571123_วิถีอาริยธรรม สันติฯ พ่อครู+ส.เพาะพุทธ เรื่อง ปฏิบัติลืมตาคือสมาธิพุทธ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571123_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สันติอโศก เรื่อง ปฏิบัติลืมตาคือสมาธิพุทธ โดยพ่อครูโพธิรักษ์

ส.เพาะพุทธ … วันนี้วันที่ 23 พ.ย.2557 ที่สันติอโศก รายการวิถีอาริยธรรม พ่อครูเทศฯ์เรื่องปฏิบัติลืมตาคือสมาธิพุทธ วันนี้ เข้ารายการช้าไป 20 นาที พ่อครูปรารภพว่า ดีเนาะ ยังไม่ถึง ครึ่งชม. ต่อเนื่องคำว่า “ดีเนาะ” มีที่พ่อครูอธิบายไว้ที่บ้านราชฯ มีคนถามพ่อครูเรื่องหลวงพ่อดีเนาะ ล่าสุดพ่อครูนำเสนอ อาตมาอ่านเรื่องนี้อาตมาเข้าใจว่า คงไม่ใช่อรหันต์ แต่พ่อครูตอบว่าอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ หลวงพ่อดีเนาะ ผู้มองโลกในแง่ดี ขอให้ทุกท่านลองอ่านดูเนาะ.. (big happy smile)... มีหลวงพ่อองค์หนึ่งซึ่งเลื่องลือกันว่า เป็นพระที่มีแต่ความสุข ไม่เคยมีความทุกข์ วันหนึ่ง โยมมานิมนต์ท่านไปเทศน์ที่บ้าน บอกท่านว่าจะมารับแต่เช้า หลวงพ่อก็นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที ท่านจึงว่า “ไม่มาก็ดีเหมือนกันเนาะ เราฉันข้าวของเราดีกว่า” ท่านฉันข้าวได้ไม่กี่คำ โยมก็มารับพอดี กราบกรานขอโทษที่มาช้าเหตุเพราะว่ารถเสีย หลวงพ่อจึงหยุดฉัน “ก็ดีเนาะ ไปฉันที่งานเนาะ” หลวงพ่อนั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับ คนขับบอก “รถเสียครับ” หลวงพ่อก็ว่า “ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ” คนขับง่วนอยู่กับรถพักใหญ่ ทำอย่างไรเครื่องก็ไม่ติด จึงออกปากขอร้องให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่แล้ว ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ แต่แทนที่จะบ่น ท่านกลับยิ้มแล้วบอกว่า “โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังเนาะ” แล้วท่านก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถจนวิ่งได้ ปรากฏว่ากว่าจะถึงบ้านงานก็เลยเที่ยงแล้ว หมดเวลาฉันอาหารไปแล้ว เป็นอันว่า วันนั้นหลวงพ่ออดข้าวทั้งสองมื้อ แต่เนื่องจากได้เวลาเทศน์แล้ว เจ้าภาพจึงนิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที หลวงพ่อก็สนองด้วยดี “ดีเนาะ มาถึงก็ได้ทำงานเลยเนาะ”ว่าแล้วท

อ่านต่อ

่านก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่เผลอตักเกลือใส่แทนน้ำตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปได้หน่อยก็บอกโยมว่า “ดีเนาะ”แล้วก็วาง ธรรมเนียมของญาติโยมที่ศรัทธาเกจิอาจารย์ เวลาท่านฉันท์อะไรเหลือ ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง ถือเป็นสิริมงคล แต่ลูกศิษย์ดื่มกาแฟแค่อึกแรกเท่านั้นก็พ่นพรวดออกมา “เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง !” “ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆ มานาน” หลวงพ่อว่า “ฉันเค็มๆ มั่งก็ดีเหมือนกัน” ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน จะแย่แค่ไหน หลวงพ่อก็มองเห็นแต่แง่ดี ท่านจึงไม่มีความทุกข์เลย เคยมีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับติดคุก ท่านก็ว่า “ก็ดีเนาะ มันจะได้ศึกษาชีวิต” หลวงพ่อดีเนาะมิใช่เป็นหลวงตาธรรมดาๆ หากเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีชื่อของจังหวัดอุดรธานี ที่ใครๆ ก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือทั่วประเทศ การประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นที่เล่าขานกันมากมายหลายเรื่อง เช่น มีผู้เล่าว่า กุฏิของท่านเป็นที่จับตาของโจรผู้หนึ่ง เพราะเห็นว่ามีสิ่งของมีค่ามากมายที่ญาติโยมนำมาถวาย วันหนึ่งได้โอกาสบุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิ พร้อมปืนในมือ “นี่คือการปล้น อย่าได้ขัดขืนนะหลวงพ่อ” หลวงพ่อแทนที่จะตกใจหรือโมโห กลับยิ้มให้โจรด้วยอารมณ์ดี และกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า “ปล้นก็ดีเนาะ” โจรแปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ จึงพูดว่า “ถูกปล้นทำไมว่าดีล่ะหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบว่า “ทำไมจะไม่ดีล่ะ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้าไอ้สมบัติบ้าๆ นี้ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมด ข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก” โจรตอบว่า “ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียว ฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิดปากเจ้าทรัพย์” หลวงพ่อก็ตอบเหมือนเดิม “ฆ่าก็ดีเนาะ” โจรแปลกใจจึงถามว่า “ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรล่ะหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบ “ข้ามันแก่แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร” โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ฆ่าหรอก” หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคย “ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ” โจรถามอีก “ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก” หลวงพ่อตอบว่า “การฆ่ามันเป็นบาป เอ็งจะต้องใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจเขาจะต้องตามจับเอ็งเข้าคุก เข้าตะราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก” ได้ยินเช่นนี้โจรเลยเปลี่ยนใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว” หลวงพ่อก็ตอบอีกว่า “ไม่ปล้นก็ดีเนาะ” มีผู้เล่าต่อมาว่า ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาปเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ขอให้หลวงพ่อบวชให้และอยู่ในผ้าเหลืองเป็นเวลานาน ส่วนหลวงพ่อมีคนให้ฉายาท่านว่า “หลวงพ่อดีเนาะ” มาจนทุกวันนี้หลวงพ่อดีเนาะ แห่งวัดมัชฌิมาวาส อุดรธานี เป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน อีกทั้งท่านยังมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ ไม่เคยว่าใครหรือจับผิดใคร เจอปัญหาอะไรๆ ก็พูดว่า “ดีเนาะ” ในที่สุดจึงได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์ เป็น “พระเทพวิสุทธาจารย์ สาธุอุทานธรรมวาที” ซึ่งแปลว่า ผู้สอนธรรมด้วยการเปล่งคำว่าดีเนาะ *** อ่านแล้วชอบมากเลยขอนำมาแชร์ต่อเนาะ..

