก เหลือแต่เศษภายในเป็นมานะ ไม่ใช่เรื่องโลกีย์ข้างนอก จิตท่านสำเร็จแล้ว มโนเสฏฐา มโนมยา คือรู้อัตตา ทำลายอัตตาได้หมดแล้ว ก็เรียกว่าอนัตตา จิตที่เป็นอัตตามันตายแล้วไม่ฟื้น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าคนเป็นเช่นนี้แล้วบ้านเมืองจะไม่สงบสุขได้อย่างไร เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ 95% แล้วให้ทำความเข้าใจมหาจัตตารีสกสูตร ศึกษาให้ครบจะเป็นอรหันต์ได้แบบพุทธ ไม่ใช่ว่าไปนั่งสมาธิให้จิตไม่ออกนอกตัว แต่ของพุทธสมาธินั้นต้องจิตออกนอกตัว คือต้องรู้จักองค์ประกอบที่เป็นการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะนั่งสมาธิบ้าง ทำอานาปานสติ แต่ก็ไม่ทิ้งกาย คือลมหายใจก็เป็นส่วนของกายด้วย _อ.กฤษฎา… เป็นกระแสสังคมที่เขานิยมการนั่งสมาธิหลับตานะ ต่างจากเด็กที่ทำงานไปด้วยแล้วทำสมาธิด้วย พ่อครูว่า… ขอใช้ภาษาอังกฤษว่า สมาธิพระพุทธเจ้าเป็น Concentration ไม่ใช่ Meditation การทำสมาธิแบบลืมตา concentration ก็ทำอะไร เช่น ขัดพื้นหรือทำอะไรก็แล้วแต่นะ ยังไม่พูดถึงกิเลสมีหรือไม่ แต่ยิ่งในขณะปฏิบัติไม่มีกิเลสนะ แล้วรู้ว่ามีประโยชน์ก็ทำอย่างสบายใจ เป็น concentration ของพระพุทธเจ้าต้องใช้ concentration จะใช้ meditation ไม่ได้ ผิด ไม่ต้องไปศึกษา meditation ก็ได้ เป็นอรหันต์ได้ที่ไม่ต้องมีเจโตสมถะเลย แต่ถ้าทำแต่ meditation ทำได้เก่งขนาดเดินน้ำดำดินเหาะเหินได้ แต่ไม่ได้ลดกิเลส หรือกดข่มได้ ตายไปก็กดข่มได้แต่ไม่ได้ล้าง เกิดชาติหน้าก็ยังมีกิเลสเหมือนเดิม ศาสนาพุทธสอน conscious แล้วทำกิเลสในระดับสำนึกหมดไป หมดก็เป็นอนาคามี ต่อจากนั้น subconscious ก็จะออกมาทำงาน เราก็อ่านกิเลสต่อในขณะมีเหตุปัจจัยทำงานอยู่นี่แหละ แล้วก็ล้างกิเลสระดับ subconscious พอหมด กิเลส ระดับ unconscious ก็จะขึ้นมาทำงานเป็นอรูปอัตตาก็ล้างต่อจนหมดสิ้นอาสวะอนุสัยคือ unconscious หมดก็เป็นอรหันต์ _อ.กฤษฎา… เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ สิ่งที่อยู่ลึกมีมากกว่าที่เห็นอีก เป็นอาสวะอนุสัย พ่อครูว่า… แล้ววิธีที่เขาจะล้างกิเลส เขาไม่ล้างกิเลสเหนือน้ำด้วยนะ แต่ของพุทธนั้นก็ให้เรียนรู้อยู่เหนือกิเลส มีชีวิตอยู่กับสังคม กับเหตุปัจจัยที่เราเคยเกิดกิเลสแต่เราไม่เกิดกิเลสแล้วกับเหตุปัจจัยเดิมนั้นๆ การจินตนาการแบบภูเขาน้ำแข็งนั้นก็แทนไม่ได้หมดแต่ วิธีการของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หนีโลกธรรม นะ ความสามารถสร้างโลกธรรมก็มีเหมือนเขา หรืออาจมากกว่าด้วย เพราะไม่เสียเวลาทุนรอนแรงงานไปกับกิเลส เขาจะรู้จักสิ่งที่ควรสร้างควรทำได้เต็มที่เลยไม่เสียพลังงาน แล้วของพุทธจะรู้สติปัฏฐาน 4 ตั้งแต่ กายในกาย (กายคือจิต) ต้องรู้องค์ประชุมทั้งนอกและใน อ่านกายวิญญาณให้ออก คือความรับรู้ที่เกิดจากการกระทบสัมผัสทั้งนอกและใน อ่านตัวเวทนา ที่มันเกิด สุข ทุกข์ การไม่ได้สมใจใดๆตามอุปาทานก็เป็นทุกข์ การได้มาตามอุปาทานก็เป็นสุข ในโลกธรรม มีทั้งได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ได้ก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์ ต้องหาเหตุที่ทำให้สุขทุกข์ ก็อยู่ในเวทนา เกิดเมื่อมีการกระทบทางทวาร 6 แล้วอ่านด้วยธัมวิจัยสัมโพชฌงค์วิจัยวิจารให้ออกว่า มันคือกามที่ดำริ หรือพยาบาทดำริ พระพุทธเจ้าแจกเวทนาเป็น 108 และที่ต้องแยกได้คือ เวทนาแบบเคหสิตะ กับแบบเนกขัมมสิตะ แบบเคหสิตะคือได้สมใจหรือไม่สมใจกิเลส แบบโลกๆ เราก็ต้องอ่านรู้โดยตั้งศีลตั้งกรอบ ให้รู้กิเลส แล้วล้างกิเลสได้ จากเวทนาในเวทนานี่แหละ ถ้าทำออกได้ลดกิเลสได้ก็เป็น เนกขัมสิตเวทนา มีทางทวาร 6 ก็เป็น เนกขัมมสิตเวทนา 3 ทางทวาร 6 ก็เป็น เนกขัมสิตเวทนาอีก 18 (ตรงกันข้ามก็เป็นเคหสิตเวทนาอีก 18) อย่าง ไม่ต้องไปหลับตาทำ คือโลกเห็นอย่างไรเราก็เห็น แต่เราเห็นกิเลสด้วยแล้วล้างกิเลสของเราไป ในขณะสัมผัสเราเห็นกิเลสจริงหลัดๆ ไม่ใช่ว่าให้ไปนั่งแล้วยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา นั่นเป็นเพียงในสัญญา ไม่ได้เกิดจากการกระทบสัมผัสจริง ในมหาจัตตารีสกสูตรว่าไว้ว่าทำมรรค ทั้ง 6 ด้วยสัมมาทิฏฐิ ก็มีองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ เจริญจากสาสวะเป็นอนาสวะได้ เราต้องเห็นของจริงหลัดๆ เห็นกิเลสมันแล้วลดได้ก็เห็นเลย ทุกอานาปานสติ ซึ่งจะไปนั่งหลับตาก็ได้ แต่ต้องสัมมาทิฏฐิ (พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนแบบอนุโลมกับคนที่ติดอยู่ป่า) ก็เรียนรู้แม้ในอานาปานสติ ก็ต้องเรียนรู้กายสังขารัง ปฏิสังเวที คือการกระทบ ทวารทั้ง 6 แล้วจิตรับรู้ได้จึง เกิดกาย เป็นกายสังขาร แต่พวกมิจฉาทิฏฐิก็ให้ไปนั่งหลับตาแข็งนิ่งแล้วบอกว่าคือการระงับกายสังขารให้ลืมลมหายใจไปเลย เอาแต่จิต ก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปเลย _อ.กฤษฎา… เกิดผมได้กลิ่นที่สดชื่นถูกใจ พอได้กลิ่น เราจะมีอาการรู้กลิ่น แล้วเราก็มีอาการจิต สดชื่น ชอบหรือไม่ชอบตามมา นี่คือ เราต้องรู้กาย ทันทีที่เกิดวิญญาณเป็นองค์ประชุมของรูปและนามทันที ก็เป็นกาย พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าถึงว่าของพระพุทธเจ้านั้นมี ลักษณะธรรมะพิเศษ ระดับปรมัตถ์จริงแท้ 1.คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2.ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3.ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4.สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5.ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6.อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7.นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8.ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ที่เขาสอนกันว่านั่งสมาธิแล้วเห็นผี เป็นรูปร่างเป็นผีกระสือ ผีอื่นๆก็แล้วแต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่อาการมันเป็นรูป ไม่ใช่ตาทิพย์แต่เป็นตาปลอม สิ่งที่จะเห็นผีนั้นคืออาการกิเลส ถ้านั่งสมาธิก็อ่านจิตที่ระริกระรี้ภายใน คุณจะอ่านได้ต้องผ่านการเรียนรู้กิเลสหยาบก่อน คุณจะอ่านอาการผี เทวาดหลอก เทวดาเก๊ อ่านให้ออกแล้วจะอ่านสังโยชน์ของอนาคามีได้ แม้กระทบสัมผัสก็อ่านได้ หลับตาก็อ่านได้และจะหลับตาแล้วอ่านได้ถูก เพราะรู้ว่าเป็นอัตตาแท้ไม่ใช่รูป การไปเห็นผีที่เป็นพวงใส้ลอยนั่นคือผีหลอกไม่มีจริง ผีจริงคืออาการกิเลส แล้วไปสอนกันว่าไปดับทำให้จิตนิ่งเฉยไม่คิดนึก ก็ไปเข้าใจว่าจิตเฉยนี่คืออุเบกขา ฌาน 4 หรือเข้าใจว่านิโรธคือดับหมด ก็เลยนั่งหลับดับปี๋ เป็นสุภกิณหะ ไปเรียกโลกพรหมมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นสิ่งดี ไม่ใช่แบบพุทธที่เห็นอยู่รู้อยู่ว่ากิเลสเกิดหรือดับ เป็นอกุศล แล้วจิตอกุศลดับ จิตที่เหลือก็เกิดทันทีไม่มีอะไรคั่น จิตสกปรกหมดไป จิตสะอาดก็เกิดทันที ไม่มีแม้แต่ความหมองแม้เล็กน้อยก็ไม่มี จิตก็เกิดสว่างสะอาดทันที เห็นความเกิดดับ ที่ดับคือกิเลสตั้งแต่หยาบกลางละเอียด นี่คือเห็นจิตเกิดจิตดับ แต่เขาไปสอนว่าจะเห็นจิตเกิดดับอย่างเร็ว บางอาจารย์สอนว่าไม่มีใครตามทันหรอกว่าจิตเกิดดับ วินาทีละเป็นล้านครั้งไม่มีใครรู้ได้หรอก นี่คือคิดแบบตรรกะ แต่ของพระพุทธเจ้านี่รู้การเกิดดับ สิ่งที่ดับคือชาติดับ ชาติท่านแยกเป็นชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ เราต้องอ่านรู้สภาวะจริง การเกิดทั้ง 5 อย่างนี้ต้องมีนัยต่างกัน เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ติดอ่างจะพูดเหมือนกันทำไม 5 คำนี้ ชาติคือการเกิด ทั่วไป และสัญชาติก็คือ การเกิดตามสัญชาตญาณ เราก็ต้องอ่านจับตัวนี้ว่าตัวกิเลสไหนสั่งให้เป็นไปตามสัญชาติญาณ หากแยกกิเลสได้ หยั่งลงได้เป็น โอกกันติ แต่ถ้าแยกกิเลสได้แต่ไม่สามารถทำลายกิเลสได้ ก็ต้องเรียนรู้สักกายะ สัมผัสแล้วอ่านวิจัยหาเหตุ จนเจอเหตุก็ยิ่งรู้ตัวตนเป็นสักกายะ คือจิตในจิต เป็นสราคะ สโทสะ สโมหะ เป็นเจโตปริยญาณ 16 ต้องกำจัดกิเลส ถ้ากำจัดได้ จะเริ่มเกิดเป็นโอปปาติกโยนิ เป็นนิพพัตติ เป็นการหยั่งลงด้วยวิชาความรู้ของพุทธแล้ว แม้สังโยชน์ 1 และ 2 ผ่านได้ รู้กิเลสสักกายะและไม่สงสัยเลยว่ากิเลสแน่ แล้วก็ต้องมีวิธีทำให้กิเลสลดเป็นสัมมาทิฏฐิในมรรคองค์ 8 คุณมีแล้ว และปฏิบัติ แต่ได้แต่ลูบๆคลำๆไม่กำจัดทำลายมันเสียทีหรือทำอย่างอ่อนแอกิเลสไม่ลดลงเลย แม้ลดได้นิดหน่อย คุณก็เริ่มได้มรรคผลแล้ว คุณกำลังเริ่มผ่านสังโยชน์ 3 แล้ว ยิ่งทำให้เป็นสมุจเฉทปหาน ทำในอานาปานสติ ตามเห็นจิตไม่เที่ยง แล้วไปยึดมันทำไม ก็ทำลายมันเสีย เมื่อทำให้ดับได้นิดหน่อย วิราคานุปัสสี แล้วถ้าดับได้เลยก็เป็นนิโรธานุปัสสี ทำกิเลสดับได้ก็ผ่านสังโยชน์ 3 เลย เป็นอภินิพัตติ ถ้าจะเรียกอรหัตตผลก็ของโสดาบันขั้นที่ 1 ตัวเดียวตัวแรกของกิเลสที่ลดได้เลย เมื่อทำกิเลสตัวนี้ดับได้ก็เป็นโครงสร้าง เราไปทำกับกิเลสตัวอื่นต่อ เป็นโสดาบันแล้วก็เลื่อนต่อเป็นสกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ไปตามลำดับ สักวันก็เป็นได้ในที่สุด ของพระพุทธเจ้า เห็นจิตเกิดดับ คือดับกิเลสแล้วจิตก็เกิดใหม่เป็นจิตกุศล ทันทีต่อเนื่องไม่ได้ขาดตอน พระอรหันต์ทำกิเลสดับได้หมด จิตก็สะอาด จะเป็นผู้อมตะจะเกิดหรือตายก็ได้ จะตั้งจิตต่อหรือไม่ตั้งจิตต่อก็ได้ จิตก็ต้องเกิดจากจิต ถ้าจิตไม่ให้เกิดก็ไม่เกิด ในอรหันต์จะรู้ และจิตจะสั่งให้เกิดหรือตายได้ตามสั่ง จะปรินิพพานก็ได้ หรือจะตั้งจิตต่อภพภูมิก็ได้ อรหันต์จะรู้เอง อย่างไม่ใช่ด้นเดาคะเนเอาเลย จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน