350217 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350217 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 2/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 2/7 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 เนื่องในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 16 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
เมื่อวานนี้ เราได้เริ่มต้นรับซับซาบในเรื่องของสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในเอกธรรม “เอกธรรมาธิบาลี” (พตปฎ. เล่มที่ 20 ข้อ 179-204) ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งกุศลธรรม และอกุศลธรรม ก็คือเรื่องของมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิ แล้ว แล้วก็มาว่า ด้วยผลแห่งมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ ( 350216 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอนที่ 1/7 ) ทีนี้ก็ต่อมา ว่าด้วยบุคคลผู้เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่โลก
ว่าด้วยบุคคลผู้เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่โลก (“เอกธรรมาธิบาลี” พระไตรปิฎก เล่ม 20 ข้อ 191) [๑๙๑] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียว กำหนดว่าบุคคลคนเดียวด้วยนะ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลคนเดียวคือใคร บุคคลคนเดียวนั้นคือใคร ถ้าเติมคำว่านั้น จะชัดขึ้น บุคคลคนเดียวนั้นคือใคร คือบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต เขาทำให้คนเป็นอันมากออกจาก ”สัทธรรม” แล้วให้ตั้งอยู่ใน ”อสัทธรรม” ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย อันนี้ก็เน้นชัดนะ ท่านเจาะลงไปเลยนะ บุคคลคนเดียวนี่แหละ ไม่รู้คนเดียวนั้นเป็นใครบ้าง บุคคลคนเดียวค
อ่านต่อ
นนั้นนะ ไม่รู้ใครบ้าง คนเดียว คนเดียวนับไม่ถ้วน แหม ไอ้คนคนเดียวคนนี้นี่นะ มันนับไม่ถ้วน เกิดมาเพื่อความฉิบหายแท้ ๆ เจ็บปวดนะ [๑๙๒] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียว คนเดียวอีกเหมือนกัน เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเป็น ทีนี้ ไม่ใช่ไม่เป็น เพื่อเป็น เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์ หิตสุขแก่เทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลคนเดียวนั้นคือใคร คือบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นไม่วิปริต เขาทำให้คนเป็นอันมากออกจาก “อสัทธรรม” แล้วให้ตั้งอยู่ใน “สัทธรรม” ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์หิตสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย [๑๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมะอย่างอื่น แม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะมีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลาย มีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง อันนี้เรามาเน้นย้ำกันอีกนิดหนึ่งก่อนจะผ่านไป ฟังแล้วก็คงจะกระจ่างแล้วละ แต่ต้องเอาให้มันชัด เอาให้มันหนำใจเลย เอาให้มันจริง ๆ เลยให้ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นี่เป็นความเป็นคำที่มันสั้น ๆ กะทัดรัดในตัวของมันเอง เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดที่เป็นคนซื่อบื้อ ทื่อๆ ปฏิภาณน้อยนะ อ่านแล้วก็มะลื่อทื่อ บุคคลคนเดียว มันก็ไม่ซึ้งเท่าไหร่ บุคคลคนเดียว เมื่อเกิดมาในโลก ก็ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เขาก็ไม่เป็นประโยชน์ แค่นั้นน่ะนะ เขาก็ไม่เป็นไปเพื่อสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความฉิบหาย ไม่ใช่ประโยชน์อะไร เป็นความทุกข์แก่เทวดามนุษย์ทั้งหลาย อะไรก็ว่าไป บุคคลคนเดียวนั้นเป็นใคร เออ คนเป็นมิจฉาทิฏฐิน่ะ เออ ก็คนมิจฉาทิฏฐิ มันมิจฉาก็มิจฉาไป ฟังแล้วก็ตื้น ๆ ฟังแล้วก็เผิน ๆ แต่แท้จริงแล้วมันยิ่งใหญ่นะ ท่านเน้น แม้แต่ว่า “บุคคลคนเดียว” คำว่า “คนเดียว” นี่ หมายความว่า เอ็งนี่แหละ เอ็งนี่แหละ เกิดมาเพื่อความฉิบหายของโลกโดยแท้ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ นี่อาตมาขยายความให้ฟัง บอก ถ้าเป็นเรา แล้วเป็นบุคคลผู้นั้นล่ะ มันน่าจะตายเสียเดี๋ยวนี้นะ เราเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ แล้วจะอยู่ไปทำอะไร เกิดมาเพื่อความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่เทพยดา มนุษย์ทั้งหลายด้วย โอ้โฮ หมดนี่ มนุษย์ เทพยดา เขานี่ทุกข์เพราะกูแท้ ๆ เลย เกิดมาเป็นมนุษย์หนักเหลือเกิน บาปเหลือเกิน เพราะกูคนเดียวแท้ ๆ พระพุทธเจ้าบอกนี่ บุคคลคนเดียวนี่แหละ ไม่รู้คนไหนบ้าง คนเดียวคนนั้น เราก็คนหนึ่งหรือเปล่า หึ หึ ฟังแล้วมันแรง ถ้าเผื่อว่ามีปฏิภาณ ฟังเท่านี้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ แรง ถ้าอาตมาไม่เอามาชี้ ไม่ย้ำ พวกคุณอ่านก็อ่านผ่านไป หลายคนก็อาจผ่านไปแล้ว สูตรนี้นะ อ่านไปแล้วก็เฉย เหมือนม้าตด เคยเห็นม้าตดไหมล่ะ เคยเห็นไหม ม้าตดน่ะ กินหญ้าไป มันก็ตดเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนม้าตดน่ะ คือมันไม่รู้ไม่ชี้น่ะ อ่านแล้วก็เฉย ผ่านไปไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เท่านั้นแหละ แต่ความจริงแล้ว อื้อฮือ มันแรง ผู้ที่ยิ่งมีความเข้าใจ ยิ่งมีความรู้สึก มันแรง ถ้าคนที่ศึกษาคำว่ามิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิมันต่างกันอย่างไร แล้วมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐินี่แหละ เป็นรากเหง้าทุกอย่าง ผู้ที่ตั้งต้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็ไปกันใหญ่เลย นรกเป็นที่หวัง เป็นที่แน่นอน ผู้ที่สัมมาทิฏฐิ ก็ถึงจะขึ้นสวรรค์ ถึงจะไปนิพพาน สวรรค์ของโลกียะ โลกียะที่เขาไม่รู้จักโลกุตระนั้น เขาบอกว่าสวรรค์ของเขาก็สวรรค์หอฮ้อ พูดย้ำอีก แล้วเขาก็อยู่กับสวรรค์หอฮ้อนั่นแหละ สวรรค์นั้นไม่ได้มีไว้เพื่ออื่นเลย สวรรค์นั้นมีไว้เพื่อนรก สวรรค์ของโลกีย์ สวรรค์ของโลกีย์นั้นคือสวรรค์ที่มีนรกอยู่กำกับด้วย เป็นคู่ สวรรค์อย่างนั้นไม่เป็นสวรรค์สงบ ไม่ใช่สวรรค์วิเศษ ไม่ใช่สวรรค์แท้ เป็นสวรรค์ลวง นั่นคือสังสารวัฏ ขึ้นสวรรค์อย่างนี้ต้องตกสวรรค์ สวรรค์โลกียะต้องตก โลกียะ มีสุขก็ต้องมีทุกข์ ตามกฏไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้น พวกที่มีความสุข ไม่มีทางที่จะไม่ทุกข์ เพราะไม่เที่ยง เพราะไตรลักษณ์ เพราะ”อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” แน่นอน