ส.เพาะพุทธ … พ่อครูตอบแบบภาคเสธว่า...อาตมาว่าตอบยาก อาจเป็นอรหันต์ก็ได้ แล้วท่านก็ไปตามสมมุติสัจจะ มีปฏิภาณใช้วาจาภาษาจนคนโกรธไม่ลง ทำร้ายไม่ลง อาตมาจะไปตอบว่าท่านเป็นอาริยะ อรหันต์หรือไม่ก็ไม่ได้ แต่คนที่จะเอาสมมุติสัจจะมาใช้ได้อย่างนี้ก็เป็นอรหันต์ที่เยี่ยมเลย เอาเรื่องดีมาใช้ได้มากเลยก็เก่งมาก แต่ถ้าธรรมดาสามัญ แม้พระพุทธเจ้าก็จะว่าสิ่งไม่ดีเหมือนกันไม่ใช่ว่าดีเนาะอย่างเดียว พระพุทธเจ้าว่าสิ่งนี้ไม่ดีก็ตำหนิ บริภาษดุด่าว่าตามสมมุติ การจะใช้สมมุติก็อยู่ที่คนจะใช้ ส่วนจิตนั้นเดาเอาไม่ได้เลย เพราะอรหันต์แต่ละท่านมีสัปปุริสธรรมตามภูมิท่าน พระพุทธเจ้าจึงออกกฎวินัยไว้ว่าอย่าไปเอาผิดอรหันต์ ไม่ว่าจะสมมุติหรือปรมัตถ์ ท่านไม่ได้ผิดหรอก แม้บางทีผิดวินัย ละเมิดวินัยก็ถือว่ามีสติวินัย เป็นความซับซ้อนลึกซึ้งมากเลยนี่คือความจริง ความดี สัจจะ ที่ต้องศึกษากันอย่างสำคัญ ไม่ง่าย ส.เพาะพุทธ … ว่ากันว่าผู้จะรู้จักอรหันต์ต้องเป็นอรหันต์ด้วยกัน แต่อย่างบางที่อรหันต์บางรูปก็ไม่รู้ว่าใครเป็นอรหันต์ทั้งหมด และมีประเด็นที่คนส่งมาว่า … _ เมื่อไม่นานมานี้มีญาติธรรมใหม่เป็นผู้หญิง มายืมธรรมะโดยบอกว่า ขอยืมธรรมะที่พ่อครูเทศน์ เขายืมไปเกือบ 70 เรื่อง เขาเล่าให้ฟังว่า รู้จักกับกองทัพธรรม ช่วงที่ไปชุมนุมผ่านฟ้าฯ ได้ไปกินอาหารที่ครัวกองทัพธรรมบ่อย และได้ฟังพ่อครูเทศน์รู้สึกโดนใจหลายเรื่อง ก่อนหน้านี้ เขาเคยไปศึกษาที่ ธรรมกาย ด้วยเหตุผลความทุกข์ใจที่คุณแม่เสียชีวิต พอไปถึงที่ธรรมกาย จะมีคณะต้อนรับรีบมาดูแลอย่างดี ราวกับเราเป็น คนสำคัญและสอบถาม(ล้วง)ข้อมูล พอรู้ว่าเป็นคนมีเงินมากหน่อย ก็บอกว่า ถ้าอยากให้แม่ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงๆใหญ่ๆ ก็ต้องสร้างด้วยเงินมากๆค่ะ เขาจึงไปขายที่ดินเอาเงินไปทำบุญเป็นล้านบาท ไปทุกครั้ง คณะต้อนรับก็จะชักชวนให้ทำบุญ โดยเอาสวรรค์วิมานมาเป็นเครื่องจูงใจ จนสุดท้ายเขาเกือบหมดตังค์ และพอดีมาร่วมชุมนุมจึงพบธรรมะแนวใหม่ โดนใจมากๆ ที่สอนให้คนมาจนค่ะ ทางแม่บ้านตะวันงาย ก็แนะนำว่า ถ้ามาคบคุ้นกันบ่อยๆ ก็จะได้คะแนนสิทธิ์ในการซื้อ เพราะมีคนจองคิวยาว เขาก็บอกว่ารู้จักกับลุงเอ๋ที่สขจ.เพราะเอาของมาบริจาคให้ประจำค่ะ ขออนุญาตจบการเล่าเพียงนี้ค่ะ

พ่อครูว่า … วันนี้อาตมาตั้ังใจบรรยายการทำสมาธิแบบที่อาตมาเข้าใจกับที่ส่วนใหญ่ชาวพุทธเข้าใจเกือบหมด …. วันนี้อ่านอินไซด์ไทยโพสต์ บทความของอ.บูรพา ผดุงไทย ซึ่งมีความเข้าใจเรื่องสมาธิแบบที่คนเกือบทั้งหมดเข้าใจ ต่างจากที่อาตมาเข้าใจว่า สมาธิ คือมรรค 7 องค์ ปฏิบัติเพื่อลดละกิเลส จนเกิดฌาน เพ่งเผากิเลส แล้วสั่งสมเป็นสมาธิ แต่ที่คนทั่วไปเข้าใจกันจะเป็นการไปนั่งสมาธิแล้วเกิดฌานในภพ เป็นความเห็นต่าง แล้วความเห็นต่างที่พาไปเสื่อมนั้นก็น่าเวทนา อาตมาที่ทำนี่ก็เห็นใจสงสารคนไม่สัมมาทิฏฐิ สมาธิชาวบ้าน โดย อ.บูรพา ผดุงไทย ภูมิวิปัสสนา 1 การทำสมาธินั้นไม่ง่าย ไม่ยาก เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าจิตจะไปสู่ความเดิมแท้ได้ต้องมีวิธีการพรากจิตออกจาก ความคิด ซึ่งมีวิธีในการนำไปสู่เครื่องรู้ของจิตแทนการนำความคิดมาเป็นเครื่องรู้ เช่น กำหนดลมหายใจ กำหนดคำภาวนา ภาพนิมิตกสิณ วิธีต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้จิตมีเครื่องรู้ ให้จิตมีเครื่องระลึก แทนที่จะตกอยู่ใต้อำนาจความคิดอันเป็นสมมติบัญญัติ เมื่อเราให้เครื่องรู้ จิตจะไปยึดกับเครื่องรู้ ยึดแบบไม่พรากจากกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น ไปอยู่กับลมหายใจ ความรู้สึกหรือจิตนี้มันอยู่กับลมหายใจ เข้ารู้ ออกรู้ สั้นรู้ ยาวรู้ อยู่อย่างแนบแน่น สนิทกัน ไม่พรากจากกัน เพราะจิตไม่มีจังหวะใดที่จะหลุดไปคิด คือจิตอยู่กับกรรมฐานที่ให้อย่างแนบแน่น จิตจับความรู้สึก จับกับลมหายใจตลอดเวลาไม่พรากจากกัน แต่ช่วงขั้นนี้ผู้ปฏิบัติใหม่จะทำได้ยากหน่อย เพราะบางครั้งต้องใช้เวลา บางคนจะอยู่ได้ระยะหนึ่ง จิตจะพรากออกไปเอง เอาไปคิดซ้าย คิดขวาต่างๆ แต่เมื่อมีสติระลึกได้ จิตจะกลับมาใหม่และเป็นอยู่เช่นนั้น หากไม่นำรวมกันเป็นหนึ่งได้ จิตจะยึดติดกับความคิด เมื่อจิตไม่พรากจากความคิดก็จะไม่รู้สภาวะจิตเดิมแท้ได้ จิตเดิมแท้ เป็นอาการของธาตุรู้อย่างหนึ่ง ก่อนที่จะถูกครอบงำจากความคิดอันเป็นสมมติบัญญัติ เมื่อจิตติดสมมติบัญญัติจะขังอยู่ในกรอบความคิดนั้นๆ ทำให้รู้เฉพาะในสิ่งที่เป็นความคิด ความฝัน กายสังขารเกิดมาจากธาตุรู้ เรียกว่าอวิชชา ยึดมั่นถือมั่น คิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา จิตไปเกิดในความคิดความฝันของเราเอง มิติของความคิด ความฝัน คิดเป็นเรื่องเป็นราว เป็นความจริง เพราะจิตที่ไม่ได้ฝึกอบรมมาอยู่ในภาวะไม่รู้ความจริงต่างเกิดมาในความฝัน มีกรรมต่างๆ ผูกพันกัน เกิดในความฝันร่วมกัน ทั้งที่สิ่งที่เราอยู่มันเป็นมิติของความคิดและความฝัน แต่เราแยกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วคือความคิดมาปรุงแต่ง รู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง ทำให้เวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างนี้ หลุดออกไปไม่ได้ พระพุทธเจ้ารู้ว่าความคิดเหล่านี้เป็นมิติของความคิด ซึ่งการจะหลุดพ้นออกจากมิติของความคิดได้ มีทางเดียวคือต้องมีปัญญาพระนิพพาน ถ้าไม่ได้ปัญญาพระนิพพานแล้วย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิด เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในความคิด ความฝันของตัวเราเองนี้ ออกไปไหนไม่ได้ แนวทาง การอบรมจิต คือเมื่อเรารวมจิตแล้วเริ่มรู้ความจริง จิตสงบลงด้วยอุบายกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตออกจากความคิดได้ เกิดปัญญาเรียกว่า "ภูมิวิปัสสนา" เกิดขึ้น เมื่อจิตพ้นอำนาจความคิดแล้ว เกิดความรู้ ความจริงต่างๆ ขึ้นมา ผู้ฝึกปฏิบัติเริ่มแรกนานๆ จึงจะเกิดอาการนี้ครั้งหนึ่ง ต่อไปเมื่อสมาธิมันมั่นคงแข็งแรงดี อาการผุดรู้จะเกิดเร็วขึ้น ต่อมาความรู้จะหลั่งไหลเหมือนสายน้ำไม่ขาดตอน ไม่ขาดสาย แม้จะออกจากสมาธิมาแล้ว จิตก็ยังคงมีปัญญาความรู้หลั่งไหลออกมาตลอด เป็นภูมิวิปัสสนาที่จิตพ้นอำนาจครอบงำของความคิดเดิม เกิดภาวะรู้จริง.

พ่อครูว่า… อาตมาเคยสู้ ให้ยุงทะเลที่มาเป็นฝูงเป็นก้อนๆ มากัดเป็นร้อยๆตัว ทิ้งภาวะข้างนอก สะกดจิตดับดิ่งไปเลย (ส.เพาะพุทธว่าน่าจะเป็นวิบาก) อาตมาก็ทำสัก 2 ครั้ง ก็ไม่ไหว มันคันเป็นตุ่มเยอะเลย เราก็รู้ว่าเราทำได้ก็เลยจบ อาตมาพูดนี่รู้ทั้งสองแบบ อย่างอ.บูรพาว่าและแบบสัมมาสมาธิแบบ พระพุทธเจ้า มีสัปปุริสธรรม มหาปเทส ในการอยู่กับสังคม ไม่ใช่ปัญญานิพพานคือคิดอะไรไม่ออก รู้อะไรไม่ได้ เอกัคคตาเขาคือจิตเป็นหนึ่ง แต่หนึ่งที่อาตมาหมายคือจิตเป็นหนึ่ง อย่างเลิศยอด กิเลสไม่เกิดอีกเลย แม้จะสัมผัสกับโลกธรรมรุนแรงขนาดไหน ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม อัตตา กระแทกอย่างไรก็ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทั้งที่เราร่วมสังขารไปกับเขา แต่เรามีอภิสังขาร มีอนุโลม มีสัจจานุโลมมิกญาณ และเป็นสังขารที่แข็งแรง บริสุทธิ์อย่างเดิม มีมุทุภูตธาตุ ประมาณสัดส่วนในการทำงานกับโลกอย่างดี แต่ถ้าหนึ่งเดียวทำงานไม่ได้นี่ คุณทำงานไม่ได้ต้องอยู่กับกสิณเขานั่นแหละ นี่คือความเห็นต่าง ก็ตัดสินกันเอาเอง แล้วเขาบอกว่ามีแต่จิตเดิมแท้ คิดไม่ได้ ฝันไม่ได้ แนวทางคือเราอบรมจิตคือเมื่อเรารวมจิตแล้ว เริ่ม รู้ความจริง นี่ยึดกสิณนะ... จิตสงบลงด้วยอุบายกรรมฐานอย่างใด อย่าง หนึ่ง จิตออกจากความคิดได้ เกิดปัญญา เรียก ว่า “ภูมิวิปัสสนา” ตอนที่ไม่รู้อะไรเลย รู้แต่อันนั้นอันเดียวแล้วมันเกิดปัญญาได้อย่างไร? แต่ปัญญาคุณได้แค่อยู่กับกสิณอย่างเดียว จิตเดิมแท้คืออยู่กับอันใดอันหนึ่งเท่านั้น กับกรรมฐานก็คือยึดกสิณ เขาว่า...เมื่อจิตพ้นอำนาจความคิดแล้ว เกิดความรู้ ความจริงต่างๆ ขึ้นมา ผู้ฝึกปฏิบัติเริ่มแรกนานๆ จึงจะเกิดอาการนี้ครั้งหนึ่ง ต่อไปเมื่อสมาธิมันมั่นคงแข็งแรงดี อาการผุดรู้จะเกิดเร็วขึ้น ต่อมาความรู้จะหลั่งไหลเหมือนสายน้ำไม่ขาดตอน ไม่ขาดสาย แม้จะออกจากสมาธิมาแล้ว จิตก็ยังคงมีปัญญาความรู้หลั่งไหลออกมาตลอด เป็นภูมิวิปัสสนาที่จิตพ้นอำนาจครอบงำของความคิดเดิม เกิดภาวะรู้จริง. พ่อครูว่า… สรุปว่าภาวะของอ.บูรพาคือไม่คิดนึก ให้ปัญญาความรู้หลั่งไหลมาเอง อันนี้อาตมาขอไขความว่า นี่เป็นทิฏฐิชนิดหนึ่ง ผู้ใดเมื่อนั่งสมาธิ เมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะปัญญา ก็จะรู้ในภพ แล้วในภพนั้นไม่มีนิวรณ์ใดๆเลย ไม่ต้องคิด พอจิตเปิดมารู้มันก็จะรู้เหมือนรู้อะไรได้สะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นพลังกำลังความรู้ของใครก็จะอาศัยสิ่งเกิดได้ ถ้าไม่น้อมไปในขันธ์ส่วนอนาคตเลย จิตจึงมีแต่ขันธ์ในอดีต 18 ของทิฏฐิ 62 แล้วขันธ์ในอดีตก็จะไหลมาเท่าที่มันจะไหลมา นั่นคือความจำในอดีตไม่มีของใหม่ การเกิดปัญญาจึงไม่มี มีแต่สัญญา คือความจำ จะได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่บารมีของผู้นั้น อย่างอาตมานี่ใช้ขันธ์ในอดีตได้เท่าที่ได้ ก็ยังไม่หมดยังไหลออกมาอยู่ แต่เข้าใจต่างกันที่ ถ้าผู้ใดเป็นอาริยะก็ได้ของที่เป็นอาริยะไหลออกมาใช้ แต่ถ้าผู้ไม่เป็นอาริยะก็ได้แต่ของโลกียะมาใช้ ถ้าคุณเป็นโสดาบัน ก็ได้โสดาบันมาใช้ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตวฺ์...ไปตามที่เรามีจริงในอดีต ซึ่งแนวคิดของอ.บูรพาก็ทำกันทั่วไป แต่อาตมาก็ยืนยันแบบของ พระพุทธเจ้า ในมหาจัตตารีสกสูตร ส.เพาะพุทธ… ความรู้ความเห็นเรื่องวิญญาณทุกวันนี้ไปเห็นว่าวิญญาณนั้นเป็นรูปร่างตัวตนไปแล้ว ต่างกับพ่อครูที่ว่า มโนนั้นอสรีรัง ในพระไตร ปิฎกเ ล่ม 25 ข ้อ 13 ว่าไว้ว่า..วิญญาณอนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง เห็นไม่ได้ ไม่มีกรอบขอบเขต กระจายไปไม่มีที่จบ เหมือนแสงกระจายอยู่ไม่มีกรอบขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด หาที่สุดไม่ได้ เหมือนแสง วิญญาณไม่มีทรวดทรง โครงร่าง กรอบขอบขีด เส้นสีแสงอะไร มันเป็นได้แค่อาการ ไหว ยิ่งกว่าแสงที่จะอ่านได้ แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสว่าวิญญาณนั้นอนิทัสสนัง แต่เขาก็มิจฉาทิฏฐิว่า เห็นเป็นรูปร่างด้วยตาเนื้อ หรือว่าเป็นในภวังค์ บางคนเห็นอยู่ภายนอกมีรูปโฉมโครงร่างมีทรวดทรง ปรากฏเป็นเป็นรูป(สิ่งที่ถูกรู้) จิตวิญญาณเรามีธาตุรู้ก็ไปรู้ทางทวาร 5 ได้ มีเสียง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหมือนได้กระทบสัมผัสสิ่งภายนอกได้เลย เป็นเนื้อตัวรูปร่างสิ่งอันเหมือนตอนสัมผัสทวาร 5 แม้จะหลับตาเข้าภวังค์ก็จะปรากฏเป็นรูปร่างสีสัน เป็นตัวตนได้ เช่น เห็นเปรตตัวสูงปากเล็กเหมือนเข็ม พุงโต หรือเห็นเทวดาแต่องค์ทรงเครื่องบันดาลมีฤทธิ์ได้เลย มีเสียงร้องหวยโหน หรือหัวเราะ มีกลิ่นเหม็นหรือหอมบ้าง เขาเรียกว่าเป็นรูปทิพย์ กายทิพย์แล้วนับถือผู้เห็นได้ว่ามีฤทธิ์เดช มีตาทิพย์จึงเห็นได้ โดยจะเห็นตอนมีสมาธิ หรือจะเห็นได้เสมอก็ยิ่งเก่งไม่ว่าจะหลับหรือลืมตา เขาเห็นและรับรู้ได้อย่างที่เขารู้จริงๆ เพราะว่าเขามีความรู้ว่าความเป็นกายก็แค่รูปธรรม ไม่มีส่วนของนามธรรมเลย เห็นเพียงภาวะร่างที่เป็นรูปธรรม ไม่มีส่วนของนามธรรมจึงเป็นเช่นนี้ เทวนิยมเห็นผี เทวดาเป็นเช่นนี้ ไม่นึกว่ารูปร่างจะมีญาณปัญญานึกคิดได้ด้วย พ่อครูเรียกว่าผู้ได้มโนมยอัตตปฏิลาโภ พ่อครูว่า… อาตมายืนยันตามพระไตรปิฎก การเห็นแค่โครงร่าง คุณก็มีกายสังขารได้เท่านี้ การเห็นของผู้นี้จึงรู้จัก รู้แจ้ง กายสังขารได้แค่รูปธาตุ ซึ่งมันคนละทิศกับความเห็นคำว่า กาย ของอาตมา จึงยังไม่รู้เรื่องกายเลย ไม่เอาไม่รู้ว่ากายนั้นเกี่ยวกับนามธรรมอย่างยิ่งกว่านามธรรมด้วย เพราะมโนเป็นประธานของ สิ่ งทั้งปวง ผู้ใดเรียนรู้กายได้แต่รูปธาตุก็ไม่สามารถศึกษา กายสังขารได้ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร แต่คุณไม่รู้ว่า กาย คือนามธรรม ก็ไม่รู้จักกายสังขาร ที่เป็นการสังขารที่เกี่ยวเนื่องกับจิตอย่างสำคัญ ก็ไม่สามารถรู้ กายสังขารที่เป็นองค์รวมของนามและรูป ก็ไม่รู้สังขารก็เป็นผู้ไม่รู้จักวิชชาด้วย ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาทต่อจากสังขาร ไปอีกทั้งสาย เพราะตัดแล้วว่ากายเป็นแค่วัตถุ กายสังขารผู้นี้มีแค่ อวิชชากับสังขาร ก็ตัดไปทั้งสายก็ไม่รู้จักไม่รู้

พระไตร ปิฎก เล่มที่ 14 ข.[ 285 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็น พระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง 5 จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับ มาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกคาทามีเพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางมายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

ในพระไตร ปิฎกเ ล่มที่ 31 ข ้อ [ 620 ] ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ ต่อใน พระไตรปิฎกเ ล่ม ที่ 14 ข ้อ [ 286 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรใน อันเจริญสัมมัปปธาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า … เริ่มตั้งแต่ กายในกาย ในสติปัฏฐานก็มีให้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อานาปานสติก็ลืมตาทำ และในสัมมัปปธาน 4 ก็มีให้สังวรอินทรีย์หากคุณจะไปนั่งหลับตาแล้วจะไปสังวรอะไรได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญอิทธิบาท 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญอินทรีย์ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ พละ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ โพชฌงค์ 7 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ มรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญ เมตตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญกรุณาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญมุทิตาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอุเบกขาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อสุภสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญ อนิจจสัญญาอยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ

[ 287 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน 4 แล้ว ทำให้มากแล้วย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ 7 แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ [ 288 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดีอยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี พ่อครูว่า … “ก็ดี” ว่า พระพุทธเจ้า มีนัยสำคัญในการพูดกับคนที่เขานั่งปฏิบัติในป่าหรือในภาวะ ฤๅษี ทั้งนั้นเลย ท่านว่า ก็ดี คือ ก็เถอะ ท่านแปลมาจากคำว่า “วา” ก็คืออย่างนั้นก็ได้ คือจะอยู่อย่างนี้ก็เถอะ คุณจะอยู่เมืองก็เถอะ จะอยู่ป่าก็เถอะ จะอยู่อย่างไรก็ให้ล้างกิเลสให้ได้ คำว่า “วา”คือเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ก็ได้ จะอยู่ป่าหรือกรุงก็ได้แต่ให้ปฏิบัติสู่ปรมัตถธรร ม ให้ได้นั่นเอง ตามทฤษฎี พระพุทธเจ้า ไม่ต้องหลีกจากชีวิตสามัญ ไม่ต้องออกป่า เขา ถ้ำ แต่ให้อยู่กับหมู่ อยู่กับชีวิตสามัญให้มีสัลเลขธรรม อยู่กับหมู่นี่แหละขัดเกลากันดีนัก ที่ พระพุทธเจ้าว่ าก็ดีนั้นก็คือ ถึงจิตอย่างสัมมาทิฏฐิจึงเป็นการทำใจในใจ สามารถพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม มีมรรคผลได้

แม้ พระพุทธเจ้า ยังถูกมอมเมาเป็นลิงลมอมข้าวพองไปหลงออกป่าตามเขาตั้ง 6 ปีเลย พระพุทธเจ้า ก็เลยตรัสว่าจะอยู่ป่าก็ดี จะอยู่โคนไม้ก็ดี จะอยู่ในเมืองก็ดี กับคนก็ดี จะอยู่เรือนว่างหรือไม่เรือนว่างก็ดี ก็ต้องปฏิบัติให้ถูก และ พระพุทธเจ้า ตรัสว่าการปฏิบัติอยู่ป่ามา 6 ปีเป็นการใช้หนี้วิบาก ท่านว่าท่านไม่ได้บรรลุด้วยทางนี้ เป็นทางผิด และแท้ๆแบบ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ไม่ต้องทำเช่นนั้นเลย แต่ปฏิบัติได้ทุกลมหายใจเข้าออก ในทุกอิริยาบ ถ มีสติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 สัมมั ป ธาน 4 ได้ตลอดที่มีชีวิตปกติ ด้วยโพชฌงค์ 3 ผลที่ได้จะได้โพชฌงค์ 7 ในมรรคองค์ 8 ต้องพากเพียรในการปฏิบัติลดละกิเลส มีอิทธิบาท 4 เป็นแรงกลในการผลักดัน เป็นอินทรีย์ 5 จนบรรลุมีพละ 5 อยู่ในมรรค 8 แต่ปัจจุบันศาสนาเสื่อมไปดังอาณีสูตรทำให้ชาวพุทธหลงเชื่อไปปฏิบัติสมาธิในป่า ในโคนไม้เรือนว่าง โดยนั่งกายตรงดำรงสติคงมั่นแล้วไปทำใจในใจ เป็นมนสิการกันตอนเข้าภวังค์นี้คือหลงผิดไปไม่สัมมาทิฏฐิตามที่ พระพุทธเจ้า สอนไม่ใช่สัมมาสมาธิ ตาม ที่ พระพุทธเจ้า ส อน แต่สมาธิหลับตาก็เป็นอุปการะมาก ถ้าทำอย่างสัมมาทิฏฐิก็เป็น สิ่ ง ช่วยเสริม การนั่งหลับตาสมาธิเป็นสิ่งสามัญไม่ได้ลึกซึ้งรู้ตามได้ยากเห็นตามได้ยากดังสมาธิพุทธ

วิธีปฏิบัติกับผลที่ได้ของสัมมาสมาธินั้นต่างจากสมาธิสามัญทั่วไปแน่

สมาธิทั่วไปที่ปฏิบัติในป่า ในเรือนว่า ตามโคนไม้ โดยนั่งกายตรงดำรงสติคงมั่น เธอย่อมมีสติรู้หายใจออกเข้า...ฯ เขาจะไม่รู้แจ้งความเป็นกายได้อย่างครบถ้วน ไม่รู้จักสัตว์โอปปาติกะที่เป็น เทวดา มาร พรหมได้อย่างสัมมาทิฏฐิ ยิ่งเข้าใจว่ากายคือรูปนอกด้วยก็ยิ่งจบเห่ด้วยไม่มีกายเด็ดขาดเลย ทั้งที่กายนี่มีทั้งรูปและนาม คุณยิ่งบอกว่ากายไม่มีนามก็เลยไปกันใหญ่ ผู้สัมมาทิฏฐิจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโอปปาติกะที่เป็นกาย มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ในขณะที่ปฏิบัติ รู้ได้อย่างมีสัมมัปปัญญา ในขณะปฏิบัติมรรค 7 องค์ในชีวิตประจำวัน จึงเกิดมรรคผล เพราะปฏิบัติอย่างมีวิญญาณฐีติ มีวิญญาณตั้งอยู่ก็สามารถพิจารณาสัมมาสังกัปปะ 7 ที่ปรับปรุง วจีสังขาร 7 ได้ ถ้าไม่รู้กายก็จะอ่านวิญญาณที่เป็น ผี เทวดา สัตว์นรกไม่ได้ แล้วเมื่อไหร่จะปฏิบัติได้ การเกิดการดับของวิญญาณถ้าอ่านอย่างตอนลืมตาเป็นๆมีผัสสะก็จะรู้ได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ในพระไตร ปิฎกเ ล่มที่ 10 ข ้อ ๖๐ ว่ารู้นามรู

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน