600424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มีสุริยเปยยาลให้เข้าถึงรูปนาม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มีสุริยเปยยาลให้เข้าถึงรูปนาม

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 24 เมษายน 2560 ที่บ้านราชฯ เรามีพระโพธิสัตว์ระดับ 7 มาแสดงธรรม ให้นักเรียนโลกุตรธรรม ท่านมีความตั้งใจจะมาพัฒนาโลกุตรธรรมให้พวกเรา ราชธานีอโศก จะมีกิจกรรมตลาดนัดบุญนิยมที่เฮือนสวน.จะเปิดตลาดนัดวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 เปิดศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สินค้าที่ขาย ไม่เป็นสินค้ามอมเมา จะมาขายในราคาบุญนิยม ทั้ง ราคาต่ำกว่าราคาตลาด เท่าทุนหรือ ต่ำกว่าราคาทุน จะมีแพทย์แผนไทยมาจัดกระดูก จับเส้นเอ็นให้ด้วย จะจัดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ใครอยากจะขายก็ไปติดต่อกรรมการ มีคุณดาวพร เพชร(ลูกพูนไท) จุ๋ม(แพรน้ำค้าง) คุณอ้อย(ศีรษอโศก) และคนอื่นๆ เปิดตลาดตั้งแต่เช้า-เย็น จะเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นที่ชุมชนราชธานีอโศก ได้ใช้อาคาร สวน. ให้เป็นตลาด และทำการศึกษา ในที่เดียวกัน ที่นี่เป็นเมืองหลวงของชาวอโศก พ่อครูได้เทศน์เมื่อวานเรื่องโยนิโสมนสิการ ถ้าเราทำสิ่งนี้ไม่ได้ก็จะปฏิบัติธรรมลดละกิเลสไม่ได้ เป็นจุดที่เราต้องอ่านอารมณ์ให้ชัดเจน ให้จิตใจเราเปลี่ยนแปลงให้ได้ พ่อครูอธิบายถึง อภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร ลดกิเลสได้เป็นอปุญญาภิสังขาร แล้วก็ทำอุเบกขา 5 ของเราให้แข็งแรง เป็นอเนญชาภิสังขาร วิธีการปฏิบัติ ต้องทำกรรมฐานชาวพุทธคือ เวทนา 2 ทำเวทนาเก๊ให้หมดไปเหลือแต่เวทนาแท้ เราต้องมีปรโตโฆษะ คือฟัง พ่อครูว่า...ต้องพยายามฟังอันอื่นที่ไม่เหมือนกับเรา ฟังเสียงที่เขาบรรยายหรือพูดไม่เหมือนกับเรา ถ้าไปฟังคนที่บรรยายเหมือนก็ย้ำยืนยันความถูกต้อง แต่ฟังคนที่ไม่เหมือนก็จะได้เพิ่มเติมสิ่งที่แตกต่าง สมณะฟ้าไทว่า...สิ่งเหล่านี้เราต้องทำใจในใจ โยนิโสมนสิการ จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้จะต้องรู้จัก สุริยเปยยาล 7 พ่อครูเน้นว่า คบเ

อ่านต่อ

พื่อนดี มิตรดี คือสัตบุรุษ เราไม่มีพระพุทธเจ้า แต่เราก็มีพ่อครู เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 จะบริบูรณ์ได้หรือไม่ ถ้าบริบูรณ์ก็มาก่อนพ่อครู เป็นต้น ถ้าคบอย่างเฉื่อยๆก็มาบ้างไม่มาบ้าง ก็บอกยี่ห้อว่าตนบริบูรณ์หรือไม่ คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ เราก็จะมีศรัทธาบริบูรณ์ มีโยนิโนมนสิการบริบูรณ์ มีสติดีก็หมดสตังค์ลงไปเรื่อยๆเพราะได้เสียสละ จะมีการสำรวมอินทรีย์ มีสุจริต 3 ปฏิบัติสติปัฏฐานได้ พ่อครูว่า...เราก็มาทบทวนและขยายความ คนที่ตื้นๆฟัง จะรู้สึกว่าอาตมาวนเวียนซ้ำซาก ก็จริง อาตมาจะวนเวียนในปรมัตถธรรม ถ้าเขาจะฟังเรื่องใหม่ก็ต้องแบบมีคนครีเอทมาหลอกคนโลกๆ แต่ถ้าธรรมะจะเข้าไปหาหนึ่ง เข้าหาแก่น แก่นคือเนื้อเดียวจุดสำคัญที่ลึกซึ้ง เรามาอ่าน sms SMS 23 เม.ย. 60 0824933xxx ตราบใดที่หัวใจยังเต้น เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ พ่อครูว่า...ตราบใดหัวใจยังเต้นก็เริ่มต้นใหม่ได้ เป็นคำที่ประมาทนะ เราต้องพากเพียรอยู่เสมอ อย่าให้ต้องรอหัวใจไม่เต้น อย่างไรก็ต้องเริ่มต้นได้เสมอ ยังประมาท ขออภัยที่ติงๆไป แต่ถ้ามองในแง่เตือนใจว่าเราเองไม่ได้เริ่มต้นสักที ควรเตือนว่า ตราบใดหัวใจยังเต้นก็ต้องเริ่มต้นเสียที ก็เข้าใจยาก แต่ถ้ามองง่ายๆคือจะรอหัวใจไม่เต้นหรือ?