เพราะไม่หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ไม่มีการหมดที่จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่จะคงที่คงเที่ยง สุขเที่ยงแท้ สุขถาวร สุขนิรันดร์ สุขไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มี โลกียะไม่มีสุขไม่เปลี่ยนแปลง อนิจจังทั้งนั้น เพราะฉะนั้น สุขมันก็ต้องทุกข์ มันอนิจจัง มันไม่เที่ยง มันไม่แน่ มันไม่อยู่อย่างเก่า สุขนั้นมันต้องตกนรก มันต้องทุกข์ สวรรค์นั้นมันต้องมีนรกอยู่ด้วย นั่นคือ ไม่หลุดพ้นจากสังสารวัฏ สวรรค์โลกนี่เป็นตัวล่อ ต้องเข้าใจว่า อันนี้แหละ เป็นตัวเหตุ อันนี้แหละเป็นตัวล่อ สวรรค์โลกนี่เป็นตัวล่อ ล่อให้อยู่ ทุกวันนี้อยู่กันกี่ล้าน ๆ คนในโลก ขณะนี้ห้าพันล้านคน เขาก็อยู่ด้วยถูกล่ออย่างนี้ ต้องมาศึกษาสวรรค์ลวงพวกนี้ให้หมด แล้วเลิก ไม่มีอัสสาทะ ไม่มีรสอร่อยในสวรรค์พวกนี้ให้ได้ มาเป็นโลกุตระ เคยอร่อยในสิ่งอย่างนั้น ๆ จนกระทั่งหยุด เราไม่ต้องแสวงหา เราไม่ต้องอยากอีกแล้ว หมดอยากที่จะอร่อย เราไม่ต้องการอร่อยอีกแล้ว เฉย ๆ วาง ธรรมดาสามัญ หมดรส หรือแม้แต่มันยังไม่หมดรสทีเดียว รสมันอ่อน เราก็ไม่ต้องซมซานมากมาย อย่างที่เรามาพิสูจน์กันแล้ว แต่ก่อนนี้ เราติดมากนะ รสอร่อยที่เราต้องเป็น ต้องได้ ต้องมี ต้องอยาก ตอนหลังมา เราลดรสนี้ลงไป ลดกิเลสตัวเหตุใหญ่นี่ลงไป เรามีความเห็นอย่างนี้จริง ๆ เลยนะ ว่าเราต้องเลิกโลก เลิกโลกีย์ หรือเลิกสังสารวัฏพวกนี้ สังสารวัฏ ไม่ใช่เพียงรูปธรรม เวียนว่ายตายเกิด สังสารวัฏนี้ ไม่ใช่ว่า เอาแค่ว่าเราตาย แล้วเราก็เกิดใหม่ ตายแล้วก็เกิดใหม่ วนเวียน อันนั้นก็ใช่ อันนั้นนั่นนะ ยังไม่ปรินิพพานก็ใช่ แต่ โลกโลกียะที่เราพูดนี่ จะต้องเข้าใจปรมัตถ์ให้ได้ว่า วนเวียน ๆ วันแล้ววันเล่านี่เท่านั้นแหละ สังสารวัฎ ขึ้นสวรรค์-ลงนรก วนเวียนวันแล้ววันเล่า คนดูดบุหรี่ ประเดี๋ยวก็อยาก พออยากนี่แหละลงนรกแล้ว นี่แหละลองไม่มีบุหรี่ให้สูบซิ ดิ้นพล่าน ๆ นรกทั้งนั้นนะ เสร็จแล้วก็ประเดี๋ยวก็หาบุหรี่มาได้ พอได้มาก็ถุน ซื๊ด ขึ้นสวรรค์ หอฮ้อ ขึ้นสวรรค์ สักเดี๋ยวตกนรกอีกแล้ว นี่ก็คือสังสารวัฏ สังสารวัฏของบุหรี่ สังสารวัฏของเหล้า สังสารวัฏของอบายมุข สังสารวัฏของกาม นี่ก็รัก ผูกเอาไว้สิ อันที่รักๆ น่ะ ผูกเอาไว้ซิ นึกว่าเที่ยง นึกว่าแท้ นึกว่าหอฮ้อ สวรรค์หอฮ้อ เหน็บฝากันไม่รู้มากี่รายแล้ว รักกันดี แล้วเหน็บฝากันไม่รู้ว่ากี่รายแล้ว แล้วมันทุกข์ ทรมานกันไม่เข้าเรื่องหรอก นั่นมันก็เท่านั้นเอง เขาหลอก หลอกให้มาเป็นคู่กัน เสร็จแล้วก็อยู่กันไป ช่วยเหลือกันไป ซึ่งทางพระพุทธเจ้าท่านก็ให้ช่วยเหลือกันได้ โดยไม่ต้องไปผูกพันทางเมถุน ทางที่จะต้องมีเกมกาม มีโน่นมีนี่ เลิกกาม เลิกราคะ จะอยู่กันอย่างพี่กันน้องกัน จะอยู่กันอย่างผู้เกื้อกูล ช่วยเหลือ นี่ท่านก็ตรัสว่า เกื้อกูลช่วยเหลือ เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เราก็จะเป็นผู้ที่เกื้อกูล ช่วยเหลือสร้างสรร ช่วยมนุษยชาติ ได้ อย่างนี้ได้ อย่าไปมีจิตที่ไปปฏิพัทธ์ผูกพันกัน แล้วก็จะต้องไปเสพ แล้วก็จะต้องมีการไม่รู้จักตัด ไม่รู้จักขาดกัน อะไรก็ไม่เข้าท่าอะไรพวกนี้สิ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจสัมมาทิฏฐิที่จะรู้จักทิศทางของโลกุตระพวกนี้ไม่ได้ ผู้นั้นก็จมอยู่ในสังสารวัฏ ต้องมีนรก ยิ่งไม่เข้าใจมากเท่าไหร่ ไปยิ่งหยาบ ยิ่งนรกลึก ยิ่งหนา ยิ่งแน่น ยิ่งติด ไปอีกกี่ชาติ ๆ ๆ ๆ ที่มาฟังนี่ พันกว่าคนเท่านั้นเอง ที่ไม่ได้ฟังอีกเท่าไหร่ ห้าพันกว่าล้านคนที่ไม่ได้ฟัง ที่ฟังอยู่นี่ พันกว่าคนเอง แล้วจะเกิดสัมมาทิฏฐิอย่างที่กล่าวนี้ พวกคุณพันกว่าคน จะสัมมาทิฏฐิหมดหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย วันนี้ พรุ่งนี้ งานนี้อีก 7 วันนี่ บางคนก็มาแล้ว หลายปีแล้ว ก็ยังอยู่นั่นแหละ น้องแน้ง ๆ พอได้ อบายมุข พอได้บางส่วน โลกแห่งกาม โลกแห่งโลกีย์ โลกธรรม 8 ก็ยังจะต้องเอาให้ได้ จะต้องลาภ ต้องยศ ต้องเป็นโลกียสุขอะไรอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าเราไม่เรียนรู้อย่างชัดแจ้ง ไม่มีความเห็นที่ชัดแจ้ง แล้วก็มีเจตนา มีความปรารถนา มีความตั้งใจ มีสังขาร เมื่อวานนี้อ่านไปแล้ว เจตนา 1 ความปรารถนา 1 ความตั้งใจ 1 สังขาร 1 ของบุคคล ผู้มีความเห็นผิด หรือเจตนา 1 ความปรารถนา 1 ความตั้งใจ 1 สังขาร 1 ของบุคคลผู้ที่มีความเห็นถูก อะ ความเห็นชอบ ไม่ใช่ความเห็นถูก ของบุคคลผู้ที่มีความเห็นชอบ อย่างนี้แหละ (พตปฎ. เล่ม 20 ข้อ 189-190) ถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจทิศทางที่แท้ เจตนาคือความมุ่งมั่น มุ่งหมาย เจตนา ถ้าเราเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ นี่ ท่านบอกแล้วว่าทิฏฐิ 1 ในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนี่ เป็นทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฐิ เจตนาก็ดี ความปรารถนาก็ดี ความตั้งใจก็ดี สังขารก็ดี มันก็จะพาไปสู่ทิศทางที่เป็นทุกข์ เป็นคนคนเดียว ที่เกิดมาเพื่อความฉิบหาย โอ้โฮ เจ็บแสบจริง ๆ ฟังแล้วมัน หึ หึ มันน่าฟังจริงนะ ๆ ฟัง ถ้าไม่ขยายความ คุณก็ฟังเผิน ๆ บอกแล้วว่า เหมือนม้าตดนะ อ่านแล้วก็เฉย ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้รส ส่วนผู้ที่รู้รสธรรมะแล้ว อ่านแล้ว โอ้โฮ มันไม่ใช่เล็ก ๆ มันไม่ใช่น้อย ๆ มันไม่ใช่เบา ๆ นะ หนักนะ ท่านว่าเอาหนัก เจตนา ปรารถนา ความตั้งใจ สังขาร เมื่อกี้จะขยาย เจตนา ปรารถนา ความตั้งใจ สังขาร มันคล้ายกัน ใกล้ ๆ เคียงกัน เจตนา คือความมุ่งหมาย เสร็จแล้วความปรารถนาก็ต่อมา พอมุ่งหมายแล้วเสร็จ ก็จะต้องมีความปรารถนา มีกังขาวจร หรือมีอิจฉาวจร มีความปรารถนาดี มีความปรารถนาตามทิฏฐิ มุ่งหมายตามทิฏฐิ มีเจตนาตามทิฏฐิ แล้วก็มีความปรารถนาตามทิฏฐิ แล้วก็มีความตั้งใจ เมื่อปรารถนา เมื่อมีความมุ่งหมาย สมมุติว่า เสาโน้น เราจะเอาเสานี้ให้ได้ ก็ต้องอยากได้ มีปรารถนา มีความต้องการ อยากได้ในใจ เสร็จแล้วก็ต้องตั้ง ตั้งเหมือนพาตั้งเมื่อเช้านะ อธิษฐานนะ อธิษฐาน ตั้ง ต้องตั้งเสมอนะ ตั้ง ต้องตั้งเสมอนะ ขนาดตั้งแล้ว ยังตั้งไข่ล้ม ต้มไข่กินอยู่เรื่อยเลย เพราะฉะนั้น ต้องตั้งบ่อย ๆ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวเสมอ ตั้ง ตั้งใจ แล้วก็ต้องเร่งให้มีความปรารถนา ให้มีความยินดี เรียกฉันทะก็เรียกนะความปรารถนานี่ ฉันทะก็เรียก อากังขาวจรก็เรียก(อากังขาวจร ความปรารถนาอย่างแรงกล้า) จะเรียกจริง ๆ เลยนะ ภาษาไม่ต้องเลี่ยง คือเรียกว่าตัณหานั่นแหละ ตัณหาล้างตัณหา เอาตัณหานั่นแหละ มาล้างตัณหาที่มันเป็นตัณหาโลกีย์ เอาตัณหาโลกุตระนี่ ถ้าพูดกันโดยภาษา ไม่ต้องเลี่ยง ไม่ต้องเกี่ยง ไม่ต้องเบี่ยง ไม่ต้องบ่าย ต้องการหนีจากสังสารวัฏอย่างนั้น ต้องการหนีจากไอ้โลก ๆ แบบเดิม ๆ นะ เข้าใจให้ถูกเป็นสัมมาทิฏฐิเลยว่า ต้องเลิก ต้องล้าง ต้องละ ไม่ใช่มานั่งกระบิดกระบวน ทำเป็นอ้อยสร้อย ผัดไว้วันนี้เมื่อหน้า หรือชาติหน้าค่อยเอา ชาติโน้นค่อยเอา โอ เมื่อย ไป ๆ ๆ พวกผลัดวันประกันพรุ่งนี่ พระพุทธเจ้าไม่ต้องการความเนิ่นช้า ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมนั้น วินัยนั้น ไม่ใช่ของเราตถาคต พระพุทธเจ้าไม่ต้องการความเนิ่นช้า ผัดวันประกันพรุ่ง ต้องไปอยู่กับหมู ผัดวันประกันพรุ่ง พวกนั้นไปอยู่กับหมู เพราะหมูเขามีดินพอกหางหมู เพราะฉะนั้น ต้องไปอยู่กับหมู จะได้มีดินพอกหางหมู ต้องเร็ว ต้องอย่าไปผัดวันประกันพรุ่ง ขนาดพยายามพากเพียรแล้ว มันก็ยังไม่ใช่ง่าย ๆ เพราะฉะนั้น ต้องมีความตั้งใจ ต้องมีความปรารถนา แล้วก็ตั้งใจจริง ๆ พากเพียร สังขารต้องเป็นอภิสังขาร สังขารนี่ต้องเป็นปุญญาภิสังขาร ปุญญาภิสังขารหมายความว่า จะต้องปรุงอย่างชำระ ปุญญะนี่คือ ชำระ ต้องปรุงอย่างชำระ เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ว่า วิธีการทำสมถธุระ หรือสมถภาวนา ทำอย่างไร วิปัสสนาภาวนา ทำอย่างไร เราต้องเรียนรู้ (ดู อภิสังขาร 3 ในภาคผนวก) อาตมาเมื่อคืนนี้ ฟังรายการ “พาศีลมีค่าเพิ่ม” เข้าใจล้อเลียนนะ พวกเรานี่ แต่ล้อเลียนในทางที่ดี พาศีลมีค่าเพิ่ม “พาศีลมีค่าเพิ่ม” ฟังดูรายการเมื่อคืนนี้ดีนะ แต่ละคน ๆ พวกเรานี้ อย่างนี้มันมีของจริง มีเรื่องจริง มีคนจริง มาจะดีในช่วงระยะนั้น หรือว่าดีในช่วงระยะเก่า มีคนเก่า คนใหม่ คนเก่าก็ขี้นเวทีไป ไปแสดงตัว คนใหม่ก็ขึ้นไปแสดงตัว ให้มันถูกต้อง คนไหนจะพูดได้ในลักษณะไหน อย่างไรบ้าง ก็เลือกเฟ้นกันไป ดาราพวกเรามีเยอะ เชิญขึ้น ไม่ค่อยอยากจะขึ้นเท่าไหร่หรอก ไม่เหมือนดาราทางโลก แหม ดาราทางโลกเขาขึ้นดีนัก เขามีรายได้กันนะ ของเราก็ไม่มีรายได้ ดีไม่ดีไปขายหน้าด้วย ก็เลยไม่ค่อยอยากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องขึ้นกันบ้างแหละ อะไร แหม จะไม่แสดงตัวกันได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ไปแสดงตัว แล้วมันก็เป็นหลักฐานยืนยันพวกเรา ตัวอย่างเด็กชายจืด พูดถึงสภาวะปรมัตถ์ของตนเอง ปีแล้วปีเล่า เราจัดรายการแบบนี้ขึ้นมานี่ ปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ เรานี่ มันยืนยัน แม้แต่เด็ก ๆ ดูซินี่ ขนาดเด็กชายพูดเมื่อคืนนี้ ฟังดูแล้วละ เด็กชายจืดนะ พูดสภาวะปรมัตถ์ พูดสภาวะจิตใจ อารมณ์ของจิตใจ ลักษณะของจิตใจ แล้วพวกเรานี่บางคนอายุปาเข้าไป มาอยู่วัดนี่ ปาเข้าไป 10 ปีแล้ว อายุปาเข้าไปหลายสิบแล้ว บางคนมาตั้งแต่อายุเป็นเด็กหญิง หรือเด็กชาย เดี๋ยวนี้ก็เป็นนางสาว หรือเป็นนายไปแล้ว นายค่อน ๆ เข้าไปหาแก่ ๆ อายุจะเลย 40 แล้ว อะไรอย่างนี้ แล้วเป็นไงเล่า มันคล่องแคล่ว พอที่จะเอามาพูดได้ไหม เหมือนเด็กชายจืดบ้างไหมเล่า บอกว่า “ผมรู้สึก จิตมันเกิดอาการอย่างนี้นะ เข้าใจ” นั่นแหละรู้ปรมัตถ์ ในขณะที่สัมผัสแตะต้อง ต้องรู้อย่างนั้นจริง ๆ นั่นนะเขาก็พูดของเขา ภาษาเด็ก อาตมาฟังแล้ว เออ ไม่เสียเปล่า อาตมาคิดว่า อย่างน้อยที่สุด ก็มีเด็กชายคนหนึ่งละ รู้ปรมัตถ์ ส่วนพวกนั่งอยู่นี่ ไม่รู้ก็ช่างเถอะ (ผู้ฟังหัวเราะกัน) ขนาดเด็กก็ยังรู้ปรมัตถ์ได้ รู้อาการอารมณ์ของจิตเป็นยังไง กิเลสมันเกิดนี่ “ผมรู้สึกว่ามันไม่สบายใจ แล้วมันขุ่นใจ มันก็อะไร เราก็ เออ ทำออก ก็ยาก พยายามเลิกออก” แหม เด็ก ถ้าไม่รู้มันพูดไม่ถูกนะ เด็กอ่ะ คนเรียนหนังสือพวกนี้มามาก ๆ ก็พูดถูก พูดภาษานะ แต่ไม่รู้ว่าอารมณ์เป็นอย่างไร แต่เด็กไม่ค่อยได้รู้ภาษาพวกนี้มากมาย แกพูดออกมา ก็แสดงว่า จิตออกมาพูด คนพูดภาษาจิต มันก็คือ คนพูดภาษาจิต ปทปรมบุคคล คนพูดตำราเรียน คนดูหนังสือมามาก ๆ นี่ พูดเก่งนะ แต่ตัวเองไม่รู้จิตตัวเอง พูดจ้อย ๆ ๆ ๆๆๆๆ ตามหลักตามวิชา ระวังเถอะ พวก “ปทปรมะ” รู้พระพุทธพจน์ก็มาก ท่องจำไว้ก็มาก ทรงจำไว้มาก สอนเขาอยู่แจ้วๆ แต่ก็ไม่ได้รู้เรื่องปรมัตถ์ของตัวเอง ไม่บรรลุธรรมของตัวเองเลย ไม่ตัดสังสารวัฏของตัวเองบ้างเลย นั่นอย่างนั้นก็แย่ เพราะฉะนั้น พวกเราได้พยายามเรียนกันมา พยายามรู้จักทิฏฐิให้มันตรง ให้เป็นสัมมาทิฏฐิกันได้อย่างนี้นะ แล้วก็มุ่งมั่น มีเจตนา มีความปรารถนา มีความตั้งใจ ขนาดตั้ง พยายามตั้งเอาจริงเอาจัง มีความปรารถนา มีความเพียร อุตสาหะวิริยะ เพื่อปฏิบัติ ให้หลุด ให้ละ ให้พ้น ความเพียร ต้องมีความเพียรมหาศาล ไม่ใช่ง่าย ๆ ที่จะหลุดพ้น จะออกไป จะไปนิพพาน จะเลิกอะไรนี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วก็เป็นประโยชน์ ขอยืนยันว่า เมื่อเราปฏิบัติตนแล้ว จะไม่ใช่เพื่อความฉิบหาย หรือไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชน ไม่ใช่แน่นอน เพื่อความฉิบหาย ไม่ใช่แน่นอน จะต้องเป็นประโยชน์ เป็นสุข จะต้องเป็นผู้ที่พาออกจาก อะ อสัทธรรม เป็นบุคคลที่จะเป็นประโยชน์ เป็นบุคคลที่จะเพื่อประโยชน์ หิตสุข เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่ว่า บรรลุแล้ว แล้วเป็นไง ก็นั่งอยู่เฉย ๆ อยู่ป่า อยู่รูไหน รูเลี้ยวไหนคนเดียว ไม่ใช่ คนที่พ้นจากสังสารวัฏของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องเป็นผู้ที่มีหิตประโยชน์ มีประโยชน์เกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟายผู้อื่นอย่างแน่นอน ที่อาตมาก็พาทำกันมามากมายแล้ว ทิศทางนี้ ต้องชัดเจนนะ มีผู้แถมมาว่า ผู้เกิดมาคนเดียว ที่มีมิจฉาทิฏฐิ ย่อมทำให้คนเป็นอันมากฉิบหาย ถ้ามีมากเกินกว่าหนึ่งคนล่ะ จะฉิบหายขนาดไหน คงจะมีความหมายอย่างนี้ด้วย ใช่ มีความหมายอย่างนี้ด้วย ถึงบอกว่ามันลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าท่าน ว่านี่ โอ้โฮ หนัก แสบ อย่างที่ว่านี่ถูกแล้ว ผู้เกิดมาคนเดียวที่มีมิจฉาทิฏฐิย่อมทำให้คนเป็นอันมากฉิบหาย ถ้ามีมากเกิน 1 คนล่ะ จะฉิบหายขนาดไหน นี่เราจะชั่งตวงวัดไม่ได้เลยนะ ในตอนนี้ ว่ามันฉิบหายขนาดไหน เพราะฉะนั้น มันฉิบหายเป็นอันมากจริง ๆ โลกทุกวันนี้ เพราะมันมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอันมาก แม้แต่อยู่ในสายของถือพุทธ เป็นพุทธศาสนิกชน บวชเรียนมาหลายปีแล้วด้วย ศึกษามามากมายแล้วด้วย แต่ก็ยังพาไปให้โลกฉิบหายอยู่นั่นนะ ยังมัวเมามุ่นอยู่ใน อย่าว่าแต่กาม อย่าว่าแต่โลกธรรมเลย อบายมุขก็ยังฉ่ำเลย เรียนมา สอนเขาด้วยนะ สอนเขาด้วย แต่ก็ยังเลอะอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่รู้จักลำดับด้วย ลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย โลกที่หยาบ โลกกลาง ๆ โลกละเอียด โลกลึกซึ้ง ไม่เข้าใจโลก ไม่รู้โลก นี่ เดี๋ยวจะได้เรียน เดี๋ยวจะได้รู้โลกกันนะ เอาละ นี่ก็มาขยายความก่อนจะผ่านไป บอกแล้ว ว่านี่ย้ำ ๆ เน้นๆให้ฟังแล้ว นี่จะเข้าใจชัดขึ้นว่า ไม่ใช่เรื่องเล่น อย่าประมาท สัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
สัมมาทิฏฐิ 10 : มิจฉาทิฏฐิ 10 ทีนี้ก็เข้าสู่ มิจฉาทิฏฐิ 10 มีอะไรบ้าง พยายามจำให้ได้นะ วันนี้ต้องขอเน้น ทุกทีอาตมาก็เคยสอน เคยแนะนำมา ไม่ใช่เพิ่งสอนวันนี้ ไอ้มิจฉาทิฏฐิ 10 นี่ ก็เคยสอนมาหลายทีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ย้ำได้เน้นให้ แต่คราวนี้จะขอย้ำ ขอเน้นว่า พยายามจำให้ได้นะ จำภาษาบาลีตื้น ๆ นี่ มันก็สั้น ๆ ภาษาไทยก็ มันก็ไม่ยาวกว่ากันเท่าไหร่ ถ้าแปลแค่นั้น มันก็ไม่ยาวเท่าไหร่ พยายามจำให้ได้ มันจะได้รู้หัวข้อ แล้วมันได้เรียงลำดับ (รวมหัวข้อ มิจฉาทิฏฐิ 10 ในภาคผนวก) อาตมาจัดหมวด จัดหมู่ให้แล้วด้วย หมวดทีละ 3 ทีละ 3 ทีละ 3 แล้วก็สุดท้าย 1 มี 10 ข้อ ก็สาม สาม เก้า เป็นหมวด ๆ หมู่ ๆ ซึ่งอาตมาก็เคยขยายความ เขียนมาจนกระทั่งเป็นเล่ม บรรยายมาแล้ว จนกระทั่งมารวมเป็นเล่ม สมาธิพุทธ นี่ก็มาจากพวกนี้หมด มีในนี้มีหมดนะ
มิจฉาทิฏฐิ 10 1. ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล (บาลีว่า นัตถิ ทินนัง) “ไม่มี” นี่ คือภาษาบาลีว่า “นัตถิ” นะ “ทินนัง” นี่ว่า “ทานที่ให้แล้ว” ทินนัง นี่หมายความว่า ทานที่ให้แล้วนะ 1. ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล นัตถิ ทินนัง 2. ยัญพิธีที่บูชาแล้ว ไม่มีผล (บาลีว่า) นัตถิ ยิฏฐัง 3. สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล นัตถิ หุตัง 4. ผลวิบากของกรรม ที่ทำดี-ทำชั่วแล้ว ไม่มี นัตถิ สุกตะทุกกะฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก 5. โลกนี้ ไม่มี นัตถิ อยังโลโก 6. โลกหน้า ไม่มี นัตถิ ปโรโลโก 7. มารดา ไม่มี นัตถิ มาตา 8. บิดา ไม่มี นัตถิ ปิตา 9. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ ไม่มี นัตถิ สัตตา โอปปาติกา 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลก ไม่มี นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยังอภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตตีติ นี่ 10 ข้อนี่มิจฉา “นัตถิ” ก็มิจฉา ทีนี้ สัมมา ก็ “อัตถิ” คำว่า “อัตถิ” นี่ไม่ใช่ “อัฐิ” นะ “อัตถิ” แปลว่า “มี” ก็เหมือนกันนะกับเมื่อกี้นี้ เป็นแต่เพียงว่า เปลี่ยนตัวหน้า “นัตถิ” เป็น “อัตถิ” เท่านั้น
สัมมาทิฏฐิ 10 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล อัตถิ ทินนัง 2. ยัญพิธีที่บูชาแล้ว มีผล อัตถิ ยิฏฐัง 3. สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล อัตถิ หุตัง 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีอยู่ อัตถิ สุกตะทุกกะฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก 5. โลกนี้ มี อัตถิ อยังโลโก 6. โลกหน้า มี อัตถิ ปโรโลโก 7. มารดา มี อัตถิ มาตา 8. บิดา มี อัตถิ ปิตา 9. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ มี อัตถิ สัตตา โอปปาติกา 10. สมณะพราหมณา ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา อิมัญจะโลกัง เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยังอภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาท่องบาลีอันนี้ได้ ไม่ลืม คล่อง ไม่ได้ท่องมากด้วยนะ แต่จำได้แม่น มันสำคัญนะ ก็เลยได้ เอาละ หลัก 10 นี้ มิจฉาก็อย่างหนึ่ง สัมมาก็อย่างหนึ่ง แต่ก็หลักเดียวกัน ทีนี้นัยนี่มันจะต้องอธิบายกันมากนะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ขอผ่านอันนี้ไปก่อน แล้วก็ค่อยไปย้ำ มันจะย้ำ 10 หลักนี่แหละ สำคัญ แล้วก็จะได้แบ่งกันเป็นไปเรื่อยๆ อธิบายไปเป็นข้อๆ ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ เหล่านี้นะ มันก็แบ่งออกเป็นอย่างนี้อีก มิจฉาทิฏฐิก็ว่าแล้ว 10 ข้อ สัมมาทิฏฐิก็ว่าแล้ว 10 ข้อ ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ท่านแบ่งออกเป็น 2 คือ สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นสาสวะ 1 กับสัมมาทิฏฐิที่เป็นอนาสวะ อีก 1 ท่านบอกว่า สัมมาทิฏฐิ 2 อย่าง [256] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง 1 สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 256) เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องเข้าใจตรงนี้ไปอีกนิดหนึ่ง เป็นขั้นตอน ว่า สัมมาทิฏฐินั้นมี 2 อย่าง สัมมาทิฏฐิ 10 ที่ยังเป็นสาสวะ “สาสวะ” หมายความว่า ยังไม่หมดอาสวะ สาสวะยังมีอาสวะอยู่ แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ลดได้บ้าง ลดไปได้บ้าง แต่ว่ายังไม่หมดสิ้น ยังเหลือ ส่วนเหลือ สาสวะ ยังเหลือส่วนเหลืออยู่ ก็เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ คือเราก็ได้สั่งสมบุญนั่นแหละ เป็นส่วนแห่งบุญ ยิ่งปฏิบัติไป แม้ว่าจะยังไม่หมดอาสวะก็ตาม เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ภาษาบาลีเรียกว่า ปุญญภาคิยา เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อุปธิเวปักกา เป็นส่วนแห่งบุญ ก็หมายความว่า เราปฏิบัติได้ ชำระไปได้เรื่อย ๆ ก็มีส่วนแห่งบุญไปเรื่อย ๆ เจริญ มีบุญสูงขึ้นไป มีบุญมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และให้ผลแก่ขันธ์ ก็หมายความว่า เราได้รับผลทันที เป็นผลแก่ขันธ์ ขันธ์ของเรานี่ มันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว ยิ่งไปมีมิจฉาทิฏฐิ ยิ่งไม่เข้าใจต่อสัจธรรมหรือสัทธรรม มีแต่อสัทธรรม มีแต่ธรรมะอันเลอะ ธรรมะอันไม่ดี เราก็ไม่รู้ว่า เราไอ้แค่รูปนามขันธ์ 5 ก็แท่งนี้นะ คนตัวใหญ่ ตัวเล็ก อะไรก็ตัวคนหนึ่งละ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์นี้ มีกายกับใจ แต่ละแท่งนี่ มันก็เที่ยวได้ไปหาเรื่องทุกข์มาให้แก่ตัว ไปสวาปาม ไปแสวงหา ไปสะสม ไปเอาเรื่องเลวๆ ร้าย ๆ มาให้แก่ตัวเอง เป็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นบาป เป็นหนี้มากมาย เพราะมิจฉาทิฏฐิ แต่พอมาเข้าใจมิจฉา และมาเข้าใจสัมมา แล้วก็พากเพียรปฏิบัติเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เข้าสู่สัมมาเรื่อย ๆ ก็เป็นส่วนแห่งบุญ ทำให้ขันธ์ของเรามีผล ทำให้ขันธ์ของเรานี่ทุกข์น้อยลง ๆ ๆ ชีวิตที่ประกอบไปด้วยขันธ์ 5 นี้ รูป เวทนา สั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive