350218 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 3 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350218 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 3/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 3/7 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2535 เนื่องในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 16 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
สัมมาทิฏฐิ 10 ที่ยังเป็นสาสวะ : เริ่มต้นกันตั้งแต่แรกเลย ไม่ต้องมีอะไรมาแซมตอนต้นละ เอ้า ลองทบทวนกันดูซิ ใครจำได้แล้วมั่ง 10 ข้อนี่ มีอะไรบ้าง (ดู สัมมาทิฏฐิ 10 ที่ยังเป็นสาสวะ ในภาคผนวก) ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก อันนี้ เราจำได้แค่ว่า กัมมานัง ก็พอ กัมมานัง ก็คือกรรม สุกตะทุกกฏานัง กัมมานัง จะต่อไปข้างท้ายก็ได้ กัมมานัง พลัง วิปาโก ผลวิบากของกรรม กัมมานัง พลังวิปาโก ผลวิบากของกรรม แล้วก็ อยังโลโก ปโรโลโก ตัวนี้ เ ราจะได้พูดกัน ให้สำคัญเรื่อง ปโรโลโก นี่ เพราะว่า ความเข้าใจยังไม่ถึง ไม่ใช่ผิด ไม่ผิดแต่ยังไม่ถึง ไม่ถึงฃองคำว่า ปรโลก ของพระพุทธเจ้านี่ ยังไม่ถึงกันนะ ถ้าเข้าใจคำว่า ปรโลกของพระพุทธเจ้า ไม่ถึง ไม่ถูกทาง หรือว่าไม่ถึงทาง ไม่ถึงจุด ไม่ถึงความหมาย ไม่ถึงความจริงของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงหมายแล้วละก็ เราจะไม่มีทางรู้จักโลกหน้า หรือโลกอื่น หรือโลกที่ต่างจาก อยัง โลโก หรือว่า อิทธโลก คือโลกอย่างปุถุชน หรือโลกอย่างโลกีย์กันเป็นอันขาดเลย ก็เพราะเมื่อไม่เข้าใจโลกนั้น ก็เข้าสู่โลกนั้นก็ไม่ถูก เราจะไปปรโลกกันตั้งแต่บัดนี้ ขณะนี้ ผู้ใดสู่ปรโลกแล้ว ผู้นั้นก็ได้อยู่ปรโลกแล้ว ไม่ต้องไปอยู่กับโลกเดิม อยังโลโก ไอ้โลกเก่า ๆ เดิม ๆ ใคร ๆ ก็อยู่มาเก่า เราจะไปสู่โลกใหม่ ปรโลก นี่คือโลกใหม่ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ มาตา ปิตา สัตตา โอปปาติกา นะ สุดท้ายก็
อ่านต่อ
สมณพราหมณา เอาแค่นั้นก็ได้นะ สุดท้ายข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ ทวนอีกครั้ง ทินนัง ทานที่ให้แล้ว ยิฏฐัง ยัญพิธีที่บูชาแล้ว หุตัง การสังเวยบวงสรวง ที่บวงสรวงแล้ว กัมมานัง พลัง วิปาโก ก็กรรมและผลวิบากของกรรม หรือว่ากรรมที่ได้ทำแล้วทั้งดีทั้งชั่ว ผลวิบากที่ทำดีทำชั่วแล้วต่าง ๆ แล้วก็ อยังโลโก ปโรโลโก โลกนี้ โลกหน้า พูดกันติดปากกันว่าโลกหน้า อาตมาไม่อยากให้เรียกโลกหน้า เรียกโลกใหม่ โลกนี้ โลกใหม่ หรือว่า โลกอื่นอีกต่างหากจากโลกนี้ มันมีอีกโลกหนึ่ง เรียกว่า โลกโลกุตระ นะถ้าพูดกันชัด ๆ โลกใหม่ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบนี่คือโลกโลกุตระ ที่พาคนเข้าไปอยู่ หรือพาชวิตของแต่ละคนเข้าไปเป็นมนุษย์โลกใหม่ เป็นมนุษย์โลกุตระให้ได้ มาคา ปิตา สัตตา โอปปาติกา แม่ มาตา ปิตา ก็พ่อ สัตตา โอปปาติกา ก็สัตว์โอปปาติกะ สรุป โอปปาติกะ ก็มีทั้งผี ทั้งมาร มีทั้งวิญญาณเทวดา มีทั้งวิญญาณแท้อยู่ในนั้นเสร็จนะ เสร็จแล้ว ก็ สมณพราหมณ์ ทบทวนนะ ลองทบทวนแล้วจำให้ได้ ถ้าผู้ใดเห็นว่าไม่มี ตั้งแต่การทำทานให้แล้วไม่มีผล ไปจนกระทั่งถึงสุดนั่นแหละ ไม่พบ หรือไม่เห็นหรือไม่มี คนใดตัดความรู้ความเข้าใจใน 10 ข้อนี้แหละ อยู่ในหลักเกณฑ์ของทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าท่านเอามาใช้เอามาเป็นหลักยึด หลักยืนยันให้คนเราได้ศึกษา ไม่ใช่ว่าทิฏฐิไม่มีหลัก เข้าใจแต่ว่า เป็นความเห็น ความเข้าใจ ความรู้ ความแจ้ง อะไร ด้วยปัญญา ด้วยความที่เราจะมีความเข้าใจในตัวคน คน ๆ หนึ่งมีความรู้ มีความเห็น มีความเข้าใจได้ยังไง ๆ จะเริ่มต้นไปจนกระทั่งลึกสุด ถ้าเป็นทิฏฐิที่ลึกสุดก็เลื่อนขึ้น เป็นญาณ หรือเป็นปัญญานะ ที่จริงมันก็อันเดียวกัน แต่ว่ามันค่อย ๆ ไล่ เริ่มต้นมาตั้งแต่ความเห็นความเข้าใจ เปลือก ๆ ผิว ๆ เป็นความรู้ที่รู้เริ่มต้น เท่านั้นก็เรียกว่าทิฏฐิได้ แต่มันยังไม่สมบูรณ์หรอก มันก็จะค่อย ๆ มีเพิ่มขึ้น ๆ ทิฏฐิก็จะเพิ่มขึ้น ด้วยหลักเกณฑ์ที่อาตมาได้ลองพยายามอธิบายโดยไม่มีกระดานดำเขียนนะ
สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ : จำเรื่องของทิฏฐิเอาไว้ให้ดีว่า สัมมาทิฏฐินั้นประกอบไปด้วยองค์ 6 จำอันนี้อีก จะได้สำคัญในเรื่องสัมมาทิฏฐิให้ดี (ดู สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ ในภาคผนวก) สัมมาทิฏฐิของพระอริยะ อันเป็นยอดและจะสมบูรณ์ด้วยองค์ 6 เรียกว่า ที่เป็นอนาสวะด้วย ที่จะสิ้นอาสวะเลยทีเดียว ถ้าจะเป็นทิฏฐิที่สมบูรณ์ เป็นสัมมาทิฏฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระแท้ ๆ นั่นนะ จะต้องประกอบไปด้วยปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล หรือปัญญาพละ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่ต่างกันนะ มีน้ำหนัก น้ำเนื้อต่างกันว่า ปัญญามันยิ่งขึ้น มันเจริญขึ้น มันมีกำลัง มันมีความเป็นใหญ่ มันมีอำนาจขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดปัญญาพละนี่เป็นตัวสุด เป็นตัวมีกำลัง เป็นตัวเป็นอำนาจ เป็นใหญ่ยิ่งสุด ปัญญาพละ เป็น วิมุตติญาณทัสสนะ เลย ปัญญานี่ ถ้าถึงขั้นสูงสุด ปัญญาผล หรือปัญญาพละสุดท้ายละก้อ หมายความว่า เป็น ญาณทัสสนวิเศษ ที่เป็น วิมุตติญาณทัสสนะ เลย เป็นญาณทัสสนวิเศษที่มีวิมุติของตนแล้ว แล้วก็แจ้งชัดในวิมุติของตน ถอนอาสวะสิ้น จบสุดเลย ปัญญานี่ 3 หลักแรก
ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ทีนี้ 3 หลักนี่แหละ มันจะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ผลนี่ ก็จะต้องมีตัว ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ หรือความเห็นขอบ แล้วก็ มัคคังคะ หรือองค์แห่งมรรค 3 อันนี้เป็นตัวที่จะประพฤติปฏิบัติ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เริ่มต้นมีทิฏฐิ เราก็จะต้องปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วถึงเริ่มจะมาเกิดปัญญา ปฏิบัติด้วยจะต้องมีองค์แห่งสภาพเกิด ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ คือวิจัย มีตัววิจัย วิจารณ์ มีตัววิเคราะห์ มีตัวรู้มิจฉา รู้สัมมา รู้กิเลส รู้การลดกิเลสได้ รู้สภาพจริงนะ เวลาปฏิบัตินี่ จะต้องรู้สภาพจริง ลดกิเลสได้ กิเลสจางลง อารมณ์ของกิเลสจางลง จะเป็นอารมณ์อย่างไรในจิต ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์จะเป็นตัววิจัย ๆ แล้วจึงจะเติมให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ตัวต่อมา ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ ดูในหนังสือนั่นน่ะ มี 6 ตัวอยู่ในนั้น ในหนังสือนี้มี 6 ตัว เห็นชัด ๆ นะ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิรอบใหม่พัฒนาเจริญขึ้น สัมมาทิฏฐิ ตัวนี้ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิตัวแรก ที่เราเริ่มเข้าใจด้วยปริยัติ ด้วยการศึกษา ด้วยการฟัง ไม่ใช่ เป็นตัวที่จะเกิดตามหลังของธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ โตขึ้นแล้ว มีความเห็นที่ลึกขึ้น เจริญขึ้น มีความลึกขึ้นเจริญขึ้น มันจะซ้อนกันไปเรื่อย ๆ สัมมาทิฏฐิ ที่มันทำงานขึ้นไปเรื่อยๆ ปัญญา 3 เอาอย่างนี้ก็ได้ เอาคำว่า ปัญญานี่ ใครเคยได้ยิน ปัญญานี่มี 3 (1) สุตมยปัญญา (2) จินตามยปัญญา แล้วก็ (3) ภาวนามยปัญญา อีกนะ (ดูเพิ่มเติม ปัญญา 3 ในภาคผนวก) สุตมยปัญญา คุณฟังอาตมาเทศน์นี่เป็นสุตะ คือฟัง ฟังไปก็เกิดปัญญาแบบฟัง นั่นแหละทิฏฐิตัวแรก สัมมาทิฏฐิตัวแรก ฟังไปเข้าใจตรงและดี เออ เราได้เข้าใจ แล้วจะเป็นสัมมาทิฏฐิตัวแรก เป็นสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา คุณก็ไปวิจัยอีก ไปวิเคราะห์ ไปทบทวน เข้าไป จินตมยปัญญา คือเข้าไปนึก ไปคิด ไปทบทวน เพิ่มเติมความรู้อีก จะนึกคิดทบทวน อ่านทวน หรือแม้แต่จะเริ่มปฏิบัติ ภาวนามยปัญญา เริ่มปฏิบัติขึ้นมา (เดิม)มันยังไม่เกิดผลอะไร มันก็เกิดเห็น มันก็เกิดรู้ขึ้นมาไปในทางจิต จินตมยปัญญาขึ้นมาเรื่อย ๆ เกิดธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เกิดสัมมาทิฏฐิสูงขึ้น ๆ ปัญญา หรือทิฏฐินั้น โตขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ปฏิบัติมัคคังคะ คือองค์แห่งมรรค นี้ การปฏิบัติก็บอกแล้ว มีหลักวิธีของหลักองค์มรรคองค์ 8 มีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวประธาน มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ ทิฏฐิเป็นตัวสำคัญที่กำหนดทิศทางกรรมของตน สัมมาวายามะ สัมมาสติ นี้ มันจะเป็นมิจฉา หรือเป็นสัมมาก็ตัวทิฏฐิเป็นตัวนำ ถ้าทิฏฐิเป็นมิจฉา วายามะก็เป็นมิจฉา สติก็เป็นมิจฉา ถ้าทิฏฐิเป็นสัมมา วายามะก็เป็นสัมมา สติก็เป็นสัมมา เพราะฉะนั้นสำคัญ ตัวสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ ตัวทิฏฐินี่สำคัญมาก เพราะงั้น ถ้าคุณเอง คุณเข้าใจทิฏฐิของคุณนี่ไม่สัมมา ทิฏฐิของคุณไม่เป็นสัมมา ทิฏฐิของคุณเป็นมิจฉา ถ้าคุณเองคุณเข้าใจ เช่นยกตัวอย่าง คุณเข้าใจว่า แหม การได้เงินมามาก ๆ นี่นะ จะได้มาโดยวิธีใดก็แล้วแต่เถอะ ได้มามาก ๆ คนอื่นสู้เราไม่ได้ เราสามารถที่จะทำให้เขายอมเอาเงินมาทะลักทะเลให้เราได้ จะด้วยกลยุทธวิธีใดก็แล้วแต่ เราได้อย่างนี้โดยไม่ต้องถูกจับ ไม่ต้องถูกฟ้อง ถือว่าสุจริต แต่เราฉลาด ฉลาดที่จะมีวิธีการอะไรก็แล้วแต่ ที่จะเอาเงินมาให้เรามาก ๆ นี่เป็นวิธีที่ดี และเป็นวิธีที่ควรจะทำ คุณก็พยายาม พยายามทำ และคุณก็ทำจริง ๆ มีสตินะ สติและความพยายามก็ถูกกำหนดทิศทางด้วยทิฏฐิในตน คนเรานี่ ใช้สติสัมปชัญญะ ปัญญา ทำ ๆ ๆ และคนก็ทำอยู่อย่างนั้น เราก็เคยทำ แต่เราเก่งเท่านั้น เราเลยได้เท่านั้น คนที่เขาเก่งมาก ๆ เขาจะได้มาก ๆ เลยร่ำรวยเป็นพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้านเลย มีอยู่ในโลกนี้ และเขาก็นึกว่า เขาประสบผลสำเร็จในชีวิต และคนนับถือกันทั่วโลกนะ นับถือกันทั่วโลก แต่ในกรรมวิธีนั้น ซับซ้อน ฉ้อฉล เอาเปรียบเอารัดอยู่ในนั้นตั้งมากมายก่ายกอง นี่เขาถือว่าเขาสัมมาทิฏฐิ โดยสัจจะแล้ว อาตมาถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะเป็นทิศทางโลภโมโทสัน เอาเปรียบเอารัด และก็กอบโกยเอามาเป็นของตัวของตน ไม่รู้จักหยุดจักพอ และเขาจะมีมากไปจนกระทั่งตาย และจะจัดการแบ่งให้คนนั้นคนนี้ ให้ลูกให้หลาน ให้ลูกให้เต้า อาจจะแบ่งทำบุญให้มั่ง ก็ให้นิด ๆ หน่อย ๆ รับรองไม่แบ่งทำบุญกันมากกว่าที่จะให้ลูกให้หลานหรอก อาตมาถือว่า อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่อาตมาไม่พยายาม เพราะฉะนั้น ความพยายามของอาตมา จะไม่พยายามหาวิธี จะฉลาดอย่างไรก็ไม่ใช้ความฉลาดที่จะต้องไปกอบโกยมาให้แก่ตัวเอง แล้วก็สะสม ยิ่งเดี๋ยวนี้แล้วยิ่งจะไม่เอา ไม่เป็นเด็ดขาดเลย ทิฏฐิของอาตมาจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะฉะนั้น ความพยายามของอาตมา สติของอาตมา เมื่อใดอาตมาจะตั้ง อาตมาจะทำอะไรด้วยความพยายามของอาตมา มันจะไม่เข้าทางที่จะไปเที่ยวได้โลภ กอบโกยมาใหัตัวเองเลย นี่อาตมาเอาอาตมาเป็นหลักอธิบายสู่ฟัง ส่วนคนที่เขาไม่เข้าใจอย่างอาตมา อย่างที่ยกตัวอย่างแล้ว เขาเข้าใจตรงกันข้ามกับอาตมา เขาก็จะพยายามอย่างนั้นเสมอ เพราะเขาเชื่อว่านั่นเป็นทิฏฐิที่ถูก เขามีสติสัมปชัญญะเมื่อไร เขาก็จะใช้สติ คนเราจะใช้ของเราเต็มที่ สติมันจะเสีย มันก็จะเป็นคนใช้สติอย่างที่เสียนั่นแหละ ส่วนคนมีสติดี ๆ ก็ใช้สติของตนอย่างดี ๆ นะ มีสติแล้วก็มีสัมปชัญญะ และก็มีปัญญา หรือมีความฉลาดของเขา เป็นองค์ประกอบร่วมตาม และทำงานเต็มที่ตามสติของเขา ตามปัญญาของเขา ตามความพยายามของเขา ผลที่ได้ออกมาก็เป็น กัมมานัง พลัง วิปาโก มีผล แต่คนที่โลภโมโทสัน กอบโกยได้มาก ๆ มาก ๆ ร่ำรวยเยอะแยะเลย และก็ยิ่งคิดและยิ่งมีวิธี มีวิธีการในโลก เป็นวิธีการบาป เป็นวิธีการฉ้อฉลทั้งนั้น เกือบจะหมดเลย นอกจากผู้ศึกษาธรรมะและก็หัดละลดจริง ๆ เพราะทิฏฐิเป็นประธาน จึงมองว่า เป็นบาปหรือไม่เป็นบาป เพราะฉะนั้น เขาก็จะกอบโกย โลภ เพราะคนเข้าใจอย่างนี้ ในโลกนี้เข้าใจอย่างนี้ จะหาวิธีที่จะฉลาด ฉลาดที่จะได้เปรียบ และเขาก็เอาเปรียบมาทั้งนั้น ดิ้นรนที่จะเอาเปรียบ หรือได้เปรียบไปตลอดตาย ตั้งแต่เกิดจนตาย เขาก่อบาปทั้งนั้น อาตมาเห็นว่าเป็นการบาป เมื่อเห็นบาป อาตมาก็ไม่พยายามทำบาปนั้น ส่วนผู้ไม่เห็นบาป ก็เห็นว่าเป็นบุญ บุญนะ ประสบความสำเร็จนะ เป็นของมนุษย์อย่างยิ่ง เขาก็ก่อบาปนั่นโดยไม่รู้ เพราะทิฏฐิเป็นประธาน อาตมาเห็นอย่างนี้ถึงเห็นว่า โอโฮ มันน่าสงสารเขา เขาไม่รู้เรื่องนะ เขาไม่รู้จริง ๆ เลยนะ ซื่อบริสุทธิ์เลย แต่อาตมว่า มันไม่ใช่ซื่อหรอก มันเซ่อบริสุทธิ์ ซื่อจริง ๆ ซื่อบริสุทธิ์ เซ่อบริสุทธิ์ แต่โลกเขาเรียกว่า ฉลาดบริสุทธิ์ อย่างนี้แหละ เป็นเรื่องที่คนละโลกแล้ว พูดกันคนละทางเลย ของเขา เขาถือว่าเป็นเขาเป็นสัมมาทิฏฐิ เราถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันคนละเรื่องเลย อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ มาขยายความ 6 อันนี่ เป็นหลักนี่ให้สำคัญนิดหนึ่ง เราจะได้อธิบายอะไรๆ ไป มันจะได้สำคัญมากขึ้น จำให้ได้นะ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่ยังไม่ได้เข้าหาปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ อะไรนะ แค่อธิบายซ้อน ฟังให้ดี แล้วสัมมาทิฏฐิจะเกิดซ้อนขึ้นมาแล้ว 3 องค์แห่งมรรค ที่ห้อมล้อมและเป็นกลไกในการปฏิบัติ ตอนแรกนี่พอ สุตมยปัญญา มีปัญญา ฟังมาเข้าใจ มีจินตาฯ ไปคิดอีกก็ได้ แต่มันยังไม่ได้เป็นผลเกิดจากการปฏิบัติ มัคคังคะเป็นองค์ปฏิบัติ เมื่อเราปฏิบัตินะ ตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาวายามะ และ สัมมาสติ เป็นองค์อ้อมล้อม ห้อมล้อมแล้วปฏิบัติอะไร ปฏิบัติธรรมอย่างไร 3 ตัวนี่แหละเป็นตัวปฏิบัติ เป็นตัวกลไก เดินเรื่อง เดินเครื่อง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ 3 ตัวนี้เดินเครื่อง เสร็จปฏิบัติ ตัวปฏิบัติอยู่ที่ไหน สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีพ เหล่านี้เป็นตัวปฏิบัติ ของมนุษย์ นั่นแหละคือปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น ปฏิบัติธรรมที่ไปนั่งอมตุ่ย หลับตาอยู่ มันไม่ใช่หลักมรรคองค์ 8 ธัมมาวิจัย ในสังกัปปะ 7 วิจัยมิจฉาหรือสัมมา วิจัยในจิตมีกิเลสผสมไหม หลักมรรคองค์ 8 นั่น ปฏิบัติให้สังวร ให้สำรวม โดยการใช้ความพยายามและสติของเรานี้ รู้จักการตั้งแต่เริ่มมีอะไรปิ๊ดขึ้นมาในความคิด เรียกว่าดำริ เราจะปิ๊ดขึ้นมา จะดำริหรืออะไรขึ้นมาในความคิด มันมีอะไรล่ะตั้งแต่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เริ่มขึ้นมา เกิดขึ้นแล้ว โตขึ้นมาแล้ว แล้ววิจัย ธัมมวิจัยเป็นตัวที่จะต้องทำงานอย่างสำคัญ ธัมมวิจัย วิจัยตักกะ วิจัยวิตักกะ วิจัยสังกัปปะ วิจัยอะไรเป็นมิจฉา อะไรเป็นสัมมา ตัวมันกำลังดำรินี่มันมีกิเลสผสมไหม ต้องอ่านกิเลสออกเลยนี่ว่า ผสมความโลภ ผสมความโกรธ ผสมความโลภตั้งก้อนเบ้อเร่อนะ ผสมความโกรธตั้งก้อนเบ้อเหอะเลยนะ ต้องอ่านให้ออกเลย วิจัยสภาวธรรม ด้วยการอ่านอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ อาตมาพูดก้อนเบ้อเร่อก้อนเบ้อเร่อเทอะ มันไม่มีตัวตนหรอก นามธรรมไม่มีรูป ไม่มีตัว ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีหนวดด้วย มันไม่มีหรอก แต่มันต้องรู้ รู้ด้วยอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ อุเทศ คือนี่ หัวข้อต่างๆ อาตมาเอามาอธิบายขยายสู่ฟัง นี่ขึ้นมาแสดงให้ฟังนี่เรียกว่า อุเทศ คุณก็พยายามฟังความ เข้าใจนี้แล้วก็ไปตามจับอาการมัน นิมิตของมัน นิมิตหมายความว่าเครื่องหมายให้รู้ คุณก็ตามจับมันให้ดี จับมันอ่านด้วยญาณของเรานี่แหละ อยู่ไหนก็แล้วเถอะ ในตัวเรานี่ ญาณอ่าน คุณจะเห็น อ้อ ความแตกต่างของกิเลส นี่คือกิเลส นี่คือจิตวิญญาณ นี่คือธาตุรู้ ธาตุรู้กับกิเลสนี่มันอยู่ด้วยกัน เหมือนหนึ่งเดียวกันมาแต่ไหน ๆ อ่านให้ออก นี่คืออาการกิเลส ฆ่าให้ถูกกิเลส ยิ่งกิเลสถูกฆ่าให้ออกได้เท่าไหร่ จิตวิญญาณยิ่งโปร่ง ยิ่งใส ยิ่งฉลาด ไม่ใช่ฉลาดขี้โกงแล้วตอนนี้ ฉลาดบริสุทธิ์จริง ๆ ทีนี้ และอาการที่กิเลสมันลดลงไปนี่ มันจะเป็นอาการไหน คุณจะต้องรู้อาการพวกนี้ด้วยธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อคุณทำตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ตัวนี้แหละเยี่ยมยอดที่สุด ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์นี่ วิจัยอย่างเป็นองค์อย่างขององค์ตรัสรู้ สัมโพชฌงค์แปลว่า องค์แห่งการตรัสรู้ เพราะถ้าคุณวิจัยเป็น ไม่ใช่ไปนั่งเป็นนักวิจัยอะไรๆ อยู่ในห้องทำงานกองวิชาการไหน ๆ แล้วได้เงินได้ทอง ไม่ใช่ ต้องวิจัยนี่วิจัยปรมัตถ์ วิจัยจิต เจตสิก รูป นิพพาน วิจัยอาการของกิเลส วิจัยอาการของจิตวิญญาณ นี่ วิจัยให้ออก วิจัยได้เท่าไหร่ ๆ คุณก็ปฏิบัติไปด้วย ลดในทางความคิด สังกัปปะในการพูด พูดก็จะมีตัวจิตนี่แหละเป็นประธาน สังกัปปะจะเป็นต้นตอ สังกัปปะนี่จะดำริดี หรือไม่ดี จะวิจัยตรงนี้ออกหรือไม่ออก ถ้าวิจัยตรงสังกัปปะ บอกแล้ว องค์แห่งสังกัปปะ มีกี่องค์ สัมมาสังกัปปะ 7 องค์ของสังกัปปะ มี 7 องค์ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา และวจีสังขารา มันจะอ่านตัวพวกนี้ออก สังกัปปะนี่ วิจัยให้ออก ว่าตัวนี้เป็นตักกะ ตัวนี้วิตักกะ ตัวนี้สังกัปปะ ตัวนี้ดำริขึ้นมา โตจนวิตักกะ แล้วนะ โตมาจนเป็นสังกัปปะแล้วนะ แล้วมันมีกิเลสในนั้นไหม มันมีโลภ โกรธ หลง ในนั้นไหม มันมีตัวมิจฉา เราจะต้องฆ่า ต้องรบ ต้องลด ต้องละด้วยวิธีภาวนา 2 ละ สมถภาวนา หรือ วิปัสสนาภาวนา รู้ด้วยเหตุผล หรือว่ากดข่มมัน ทิ้งมัน ไม่ให้มันมีฤทธิ์มีเดช ไม่ให้มันมีแรง ตามดู ไม่รู้ละ คุณจะมีวิธีการในตัวคุณ ยังไง คุณก็ทำจริง ๆ เลย ทำแล้วสิ่งเหล่านั้นลดลง ลดลงแล้ว จิตจะมั่นคง เรียกว่า อัปปนา พยับปนา นั่นคือการสร้างฌาน สร้างสมาธิ จิตตัวที่มันละกิเลสได้เรื่อย ๆ ๆ จิตของเราจะแข็งแรงมั่นคง อำนาจของกิเลสมันจะทำให้เรานี่แปรปรวนหวั่นไหวไม่ได้ง่ายขึ้นเรือยๆ จึงเรียกว่าแน่นอนมั่นคง อัปปนา แน่วแน่ พยับปนา แนบแน่น เจตโส อภินิโรปนา จิตปักมั่นเลย เป็นยอด ไม่คลอนแคลน ๆ เลย แล้วการที่จะไปคิดไปนึก จะตักกะ วิตักกะ จะสังกัปปะ จะคิดนึก ใช้สังขาร ใช้ปรุงแต่ง ใช้เจตนา ใช้ความปรารถนา ใช้ความตั้งใจ ใช้สังขารอย่างไร ๆ อีก ถ้าได้ล้างกิเลสออก จนกระทั่งเกิดอัปปนา จนเป็นพยัปปนา จนเป็นเจตโสอภินิโรปนา ปักมั่นแล้วนะ คุณจะสังขารอย่างไร ก็ไม่มีแกว่ง ไม่มีเคลื่อนคลอนเลย เหมือนแกนหลักของเครื่องยนต์เหวี่ยงได้เต็มที่ และถ้าเหวี่ยงได้อย่างเรียบร้อย ด้วยมันยิ่งจะนิ่งสนิทเลย จิตยิ่งจะนิ่งสงบเลย เพราะฉะนั้น สังกัปปะนี่เป็นตัวพิสูจน์ได้เลยว่า สมาธิของคุณนี่ จะเกิด อัปปนา พยัปปนา ที่เขาเรียก อัปปนาสมาธิ สมาธิที่แนบแน่น แน่วแน่ แค่ อัปปนา ม้นยังไม่พอหรอก ต้อง เจตโสอภินิโรปนา สมาธิในระดับโน่นเลยถึงจะยิ่งใหญ่ อัปปนา พยัปปนา ถึงจะแนบแน่น ถึงจะมั่นคงที่สุด และปรุงได้เป็นวจีสังขาร ปรุงได้จนกระทั่งมันเป็นสภาพที่เรียกว่ามันเป็นคำพูดในใจแล้ว สังขารอยู่ในวจีสังขาร เป็นคำพูดในใจแล้ว จะพูดออกมาหรือไม่ มันจะมีปัญญาญาณของเราที่เร็วไวเลย เรียกว่ามุทุภูตธาตุ มุทุภูเตนี่ มุทุภูเต กัมมนิเย เพราะฉะนั้น คุณจะทำงานอะไรอยู่ คุณจะพูดออกมาในงานนั้นหรือ คุณจะคิดแล้วก็พูด หรือจะทำออกไปเป็นกัมมันตะ เป็นการกระทำทุกอย่างทุกอาการนี่ คุณก็ทำออกไปในขณะนั้น ๆ นะ มันก็จะอยู่จากต้นรากของจิตที่ดำริ ที่คิด ที่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยับปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสังขาร นี่แหละ วจีสังขารนี่ออกเป็นภาษาพูดก็ได้ ออกเป็นการกระทำทางกาย การกระทำทั้งหมดได้ ด้วยมาจาก มโนปุพพัง คมา ธัมมา มโนเสษฐา มโนมยา มาจากจิตตัวนี้แหละ ออกไปออกก่อเกิด กาย วาจา ใจ หรือไปทำอาชีพอะไรทั้งหมด นี่มันสำคัญอย่างนี้ ปฏิบัติมัคคังคะ สั่งสมผลเป็นสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น มัคคังคะนี่ก็คือ การปฏิบัติองค์มรรคนี่แหละ สังกัปปะวาจา กัมมันตะ อาชีพ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม สั่งสมลงเป็นอะไร เป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะ องค์ทั้ง 7 นี่ มี 3 ตัวนั่นห้อมล้อม (ทิฏฐิ วายามะ สติ) แล้วก็ปฏิบัติกับไอ้เจ้า 4 นี่ เจ้าสังกัปปะ กัมมันตะ อาชีวะ นี่ 4 นี่องค์ทั้ง 7 นี่ ประพฤติไปสิ แล้วเกิดสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ พร้อมกันนั้น สัมมาญาณก็จะเกิดตามเรื่อย ๆ ก็คือองค์ 7 ของปัญญา ปัญญินทรีย์ ญาณก็คือปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่แหละญาณ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ เป็นผล 2 เกิดตามจากมรรค 8 พอปฏิบัติไป เป็นสัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค ปฏิบัติองค์แห่งมรรค และสัมมาทิฏฐิ สอดซ้อนขึ้นๆ ก็เกิด ภาวนามยปัญญา เกิดปัญญาในระดับผลมรรค ภาวนา แปลว่า ผล การเกิดผล ภาวนานี่แปลว่าผล แปลว่าการเกิดผล ภาวนามย ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาของการเห็นแจ้งในผล การเห็นว่ากิเลสลด กิเลสลดมีผล มีวิมุติ มีอะไรต่ออะไรขึ้นมาเรื่อย ๆ สัมมาทิฏฐิตัวนี้ก็เติมขึ้นมาเป็น ภาวนามยปัญญา หรือเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ไล่เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าทิฏฐิตัวแรกถือว่าปัญญา มันก็สัมมาทิฏฐิตัวนี้ก็จะโตขึ้นเป็นปัญญินทรีย์ เป็นปัญญาที่เจริญ มีอำนาจ มีแรง มีความจริงของปัญญาลึกขึ้น ๆ จึงไม่ได้หยุดนิ่งเลย ความเจริญของปัญญา เจริญขึ้น มีแรง มีอำนาจ ปัญญินทรีย์ดี ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ก็ดี เพราะว่า เราศรัทธา เราเชื่อถือตามปัญญาที่เกิดจริงเป็นจริง ไม่ใช่ว่าศรัทธางมงาย ศรัทธาโง่เง่า แต่นี่ศรัทธามีของจริงปรากฏด้วย เราปฏิบัติเราเห็นจริงเลยว่า กิเลสลดมันเป็นยังไง กิเลสลดแล้วทำให้ตัวเรานี่คิดยังไง ดำริยังไง ให้เราพูดยังไง ให้เรากระทำกรรมยังไง กัมมันตะ ให้เรามีอาชีพยังไง มันจะเห็นจริงเกิดขึ้นมาอย่างนั้น ๆ เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นองค์แห่ง 6 องค์ 6 ของทิฏฐินี้ มันจะเดินบทของมันซ้อน ๆ จนกระทั่งเป็นปัญญินทรีย์ แล้วมันก็จะมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีฐานของปัญญินทรีย์ นี่เป็นตัวปัญญา เป็นตัวลึกเก่งอีก เป็นสัมมาทิฏฐิซ้อนขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐิตัวที่รอบซ้อนขึ้นไปอีก ซ้อนขึ้นไปอีก เป็นตัวสัมมาทิฏฐิที่ โอ้โฮ ยิ่งใหญ่กว่าตัวแรก ๆ ที่เพิ่งรู้ เพราะฉะนั้น นักรู้ที่ไม่เคยปฏิบัติเลย ให้เรียนให้ตาย ก็มีสัมมาทิฏฐิตัวต้น อย่างเก่งเขาเรียกแค่ปัญญา (แต่)ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละจะไม่เกิดตาม เพราะเขาจะไม่เห็นของจริง ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ เขาปฏิบัติยิ่งไม่เข้าร่องเข้ารอยมัคคังคะ ไม่มีฐานแท้ที่เขาจะมีรองรับความจริงที่เขาจะเห็นความจริงตามความเป็นจริง โดยเฉพาะ นามธรรม จิต เจตสิก ต่าง ๆ เขาจะไม่เห็น เดาตะพึด พุทธธรรม ลักษณะ 8 ประการ พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ธรรมะของเรานี้ คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา นิปุณา ปัณฑิตเวทนียา (ดู พุทธธรรม ลักษณะ 8 ประการ ในภาคผนวก) อตักกาวจรา ไม่เป็นไปเพื่อความด้นเดา อตักกาวจรา มาเดา มาคะเน จะมาคาดคะเน จะมานึกคิดเอาเอง ไม่เป็นไปตามนั้น ปณีตา มันประณีต สันตา มันสงบ ไม่เหมือนสงัด สันตาแปลว่าสงบนี่แหละ ของท่านสงบ ประณีต ไม่เหมือน เดาไม่ออกหรอก มันสงบ แต่มันวิ่งจี๋เลย วิ่งจี๋เลย รวดเร็วเลย พวกคุณนี่ไม่ถือสาอาตมามากขึ้น เพราะอาตมาเอง อาตมาสงบ แต่อาตมา ล่อกแล่กยิ่งขึ้น หวือหวาล่อกแล่ก แต่คุณไม่ถือสา สงบคืออะไร สงบคือมันหยุดกิเลส หยุดโกรธ หยุดโลภ หยุดเบียดเบียน แต่สร้างสรรเก่ง สร้างสรรเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่สร้างสรรเพื่อตัว ตัวเองยิ่งปลอดภัย ตัวเองยิ่งอุดมสมบูรณ์ ตัวเองยิ่งไม่มี ยิ่งรวย ยิ่งไม่มี ยิ่ง โอ้โฮ แทบป้อน ปรารถนาอะไร แทบได้เลย ต้องการอะไรก็ได้เลย ถ้าสิ่งนั้นสมควรนะ ถ้าอาตมาต้องการบุหรี่สักมวนสิ เขาก็ไม่ให้อาตมา พวกคุณก็ไม่ให้ แต่คนโง่ ๆ อาจจะเอามาให้นะ แต่ถ้าอาตมาปรารถนาสิ่งที่สมควรนะ คุณรีบให้ ถ้าหากว่า มันไม่เกินกว่าที่คุณจะช่วยเหลือ คุณอยากช่วยเหลือด้วย บางทีตัวเองยังไม่เอาเลยนะ ตัวเองยังไม่กล้าซื้อให้ตัวเองนะ แต่กล้าซื้อให้อาตมา เอ้อ เห็นไหม มันเป็นไปได้นะ เอ้อ เห็นไหม มันยิ่งใหญ่ไปอย่างนั้นจริง ๆ นะ นี่อาตมาไม่พูดเล่นนะ พูดจริง ๆ แต่อาตมาว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย แต่ไม่ทุกคนหรอกนะ หึ หึ ไม่ทุกคน ไม่กล้าให้อาตมาทุกคนอย่างนั้น ที่พูดนี่ไม่ได้มานั่งเกี้ยวพาราสีคุณ ไม่ใช่บอกให้คุณเอาอะไรมาให้อาตมานะ แต่ฟังแล้วก็คงเข้าใจว่า มันเป็นบุญ เป็นบารมี หรือเป็นอะไรอย่างนั้นจริง ๆ ขอให้จริงเถอะ มีสัจจะจริง อย่างนี้มันจะเป็นเอง มันจะเป็นไปตามธรรมอย่างนี้นะ สัมมาทิฏฐิเจริญซ้อนสูงขึ้นด้วยผลจากการปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิจึงจะต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งว่า องค์แห่ง 6 ของสัมมาทิฏฐินี้สำคัญด้วย ฟังดี ๆ งานนี้ ปลุกเสกพุทธาภิเษกปีนี้นะ อาตมาจะอธิบายให้สัมมาทิฏฐินี่ ให้เข้าใจซ้อนลึก ให้เข้าใจชัด ให้เข้าใจมาก ๆ จะสาธยายได้เท่าที่อาตมาจะสื่อให้ ยังไงก็ให้รู้เป็น สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา กันไปให้พอ เสร็จแล้วคุณมี ภาวนามัยของคุณอยู่บ้างแล้ว มีผลของคุณอยู่บ้างแล้ว เสร็จแล้วคุณก็มาฟังอันนี้ คุณก็จะเข้าใจชัดขึ้น ยิ่งคุณไปปฏิบัติเพิ่มขึ้นอีก มี ภาวนามยปัญญา ตามมาอีก ๆ ๆ ๆ มันจะเกิดเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สอดซ้อนขึ้นมาอีกเป็นรอบ ๆ ๆ เห็นไหม ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ และมัคคังคะ หรือองค์แห่งมรรค อีก 3 ตัวนี้มาก็จะสอดซ้อน เป็นภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เข้าใจไหม อันแรกเกิดปัญญา อันที่ 2 ก็จะธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เกิดสัมมาทิฏฐิ และมัคคังคะ ที่ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ นี่ สั่งสมลงไปเป็นสัมมาสมาธิที่สูงขึ้น ก็เกิดสัมมาญาณ หรือเกิดปัญญินทรีย์ เกิด สัมมาญาณ หรือปัญญินทรีย์ ยิ่งวิมุติ เป็นสัมมาวิมุติเข้าไปอีก ๆ ๆ ก็เกิดปัญญินทรีย์ที่ีสูงขึ้น ๆ ๆ คุณก็ปฏิบัติธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ได้รอบลึกรอบที่ 3 ขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐิของคุณก็สูงขึ้นเป็นสัมมาทิฏฐิรอบที่ 3 ได้อีก ภาวนามัยปฏิบัติเพิ่มเติมขึ้นอีก สัมมาทิฏฐิองค์แห่งมรรค สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ปฏิบัติกรรมกิริยาต่าง ๆ เหล่านี้ เห็นของจริง เกิดของจริง ลดละของจริง มีสัมผัสเป็นปัจจัยอยู่กับสังคม อย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive