571118-พุทธชีวศิลป์(๑๙)วนบ.เรื่อง อย่างไรไม่เป็นกัมมารามตาและติรัจฉานกถา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571118-รายการพุทธชีวศิลป์( 19 )วนบ.เรื่อง อย่างไรไม่เป็นกัมมารามตาและติรัจฉานกถา โดยพ่อครูโพธิรักษ์ พ่อครูว่า … วันนี้วันอังคารที่ 18 พ.ย. 2557 แรม 12 ค่ำเดือน 12 ปีมะเมีย วันนี้เราจะเรียนวิชาพุทธชีวศิลป์กัน พูดกันเรื่องพุทธรรมกัน มีคนที่อยู่ใกล้สมณะท่านหนึ่งมีโอกาสได้ยินท่านพูดเรื่องการงาน บางทีท่านก็พูดเรื่องการเมืองด้วย เลยทำให้รู้สึกว่าศรัทธามันลดลง เลยมีผู้ถามอาตมามาว่าพาหลงทางหรือเปล่า ที่สมณะพูดกันเป็นเรื่องเสื่อม เป็นเดรัจฉานกถาหรือเปล่า ยังเป็นการปฏิบัติธรรมหรือไม่? ก็ดี อาตมาก็จะได้ตอบ ผู้ที่ยึดอะไรก็แล้วแต่ ยึดพระไตร ปิฎก ยึดอะไรก็ตาม ยึดอดีต ยึดยุคสมัย ยึดสังคมเก่า ไม่ได้เคลื่อน ไม่ได้รู้ว่าทุกอย่างไม่เที่ยง คือไปยึดมั่นถือมั่นว่า มันคงที่เที่ยงแท้ จะยึดสภาพ กาละ ทฤษฎี แนวคิด ก็แล้วแต่ ทำให้เห็นว่าคนนั้นยังเข้าใจอะไรที่เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยมนุษยชาติ ไม่ได้ เป้าหมายเนื้อแท้คือลดกิเลส คือนิพพาน ไม่เปลี่ยนในอัตถะนี้ แต่ในตัวธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ มันก็มีเพิ่มมีใหม่ มันไม่คงที่ สัพเพ ธัมมา อนิจจา ส่วนเป้าหมายไม่เปลี่ยน ผู้ใดแม่นในนิพพาน แล้วไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในนิพพานนั้น แต่ผู้ที่ยึดถือไปตั้งแต่วัตถุ หลักเกณฑ์ ที่เปลี่ยนไปตามสมัย ก็ไม่ค่อยเข้าใจองค์ประกอบธรรม ก็ยึดกันไป ยึดกันว่า พวกเรานี่เอาแต่งาน การงาน ที่ภาษาบาลีเรียกว่า “กัมมันตะ” ยุคสมัยพระพุทธเจ้า กับยุคสมัยนี้องค์ประกอบทั้งวัฒนธรรมสังคม วัตถุ เปลี่ยนไปมาก เรามาทำงานกันทุกวันนี้จึงไม่เหมือนกับยุคพระพุทธเจ้า คำว่าการงาน ซึ่งคำตรัสของพระพุทธเจ้าเราไม่เถียงไม่แย้ง แต่ว่ามีพยัญชนะคำว่า “กัมมารามตา” คือไปยินดีในการงาน(เขาแปลว่าอย่างนั้น) แต่อาตมาสะดุดตั้งแต่ต้น ถ้าคนไปยินดีในการงานแล้วเป็นความเสื่อม ไปบอ
อ่านต่อ
กว่าการงานถ้าไปยินดี(รามตา) ซึ่งคำนี้เป็นความยินดีในปรมัตถ์ไม่ใช่แค่ฉันทะหรือปีติ ที่แปลว่าความยินดี แต่รามตาคือความยินดีที่ประกอบไปด้วยกิเลส เช่น ทั้ง 4 คำ 1 .กัมมารามตา 2 .ภัสสารามตา คือการพูดที่ประกอบด้วยกิเลส เราไปยินดีกับมัน 3 .นิททารามตา คือยินดีในการนอน 4 .สังคณิการามตา คือยินดีที่อยู่รวมหมู่กลุ่ม ท่านแปลว่าการคลุกคลีด้วยหมู่ ซึ่งถ้าไม่เข้าใจก็ไปแปลสมคล้อยไปว่าให้ปลีกเดี่ยว ไม่ให้ไปร่วมเป็นหมู่คณะ ซึ่งย้อนแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ซึ่งคำนี้มันใหญ่กว่า คนเราถ้าบอกว่าไม่ให้ยินดีในการงาน ก็เลยเป็นคนไม่เอาถ่านไม่ยินดีทำงาน ก็เลยปฏิบัติไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่เกี่ยวกับหมู่กลุ่ม นี่คืออ่านพระไตร ปิฎก อย่างพาซื่อ แล้วยิ่งมีจิตน้อมปลีกแยกเดี่ยวแบบฤๅษี เหมือนพระพุทธเจ้าออกบวชเข้าป่า 6 ปีแรก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทางที่ผิด เป็นการใช้หนี้วิบาก เขาก็ไม่กล้าเถียงเพราะมีหลักฐานในไตรปิฎก แต่เขาก็ไม่สนิทใจไม่เชื่อทั้งหมดหรอก เพราะอาตมาไม่มีอลังการให้เขาเชื่อ เพราะเขายึดผิดกันมานานว่า ปฏิบัติธรรมต้องปลีกเดี่ยวอยู่ป่า แล้วจะมี มรรคองค์ 8 ครบได้อย่างไร จะมีสัมมากัมมันตะได้อย่างไร เขาก็เอาแต่นั่งนิ่ง อย่าให้จิตออกนอก ถ้าเข้าใจไม่คมแม่นชัดตรง อย่างที่พูดไปนี่ ไปทิ้งการงานก็เลยเจ๊ง
มันคนละยุคสมัย สมัยพระพุทธเจ้าเขาไม่มีการงานอย่างนี้ เขามีกินใช้ แล้วก็ไม่หลงปรุงแต่ง กินโก้เก๋ จุบจิบ อวดอ้างกันแต่อย่างใด เขาก็ไม่ต้องทำงานมาก ทำงานพออยู่ไปวันๆ แต่ถ้ายุคนี้ถ้าขืนใช้ชีวิตแบบพระพุทธเจ้าก็ตายลูกเดียว คนที่ยึดมั่นถือมั่นไม่เข้าใจสัปปุริสธรรม ก็ไปกันใหญ่ เพี้ยนไป เช่น การงานทุกวันนี้เราใช้เทคโนโลยี กันไม่เป็นไร สมัยก่อนไม่นานเลยแค่ 30 ปี พระนี่ถือกล้องถ่ายรูปไม่ได้หรอก เอากันตายเลย เป็นเรื่องละเมิด แต่ในยุคพระพุทธเจ้าท่านไม่มีกล้องเลยท่านไม่ได้ห้ามไว้แต่เขาก็ถือกันว่าไม่ให้ใช้กล้อง เป็นเรื่องผิดเลย คุณประสกนี่เขา เอาตายเลยเห็นพระถือกล้องนี่ ตอนที่อาตมายังไม่ได้แยกออกมาก็คบหาเขาดี แต่พอแยกมาเขาก็ใส่อาตมาเลย คุณประสก เป็นเปรียญ 6 แต่เดี๋ยวนี้พระถือกล้องโทรทัศน์เลย ถือมือถือ แท็บเล็ต กันเลย ก็ไม่มีใครว่าอะไร คือรู้ว่ายุคนี้ มันต้องใช้งานเผยแพร่ได้ เป็นประโยชน์ในการศึกษา แต่แน่ นอน มันมีโทษภัยในนั้นจริงๆ พวกเราก็ดูแลกัน ผู้ที่พรรษายังไม่ถึงก็อย่างพึ่ง หรือผู้ที่เห็นควรก็ทำไป โดยเฉพาะเรื่องของการเมือง ยุคพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรมาก เป็นยุคสมบูรณา ญ าสิทธิราช กระดิกไม่ได้เลยเรื่องการเมือง จะไปออกเสียงอย่างยุคนี้ไม่ได้แล้วก็ไม่ได้มีห้ามไว้ในคำของพระพุทธเจ้าเลย เรื่องการงาน ยุคพระพุทธเจ้าสงฆ์ก็ทำการงานไม่ใช่น้อย ก็สร้างกุฏิเอง แล้วท่านก็มักน้อยสันโดษ สังคมก็มักน้อยสันโดษ ไม่เหมือนยุคนี้ การสร้างที่อยู่ก็เล็กๆน้อยๆ แล้วสมัยนี้มันคนละเรื่องเลย ไม่ว่าสังคมเศรษฐกิจ รัฐศาสตร์ก็ตาม ผู้ที่ยึดขันธ์อดีต ยึดขันธ์อนาคต ทุกวันนี้อาตมาเรียกว่ายุคหมาหอบแดด ทำงานกลางวัน กลางคืนไม่ได้หยุดพัก สมัยพระพุทธเจ้าก็ทำงานไม่มากอย่างนี้ การยึดมั่นถือมั่นอย่างไม่รอบคอบพอก็จะดูผิดไป แล้วสมณะเราพูดเรื่องการเมือง ผิดไหม? แต่สมณะเราก็ไม่ได้พูดเรื่องเดรัจฉานวิชชา เราพูดเรื่องการสร้าง ทำ การงาน แต่เราทำเพื่ออะไร? ทีนี้ซ้อนในการงาน อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันยาก ว่าการงานหรือกรรมทุกกรรมคือ การปฏิบัติ มรรคองค์ 8 ทั้งมโนกรรมวจีกรรมกายกรรม หรือแม้อาชีพเลี้ยงตน มรรคองค์ 8 สมณะก็มีอาชีพ เมื่อสอนคนได้ก็สอนไป หรือว่าสอนไม่ได้ก็ไปทำงานอื่น แล้วเขาก็จะว่ารับใช้ฆราวาส การรับใช้ คือทำงานแล้วก็รับค่าจ้างหรือว่าทำงานได้ผลผลิตก็มาขาย นั่นคือไม่ได้ทำงานเพื่อผู้อื่น เป็นการรับใช้ แม้แต่เทศน์ได้ค่าตอบแทนก็คือการรับใช้ การทำงานแล้วแลกค่าอะไรมา ก็คือรับใช้ แม้แลกมาได้ลาภได้ยศก็รับใช้ หรือแม้แลกได้มาซึ่งสรรเสริญก็รับใช้ไม่ต้องพูด ถึ งเรื่องกามเลย แต่ถ้าทำสิ่งควรทำ อะไรห้ามในวินัยก็ไม่ควรทำ แต่อะไรไม่ห้ามในวินัยก็ทำได้ แต่บางอย่างก็ไม่ควรทำ เราก็ใช้มหาปเทส 4 ทำในสิ่งที่เข้ากับสิ่งที่ควร เราก็ทำ เราทำงานช่วยประชาชนเป็นพหุชนหิตายะ เป็นประโยชน์แก่หมู่ชนทั้งหลาย พหุชนสุขายะ เกิดเป็นสุขแท้แก่หมู่ชนทั้งหลาย โลกานุกัมปายะ เป็นไปเพื่อรับใช้อนุเคราะห์โลก เป็นอภิสมาจารไม่ใช่บาปสมาจาร เป็นการพิสูจน์ยืนยันความเป็น...ยุคนี้เป็นยุคประชาธิปไตย การไปติดยึดในกรรมการงานก็เป็นความไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส ทั้งฆราวาสและสมณะก็มุ่งสู่นิพพานได้เหมือนกัน ผู้มาบวชเป็นเพียงผู้มาบวชได้บริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด โภคขันธา ปหายะ ญาติปริวัตตัง ปหายะ ชีวิตก็ทำงานช่วยสังคมไป คุณไม่เก่งในทางธรรม ไปพูดบรรยายธรรมะไม่ได้ ชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่น ทำไมพระพุทธเจ้าให้บิณฑบาตเลี้ยงตนด้วยปลีแข้งจนตาย บวชเสร็จต้องให้เลย ตอนบวชก็ให้ถือนิสสัย 4 นิสัย 4 คือ เครื่องอาศัยของบรรพชิต หรือ สิ่งที่บรรพชิตพึงปฏิบัติ เพื่อการยังชีพ ประกอบด้วย 1. ถือบิณฑบาตเป็นวัตร 2. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล 3. อยู่โคนไม้ 4. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า จะบอกว่าเราคุยกันนี่เป็นติรัจฉานกถาหรือไม่? มีข้อหนึ่งในศีลธรรมนูญ ว่า มัชฌิมศีล ข้อ 7 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากติรัจฉานกถา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางจําพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยัง ประกอบติรัจฉานกถาเห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอํามาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องสงคราม เรื่องข้าว เรื่องนํ้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องท่านํ้า เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ เรื่องความเจริญ และความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ
พ่อครูว่า… ไม่ใช่ว่าไม่ให้พูด แต่พูดด้วยติรัจฉานกถาหรือไม่ต่างหาก? อย่าพูดแบบโง่ๆแบบเดรัจฉาน ไม่ได้แปลว่าไม่ให้พูดเรื่องพวกนี้ นี่ก็คือแปลอย่างเดรัจฉานตั้งแต่เริ่มต้นเลย จะไปสอนอะไรใครได้ คือที่ว่าไม่ให้พูดคือพูดเรื่องเหล่านี้อย่างโง่ๆ ส่งเสริมกิเลส การพูดส่งเสริมกิเลสนั่นแหละติรัจฉานกถา แต่ถ้าพูดขัดเกลากิเลสไม่ใช่ติรัจฉานกถา แต่เป็นคำพร คำประเสริฐ คือเราจะไม่พูดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร แต่พูดกันแล้วเป็นไปเพื่อขัดเกลาหรือสะสมกิเลส ถ้าสะสมกิเลสคือติรัจฉานกถา การพูดเรื่องการงาน เรื่องการเมือง จะเป็นติรัจฉานกถาหรือไม่ก็อยู่ที่ลดกิเลสหรือไม่? แล้วเขาบอกว่าไม่เห็นคุยเรื่องธรรมะเลย นี่อาตมาว่า คนอโศกนี่พูดแต่เรื่องธรรมะจนไม่ค่อยพูดเรื่องอื่นๆเลยมากกว่า เขาก็เรียนกันผิดเพี้ยนไป แล้วคนที่คุยกันนี่ไม่เป็นการปฏิบัติธรรม ...พระพุทธเจ้าเคยตรัสถามภิกษุที่เข้าพรรษาร่วมกันว่า เป็นอย่างไรอยู่กันอย่างสงบดีไหม? ภิกษุก็ว่าสงบดี แล้วสงบคืออย่างไร...ภิกษุตอบว่าก็อยู่กันอย่างไม่พูดกันเลย พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า โมฆบุรุษ นี่คือเลยเถิดไปไกล ท่านให้พูดกันได้ แต่ไม่ให้พูดติรัจฉานกถา มีในไตรปิฎกว่าพระพูดธรรมะกันข้ามคืนเลย แล้วอีกอันหนึ่งพระพุทธเจ้าสรรเสริญกันว่าสงฆ์อยู่กันเป็นหมู่ แม้แต่ในเนื้อหาอานาปานสติ ท่านก็บอกว่าหมู่สงฆ์น่าเลื่อมใส อยู่กันอย่างเงียบเสียง แต่ว่าพร่ำสอนกันอยู่ 10 รูปบ้าง 20 รูปบ้าง 40 รูปบ้าง มีนัยลึกซึ้งคือท่านไม่พูดติรัจฉานกถา แต่พูดเพื่อละหน่ายคลาย แต่ เงียบ เสียง อาตมาเห็นใจคนอ่านไตรปิฎกแล้วมีจิตโน้มไปไม่อยากอยู่กับผู้คนอีก แล้วไตรปิฎกเถรวาทก็เอียงไปทาง ฤๅษี ตามพระมหากัสสปะ แล้วฉบับหลวงที่แปลมาเป็นภาษาไทยเป็นหลักนี่ เป็นการเอียงไปทาง ฤๅษี ติดสงบ ถ้าไม่ลึกซึ้งไม่เข้าใจไม่มีสภาวะแท้ก็น่าสงสาร ของท่านไม่ผิดนะ แต่ว่าเอาความเห็นของตนใส่ไป แล้วตนก็ไม่มีสภาวธรรมะที่ลึกพอ อาตมาก็เลยบางทีต้องเอาตามบาลี บาง ที ก็ ใช้ขันธ์ในอดีตบ้างซึ่งก็ยากที่จะตรวจสอบ เราปฏิบัติธรรม โดยเรารู้ว่าเราทำตามโพธิปักขิยธรรม 37 ทำกาย เวทนา จิตธรรม มีสัมมัปปธาน 4 สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 โดยมีสัมมาทิฏฐิ ว่าทำทานที่ลดกิเลสเป็นไหม? มีศีล มีผลที่ปฏิบัติได้ลดกิเลสไหม? แล้วมีวิบากที่ดีและเลว สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก ของคุณเป็นอย่างไร กรรมต่างทุกกรรมเราทำได้สัมมาไหม? รู้จักสังขารไหม? พ้นอวิชชาไหม? สังขารต่างๆก็เป็นสังขารทางจิต รู้ไหม? ไม่ว่ากายสังขารปรุงแต่งของอนาคามีก็ไม่ทุกข์แล้วเหลือแต่จิตสังขารที่ต้องทำต่อไป เราอ่านรู้ความเป็นสัตว์ ที่ผุดเกิดทางจิตวิญญาณได้ เป็นสัตว์เทวดา โลกีย์หรือโลกุตระ เป็นสัตว์นรก ก็เป็นชีวิตินทรีย์ เราอ่านออกหรือไม่ อ่านไม่ได้ก็มาฟังบรรยายแล้วเอาไปทำ ซึ่งอาตมามั่นใจว่าสัมมาทิฏฐิ พวกเราก็ฟังแล้วแม้ท่องไม่ได้ แต่เทียบเคียงสภาวะที่เรามีได้ บางอย่างอาตมาก็ยังท่องไม่ได้ แต่ว่าพอพูดคำบาลีออกมา พวกเราที่มีสภาวะพอฟังแล้วก็เข้าใจได้หรือแม้คำใหม่ก็ว่าใกล้เคียงสภาวะได้ เราก็ต้องอาศัยรากฐานพวกนี้ อาตมาต้องพูดบาลีไม่ใช่ว่าเก่งนัก แต่ทำไมต้องพูด ไม่เช่นนั้นจะหาว่าอาตมาพูดเอาเอง ก็ให้คุณไปตรวจสอบดูได้ ขนาดนี้ยังไม่ค่อยได้ กัน คนไม่เชื่อก็ตีทิ้งไปอีก ก็ต้องทำด้วยจำนน ไม่ได้มีกิเลสประกอบอยู่ เราทำในหลักต่างๆของพระพุทธเจ้า ก็เอามาตรวจสอบ อย่างหลัก อาหารของอวิชชา ในตัณหาสูตร 1. การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของการไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น) เป็นอาหารของความไม่สำรวมอินทรีย์ 6. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7. ทุจริต 3 เป็นอาหารของนิวรณ์ 5 8. นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ.. อวิชชา 9. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 62 ) ต่อไปเป็นการตอบประเด็น -การเรียนของพวกเรานั้นแบบใหม่ ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา หรือสูงสุดเป็นศีลเข้ม เต็มงาน สืบสานวิชชา ของเรานั้นจะประเมินผลอย่างไร? พ่อครูว่า… เราก็ต้องมีคะแนนทั้งสามอย่าง ต้องแจกแยกกันเพื่อให้ง่ายต่อการให้คะแนน แต่เราก็ค่อยๆปรับไป เราจะไปทำแบบทางโลกนั้นมันคนละทาง คนละแบบ ตอนแรกๆก็หนักหน่อย เป็นหัวเจาะ ข้อสำคัญคือทนเอาหน่อย อาตมาอยากจะแจกปัญญาบัตร ไม่แน่ 4 ปีจะได้แจกนะ แต่ไม่ได้ก็ให้ 5 ปีหรือมากกว่า เราไม่มีรีไทร์ พระพุทธเจ้าว่า 7 ปียกไว้ พวกเราต่อไปในอนาคต คนจะต้องยอมรับว่าเขาเรียนแล้วเขาได้จริง พวกเราไม่ต้องกลัวว่าจะไม่จบ อยู่ไป 20 ปีก็ว่าไป ดีไม่ดีได้อรหันต์ก่อนปัญญาบัตรก็ไม่เห็นเป็นปัญหาอะไร? -เรื่องการสอบนี่ มันเป็นอัตตา กลัวจะสอบไม่ได้ สอบไม่ได้ก็จะขายหน้า พ่อครูว่า… เราก็พิจารณาดีๆว่ามีเหตุปัจจัยอย่างไร จัดสรรเวลาให้ดี ในขณะที่เราเองยังไม่แบ่งว่า เป็นงาน มีคะแนนอย่างไร หรือศีลเด่นเป็นคะแนนอย่างไร อย่างอาตมานี่ ไม่มีคนช่วยหาวิธีให้คะแนนกัน บ้าน วัด โรงเรียน ก็อยู่กันแล้วจะให้คะแนนอย่างไร ก็ยังไม่ได้ดำริ มันใหม่จริงๆ มันยังไม่เคยมีในโลก เขาก็มีบ้างแต่ไม่ตรงอย่างเราทำกัน ก็ขอผลัดไปก่อน อีก 10 ปีจะได้หรือเปล่าไม่รู้นะ ก็รอผู้มาจัดสรรได้อยู่ อย่ากลัวการสอบ อย่างมากก็ตก -โยนิโสมนสิการ มีรายละเอียดอย่างไร พ่อครูว่า… โยนิโสมนสิการ เป็นคำที่ชัดมาก มนสิกโรติ ท่านแปลกันว่าคือการทำไว้ในใจ ซึ่งก็เหมือนไปตั้งอุปาทานไว้ แต่บางท่านก็แปลว่าทำใจในใจ ก็คือการทำตรงใจของเรา ทำมนสินี่แหละ ในมูลสูตรนี่ชัดมาก ใน 10 ข้อของมูลสูตร ต้องมี 1 .ความยินดี ถ้าไม่มีก็ยากเลย แต่ว่าแม้ว่ายาก นิพพานนี่แม้ยากแต่ว่าเหนือชั้นกว่าล่าลาภยศนี่ มีฉันทะเป็นมูลกา 2 .มีฉันทะเป็นแดนเกิด จิตมันจะเกิดใหม่ จะรู้จักสัตตาโอปปาติกา คุณต้องจับจิตอ่านจิตออก แล้วจัดการจิต พิจารณาตั้งแต่ กาย เวทนา จิต ธรรม มีสัมผัสเกี่ยวข้องข้างนอกแล้วอ่านใจ ว่าเหตุใดทำให้เราสุขหรือทุกข์ ทำการปหานเหตุ มันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุให้ทุกข์สุข แล้วก็มันไม่ได้มีตัวตนหรอก ต้องทำอย่างถ่องแท้แยบคาย เพราะมันไม่มีตัวตนรูปร่าง ในสัมมาทิฏฐิ คนนั้นจะต้องปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ เพราะคนส่วนมากก็มีอวิชชาก่อน ซึ่งต้องมีสัตบุรุษมากล่าวคำที่จริงให้เรารับรู้ เป็นสิ่งควรรับฟัง ซึ่งถ้าไม่ยินดีจะต่อต้าน อย่างอาตมานี่เขาต้านแล้วยึดแล้ว ซึ่งถ้าปรโตโฆษะได้ จึงเอาไปทำใจในใจให้เป็นให้ถูก คนเหล่านี้น่าสงสาร เพราะในสุริยเปยยาลสูตร ก็ต้องมีแสงอรุณเป็นนิมิตก่อนมีมรรคองค์ 8 ต้องมีมิตรดีก่อนมีโยสิโสมนสิการด้วย ซึ่งเขาไม่เข้าใจก็ไปปลีก เ ดี่ ยวแล้วยกห น อ ย่างหนอแล้วบอกว่ายกจิตสู่วิปัสสนา จิตว่างแล้วจะเกิดญาณปัญญาเอง ในขณะมีสมาธิกิเลสไม่ได้มากวนก็จะคิดได้เกินกว่าปกติ แต่ว่าคิดฟุ้งซ่านหรือคิดระลึกขันธ์ในอดีตก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นอาริยะก็ไม่มีขันธ์ในอดีตที่จริง แล้วก็คิดฟุ้งซ่านไปในอนาคตก็เพ้อเจ้อไปเยอะ สารพัด สรุปแล้วโยนิโสมนสิการเป็นตัวหลักแท้ๆเลย เป็นคำสำคัญหากไม่ได้ก่อนก็ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่ได้ จบ