571109_วิถีอาริยธรรมที่ปฐมอโศก พ่อครู+ส.ฟ้าไท เรื่อง ขุมทรัพย์มหาปวารณา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571109_รายการวิถีอาริยธรรม เรื่อง ขุมทรัพย์มหาปวารณา ที่ปฐมอโศก โดย พ่อครูโพธิรักษ์
ส มณะ ฟ้าไท … วันนี้วันที่ 9 พ.ย. 2557 ที่ปฐมอโศก รายการวิถีอาริยธรรม พ่อครูเทศน์เรื่อง ขุมทรัพย์มหาปวารณา เราก็สิ้นสุดงานมหาปวารณาที่ปฐมอโศกกันแล้ว ได้รับคำชมว่า ปฐมอโศกสถานที่ดูเรียบร้อยงดงาม แต่ว่าคนผู้สูงอายุมีมาก และมีศิษย์เก่ามามากทำให้ชุมชนดูคึกคัก ที่นี่ไม่มีแก่อยู่แล้ว เพราะผู้นำเราไม่มีแก่ ปีนี้มีโศลกธรรมว่า “วัฒนธรรมบุญนิยมนั้น ต้องไม่ใช้บุญ เป็นวิมานหลอกคน” พ่อครูว่า … ต้องทำความเข้าใจให้ชัดแล้วรู้ปรมัตถ์เนื้อแท้ของบุญ ของวิมานหลอกคน ถ้าเข้าใจเนื้อแท้ของบุญ อย่าใช้เป็นวิมาน แล้ววิมานคือส ิ่ งลอยลมที่ปั้นสร้างมาหลอกคน เป็นของลวงของอนาคต หรือสิ่งที่คนได้แล้วก็ชอบใจมนุษย์ต้องการ เป็นจินตนาการ ตรงกับศัพท์สมัยใหม่ว่า มโน ส มณะ ฟ้าไทว่า … อันนี้เป็นโศลกธรรมที่ดีมีสาระเข้ากับยุคสมัยที่งมงายกับบุญกับวิมาน หลอกกันหน้าตาเฉย แล้วนับถือกันว่าเก่งอีกต่างหาก มันซวย เชาเชื่อว่าได้ดีจริงๆ เชื่อกันสนิท มีโน่นมีหนี้ มีหนี้สินด้วย มีประเด็นที่พ่อครูเทศน์ในงานนี้ที่ว่า เวลาเราลดละปฏิบัติธรรม แล้วแค่จิตเราไปคิดเสพกิเลส ก็คือจิตวิญญาณเราออกนอกขอบเขตพุทธ เป็นคำสำคัญที่อาตมาจำไว้ต้องระมัดระวัง ต้องปหานกิเลสให้ได้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นจิตเราก็ออกนอกขอบเขตพุทธ พ่อครูว่า … ออกนอกปุญญักเขตตัง ที่พูดนี่ต้องหมายว่าผู้พูดก็ดี จะมีปฏิภาณรู้ว่าคำว่าบุญหมายถึงอะไร กิเลสหมายถึงอะไร ถ้าแม้ว่าเราไม่รู้ กิเลสเป็นอาการอย่างไร แล้วเราก็ปล่อยความรู้สึกไปเสพกิเลส ที่อาตมาว่า พอเร ิ่ มเสพกิเลสมันเร ิ่ มออกนอกขอบเขตพุทธ เราต้องอ่านอาการกิเลสออก เมื่อเรามีผัสสะ แล้วเรามีจิตไปเสพกิเลส กำลังออกนอกขอบเขตพุทธ ผู้ที่มี
อ่านต่อ
ปัญญาญาณเช่นนี้มีนิพพานเป็นที่หวังแน่ ปฏิบัติไปเรียนรู้พยายามไป แค่ความรู้สึกว่าเรารังเกียจกิเลส ดูหน้ามันไปเรื่อยรังเกียจกิเลสไปเรื่อยๆ มันอยู่กับเราไม่ได้หรอก ขอให้ปฏิบัติได้ถูกเถอะ ส มณะ ฟ้าไทว่า … รู้สึกว่ามีกำลังใจมากเลย เราเป็นเสขบุคคลซึ่งพ่อครูรู้จักโลกเรา ที่เราไม่ค่อยรู้จักโลกตัวเอง พ่อครูก็ต้องแซะโลกเราออกไป เราเหมือนดาวเคราะห์ไม่มีแสงในตนเอง พ่อครูเหมือนดาวฤกษ์ที่ส่องสว่างให้เรา อย่างไรก็อยู่ใกล้พ่อครูไว้ก่อน กิเลสเราก็จะลดไปแน่ ทุกอย่างเป็นสัลเลขธรรม มีตัวธรรมะตลอด ไม่นอกขอบเขตก็พาไปสู่นิพพานตลอดเวลา เราได้นิพพานก็สบายจะเกิดหรือตายก็ได้สบายมาก เรามางานนี้ก็ได้มาสร้างบุญได้ชำระกิเลสได้ถูกขัดเกลา หรือขัดเกลาตนเองบอกขุมทรัพย์กัน โดยธรรมชาติในการปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธ ตอนประชุมการศึกษาพ่อครูบอกว่าชาวอโศกเจริญขึ้น ดูที่ไหน เช่นชาวอโศกมีโสดาบันลดลงแต่มีสกิทาคามีเพ ิ่ มขึ้น หรืออนาคามีเพ ิ่ มก็เจริญขึ้น มองว่าเรามีอาริยคุณมากขึ้นหรือไม่? แต่ละวินาทีๆ ขึ้นอยู่กับบุญบารมีกับความพากเพียรของเราด้วย ใครพากเพียรมากก็จะได้มาก ศาสนาพุทธไม่ใช่ว่าฟังแล้วได้บรรลุพรวดๆก็ยาก ต้องเข้าใจแล้วไปปฏิบัติจริง แล้วมาฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ฟังนับครั้งไม่ถ้วน ขนาดพ่อครูยังเทศน์หลายครั้งย้ำซ้ำทวนให้เราเลย สมณะฟ้าไทว่า … มีผู้เขียนจดหมายถึงพ่อครูว่างานมหาปวารณาปีนี้ _ ได้พบผู้ที่ถูกลงทัณฑ์ในหมู่พวกเรา ให้ออกจากชุมชน มีหนังสือเวียนไปหลายชุมชน แต่ว่าเขาเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มในงานนี้อย่างเปิดเผย คนที่รับรู้เรื่องนี้แล้วเป็นวงกว้าง แล้วเหมาะสมไหม? แล้วได้ข่าวว่า สังคมอโศกสนับสนุนคนที่ผิดศีล ผิดลูกผิดเมียคนอื่น มีคนไปบอกให้เขากลับแต่เขาไม่กลับทำให้ดูเหมือนเราหรือหมู่เป็นคนไม่เมตตา... 1. เขามาในงานนี้คนรับรู้ในวงกว้าง มาพบเห็นคนคู่นี้ในงานใหญ่งานรวม เขามาในงานนี้เหมาะสมไหม? พ่อครูว่า… เมื่อยังไม่มีการตกลงกันจริงว่ามาได้หรือไม่ก็เหมาะสมที่จะมาได้ เพราะไม่ได้เกิดการรับรู้กันทั่ว แต่มาเลย เหมือนเราได้รับการปลดทัณฑ์แล้วก็ไม่ควร 2. เขาได้รับการชักชวนให้มาจากคนที่ใกล้ชิดพ่อครู แล้วสามารถขอให้ยกโทษให้ได้ เขามาขอพ่อครูจริงหรือไม่? พ่อครูว่า… อาตมารู้แต่ของตนเอง เขามาขอจริง แล้วเขารับผิดชอบตนเองหรือไม่อาตมาไม่รู้เขา แต่มาขอแล้ว อาตมาตอบแค่นี้เพราะถามมาแค่นี้ 3 .สังคมอโศกสนับสนุนคนผิดลูกผิดเมียชาวบ้านหรือไม่? พ่อครูว่า… เราไม่สนับสนุนอยู่แล้ว เขาถามเพื่อจะย้ำตอกลิ่มเข้าไปอีก 4 .มีผู้ไปพูดไปบอกญาติธรรมฝ่ายหญิงให้ไปกลับ ว่ามาอย่างนี้ไม่เหมาะ ทำให้ดูเหมือนเรา หมู่ไม่เมตตาเขาจริงหรือไม่? พ่อครูว่า… การตำหนิ ลงโทษ โดยสัจจะคือความเมตตา ของผู้รู้สัจจธรรม จนกลายเป็นกฎเกณฑ์ของสังคม การลงโทษเป็นเมตตา แต่ว่าถ้าลงโทษโดยไม่มีเหตุผล ทำโดยบำเรออารมณ์นี่คือไม่เมตตา แม้จะดุ ในขณะดุ ผิดจริง แล้วตัวผู้ดุก็ยังไม่มีสติรู้ตัวว่าเขาผิด แล้วก็ดุด้วยไม่รู้ว่าเมตตา แต่รู้ว่าเขาผิดก็ดุ อันนั้นก็คือเมตตา เขาดุว่าเขารู้ว่าผิดแล้วปรารถนาดีอยากให้ทำถูก นั่นคืออาการเมตตาจริง แต่ถ้าดุโดยที่ไม่เมตตาแล้วดุโดยไม่รู้ว่าเขาผิดจริงหรือไม่ อย่างนี้ไม่เมตตา บำเรออารมณ์โกรธ 5 .โดยส่วนตัวชื่นชมเขาทั้งสองมาก่อน แต่ว่าพอเขาทำผิดก็รู้สึกผิดหวังมาก ยิ่งเขาเปิดเผยเรื่องกามแบบปกติ ทำเป็นไม่รู้เรื่องก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี แล้วสังคมอโศกควรเป็นแบบนี้หรือไม่? เหมือนอย่างโลกเขาที่เห็นว่าเรื่องผิดศีลธรรมเป็นเรื่องปกติ พ่อครูว่า… ไม่ควรหรอก แต่มันเป็นขึ้นมาก็เป็นบทเรียนเป็นตัวอย่าง ว่าคนผิดควรอ่อนน้อมถ่อมตนควรสำนึก อย่าทำดึงดันดื้อด้าน ถ้าทำแบบนั้น มันจะก่อเกิดภาวะทำให้คนเกิดปฏิกิริยา เมื่อกี้นี้คงมีคนหลายคนคิดว่าเมื่อมาบอกอาตมาก็ถือว่าอนุญาตซึ่งอาตมาเองวางตัวยาก ที่พูดนี่อาจจะหวาดเสียวเหมือนกัน จะลองดู อาตมาไม่มีเจตนาร้ายอะไร เป็นความรู้ลึกซึ้ง อย่างในหลวง หลายอย่างท่านวางพระองค์ยาก เช่น รัฐบาลที่ตั้งขึ้นแล้วทูลเกล้าฯ คนที่ยี้ไม่ควรเลย หลายอย่างทูลเกล้าฯไป ท่านก็จำเป็นต้องลงพระปรมาภิไธยมา ถ้าไม่ลงให้ก็ยากเพราะผู้บริหารเขามีน้ำหนัก ถ้าไม่ให้ก็หักหน้ามากเกินไป ยากมากเลย นี่คือเรื่องของสังคม นี่ยกตัวอย่างใหญ่ ชัด ฉันเดียวกัน อาตมาก็วางตัวลำบาก แต่อาตมาก็ไม่พูดอะไรได้มาก เขาอยากให้อนุโลมอนุญาตนะ นิรโทษกรรม ต่างๆนานา อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะคนก็เยอะแยะ เขาก็ถือว่าความน ิ่ งของอาตมานี่ใช ่ แต่อาตมาก็ว่าแล้วแต่คณะกรรมการนะ เพราะเราอยู่กันอย่างสังคมองค์รวม แล้วเขาก็โมเมว่าผ่านอาตมาแล้ว เหมือนอาตมาเป็นเครื่องกรองแสงว่าผ่านแล้วก็สะอาดเลย มีคนมาถามอีกอาตมาก็พูดอย่างเก่า จะให้อาตมาแข็งกว่านี้ใช้เผด็จการเลยมันก็ไม่สวย ส มณะ ฟ้าไทว่า … ในการบริหารงาน พ่อครูน่าจะเป็นด่านสุดท้ายที่มาถาม ให้ผ่านหมู่กลุ่มก่อน ถ้านักบริหารที่ดีต้องคุยในคณะเล็กก่อน แล้วถ้าตัดสินไม่ได้ก็เข้าหาหมู่สงฆ์หากสงฆ์ไม่ได้ก็ค่อยไปหาพ่อครู พ่อครูว่า … แล้วมาหาอาตมาก่อนเพื่อเอาไปให้คนอื่นรับได้ อย่างนี้ไม่ถูกต้องนะ ส มณะ ฟ้าไทว่า … หมู่กลุ่มเราขยายใหญ่มากขึ้น เรื่องต่างๆก็เข้ามามากขึ้น แม้แต่เด็กก็ต้องตั้งชื่อ อยู่ในท้องก็ตั้งชื่อให้ซึ่งมีเรื่องราวมากมาย หากพวกเราอยากให้พ่อครูอายุยืนยาว เราก็ต้องเติบโตขึ้น ให้ในที่ประชุมชัดเจน แล้วก็นำไปรายงานพ่อครู ซึ่งบางทีพ่อครูก็เอาตามหมู่ อย่างเรื่องเปลี่ยนเป็นชุดขาวจะเปลี่ยนเป็นชุดอื่น พวกอาตมาก็ไม่ยอม พ่อครูก็เอาตามใช้ชุดขาวต่อ แต่ต่อมาก็ยอมเปลี่ยนตามพ่อครูในที่สุด ที่จริงเราน่าจะเคารพความเห็นของท่านมากกว่าที่จะให้ท่านยอมรับความคิดเห็นของเรา แต่ไม่ใช่ว่าพ่อครูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต ะ ต้องไม่ได้ แต่ก็ต้องรู้การประมาณ กาละเทศะ แล้วเราก็ต้องเติบโตเป็นพี่ที่ดูแลน้องได้ต่อไป ตอนงานว.บบบ.ปีแรก อาตมาเห็นใจพ่อครูมาก อาตมาก็ตึงเหมือนกัน มันวุ่นวายไปหมดทั้งที่เรื่องเยอะ พ่อครูเบิกบานได้ อาตมาก็ตึงเป๊ะเลย เราต้องจัดสรรให้ดี พวกพี่ทั้งหลายต้องแข็งแรงขึ้น พี่ๆต้องจัดสรรเอาภาระกันก่อนชัดเจนแล้วจะพัฒนาไปได้ พ่อครูนี่ให้ท่านสอนธรรมะปรมัตถ์แค่นี้ก็หนักมากแล้ว อย่างอื่นให้พวกเราช่วยกันตัดสินช่วยกันทำดีกว่า นี่ถือว่าเป็นงานปวารณากันนะ รับกันไปคนละนิดหน่อย พ่อครูว่า … ปวารณาแปลว่ายอมให้ว่ากล่าวได้ จะสำนึกหรือไม่ก็อยู่ที่เจ้าตัว ใครเกี่ยวข้องโยงใยกันไปหลายช่วงก็เมตตากัน สำนึกช่วยเหลือกัน คนละนิดคนละหน่อย ก็แก้ไขตัวเอง เพราะอะไร แต่ละคนๆ ที่ข้อบกพร่องอะไร เอาเหตุปัจจัยที่เกิดมาตรวจสอบข้อบกพร่องอะไร ถ้าตรวจแล้วไม่มีบกพร่องก็ตรวจให้ชัด อย่าลำเอียงเข้าข้างตนเอง พวกเราศึกษาพวกนี้มันเรื่องลึกซึ้ง เรื่องปฏิภาณปัญญา สายปัญญาจะมีเหตุผลเป็นเงื่อนไข ในการศึกษา ส่วนสายศรัทธาศึกษาแต่จิต ไม่ค่อยชอบคิดวิจัยเหตุผลไม่ถนัด ฝึกแต่จิตๆๆไปก็เลยแคบ เอาแต่จิตไม่มีเหตุผลก็แคบ แต่ถ้าเอาแต่เหตุผลไม่เอาจิตก็กว้างกระจายไม่จบ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าให้เข้าหาความพอเหมาะพอดีส่วนกลางให้ได้ เมื่อมันผิดแล้วหลุดจากกรอบปุญญักเขต ไม่ปโหติ (เหมาะสม) เลยไปด้านปัญญาฟุ้งก็ผิด เลยไปทางจมดิ่งก็ผิด ท่านว่าไม่ลอยก็จม มีสองทิศ ตั้งแต่ละเอียดถึงหยาบ คนต้องรู้ความพอเหมาะพอดี จะเรียกว่าทางสายกลางก็ต้องรู้ว่ากลางอย่างนี้ ไม่ได้หมายเอาแค่รูปธรรม แต่ว่ากลางอย่างนี้คือจิต เราต้องรู้ฝ่ายลอยปัญญา สว่างจ้าเกินไป อีกฝ่ายก็มืด ดับสนิท พระพุทธเจ้าให้เรียนใหญ่หยาบก่อน เราจะสัมผัสความจริงเป็นส่วนๆแล้วจะรู้ความจริงสภาพพอดีในใหญ่หยาบ กลาง ละเอียดพอดีอย่างไร จะให้ลงตรงกลางไม่มีความเข้าใจผิด ไม่มีมัว ที่มืดมิดก็ไม่มี หรือว่าสว่างอย่างไรไม่มัวไม่ชัดก็ไม่เอา ให้คมชัด แม่นจริงเต็ม ไม่มีอะไรเหลื่อมซ้อน มันตรงเป๊ะเข้ารูปให้ได้ นี่คือสัจจะที่พูดถึงนามธรรม แม้พวกเรายังไม่มีความคมชัด แต่ต้องฝึกให้เห็นรู้ชัดได้จริงๆ พ่อครูว่า… วันนี้มีคอลัมน์ สมาธิชาวบ้าน โดย อ.บูรพา ผดุงไทย ตอน จิตประภัสสร (21 April 2556) เขียนในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์มาอ่านให้ฟัง ซึ่งไม่ได้เข้าสู่ปรมัตถ์จิตเจตสิกเลย ในขันธ์ 5 มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในปรมัตถ์มี จิต เจตสิก รูป นิพพาน คำว่ารูปในปรมัตถ์จึงไม่ได้หมายถึงรูปในขันธ์ 5 เพราะมันคนละระดับ การใช้พยัญชนะโดยไม่เข้าใจลักษระรูปนามที่ชัดลึก และรูปมีอีกอย่างคือ รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ คำว่ารูปนี่ ถ้าเป็นนามธรรมที่เป็นธาตุรู้ แต่ถูกรู้โดยธาตุรู้อีกที เช่น เวทนาเป็นธาตุรู้ แต่ว่าเรามีจิตเจตสิกที่เป็นปัญญาไปรู้ชัดว่าอารมณ์อาการเช่นนี้เรียกว่าสุขเวทนาแล้วนั้น อาการสุขก็คือรูปแล้ว เป็นนามรูป ความรู้สึกสุขทุกข์นั้น เราต้องใช้ญาณปัญญาไปอ่านของตนได้เท่านั้น ของคนอื่นเราไปรู้ไม่ได้ ยิ่งกว่าช้อนในชามแกงอีก เพราะมันไม่รู้รสแกง คุณต้องสัมผัสอาการของคุณเอง ชามแกงคือตัวคุณ น้ำแกงก็คืออารมณ์ของคุณเอง คุณต้องสัมผัสรู้อารมณ์ของคุณเอง ของตนเอง เอโก ไม่ใช่ว่าไปรู้ของคนอื่น ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 อัชฌัชตังอรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ พวกเราที่อยู่ฟังนี่ ก็เป็นพวกเหลือเดนแต่ที่จริงเป็นแก่นนะ ส่วนพวกเปลือกกระพี้ก็กระเด็นหลุดไปแล้ว เขาก็ว่าจะไปฟังรีรันได้แต่ว่าการได้มาสัมผัสในปัจจุบันนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธเจ้าสอนไว้ในวิโมกข์ 8 ว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อยู่ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย องค์ประชุมนอกและในจึงลึกซึ้งที่สุด มีสิ่งปรากฏมีนามและรูปอยู่ปัจจุบัน จึงได้ อาตมาจะอ่านบทความของอ.บูรพา ผดุงไทย....ไม่ยาวหรอก … _อ.บูรพา ผดุงไทย… การฝึกปล่อยวางจิตไม่ยึดมั่นถือมั่น อารมณ์ที่เรายังเกิดเสียใจเมื่อบางสิ่งสูญสลาย เสียหาย เกิดจากจิตเราไปยึดว่าเป็นของเรา ใส่ความรู้สึกต่างๆ ผูกติดกับสิ่งนั้น ย่อมเกิดเป็นความรู้สึกต่างๆ ครั้นเมื่อฝึกจิตให้เข้าสู่ภาวะเดิมแท้ เราจะไม่มีจิตของเรา จิตที่เคยหลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจิตของเราวิญญาณของเราหมดไป ภาวะนี้ต้องเป็นปัญญาพระนิพพานถึงปล่อยได้ ความสะสมทั้งกรรมดีกรรมชั่วต่างๆ ที่มีอยู่ในจิตของเรา วิญญาณของเรา จะปล่อยเป็นธรรมชาติหมดไม่เหลืออะไร มีคำถามว่า สิ่งที่เคยรู้ผ่านจิตผ่านวิญญาณต่างๆ เมื่อตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปเปรียบเหมือนตัดมือตัดเท้า ไม่มีเครื่องมือ ตัดหมดทุกสิ่งที่เคยใช้เครื่องมือ ในที่สุดไม่มีอะไรจะผ่านเป็นเจ้าของถึงการจบรู้แล้วโดนตัดหมด อวิชชาหมดไป ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณต่างๆ ตัด เขาคืนความเดิมแท้ไปหมด ถึงรู้อยู่ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ หมดสภาพไปเองโดยปริยาย ถึงจะรู้ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ ว่างอยู่อย่างนั้นตลอด ไม่มีสิ่งใดให้ไปหลงยึดมั่นถือมั่น และเป็นธาตุรู้ดิบลงไป ไม่มีปรากฏ เป็นอาการนิ่งเฉย สงบ สว่าง และไม่รับรู้ อาการนิ่งเฉย พ่อครูว่า… อาตมาขออภัยที่ภูมิรู้อาตมาว่านี่คือนัตถิกทิฏฐิ พระพุทธเจ้าเห็นว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของจิตเดิมแท้ที่จะปล่อยวางจิตไปถึงอาการเดิมแท้ ย้อนกลับมาอย่างเราปฏิบัติตอนจิตถูกครอบงำ อวิชชาหลากหลายคลอบงำเรา ให้เราเห็นว่าจริง ให้เห็นว่าโลกนี้จริง สมมติโลกจริง เห็นตามที่บอก เมื่อจิตเรามีความตั้งเริ่มเห็นกิเลสแบบหยาบๆ ด้วยภูมิปัญญาของเราเบื้องต้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นโลกิยภูมิ คือเห็นความจริงของทุกข์ เห็นสิ่งต่างๆ เช่น มีหินก้อนหนึ่งตั้งอยู่ตามธรรมชาติ เป็นหินอะไรไม่รู้ เราไปเอาหินนั้นมา บอกเป็นของเรา คิดว่าหินก่อนนี้ดี สวย ใส่ความรัก ไปผูกพัน อยู่ๆ มีคนทำตกแตก ความยึดมั่นถือมั่นมีเท่าไหร่มันก็เกิดทุกข์เท่านั้น เท่าที่มันมีความรักใส่เข้าไป คนอื่นไม่เสียใจ เพราะไม่ใช่เจ้าของ เมื่อก่อนหินตั้งอยู่ตามธรรมชาติ คนเอาเป็นเจ้าของยึดถือมั่นเรื่อยๆ พอหินแตกก็เสียใจ อำนาจความเป็นเจ้าของมันนำความทุกข์มาให้เราพิจารณาแล้วไปเห็นจริงตามนี้ เมื่อหลายพันปีที่ใครบรรลุธรรมรู้เรื่องนี้ เช่นทุกวันก็รู้อย่างนี้ อนาคตต่อไปใครเข้าไปถึงธรรมะข้อนี้ก็รู้แบบนี้ เหมือนกันแสดงเห็นว่าธรรมะนี้เป็นความจริง ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติเวลาไหนก็รู้เช่นนี้ อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ใครปฏิบัติก็รู้อย่างนี้ เพราะเป็นความจริ ง พ่อครูว่า… เป็นภาษาโวหารไม่ผิดเลย เรื่องก้อนหินใครก็เข้าใจและทำง่าย แต่ว่าถ้าเป็นอารมณ์สุขล่ะ คุณจะวางได้จริงไหม? พระพุทธเจ้าว่าให้ดับที่เหตุแห่งอารมณ์สุขทุกข์นั้นเสีย หากจะกล่าวถึงธรรมะขั้นพระนิพพานต้องเพียรฝึกขั้นสูงกว่านี้มาก ต้องกล้าพิจารณา ฝึกฝนเข้าไปอีก เพราะต้องสวนความรู้สึก การฝึกปล่อยการวางเป็นการสวนความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น เมื่อทำแล้วจะตอบสนองความรู้สึกของอวิชชาได้ดี การปล่อยการวางทำได้ยาก แต่ต้องทำต้องเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเกิดปัญญาก็สามารถทำได้ เพราะหากไม่เกิดปัญญาย่อมทำได้ยาก "ปัญญา" อย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เกิดปัญญาย่อมได้แค่เพียงพอรู้ธรรมแบบสะสมบุญ ไม่ได้รู้แบบพระนิพพาน รู้ว่าทำอะไรแล้วจะได้อะไร ทำอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนี้ ไม่ได้รู้แบบปล่อยวาง ยังเป็นความคิดทางโลกที่ใส่อันนี้ไป ต้องได้อย่างนี้ ซึ่งในความเป็นจริง ปัญญาธรรมมันมีหลายระดับ เมื่อเราเริ่มต้นฝึกฝนเรื่อยๆ ควรทำต่อเนื่องให้ก้าวหน้าถึงธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป. พ่อครูว่า … เลยไม่รู้ว่าจะสรุปจบอะไร ในตอนจบ อันนี้แหละขออภัยอ.บูรพา ที่เอามาอธิบาย แต่ก็เพื่อการศึกษาสัจธรรม มาดูที่พระไตรปิฎก.... 3 . สมณพราหมณสูตรที่ 1 [ 38 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้จักชราและมรณะ ไม่รู้จักเหตุเกิด แห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึง ความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักชาติ ... ไม่รู้จักภพ ...ไม่รู้จักอุปาทาน ... ไม่รู้จักตัณหา ... ไม่รู้จักเวทนา ... ไม่รู้จักผัสสะ ... ไม่รู้จักสฬายตนะ ... ไม่รู้จักนามรูป ... ไม่รู้จักวิญญาณ ... ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร ไม่รู้จัก ความดับแห่งสังขาร ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้นจะสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือสมมติว่าเป็นพราหมณ์ ในหมู่พราหมณ์ หาได้ไม่ แลท่านเหล่านั้นมิได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของ ความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ [ 39 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้จักชราและมรณะ รู้จักความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักชาติ ... รู้จักภพ ... รู้จักอุปาทาน ... รู้จักตัณหา ... รู้จักเวทนา ... รู้จักผัสสะ ... รู้จักสฬายตนะ ... รู้จักนามรูป ...รู้จักวิญญาณ ... รู้จักสังขาร ... รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร รู้จักความดับแห่งสังขาร รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล สมมติได้ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้ว ย ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ จบสูตรที่ 3 พ่อครูว่า… สังขารเป็นปัจจัยของอวิชชา คนนั้นต้องตามตัวปัจจัยตัวแรกของอวิชชาคือสังขาร เพราะสังขารเป็นตัวสำคัญมากที่ต้องศึกษา แจกเป็น กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร แล้วต้องเรียนรู้สังขารที่ปรุงแต่งโดยเรา แม้เราเก็บข้างนอกก็ไปปรุงข้างในหรือแม้ทำลายที่ใจ ทำให้ใจตนเองเลวลงก็คือกรรมใจตนทำเอง คุณไปยึดถือมา ใครด่าคุณ คุณก็เก็บคำด่ามาคิดมาเศร้าหรือเอามาเป็นสุข มันส์ดีพวกซาดิสม์ บางอย่างอาตมาไม่กล้าเหมือนเขานะ อย่างจะฆ่าคนนี่อาตมาไม่กล้านะ บอกตนเองแม้เขาจะทำร้ายทำลายเราอย่างไร เราก็ไม่กล้าจะฆ่าเขาหรอก อาตมาไม่กล้า ใจไม่ถึง คือเพื่อนมันไปเสียเงินค่าโสเภนี เสียไปตั้งพันห้า อาตมาว่าเขากล้าเสียตั้งมาก เพื่อไปบำบัดความใคร่ ความกล้าอาตมาไม่มี เสียดายสตังค์ตั้งพันห้า บางคนเสียที่ดิน รถ หรือทรัพย์สินเพื่อให้ได้เสพสมกับผู้หญิง เราเห็นว่าไม่มีค่า แต่เขาเห็นว่ามีค่ามากมาย คนเห็นคุณค่าหรือยึดติดต่างกัน เราเห็นว่าเป็นของสวะมากเลย ใครตัดเหตุแห่งสุขทุกข์ได้ก็จบ คนที่บรรลุแล้ว จะรู้จักสิ่งมีและไม่มี คำว่ามีหรือไม่มีก็คืออันนี้เอง คนที่รู้แล้วว่าความมีหรือไม่มีคืออะไร สุดแห่งความไม่มีคือปรินิพพาน แต่ถ้ายังพูดถึงความมีอยู่ก็อย่าทิ้งเหตุปัจจัย การปฏิบัติธรรมหากใครไม่รู้จักสังขาร ก็เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ การที่คุณได้แต่คิดตรรกะ คิดอยู่ล้านๆชาติก็ไม่มีวันบรรลุ คุณก็จะรู้วนไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆ เหมือนมหายานที่เขามีโศลกว่าคิดได้นะว่านิพพานแต่ก็เป็นนิพพานตรรกะ พวกเซ็นนี่มีเยอะ แต่พวกดับด ิ่ งนั่งหลับตานี่ก็สนิทมืด ไม่รับรู้เลย การกำจัดด้วยวิธีกดข่มมันไม่จริง ต้องใช้ปัญญาวิปัสสนา เห็นความไม่เที่ยง 4 . สมณพราหมณสูตรที่ 2 [ 40 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้จักธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักธรรมเหล่าไหน ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่าไหน ไม่รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่าไหน ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่า ไหนคือ ไม่รู้จักชราและมรณะ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักปฏิปทา ที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักชาติ ... ไม่รู้จักภพ ... ไม่รู้จัก อุปาทาน ... ไม่รู้จักตัณหา ... ไม่รู้จักเวทนา ... ไม่รู้จักผัสสะ ... ไม่รู้จักสฬายตนะ ... ไม่รู้จักนามรูป ... ไม่รู้จักวิญญาณ ... ไม่รู้จักสังขารไม่รู้จักเหตุ เกิดแห่งสังขาร ไม่รู้จักความดับแห่งสังขาร ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร ชื่อว่าไม่รู้จักธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จัก ความดับแห่งธรรมนี้ ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จะสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ หาได้ไม่ และท่านเหล่านั้นมิได้กระทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ [ 41 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้จักธรรมเหล่านี้ รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จัก ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักธรรมเหล่าไหน รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่าไหน รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่าไหน รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่าไหน คือ รู้จักชราและมรณะ รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ รู้จักความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักชาติ ... รู้จักภพ ... รู้จักอุปาทาน ... รู้จักตัณหา ... รู้จักเวทนา ... รู้จักผัสสะ ... รู้จักสฬายตนะ ...รู้จักนามรูป ... รู้จักวิญญาณ ... รู้จักสังขาร รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร รู้จักความดับแห่งสังขาร รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร ชื่อว่ารู้จักธรรมเหล่านี้ รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จัก ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล สมมติได้ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ จบสูตรที่ 4 5 . กัจจานโคตตสูตร [ 42 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระกัจจานโคตต์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้อง เชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [ 44 ] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 นี้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง 2 นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 5
พ่อครูว่า … พูดไปแล้วผู้ไม่มีสภาวะหรือผู้ไม่ใกล้สภาวะ ถ้าจะใช้ความคิดตรรกะ แม้ฉลาดอย่างไรก็จะงง โลกจะหมุนเลย คนไม่มีสภาวะพอผ่านแล้วฟังอาตมาเสร็จ คุณจะ concentrate อย่างไร ถ้าเข้าใจได้ก็ตอนที่คุณฟังอาตมานั้น แต่พอผ่านไป 5 วินาทีก็จะหมุนแล้วยากจะอธิยายได้
คุณเป็นผู้ที่ไม่มีแล้ว แต่คุณก็ยังเป็นผู้มีอยู่ คือมีความเป็นขันธ์ 5 ที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นผู้ที่มีอยู่ในโลก แต่เป็นผู้ที่มีความไม่มี เหลือแต่ขันธ์ที่เป็น เป็นภาราหเว ปัญขขันธา แต่สิ้นทุกข์แล้ว .... จบ