0893867xxx ธ.สุริยเปยยาลอันพ่อครูสอน มีสัจธ.ของจริงคุ้มครองสังคมพอเพียงก่อเกิดสันติภาพโอบอุ้มโลกได้! 0893867xxx สัจธ.ของจริงในสุริยเปยยาลฯมิตรดี,ศีล,ฉันทะ,อัตตา,ทิฎฐิ,ความไม่ประมาท,โยนิโสมนสิการเปรียบดังสัตตบุรุษของสังคมพอเพียง!

สุริยเปยยาล 7 พ่อครูว่า...จริง ธรรมะที่เป็น สุริยเปยยาล 7 ที่อาตมาได้หยิบมาอธิบาย ก็ไม่เห็นรูปไหนนำมาอธิบายอย่างละเอียด เพราะว่าสุริยเปยยาล 7 ต้องเป็นสิ่งที่รู้ก่อนมีพร้อมก่อน คุณจึงจะเริ่มต้นปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ เหมือนการจะได้เห็นพระอาทิตย์ จะเห็นพระอาทิตย์ได้จะต้องเห็นแสงเงินแสงทอง แสงเงินแสงทองก็คือ 7 ประการนี้ จะต้องเห็นหรือเข้าใจ หรือรู้นำ เป็นสิ่งที่นำก่อนที่คุณจะปฏิบัติมรรค 8 ได้ ประการนี้จึงมีความสำคัญมาก ถ้าคุณยังไม่พร้อมสมบูรณ์ด้วย 7 ข้อนี้ คุณก็ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่มีผลสำเร็จ ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่าง งมๆคลำๆ ยกตัวอย่างสุริยเปยยาล ข้อที่ 5 จะต้องถึงพร้อมด้วยทิฏฐิสัมปทาหมายความว่า..คุณจะต้องบรรลุ อย่างน้อยต้องมีทิฏฐิ คือ ความเข้าใจความรู้เบื้องต้น จะต้องรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ คุณจึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้สอดคล้อง กับมหาจัตตารีสกสูตร ผู้ที่จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน แล้ว สัมมาทิฏฐิ มีอยู่ถึง 10 ข้อ ทิฏฐิสัมปทาในข้อ 5 นี้ สุริยเปยยาลต้องพร้อมด้วย สัมมาทิฏฐิ 10 ต้องเข้าใจว่า [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . พ่อครูว่า ถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ก็จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ให้ตายอย่างไรก็ไม่มีมรรคผล ก็เข้าใจไม่ถูก ก็จะไปทำใจในใจได้อย่างไร เพราะเป็นการทำให้ใจเปลี่ยนแปลง จัดการใจ อภิสังขาร จัดการองค์ประชุมรูปนามให้เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าไม่ชัดเจน รู้กิเลส สามารถมีวิธีการทำให้ลดละ จางคลายได้ จึงมีความสำคัญมาก ถ้าเข้าใจไม่ได้ข้อเบื้องต้น สุริยเปยยาล 7 ก็ไม่สามารถปฏิบัติหัวใจของศาสนาพุทธ คือมรรคมีองค์ 8 ได้ ตัวสำคัญคือ สุริยเปยยาล 7 ที่จะต้องรู้นำ ก่อน มรรคมีองค์ 8 นั้น ไม่ค่อยมีคนพูดถึง ปฏิบัติออกนอกทางเป็นมิจฉาทิฐิไป

พ่อครูคือผู้มีสยังอภิญญา อาตมาทำมา 47 ปีนี้ไม่น้อยนะ คนอายุ 47 ปีนี้ มีหลานได้แล้วบางคน เป็นตา เป็นยาย ได้แล้ว ไม่ใช่น้อยๆ แต่อาตมาบรรยายไปแล้ว รู้สึกว่า วงการศาสนาไม่ค่อยกระเตื้อง โดยเฉพาะศาสนาพุทธกระแสหลัก อาตมาพูดมา 47 ปี พยายามเข็นครกขึ้นเขา แต่ครกไม่กระดิกสักนิด เขาก็จะอยู่อย่างนั้นไม่ให้ใครมาขยับได้หรอก จะยึดมั่นถือมั่น เหมือนเสาพะเนียด เพราะคนไทยเมืองไทยกว่า 95% ของเมืองไทยนับถือศาสนาพุทธ แล้วจะมาเอาใจใส่ฟังธรรม เท่าไหร่ ต้องขอขอบคุณพวกเรา ถ้าไม่มีพวกเราอาตมาก็เด๋อมากเลยนะ พวกคุณรักษาหน้าอาตมาไว้มากเลย ผู้ที่รู้จักว่าอะไรเป็นสาระผู้นั้นเป็นผู้มีสาระ ผู้ใดรู้จักอะไรเป็นแก่นสารผู้นั้นเป็นคนมีแก่นสาร ยืนยันได้ ถ้าอาตมาเป็นคนนำธรรมะผิดมาพูด ไม่มีใครรับฟัง หรือมาแค่นี้ ถ้าอาตมามีธรรมะผิด เท่ากับอาตมาพิสูจน์ความเป็นประเทศไทย ว่าเข้าใจธรรมะถูกในเปอร์เซนต์ที่สูง ประเทศไทยถ้าเข้าใจธรรมะถูกมาตลอด ประเทศไทยก็น่าจะเจริญทางธรรมะ เพราะมีคนนับถือถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของประชากร แต่ทุกวันนี้ไม่ได้กล่าวตำหนิโดยไม่มีความผิด เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้โดยกระแสหลักส่วนใหญ่ไม่มีศีล ไปถือแต่วินัย 227 ส่วนฆราวาส ถือศีลก็ยังพูดถึง ศีล 5 ศีล 8 กัน แต่มหาศีลนี้เขาไม่มี ถ้ามหาศีลนั้นเขามีการละเมิดมากเท่าใด นั่นคือความเป็นศาสนาพุทธก็มีน้อยเท่านั้น ถ้าอาตมาไม่มาเกิด จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลก็คงไม่ฟื้น ศีลผิดเพี้ยนไปแล้ว สมาธิก็เป็นแต่การสะกดจิตหลับตาไม่เป็นสัมมาสมาธิ ปัญญาก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ อาตมาขยายปัญญาว่า จิตต้องเกิดความเฉลียวฉลาด ชนิด อัญญะ หรืออัญญา แล้วขยายเป็นปัญญา ปัญญาต้องเกิดจากองค์ 6 ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิแล้วปัญญาจะโผล่เอง ไม่ใช่ แบบนั้นคือเจโตสมาธิ ต้องรู้สักกายะ อ่านจิตได้ ว่าอันไหนคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน พ้นวิจิกิจฉา แล้วมีหลักเกณฑ์คือศีลพรต ที่ทำให้กิเลสหมดได้ลดได้ ไม่ใช่เอาแค่รู้ แต่ปรามาส ไม่ปฏิบัติให้เกิดผลจริง พ้นสังโยชน์ 3 นี่คือปัญญาจะเกิดจากการปฏิบัติลดกิเลสได้ ไม่ใช่ไปเกิดสัญญา ตอนนั่งสมาธิแล้วรู้ในภพ อันนั้นเป็นสัญญาไม่ใช่ปัญญา แต่เขาเข้าใจสัญญาว่าคือปัญญา อาตมามากอบกู้สิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธไปมากแล้ว ใครจะว่าอวดตัวอวดดีก็ไม่มีปัญหา เพราะอาตมาไม่มีสาเฐยจิตพวกนี้ คืออวดดี หรืออยากว่าคนอื่น อาตมาอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ในจิตตนได้ อาตมาอ่านแล้วว่าอาการพวกนี้ไม่มีในจิตอาตมา มีแต่มโนสัญเจตนาที่เป็นวิภวตัณหา ไม่มีจิตลบหลู่ดูแคลน หรือเบ่งข่มหลงตนแต่อย่างใด อาตมาไม่มีกิเลสพวกนี้ ที่อาตมาพูดนี้เป็นการอวดอุตริมนุสธรรม บอกด้วยความจริงของตน แล้วที่ฟังนี่ก็เป็นอุปสัมบัน อาตมาไม่ได้ทำผิดอะไรในพระวินัยเลย ก็ขอท้าวความถึงสุริยเปยยาลสูตรทั้ง 7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . พ่อครูว่า ต้องพบสัตบุรุษที่แท้จริงให้ได้ ดีไม่ดี ก็ไม่รู้ว่าเราเจอพระพุทธเจ้าแล้วเหมือนกามนิตหนุ่ม ต้องพบมิตรดีก่อน ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คำว่า สยังอภิญญาต่างกับปัจเจก ...ตรงที่ว่าเมื่อคุณเอง ปฏิบัติธรรมเกิดผล รู้ผลได้ด้วยตนเอง ท่านบอกว่าปัจจัตตัง เป็นเบื้องต้นของมรรคผล คุณเกิด ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ เมื่อได้ปัจจัตตังแล้ว จากการคบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ผู้มีปัจเจกติดตัวมาข้ามชาติเรียก สยังอภิญญา แต่ผู้ที่มีภูมิเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เรียกว่า สยัมภู

ผู้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน ข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐินี้ อาตมาก็ว่า ครึ่งหนึ่งของสมณะโคดมแล้ว ศาสนาพุทธจะเสื่อม เพราะว่าบุรุษทั้งหลายมิจฉาทิฏฐิ ก็จะมี สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา ขึ้นมาประกาศอธิบายโลกนี้โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก หรือโลกที่มีอัญญธาตุ คนนี้ต้องเป็นผู้สยังอภิญญา จะมาปรากฏแล้วจะขยายความโลกนี้โลกหน้า ได้เกิดการรู้ยิ่งได้แจ่มแจ้ง ให้ชาวโลกได้รับทราบ คนๆนี้อาตมาก็มารู้ทีหลังว่า คืออาตมาเอง พูดโดยไม่มีสาเฐยจิต แต่พูดอย่างวิชาการ ถ้าอาตมามาอธิบาย ธรรมะตามความเห็นอาตมา แต่ปรากฏว่ามีคนฟังที่เข้าใจได้ แล้วเอาไปปฏิบัติมีมรรคผลได้ เกิดพฤติกรรมสังคมชุมชนที่มีสาธารณโภคี มีชีวิตอยู่ด้วย 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283) แม้แต่ผู้รู้คณะใหญ่ ที่ท่านเห็นแย้งก็ยังมาเห็นว่าที่อาตมาอธิบายนี้ถูก พูดอย่างไม่อาย ประกาศตนว่าสนใจธรรมะแบบนี้ไม่อาย อย่างโน้นก็เข้าใจ แต่อันนี้มีมรรคผล แสดงว่าอาตมาไม่ได้ล้มเหลวเลย แต่แน่นอน มันมีคนจำนวนน้อยที่รับรู้ได้ แล้วเอาไปปฏิบัติ เพราะสังคมกว่าครึ่งพุทธกัปป์ของศาสนาพุทธของพระสมณโคดม อาตมาก็ถึงอุ่นใจว่า อาตมาทำงานไม่เป็นหมันไม่สูญเปล่า มีผู้รับได้มีมรรคมีผล แล้วมันก็มีประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมไทย ที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธกว่า เปอร์เซ็นต์ เพราะคนที่ศึกษาแสวงหาจุดสำคัญที่มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ จริงมีอยู่ แม้คนฟังธรรมะอาตมาเข้าใจได้ เห็นดีว่าถูก แต่ประกาศตัวไม่ได้ เพราะอัตตาตัวเองปิดกั้นไว้ไม่ให้เผยตัว ก็เลยไม่กล้าเปิดเผยอันนี้ อาตมาเคยได้ยินมาตามสายลมว่า เป็นผู้มีทุนทางสังคมทางศาสนาด้วย เขาบอกว่า ธรรมะทุกวันนี้ พุทธศาสนาทุกวันนี้มีแต่ชาวอโศกเท่านั้นแหละที่ทำได้อย่างมีมรรคผล นอกนั้นไม่เหลือหรอก แสงอรุณก่อนมรรคมีองค์ 8 เมื่อมีมิตรดีแล้ว จะมีศีล มีศีลคือคนรู้จักปฏิบัติศีลอย่างสัมมาทิฏฐิ ศีล สามารถขจัดขัดเกลากิเลสเป็นอธิจิต ไม่ใช่ว่าศีลปฏิบัติแค่กายกับวาจา แต่ศีลจะขัดเกลาใจให้มีมรรคผลตามลำดับ แล้วมีอธิจิตคือมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด อัญญาที่เป็นโลกุตระ ตามการศึกษาสามของพระพุทธเจ้า แล้วมีวิมุติเป็นผล

ศีล แล้วก็ต้องยินดีในการปฏิบัติว่ามันได้ผลอย่างไร ที่จะเป็นผลเพราะรู้จักอัตตา สงสารคนไม่เรียนอัตตา ไปเข้าใจแต่ปัญญา เขาว่า สัพเพธัมมาอนัตตา คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน เขาเอาปรัชญานี้ ไปทำบอกว่าทุกอย่างไม่มีอัตตา แล้วจะไปเรียนทำไมอัตตา ที่จริงแล้วมันมีอัตตา ที่คุณจะต้องขจัดไปตามลำดับให้หมดไป จนไม่มีต่างหาก คืออนัตตา ก็ต้องอย่าเข้าใจผิด ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนก็ไม่ต้องศึกษาอัตตาตัวตนหรอก คุณต้องรู้จักอัตตา คุณมีอัตตามาเก่า ต้องมาล้างอัตตาจึงจะหมดอัตตา เป็นอนัตตา อย่างที่เคยยกตัวอย่าง คนสูบบุหรี่กินเหล้ามาพบอาตมา มาคุยเรื่องอนัตตา เขาว่าสัพเพธัมมาอนัตตา คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน แล้วจะเอาตัวตนที่ไหนมาปฏิบัติ อาตมาก็บอกว่า คุณกับอาตมาคนละความเห็น อย่างนี้พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก ก็เลยไม่ต่อความยาว สาวความยืด และเขาก็เป็นฝรั่ง พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยต้องต้องให้รีบไป

ทิฏฐิ เราต้องเข้าใจทิฏฐิ 10 อย่างไม่ประมาท แล้วต้องเข้าใจโยนิโสมนสิการ ถ้าคุณไม่มีโยนิโสมนสิการก่อน ถ้าคุณไม่ทำความเข้าใจโยนิโสมนสิการให้ได้ก่อน ว่าคืออะไร เช่นการปฏิบัติธรรมจะต้องการนั่งสมาธิ โยนิโสมนสิการก็คือทำนั่งสมาธิ ทำฌานทำสมาธิ ถ้าเข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ไม่มีปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ คุณก็เคยได้เรียนรู้มาอีกอย่าง ต่างกับที่อาตมาพูด คุณได้เรียนกับด็อกเตอร์ เปรียญธรรมทางศาสนามา แต่อาตมามาพูดมุมต่างไป คุณก็ตัดสินว่าไม่ใช่ ก็จะไม่ได้เรียนรู้ว่าโยนิโสมนสิการคืออะไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอวิชชาสูตร หรือสัมมาทิฏฐิ ข้อ 10 ไม่ได้พบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ไม่ใช่คบเล่นๆหัวๆ แต่ต้องคบให้จริง เข้าใกล้ เงี่ยโสตสดับ เมื่อได้ฟังแล้ว จะเกิดความเชื่อถือศรัทธา ว่าไม่เหมือนกับคนอื่นๆพูด ก็ได้ศรัทธาใหม่ที่บริบูรณ์ ก็คือรู้จักการทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ การทำใจในใจให้ถ่องแท้แยบคายคืออันนี้เหรอ ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ ให้เกิดเวทนา อ่าน กายในกาย เวทนาในเวทนา แล้วรู้เวทนา 2 มีเวทนาเก๊ ที่ไม่ใช่เวทนาแท้ เราก็รู้ว่าเวทนาแท้คืออย่างไร แล้วปฏิบัติล้างเวทนาเก๊ให้หมดไปได้ ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งได้ อ่านเวทนา108 อ่านเคหสิตเวทนา 18 ออกได้ ลดละให้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา 18 ได้ จนทำอุเบกขาเนกขัมสิตะได้ อย่างนี้ คุณ เข้าใจการทำใจในใจอย่างชัดเจนมีความแตกต่าง ลิงค ว่าอาการอย่างนี้เป็นโลกียะ อาการ กาย เวทนา จิต ธรรม อย่างนี้เป็นโลกุตระ อย่างนี้โลกียะ แล้วทำเนกขัมสิตอุเบกขาบริบูรณ์ได้ จนจบ ส่วนอดีต อนาคต ทำกิเลส 0 ได้บริบูรณ์ ในอวิชชา 8 ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) พ่อครูว่า...คนไม่เข้าใจก็จะงงตรงข้อที่ 7 คือส่วนอดีตกับอนาคตนี้เที่ยงแล้วคือ อดีตเที่ยง อนาคตเที่ยง ปัจจุบันเที่ยง คือกิเลส 0 ทำทุกปัจจุบันกิเลส 0 จนอดีตเที่ยงแท้ ชี้ได้เลยว่า อนาคตก็ต้องกิเลส 0 นี่คือสัจจะที่ลึกซึ้ง ถ้าอาตมาไม่มาย้ำยืนยันไม่มีใครมาพูดหรอก แล้วว่าทำไมมันถึงได้ต่างกัน ต่างกันตรงความเที่ยง แล้วเที่ยงอย่างไรก็คือผลของศาสนาเที่ยงอย่างไม่เป็นอื่น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นจุดสมบูรณ์ที่เอาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ นัตถิอุปมา จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องมีสุริยเปยยาล 7 ก่อน หรือในปัญญาวุฑฒิ 4 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248) ต้องมีโยนิโสมนสิการ และเงื่อนไขหลักต้องพบสัตบุรุษ หากไม่พบก็ได้ฟังแต่อสัทธรรม คือธรรมะที่ไม่ถูกตรง ในอวิชชาสูตร คุณจะต้อง พบมิตรดี สหายดี สัตบุรุษก่อน จึงได้ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ถึงได้ศรัทธาบริบูรณ์ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) เป็นอิทัปปจยตา ร้อยเรียงกันไป ท่านถึงสรุปที่ มูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) จะต้องยินดี เป็นมูลกา จึงปฏิบัติมนสิการได้อย่างถูกต้อง ถูกที่ 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ตั้งแต่สามารถรู้มหาภูตรูป 4 มีโคจรรูป 5 ทำงานร่วมกัน กับตัวที่ 6 คือ จิต ปัญญา ญาณ ก็เกิดรู้ ภาวรูป 2 ที่หทยรูป แล้วก็เรียนต่อ ดูที่เป็นชีวิตรูป การมีชีวิตรูปของอะไรก็ของตัวกิเลส กิเลสพวกนี้มีอาหารอะไร ใน กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร ก็ต้องเรียนรู้โดยมีปริเฉทรูป ตัดขอบเขต ตามศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ถ้าละเมิดมหาศีลก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เอาง่ายๆว่า วัดไหนจุดธูปเทียนก็ไม่ใช่วัดของพุทธแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร ว่าต่อไปศาสนาพุทธจะเสื่อมไปบูชาไฟ จนเกือบจะไม่เหลือแล้ว ก็จะมีเหลือบางท่านที่พอเข้าใจ แต่ท่านก็ยังไม่แกล้วกล้าอาจหาญยืนยันว่า ที่กระแสหลักทำกันเรียนกันเป็นเรื่องหลักอย่างสำคัญ ส่วนใหญ่ เกือบหมดมันผิดท่านไม่กล้าหรอก มีอาตมามาพูดนี่ เขาถึงบอกว่าจะบ้าหรือเปล่า โพธิรักษ์มันเก่งมาจากไหน ถูกคนเดียว ก็อาจารย์อื่นๆ สืบทอดมาเป็นหลายร้อยปี ก็ไม่รู้ว่าผิดเพี้ยนไปตอนไหน มาถึงตอนนี้มันเป็นมาก ก็ขอพูดตรงๆ แม้ในมูลสูตร ทั้ง 10 นี้เป็นต้นเค้าหมดเลย 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะเป็นเหตุในการปฏิบัติ ไม่ใช่สมุทัยของอาริยสัจ 4 นะ 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) เป็นปากทางโดยมีสติเป็นอธิปไตย 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) ผู้มีความเป็นอมตะ ทำความตายความเกิดได้สำเร็จ จะเกิดหรือจะตายท่านก็ทำได้ ท่านจะตาย มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านสิ้นลมหายใจไปเมื่อใดก็สุญญตนิพพาน อปณิหิตตนิพพาน อนิมิตตนิพพาน ตัดสันตติ จบ เลิกแยกทาง ไม่เหลืออัตภาพของท่านในมหาจักรวาลนี้อีกเลย

มูลสูตรทั้ง 10 ข้อเป็นตัวหลักเลย ทุกวันนี้ประชากรคนไทยมี 95% เป็นพุทธ เขามีฉันทะเป็นมูลไหม? โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่เป็นมิตรแท้เป็นอาริยะ เขาสนใจกันกี่เปอร์เซนต์กัน ก็ไม่มีฉันทะ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่รู้มนสิการเป็นแดนเกิดอย่างไร หทยรูปเป็นอย่างไร เขาจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย แม้แต่รูป 28 อุปาทยรูป 24 เขาจะไม่รู้หรือไม่เน้น เขาเน้นแต่จิตเจตสิก ส่วนรูปเขาไม่เข้าใจ แต่รูปเป็นของหยาบ ไม่รู้ก่อน แต่จะไปเรียนรู้เจตสิกเลย มันไม่เป็นลำดับ ล้มเหลวในความเป็นอัศจรรย์ของธรรมะพระพุทธเจ้า สมาธิที่จะเป็นตัวปากทาง เป็นประมุข ที่จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้ สมาธิคือทำให้จิตมีกิเลสลด เรียกว่ามีฌาน เป็นไฟเผาราคะ โทสะ โมหะได้ แล้วสั่งสมตกผลึกตั้งมั่นเป็นสมาธิ แต่เขาก็ว่าให้ไปนั่งสมาธิจึงจะเกิด ฌาน ทั้งที่ฌานคือไฟเผากิเลส แต่มันสับสนไปหมด ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ส่วนใบดอกผลคือโลกธรรม 8 ศีลที่เป็นสะเก็ดเขาก็ไม่ได้แล้ว สมาธิก็หนีเข้าป่าไปนั่งสมาธิ ปัญญาก็ได้แต่ตรรกะ วิมุติที่เป็นแก่นยิ่งไม่มี ก็ได้แต่วิมุติหยวกกล้วย

_0893867xxx สังคมพอเพียงโดดเดี่ยวท่ามกลางสากลโลกธ.อันฟุ้งเฟ้อด้วยวิกฤตศก.โลกคงมีแต่ธ.สุริยเปยยาลเป็นภูมิคุ้มกันสังคมได้กระมัง? 0893867xxx ถึงโลกธ.จะล้อมปท.!โลกฟุ้งเฟ้อจะล้อมสังคมพอเพียงยังไงก็ไม่มีวันสลายความเป็นช.ที่มีพสกนิกรผู้จงรักภักดี!ศ.ที่มีสมเด็จพระสังฆราชฯ!กษ.อันมีพระเจ้าอยู่หัวฯจักไม่ให้ใครแยกศูนย์รวมดวงใจพุทธศาสนิกชนไทยไปได้เลย! พ่อครูว่า… โยนิโสมนสิการ ผู้รู้แปลกันทั่วไปว่าทำใจในใจให้แยบคาย แต่อาตมาแปลว่าทำใจในใจให้ถึงที่เกิด สมณะฟ้าไทว่า...เขาแปลแค่รู้ แต่พ่อครูแปลถึงตัวเป็น _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะทุกประเด็นธ.กับรูปธ.มหาภูติรูป4 อุปาทายรูป24ฤารูป28มีกายฯจิตฯวจีสังขารและอภิสังขาร3ปุญญาภิฯอปุญญาภิฯอาเนญชาภิสังขารสาธุ!มนุษย์หูเทียมผู้เรียนรู้ผัสสะของจริงตามธ.อโศก พ่อครูว่า… _ ข่าวดีท่านสมณะแด่ธรรมอาการปลอดภัยแล้ว ย้ายออกจากห้อง ไอซียู มาอยู่ห้องพิเศษ ตึกอาพาธสงฆ์ เวลา 13.00 น. พ่อครูว่า...ที่จริงท่านสมณะนาไทไลน์มา เมื่อ 21 เม.ย.60 กราบพ่อครูได้โปรดพิจารณากลอนของท่านสมณะแด่ธรรมซึ่งเขียนบนเตียงในห้องไอ.ซี.ยูโรงพยาบาลชุมพร เพื่อออกรายการวิถีอาริยธรรมในวันพรุ่งนี

“คิดถึงพ่อครูผู้ล้ำเลิศ และหมู่กลุ่มผู้ประเสริฐทุกสถาน ญาติพี่น้องบุญนิยมอุดมการณ์ จะก้าวผ่านอุปสรรคสู่หลักชัย”

พ่อครูว่า...แสดงถึงสติสัมปชัญญะปัญญา แต่งกลอน 8 มาดีก็ใช้ได้

การรู้นามรูป มาก้าวสู่เนื้อหาสาระ วันนี้จะพูดถึงพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 [60] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสองด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า…การศึกษาของพระพุทธเจ้าขาดนามธรรม ตัวที่จะไปรู้ไม่ได้ ตั้งแต่ปสาทรูปโคจรรูป เป็นส่วนองค์ประกอบของนามธรรม อยู่ด้วยประสาท โคจระ เมื่อสัมผัสเกิดก็มีภาวรูป ผู้ศึกษาจะต้องกำหนด หทยรูปให้ได้ มันไม่มีที่อยู่ไม่มีตัวตน ไม่มีสถานที่ทั้งนั้น หทยรูป อาตมาเคยได้เห็นการเรียนพระอภิธรรมบอกว่า หทยรูปอยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 มีน้ำสีน้ำเงินด้วย ผิดถูกอย่างไรก็ขออภัยด้วย ชีวิตรูปมันจะมีกำลังของความเป็นชีวิต กิเลส ดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ มันยังไม่ตาย ก็ต้องเรียนรู้อินทรีย์ของชีวะ แล้วมันมีชีวะ เพราะได้อาหารอะไร กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ก็ต้องเป็นไปตาม ปริเฉท ทีละกรอบ เช่นเอาแค่ศีล5 ได้แล้วค่อยขยับเป็นศีล 8 ศีล 10 ไปตามลำดับ เสร็จแล้วก็จะต้องทำให้เกิดผลเป็นวิการรูป จนจิตคุณสามารถทำให้เบาได้ที่สุด เป็นคนที่ไม่มีความรุนแรง ลหุตา จนจิตมุทุตา แคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่ยิ่งแข็งทื่อ แต่จิตยิ่งมุทุตา เป็นกายปาคุญญตา เวทนาแคล่วคล่อง สัญญาสังขารปราดเปรียว ไม่ใช่ยิ่งปฏิบัติธรรมจิตใจจะยิ่งเฉื่อย แข็งทื่อ เนกขัมสิตอุเบกขา เป็นภาวะเฉยต่อการสัมผัส โลกียะ คือโลกีย์ กระทบกระแทกกระทุ้งก็ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตใจไม่หวั่นไหววูบวาบไปตามโลกธรรมเลย อันนี้คือจิตที่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน