600328_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สยังอภิญญาคือผู้สืบสานศาสนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
600328_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สยังอภิญญาคือผู้สืบสานศาสนา
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันอังคารที่ 28 มีนาคม 2560 เมื่อวานพ่อครูได้เทศนา ในโลกุตรธรรม ด้วยความเมตตากรุณาของท่าน พ่อครูพูดถึงเรื่อง ทาน ทำอย่างไรจะไม่หวัง ไม่สั่งสม ไม่ผูกพัน ไม่คิดว่าจะได้ผลข้ามภพชาติ เรามาเป็นคนทำสัมมาอาชีวะ ไม่โกง ตลบแตลง แต่ให้มาทำสัมมาอาชีวะ ทำงานแบบไม่เอาค่าตอบแทน ทำงานฟรี ในระบบสาธารณโภคี สามารถทำได้ในวงฆราวาส พ่อครูว่า... SMS วันที่ 27 มีนาคม 2560
_3867ขอขอบคุณผู้ส่งหนังสือเราคิดอะไร! สมาชิกได้รับแล้ว ขออนุญาติเรียนถึงคนบ้านนอกบอกกล่าวฤาลุงจำลอง ถึงลุงจะหยุดเขียนบทความใหม่!พวกเราก็ยังเก็บบทความเก่าของลุงไว้อ่าน เป็นบทเรียนเตือนใจตนเสมอ!นับถือท.แก่ไม่มีวันตายไปจากหัวใจมวลชน!PAD51 _3867ลุงจำลองเขียนหนังสือไม่ไหว! ก็พูดเสวนาธ.ที่บ้านทางคลิปส่งผ่านจอบุญนิยมสัปดาห์ละครั้ง ก็ยังดีกว่าเงียบหายไปเลย!พ่อครู 80 กว่ายังเทศน์ไหวเลย! แก่อะไรแก่กายได้ก็แก่แต่กายนอก! แต่แก่ในแก่คุณธรรม แก่ความดี แก่กายใน! แก่สังขารสรีระ ช่างวัฏฏะหัวมัน!หยุดแก่สังขารธรรม หยุดปรุงกิเลสแต่งจิตไม่แก่ตามกายเลย! ทุจริตชนคนแก่มันยังไม่ยอมหยุดกอบโกยโกงกิน โลกเลยแผลงฤทธิ์คอรัปชั่นซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปจนแก่ตาย! แล้วสุจริตชนคนแก่ จะยอมละจิตซื่อใจตรงทิ้งโลก ให้ลูกหลานรับวิบากอกุศลกรรมไว้ข้างหลังฤา?กราบขอบคุณพ่อครูผู้คงแก่สัจธ.ผู้ไม่ยอมแพ้ความแก่ตามโลกธ.
_7277เส้นทางสายนี้ เป็นทางเดินไปสู่ความเป็นอาริยะ ประกอบด้วยองค์มรรค เป็นโลกุตตระไม่ทั่วไปกับพวกปุถุชน(คนโง่คนหลงคนกิเลสหนา)ใช่ไหมครับ?.
_7277ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกไหมครับ คือการเก็บหาง เป็นการเก็บอาสวะไม่ว่าจะเป็นหางอย่างหยาบ อย่างกลาง หรืออย่างละเอียด หรือหางของกายกรร
อ่านต่อ
ม วจีกรรม และมโนกรรม.? พ่อครูว่า...อาสวะมี10 ข้อ อนุสัยมี 7 ข้อ มีภาษาที่ซ้ำ และสลับข้อ
_6703มาช่วยงานสนามหลวงค่ะ ฟังวิทยุจากแอปทูนอิน อยู่บ้านจะดูบุญนิยมทีวีค่ะ ไม่ซื้อเนทแพงใช้ เพราะเกินจำเป็น นึ่คือเหตุที่ไม่ฟังสดค่ะ :) พ่อครูว่า… ก็มาฟังซ้ำกันอีก ผู้ใดรำคาญก็คือ คนมีอัตตาหรือมีกิเลสอื่น ไม่ชอบใจอะไรก็ตามแต่คน แต่ผู้ใดไม่มีอัตตา ไม่มีกิเลสอีกแล้ว จะไม่รำคาญ ฟังได้โดยไม่ต้องทน พูดซ้ำบางทีแย่กว่าเก่าก็ได้ ผู้ที่ไม่ติดยึดแล้ว ก็จะวนซ้ำได้ แล้วเจริญขึ้น หรือคนพูดวนซ้ำ แต่แย่กว่าเก่าก็มี คนพูดวนซ้ำ แล้วก้าวหน้าขึ้นก็มี ผู้มีปัญญารู้เท่าทัน ก็จะเข้าใจความวน พอเวลาสั้นละเอียดเข้าก็จะเร็ว วนแคบขึ้นด้วย เราผู้มีปัญญาลึกซึ้งขึ้น จะเข้าใจดีว่า เป็นเรื่องลึกและเร็ว แต่ถ้าพูดวน ไปยาวนานไปไกล กว่าจะวนถึงที่เก่า แล้วไม่ก้าวหน้าไปไหน อย่างนี้คือคนหลอก หรือไม่ก็วนแล้วแย่กว่าเก่าด้วย
อจินไตยที่เข้าใจตามลำดับ อาตมากำลังเน้น เรื่องของสัจจะที่เป็นจริง ที่มีอจินไตย มีสิ่งลึกซึ้งเกินที่เราคาด มันเหมือนกับมีอภินิหาร มีสิ่งพิเศษบันดาล อาตมาเห็นเหตุปัจจัย แต่บางอย่าง มันละเอียดเกินกว่าจะรู้ได้ อันนี้จึงยกให้เป็นเรื่องของพลังงานพิเศษ พลังงานศักดิ์สิทธิ์ พลังงานพระเจ้า ที่เป็นผู้บงการ เป็นผู้สั่งการ เขาเข้าใจอย่างนั้นเชื่ออย่างนั้น เราก็เข้าใจ สายปัญญาสายเหตุผลไม่ได้ติดใจ อันนั้นเป็นเรื่องของบารมี ที่จะเป็นได้อย่างแท้จริง จะบอกว่าพระเจ้าต้องช่วยเรา พระเจ้าก็สอนไปแล้วว่าพระเจ้าจะช่วย ผู้ที่ช่วยตนเองก่อน ที่จริงจะช่วยทำไม เพราะว่าเขาก็ช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว พระพุทธเจ้าสอน อัตตา หิ อัตตโน นาโถ พึ่งตนเองได้แล้ว จะไปพึ่งใครอีก และการพึ่งตนเองได้แล้ว เราจะมีเหลือ พลังงานสมรรถภาพจะเกินเฟ้อ กินใช้น้อยลง มีส่วนเกินมากขึ้น เราจะมีเหลือ ไปช่วยผู้อื่นมากขึ้นๆๆ คนก็จะมีกตัญญูกตเวที ต้องช่วยท่าน ต้องสืบสานจากท่าน ประวัติท่านเป็นผู้ให้อย่างแท้ เราก็อยากจะเป็นผู้ให้อย่างท่าน ท่านทำให้เราได้พัฒนาตัวเองสูงขึ้น ก็ไม่ใช่ความหลงไหลติดยึด แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ชัดเจน ท่านเอาสิ่งที่ดีๆให้เราขนาดนี้ รับมายังไม่ครบเลย แล้วจะไปไหน พลังงานพิเศษที่เหลือ เป็นกุศลธรรม ที่เป็นบารมีซับซ้อน ฝากไว้ตรงนั้นตรงนี้ ไปอยู่กับคนนั้นคนนี้ จะมีผู้เรียกด้วยภาษาว่าเป็นบริวาร หรือเป็นสาวก หรือเป็นผู้ที่มาสืบสาน เชื่อมต่อกัน ช่วยเหลือกัน มาเป็นลูกศิษย์อาจารย์ก็แล้วแต่ มันก็มีจริง พลังงานจิตที่มีมาช่วย ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคน ต่างคนต่างให้ ไม่จำเป็นต้องรู้ สิ่งเหล่านี้จึง ซ้อน แต่มันเป็นสัจจะ ไม่เห็นจะต้องบอกว่า เป็นใครให้ แต่มันมีสิ่งที่ให้มา รวมกันมันก็มาเยอะ ใครจะเข้าใจว่าเป็นพระเจ้าสร้าง และพระเจ้าจะให้แก่คน ที่จริงก็ไม่เห็นจะเสียหาย มันถูกต้อง จะบอกว่าเป็นพระเจ้าให้มา ก็ไม่เป็นไร แต่เรารู้ว่ามันเป็นพลังงานซับซ้อน จากพลังงานของแต่ละคน ที่มีส่วนต่อกันและกัน อุดหนุนกันและกัน ช่วยเหลือกันและกัน ร่วมกันส่งเสริมพัฒนา การให้นี้จะให้ต่อไปกันอีก เป็นความมี ประโยชน์สูง ประหยัดสุด เจริญงอกงามอย่างแท้จริง คนนี้ควรจะให้ ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร มันจึงเกิดที่เรียกกันว่ามีบารมี มันก็จะเป็นไป ชาตินี้อาตมาปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้าสอน ว่าไม่และเล็มเลียบเคียง ไม่ประเล้าประโลม ไม่เรี่ยไร แต่คนก็เข้าใจเป็นคนมีปัญญา เขารู้เอง เต็มใจมาส่งเสริมอุดหนุนจุนเจือ หมุนเวียนกันมา อาตมาก็ทำไปตามปัญญา ก็ได้อยู่อย่างไม่ขาดแคลน ทำงานด้านนี้มา เกือบจะห้าสิบปีแล้ว ก็เกิดผล อย่างเช่น แตงร้านที่มาประดับเวที วันนี้ลูกโตมาก เป็นพีชนิยาม แต่มีเหตุปัจจัย เกิดจากพลังงานสะอาดบริสุทธิ์ ขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ ของวิญญาณคน สิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่เราปลูกเราทำ คนอื่นก็ทำ เขาใช้สารเคมีด้วย แต่เราไม่ได้ใช้เลย มันก็เจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ อย่างที่ว่านี้ สิ่งที่ประดับฉาก เราจะไม่เหมือนคนอื่นเขา ของเรานี่ ถ้าเป็นคนตะกละ ก็น้ำลายไหลได้เลย มีแต่ของน่ากิน คนที่เข้าใจพลังงานของพระเจ้า พลังงานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาล กับที่เราเข้าใจ เป็นเชิงความรู้ปัญญา ว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ ไม่ได้มีอะไรบันดาล เป็นไปตามเหตุและผล เมื่อทำเหตุได้ครบ เราไม่สามารถเรียนรู้เหตุ ที่มีมากมาย มาจับตัวเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น มีมากมายละเอียดเยอะ พลังงานอุตุนิยาม พลังงานแม่เหล็กที่มีพลังงานบวกลบ รวมตัวกัน น้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน แม้ในนิยาม 5 อุตุ พีช จิต กรรม ธรรมะ อาตมาสัมผัสแล้ว ก็รู้ว่านี่ของพระพุทธเจ้าแน่นอน แม้ไม่มีในพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐนี้ แต่มีในวิสุทธิมรรค อาตมาก็ว่า ไม่มีปัญหาหรอก ท่านพุทธโฆษาจารย์ ก็รวบรวมไว้ มาถึงวันนี้แล้ว สิ่งที่เราตามหาเหตุไม่เจอก็ตาม แต่อาตมาไม่สงสัยว่าไม่มีเหตุ แต่เรายังไม่ฉลาดพอจะไปตามรู้เหตุ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เราไม่รู้จักที่ต้น ไม่รู้เหตุ แล้วเราเป็นโพธิรักษ์ เราเป็นใคร ถ้าจะบอกว่ามุ่งหวัง รู้ที่ต้นลึกซึ้งกว่านี้ แต่เราไม่ต้องใช้พลังงานภายในสิ่งเหล่านี้ อาตมาเห็นว่า อาตมารู้เพิ่มขึ้นจากของเก่า และมีของใหม่เสริมด้วย จากการทำเหตุนี้ครบ ผลก็สำเร็จ ปัจจุบันนี้ก็มี แม้สิ่งเก่าก็มาเปิดเผย ของเก่าอาตมา ยังเกิดขึ้นไม่หมด ของใหม่ก็มีไปเรื่อยๆ เป็นเหตุเป็นผล เราทำ 1+1 ก็ได้ 2 ปัจจุบันเราทำ ก็เกิดผลไปเรื่อยๆ
มัชฌิมศีล ข้อ 1 อาตมาก็จะวนซ้ำ เรื่องของวินัยกับศาสนาปัจจุบันนี้ ศาสนาพุทธไม่มีศีล ในวงการศาสนาพุทธกระแสหลัก ไม่เอาศีลจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล
พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ก็มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ศีลโอวาทปาติโมกข์ เป็นโอวาทของพระพุทธเจ้า ที่จะนำไปสู่ โมกข์ ก็ไม่รู้ว่าคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างมา 26 ข้อ ปฏิบัติแล้ว ลดละกิเลสของตนได้จริงๆ ศีลแต่ละข้อๆ ส่วนมัชฌิมศีล เป็นศีลที่สูงขึ้น ยากขึ้น ละเอียดขึ้นกว่าจุลศีล เช่น ข้อ 1 ของ มัชฌิมศีล 1.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม อย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคาม และภูตคาม เห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือพืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า พ่อครูว่า...เราละเว้นไม่ทำ แต่ก็ยังบอกให้เขาทำ ให้สัญญาณให้นิมิต ให้เขาทำให้ ก็เกี่ยวข้องกับคนอื่น แต่มีลึกซึ้งว่า คุณปลูกแล้วเพื่อค้ากำไร หรือปลูกแล้วเพื่อแจกจ่าย ก็เพื่อผู้อื่นไม่ได้สร้างอัตตาให้แก่ตัวเอง สร้างมาให้เจริญงอกงามจริง แต่ไม่ได้เพื่อหาประโยชน์ มาบำเรออัตตา ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่เพื่อผู้อื่น พัฒนาช่วยผู้อื่นยิ่งขึ้น ถ้ามันตรงอย่างนี้ อาตมาจบ หากคิดมากขึ้น ก็แล้วแต่คน เป็นนาบุญ คำว่าบุญนี่ลดกิเลส แต่นานี่ยิ่งงอกผลิตผล คำว่านาบุญ ไม่ใช่ได้บุญมากขึ้นนะ แต่บุญเป็นเชื้ออาหารให้นา เกิดผลผลิตยิ่งจะมากขึ้น แต่เพื่อผู้อื่นไม่ได้บำเรอบุญให้โต 2.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการบริโภคของที่สะสมไว้ อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่สะสมไว้ เห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือสะสมข้าวสะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิส พ่อครูว่า… เรามั่นใจว่า ทรัพย์ของเราคือ สมรรถนะและความขยัน เราก็ขยันทุกเวลา สร้างสรรไป เราก็กินใช้ร่วมกับที่เราสร้างนี่เอง ซึ่งเราก็กินไม่ได้หมดจากที่เราสร้าง เรายิ่งเจริญขึ้น ก็มีการสร้างสรร เกินกว่าที่เรากินใช้ จะมีหมู่พวกร่วมทำอีก ก็จะมีปฏิภาคทวี สร้างสรรได้มากขึ้นอีก แต่ไม่ไปกอบโกยสิ่งเหล่านั้น มาบำเรอตนให้เสียหาย มีแต่ใช้อย่างจำเป็น อย่างสำคัญกับชีวิต นอกนั้นก็มีปฏิภาคทับทวีมากขึ้น ทั้งบุคคลแรงงานองค์รวม ในนัยยะของเศรษฐศาสตร์ บุญนิยมกับทุนนิยม เป้าหมายปลายทางตรงกันข้าม เป้าหมายปลายทาง ของทุนนิยมหลอก เหมือนให้คนอื่น แต่โค้งมาหาตัวเอง เป้าหมายบุญนิยม มีแต่ตรงไปให้คนอื่น ไม่มีโค้งกลับมาเลย ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาเฉลียวฉลาด เขาก็รู้ เขาก็เอาไปพูดหลอกเช่นกัน ความจริงใจจึงอยู่ที่ สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง จบที่ ความบริสุทธิ์ กับความไม่บริสุทธิ์ ใครยังมีความไม่บริสุทธิ์ที่ตัว ใครก็ใครทำกรรมของตน ใครไม่ได้ทำ ก็ไม่ใช่กรรมของตน นี่คือจุดจบ กลับมาวนซ้ำอีกว่า ทุกวันนี้เขาไม่มีศีล จุลศีลไม่รู้เรื่อง มัชฌิมศีลก็เจริญต่อ ส่วนมหาศีลเป็นหลัก ให้งดเว้นเดรัจฉานวิชชา ทั้งฆราวาสและนักบวช เดรัจฉานวิชชา คือวิชชาของเดรัจฉาน ไม่ใช่วิชชาของมนุสโส เดรัจฉานคือสัตว์ชั้นต่ำ มนุสโสคือสัตว์ชั้นสูง วิชาของเดรัจฉานเราไม่เอา เราไม่ต้องไปแย่ง เรามีวิชชาที่ไม่เบียดเบียนใคร เราไม่เอาอย่างเดรัจฉานวิชชา
มิจฉาวณิชชา 5 ผู้ที่เข้าใจ มหาศีลว่า พระพุทธเจ้าให้เว้นขาดไม่เอา ทั้งฆราวาสและนักบวช ยกตัวอย่างตื้นๆ ศาสนาพุทธไม่มีมิจฉาวณิชชา 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) เป็นภิกษุแล้วค้าขายไม่ได้ ศีลข้อมิจฉาวณิชชา ไม่ใช่ศีลของพระ แต่เป็นศีลของฆราวาส พระนั้นไปค้าขายไม่ได้อยู่แล้ว อย่างค้าอาวุธ เราไม่ทำ แม้ใครจะใช้อาวุธมาฆ่าเรา ก็เป็นวิบากของเขา ใช้เขี้ยวงา เราก็ยังไม่ทำเลย ไม่ค้าเนื้อสัตว์ไปซื้อขาย ถ้าเป็นฆราวาสชาวพุทธ จะไม่มีการซื้อและการขาย แล้วจะเอาเนื้อสัตว์ที่ไหนมากิน อย่าว่าแต่การซื้อขายเลย ปวัตตมังสะ หรือเดนสัตว์กิน เรายังไม่กินเลย แต่นี่อุทิสมังสะ คือสัตว์ที่ตาย ด้วยเจตนาของคนฆ่า แล้วเอาไปให้พระกินอีก เป็นบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก แม้จะไปถวาย เพื่อให้ตถาคตและสาวกชอบใจ ถูกมอมเมาด้วยเนื้อสัตว์อีก อกุศลเจตนา มิจฉาวณิชชา 5 ถ้าทั้งฆราวาสและนักบวช ไม่ซื้อขาย จะเอาที่ไหนมากิน
สิ่งที่เป็นพิษ สะสมพิษให้แก่ตัวเอง แม้แต่การสะสม สิ่งที่เป็นผลร้ายกับชีวิต มอมเมาชีวิต สุดท้ายเป็นคนติดสิ่งเสพติด นั่นแหละคือ อาการเมาหนัก และสิ่งนั้นเป็นพิษ นี่เป็นมิจฉา เป็นสิ่งที่ชาวพุทธไม่กระทำ นัยยะละเอียดซับซ้อน ให้ตั้งใจฟังให้ดี เป็นสิ่งลึกซึ้ง ไม่ใช่เอามาอวด ว่าฉันรู้ลึกซึ้ง ไม่ใช่ แต่เจตนาอธิบาย ให้คนมีภูมิรับรู้ได้ ไม่ใช่เพ้อเจ้อพูดกับเสา แม้สัจธรรมจะถูกต้อง แต่คนฟังไม่รู้เรื่อง ก็เพ้อเจ้อ แต่อาตมาพูดนี้ คนฟังรู้เรื่องมากด้วย พูดแล้วคุ้มด้วย ให้คนที่นี่ฟังก็รู้เรื่องมากกว่า แต่คนที่ไม่ฟังเลย แน่นอนเขาไม่รู้เรื่อง แม้จะบอกว่า ออกโทรทัศน์ ใครๆก็รับได้ แต่มันก็ไม่รับ ไม่เสียหาย อาตมาไม่ได้ผิด ไม่ได้พูดให้อนุปสัมบันฟัง สมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีเทคโนโลยี แต่เขามานั่งฟังพระพุทธเจ้า แต่คนที่เขากดฟังอยู่ที่บ้านก็มี แต่คนไม่กดดู ก็มีเยอะกว่า หรือแม้เปิดดูก็ไม่ฟัง แต่นี่คุณมาของคุณเอง มันคนละเรื่องกัน คนมักขี้ตู่ว่า อาตมาอาบัติ พูดให้อนุปสัมบัน ก็ปาจิตตีย์ แต่อาตมายืนยันแล้วว่า ไม่ได้อาบัติแม้ปาจิตตีย์
วินัยกับศีลไม่เหมือนกัน วินัยเป็นเรื่องอาณา หรือมีโทษ เป็นกฏหมายอาญา ไม่ใช่ธรรมนูญที่ไม่มีโทษ แต่กฏหมายอาญา ที่เป็นกฏหมายลูก มีอาญามีลงโทษ อย่างลงโทษประหารชีวิต ก็คือต้องอาบัติปาราชิก ศีลไม่มีลงโทษ วินัยมีการลงโทษ ในมหาศีลเป็นเดรัจฉานวิชา แต่ก็ไม่ได้ปรับโทษ ก็เลยละเมิดผิดกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง อาตมาเอามาพูดมหาศีล เขาก็เฉย ศีลไม่ได้ลงโทษ แต่เป็นคุณค่าปัญญาชน เห็นว่าศีล ทำให้เกิดเป็นอาริยบุคคล ก็ปฏิบัติ วินัย กับศีล มันคนละเรื่อง วินัยเป็นหลักเกณฑ์ มีโทษ เป็นกฏหมายอาญา แต่ศีลเป็นธรรมนูญ คือหลักสำคัญเป็นตัวหลัก เอามนุษยชาติเป็นหลัก จะร่างรัฐธรรมนูญ ก็เอาความจริงของมนุษยชาติเป็นหลัก สังคมที่เจริญแล้ว จะร่างฉบับ 1 ใช้ไปนานกว่าจะแก้ไข หรือไม่แก้ไขเลย อย่างอินเดีย มีดร.เอ็มเบ็ดก้าร่างไว้ ก็ไม่ได้แก้ไข ใช้มานาน แต่อังกฤษรู้สึกว่า จะไม่มีรัฐธรรมนูญด้วย แต่เป็นด้วยจิตวิญญาณ วินัยข้อ 1 ประหารชีวิต เป็นโทษ ศีลข้อ 1 ประหารชีวิตเหมือนกัน คือฆ่าเขา ฆ่าสัตว์ สัตว์ใดๆก็ตาม วิบากฆ่าสัตว์ วินัยนั้น วิบากคุณถูกฆ่าเลย ส่วนศีลนั้น คุณไปฆ่าเขา คุณก็ถูกฆ่า คุณรับรองได้ไหม ว่าสัตว์ใดที่คุณฆ่า ตัวเล็กหรือใหญ่ จะรับรองได้ไหมว่า มันไม่พยาบาทคุณ และพยาบาทกี่ชาติ รับรองแทนมันไม่ได้ จะเสี่ยงไปทำไม เสี่ยงไปฆ่ามันทำไม เพราะคุณรับรองใครไม่ได้ แม้ตัวมันเอง ก็รับรองตัวเองไม่ได้ ว่าจะไม่พยาบาท ยิ่งเป็นสัตว์ก็ยิ่งพยาบาท อย่าไปทำอกุศลกรรมใดเลย แม้เล็กแม้น้อย นัยยะละเอียดพวกนี้ การไม่ฆ่าสัตว์เป็นศีล พอเป็นวินัยก็บอก ถ้าฆ่าคนในปัจจุบันที่เป็นนักบวช ก็ปาราชิกทั้งชาติตายไปจากศาสนาพุทธทั้งชาติ แต่โทษปาราชิก ทุกวันนี้ไม่เข้าใจแล้ว คนเป็นๆอย่าไปเชื่อมต่ออะไรให้เขา เจตนาไม่ให้ แต่เขาจะขวนขวาย ก็แล้วแต่เขา แต่เราเจตนาไม่ให้รับเลย แม้จะมาเดินผ่าน ได้ยินเสียงเทศน์ ก็ต้องหยุดเทศน์ จะมารับธรรมะไม่ได้เลย พรหมทัณฑ์ คือไม่บอกไม่สอน แต่อยู่ปนเปร่วมกันได้ ได้ยินเอง เป็นโทษหนัก รองจากปาราชิก ปาราชิกไม่ให้อยู่ในเขตหมู่กลุ่ม ไม่ให้รับรู้ ตัดเส้นสายทุกอย่าง แต่เขาแอบแฝง ก็แล้วไป สมัยพระพุทธเจ้า มีพวกสมีอยู่ในนั้น พอพระพุทธเจ้ารู้ ก็บอกว่าไม่ได้ ให้พระโมคคัลลานะ นำออกไปจากเขต นี่คือพวกปาราชิก ให้อยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่พรหมทัณฑ์ ก็ให้อยู่ร่วมกันได้ แต่ไม่บอกไม่สอน ยุคนี้มันไม่มีศีลกันแล้ว ไม่ได้ใส่ความ ไม่ได้หาเรื่อง แต่เป็นจริงใช่ไหม เขาไม่เอาทั้งที่มีหลักฐาน ในพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ถ้าจะชมเรา ก็ชมว่าเรามีศีล นี่ก็คือเรื่องต่ำที่สุดแล้วนะ เป็นพื้นฐาน ท่านก็ตรัส จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล รวมไว้เท่านี้แหละ ถ้ามิจฉาทิฏฐิไม่เข้าใจ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็รวมไว้ในทิฏฐิ 62 แบ่งเป็นอดีต 18 อนาคต 44 ซ้อนปัจจุบันอีก 5
ที่อธิบายได้นี้ ถ้าไม่มี DNA ของพระพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่สาย ก็อธิบายไม่ได้หรอก เอามาพูดแข่งกันก็ได้ ไม่ได้ท้าทาย แต่พูดเพื่อยืนยันสัจธรรม สมัยพระพุทธเจ้า เขาปักกิ่งหว้า ท้าเลย debate
ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เสื่อมถึงขั้น ไม่รู้วินัยกับศีล ต่างกันอย่างไร วินัยข้อ1 คือประหารชีวิตเลย แต่ศีลข้อ1 คือไปฆ่าสัตว์ เราก็มีวิบาก สัตว์จะพยาบาทคุณ คุณจะไปรับรองความพยาบาท ได้อย่างไรว่า (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สัตว์จะไม่พยาบาทเรา ไปอีกกี่ชาติ เราก็ไม่รู้ได้
เขาชมก็อย่าฟูใจ พรหมชาลสูตร ประเด็นแรก ถ้ามีใครเขาว่าเรา ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องอธิบาย แต่ไม่ใช่แก้ตัว ว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น หรือเราเป็นอย่างนี้ เราไม่ได้เป็นอย่างที่คุณว่าให้ชัดเจน พูดด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีอคติไม่มีอัตตา พูดสัจธรรมสู่เขาฟัง อาตมาก็มีความเข้าใจอย่างนั้น และทำอย่างนั้น แต่วาสนาอาตมามันแรง ภาษาท่าทีลีลามันแรง คนก็เลยอ่านเอาตามอาการ ว่าคนนี้รุนแรง อาตมาก็ยอมรับ ไม่ได้แก้ตัว แต่ยุคนี้มันด้าน จะเอาสำลีไปเช็ดหนามทุเรียน ก็ไม่ได้ผลหรอก ไม่มีทางหมดหนาม แต่สำลีจะยุ่ยหมด มันต้องใช้อีโต้ ถากหนามทุเรียน ตัดเลย ลุยจะให้มันตัดมากเท่าไหร่ถึงเข้า ไม่เหมาะสมกันเลย มันต้องเหมาะสม ตามเหตุปัจจัย อาตมาไม่ได้เข้าใจผิดหรอก ว่าคนทุกวันนี้หนา ด้าน แข็ง ใช้สำลีไม่ได้ มันต้องแรง อาตมาทำตามสัปปุริสธรรม 7 หมู่กลุ่มบริษัทนี้ มันเป็นอย่างไร กิเลสมากน้อยอย่างไรก็ตาม แม้แต่สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ก็ไม่ใช่พูดเล่น หรือจะใช้เป็นได้ง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องสามัญ คำสอนพระพุทธเจ้า ลึกซึ้งซับซ้อน เห็นรู้ตามได้ยาก
ในพรหมชาลสูตร เขาชมก็อย่าฟูใจ เขาติอย่าปิดบัง แต่พูดอธิบายได้ ต้องดูความเหมาะสม ไม่ใช่ยัดเยียดให้เขา ข้อสำคัญ คือเราแก้ตัวแล้วเรามี อัตตาไหม พยายามอย่าให้มีอัตตา อย่าแก้ตัว แต่อธิบายด้วยจิตใจมีเมตตา เกื้อกูล อธิบายกันด้วยดี ไม่ต้องมีกิเลสใส่เข้าไป อย่างนั้นมีในเรา อย่างนี้ไม่มีในเรา อย่างนี้ถูก อย่างนี้ผิด ไม่ใช่เฉยนิ่ง ไม่พูด เขาก็จะไม่รู้ได้ง่ายๆ เดาเอาเอง ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เป็นศาสนา เดา เดาว่าคนไหน เป็นอรหันต์ เดาเอาตามภูมิตนเอง ตนเองก็ไม่เป็นอรหัน ต์แล้วเมื่อไหร่จะได้รู้จักอรหันต์ อย่างที่อาตมายืนยันว่า คนบรรลุธรรมต้องบอก อย่างในโลหิจจสูตรว่าไว้...โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้ว ไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่น จัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือน คนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง
อาตมาไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้เหลาะแหละหรืออวดดี แต่เอาสิ่งที่ดีมาพูด ด้วยเมตตาปรารถนาดี จะให้มี ให้เกิดการขยายเผยแพร่ ปลูกฝังไว้ให้ได้รับสืบสานธรรมะพระพุทธเจ้าไป อย่างที่อาตมาบอกไว้ว่า อาตมาเป็นผู้สืบสานศาสนาพระพุทธเจ้าด้วย ก็สองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว ใครคือคนๆนั้น ที่พูดอย่างอาตมาพูดนี้เอามายืนยันสิ มีไหม ตามตำนาน ในกัปป์ของสมณโคดมนี้ อาตมารับผิดชอบของสมณะโคดม ไม่ได้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าองค์อื่น ก็มาสืบสานกว่า ครึ่งพุทธศตวรรษนี้ แล้วมันมีใคร กว่าอาตมาจะมั่นใจว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ จะมีสมณะพราหมณ์ อย่าง สมณะโพธิรักษ์นี้ เป็นผู้ดำเนินชอบ -ปฏิบัติชอบ มีสัมมามรรค สัมมาผล ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ โลกนี้คือโลกียะ โลกหน้าปรโลกของโลกุตระคืออะไร ปรโลกของโลกุตระ ต่างกับโลกียะอย่างไร ก็ขยายความให้มาพิสูจน์ตาม ปเวเทนตีติ ทำให้คนบรรลุตาม คำว่า ปรเป็นภาษาโลกีย์ แปลว่าอื่นเหมือนกัน แต่อัญญะ เป็นอื่นที่เป็นโลกุตระ แต่ถ้าไม่รู้ปรโลก ก็เป็นเทวนิยมหมด ที่เขาพูดกันเป็นเทวนิยม ไม่มีปรโลกแบบโลกุตระ อาตมาก็เอามาแยกแยะ ว่าปรโลกนี้เป็นอันอื่น แต่มีอัญญะที่ต่างจากสัญญะหรือเฉกะ สัญญะก็แยกไว้กลางๆ เป็นโลกียะหรือโลกุตระก็ได้ แต่เฉกะเป็นโลกียะ ถ้าปัญญะหรืออัญญะ เริ่มมีจุดแรกของความฉลาด โลกใหม่ ที่มีหลักฐานคือ อัญญาโกณฑัญญะ เกิดพลังงานอัญญะนี้ เป็นคนแรกในศาสนา พระสมณโคดม แต่ผมไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า เลยไม่รู้ว่า ใครเกิดอัญญะเป็นคนแรก เพราะคนที่พูดภาษาโลกุตระ พูดมาก่อนผมก็มี ในยุคกัปป์ห้าพันปีนี้ ใครเป็นคนแรก ผมตามไม่ได้ สมัยพระสมณโคดม ไม่มีใครมีโลกุตระในโลก อัญญาสิ โกณทัญญะ เป็นผู้ได้พลังงานอันนี้ เป็นคนแรก สมณะฟ้าไทว่า… อย่างผมเคยอ่านหนังสือท่านพุทธทาส ก็มีมาก่อน แล้วมาได้ที่พ่อครูอีก ในอัญญา อัญญะตัวนี้ มันจะใช้กับพยัญชนะ คัญญะ ฆัญญะ คือฆ่าทำลาย ชัญญะคือธาตุรู้ ธัญญะหมายถึงอาหาร ปัญญะคือฉลาด ธัญญะคือตั้งลงหยั่งลง ทรงไว้ซึ่ง ความเจริญความก้าวหน้า ความดี ส่วน ภัญญะคือเจริญ เป็นความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ พยัญชนะพวกนี้ เดาเอาไม่ได้หรอก อาตมาก็หยิบมาขยายความ เปิดพจนานุกรม ดูได้อ้างอิง อาตมาจึงโชคดี ที่ยังไม่ถึงกับ ไม่มีหลักฐานอ้างอิง แต่ยังมีประวัติศาสตร์ตำนาน เป็นหลักฐาน อธิวจนะ มีชื่อมีนามภาษา ที่กำหนดพยัญชนะเอาไว้ มันจึงค่อยยังชั่ว อาตมาจึงโชคดี ขนาดนี้คนยังไม่ค่อยเชื่อเต็มที่ มีพวกคุณตาเปียกๆโปๆนี่แหละ แต่ลึกๆอาตมาเชื่อว่า ถ้าอาตมาอยู่ไปได้อีก 20 - 30 ปี คิดว่าอัตราการก้าวหน้า จะมีอัตราปฏิภาคทวี อย่างน้อยไม่คูณก็บวก บวกไม่ต่ำๆด้วย สมณะฟ้าไทว่า… ประเมินจากชาวอโศก ที่ปฏิบัติธรรมได้สูงขึ้น ก็เลยมีคนมามากขึ้น พ่อครูว่า… มันช่วยกันทั้งเหตุปัจจัย ที่พวกคุณและพฤติกรรม ผลของพฤติกรรมต่างๆ มันมีรายละเอียด ผลพฤติกรรม จะมีความซับซ้อน อย่างทุกวันนี้ เราพยายามแสดงความจริงใจการให้ แม้หลายคน จะมีความขี้เหนียว แต่เราก็ให้ พยายามทำ มันไม่ถึงตายหรอก ส่วนคนที่ไม่มีห่วงหาอาลัยอาวรณ์ ก็แล้วไป ก็ช่วยกันทำได้อย่างนี้ แล้วคนที่เขารับจากพฤติกรรม การแสดงออกของเรา แต่ละทีไป หนึ่งครั้ง ห้าร้อยครั้ง ก็จะยืนยันว่า มีเล่ห์เหลี่ยมซ้อนหรือเปล่า มีบูมเมอแรงวิถีโค้งหาตัวเองหรือไม่ ระยะเวลายาวนาน จะพิสูจน์ว่า จริงหรือไม่จริง ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน อาศัยกาลเวลา เพราะว่าเราไม่เก่ง ถ้าเราเก่งก็จะได้เร็ว ทำได้มากทันทีทันใด อาตมาไม่เก่ง เหมือนพวกเล่นกล แต่คนที่จริง มีอิทธิปาฏิหาริย์จริงก็จะเร็วไว ไม่เล่นกล สมณะฟ้าไทว่า..คนในยุคนี้ บารมีน้อยด้วย อย่างผม กว่าจะรู้เรื่อง ต้องฟังอีกเท่าไหร่ กิเลสเรามีกั้นอยู่ ก็ต้องพากเพียรปฏิบัติ ต้องใช้เวลา
สมาธิต่างกับฌานอย่างไร พ่อครูว่า...อดีต 18 อนาคต 44 ขอแยกอนาคต 44 มีซ้อนปัจจุบัน 5 ในคนหลับตา เขาก็มีปัจจุบัน 5 ในขณะทำเจโตสมาธิ ในพรหมชาลสูตร ท่านใช้ศัพท์เจโตสมาธิ medtitation มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้า สัมมาสมาธิคือสะสมจิตใจ ที่ปราศจากกิเลสให้ตั้งมั่น สมาธิต่างกับฌาน ฌานคือภาคมรรค เป็นการปฏิบัติ ฌานแปลว่าพลังงานไฟอุณหธาตุที่ทำลาย พลังงานไฟราคะโทสะโมหะ พลังงานปัญญาก็ธาตุไฟ ที่มีฤทธิ์แรงทำลายสลายพลังงาน ไฟราคะโทสะโมหะได้จริง แต่ถ้า meditation พลังงานจิตคุณก็หยุดได้ หยุดรวมตัวกัน แต่อันนี้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่รวมตัว แต่กิเลสหายสลายสูญ กิเลสมันมีอยู่ ก็ให้มันหายไปเลยสะอาด มันไม่ใช่รวมตัว แต่เป็นพลังงานสะอาด ปราศจากกิเลส การที่รู้จักตัวสภาวะอาการกิเลส มันหยาบแรง จนกระทั่งมันไม่มี มันหายไปนาน กว่าจะแวบมาอีก ก็ทำอีก จนกระทั่งไม่มาเลย นานเท่านาน ก็หายไปเลย พิสูจน์จนแน่ใจ อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 มันชัดที่สุด อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้มากๆๆๆ จนกระทั่งแน่ใจ เป็นอัตโนมัติ ไม่มีเปลี่ยนแปลงเลย จะรู้แทนคนอื่นไม่ได้รู้เอง แต่ถ้าตัดสินไว นึกว่าหมดแล้วแต่ไม่หมด ก็ตัดสินผิด แต่ถ้าเอาจนแน่ใจ ก็ของคุณแล้ว ประสิทธิภาพของแต่ละคน ไม่เท่ากัน แต่จะประมาทหรือไม่ประมาท ก็เรื่องของใครของมัน ลักษณะที่ต่างกัน ระหว่าง ที่มันไม่ใช่พุทธกับที่เป็นพุทธ เจโตสมาธิ เป็นภาษาชัดเจนว่า เป็นสมาธิเฉพาะกิจ ไม่มีปัญญาร่วมเจโต แต่ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้อย่างเดียว ท่านบอกว่า ทั้งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ การจะเกิดปัญญา พร้อมเจโตตั้งมั่น จะต้องปฏิบัติให้ครบ องค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ปฏิบัติกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เก็บรายละเอียดให้หมด เช่นทำจิตให้ศูนย์ได้ เก็บรายละเอียด ตั้งแต่แม้ในทำงานอาชีพ ดูในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือในแต่วจีกรรม อย่างโพธิรักษ์ท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive