600423_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ โยนิโสมนสิการคือการทำใจอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
600423_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ โยนิโสมนสิการคือการทำใจอย่างไร
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน 2560 ที่บ้านราชฯ เราก็ได้ผ่านเหตุการณ์มามากมาย ตั้งแต่ งานปลุกเสกงานสงกรานต์ตลาดอาริยะ งานเผาศพหลวงพ่อดินดี เราก็ย้ำที่กรรมที่เราทำ ก็ขอบอกกล่าวใครที่จะมาทำการค้าขาย ที่เฮือนสวน.ที่ราชธานีอโศกก็นัดประชุมกันที่เฮือนโสเหล่ 13.30 น. ที่ผ่านมากพ่อครูเอามหาจัตตารีสกสูตร เอาสุริยเปยยาลสูตรและมูลสูตรมาสัมพันธ์กัน การนั่งหลับตาทำสมาธิไม่ใช่วิธีปฏิบัติของพุทธ เป็นแต่เพียงได้ประโยชน์ในการทำ เตวิชโช บุญคือการชำระกิเลสในจิตสันดานให้หมดจด การได้ส่วนแห่งบุญก็คือการได้เสียกิเลสไป เราก็ทำส่วนแห่งบุญให้หมดไป คือกิเลสหมดกิเลส0 จิตสันดานเราปราศจากกิเลส บุญก็หมดหน้าที่ เราก็ทำแต่กุศลอย่างเดียว ทำอย่างมีฉันทะ ศึกษาการทำมนสิการ มีเวทนาเป็นกสิณ พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็โอภาปราศรัยกับผู้ที่ส่ง sms มา SMS วันที่ 21 เมษายน 2560
เศรษฐศาสตร์บุญนิยมคือลดกิเลสได้จริง 3867ใครสงสัยศาลาใหญ่ตลาดอาริยะใช้พลังอะไรแรงกายแรงใจแรงปัจจัยที่ใด? ให้มองย้อนไปที่พลังชาวมังสะวิรัติเอาปัจจัยที่ไหนสร้างโรงบุญ5ธค.ได้99โรง ฤาหลายร้อยโรงบุญทั่วปท.ในเวลาไม่ถึงเดือน!พลังรักแรงศรัทธาจากความเสียสละในการให้ทานโดยไม่หวังผลฯเพื่อพ่อฯ(9)เป็นคำตอบชัดเจน! พ่อครูว่า...มันมีทั้งที่สมทบทั้งส่วนตัว และผู้ที่จะมาบริจาคให้ชาวอโศก ต้องมีกติกา คบคุ้นกับชาวอโศกไม่ต่ำกว่า 7 ครั้งเป็นต้นไป อ่านหนังสือชาวอโศกไม่ต่ำกว่า 7 เล่ม เราถึงจะรับ อยู่ในเงื่อนไขนี้ถึงจะมาบริจาคได้ เราก็ได้จากนั้นแหละมาสร้าง แม้เล็กๆน้อยๆ ก็ตาม เพราะพวกเราไม่มีการคอรัปชั่น ใครบริจาคมามันก็ใช้เต็มไม่มีใครมาหักเอาส่วนแบ่ง เงินปากถุง หรืออื่นๆ คอมมิชชั่นก็
อ่านต่อ
ไม่มี แต่พวกเราก็ไปได้ แม้ช้าก็ตาม เราทำเองไม่ไหวก็จ้าง เราทำเองได้ก็ทำ ไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา อันนี้เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์บุญนิยม เศรษฐศาสตร์เชิงซ้อน คือ ความสูญเสียความรั่วซึมมันน้อยหรือไม่มี มีแต่เอามาทำงานได้เต็มๆ ไม่ปลุกเร้าเร่งเร้าให้มาทำทาน สิ่งนี้อาตมาภาคภูมิใจตัวเอง ตั้งแต่ทำงานศาสนามาไม่มีการประกาศเรี่ยไร ถ้าไม่ถึงเวลาจะบอกบุญ อันนี้บอกบุญเราก็ประกาศรับบริจาค ถึงเวลาที่จำเป็นเราก็บอกเป็นครั้งคราวนี้เรียกว่าบอกบุญ แต่ถ้าเรี่ยไร คือใครเอามาให้ก็รับหมด เหมือนอย่างที่ทำกันทั่วไป อโศกไม่ทำเด็ดขาด ตั้งแต่บวชมาจนถึงบัดนี้ อาตมาพาพวกเราทำได้ น่าภาคภูมิใจ ลักษณะของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ที่ถึงขั้นสาธารณโภคี หรือบุญนิยม คือ มีส่วนหมุนเวียนรายได้มาให้ด้วยศรัทธา เรารับของที่เขาให้เขาศรัทธา ของที่เขาไม่ให้เราไม่เอา เราไม่อยากได้ ไม่พูดและเล็มหว่านล้อมเลียบเคียง ว่าจะได้สวรรค์วิมานอะไร คนพูดไม่รู้หรอกว่ามีจริงไหม รับรองไม่ได้ มีแต่ในภพ สร้างภพภาพเอา และเข้าไม่เข้าใจว่า ภพภาพคืออุปาทาน คนยึดติดภาพภพนี้มี เรียกว่ามโนมยอัตตา เขาจะไม่ศึกษา จะผ่านหูผ่านตามาบ้างหรือเปล่าไม่รู้ อัตตา๓ มีในพระไตรฯ ล.9 ข้อ๓๐๒โปฏฐปาทสูตรที่บอกว่า การได้อัตตา 3 คือ ๑. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) คือตัวตนวัตถุภายนอกหยาบๆ ๒. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา แม้อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) แต่กิเลสระดับหยาบหมดไปแล้วก็เลยเหลือมโนมยอัตตา ก็มีรูปภายนอกสัมผัสอยู่ เป็นของละเอียดลงมาแล้ว เรียกว่ามโนมยอัตตา ๓. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) แม้เป็นภพภายในก็อาศัยภายนอกเหมือนกัน แต่กิเลสหยาบเป็นภายนอกและรูปภายในหมด เหลือเล็กน้อยมากภายใน แม้กระทบตาหูจมูกลิ้นกายใจก็เกิดน้อยมาก (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๐๒) ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ดับกิเลสขณะหลับตา แต่ดับกิเลสขณะลืมตามีสัมผัสภายนอก ดับไปเป็นลำดับตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตาและอรูปอัตตา บางคนบอกว่า มาจัดตลาดอาริยะหลายครั้งจนสร้างอาคารใหญ่เบ้อเร่อได้ คนก็หาเรื่องหาราวไปเอง เขาเข้าใจว่าเรารวยมีภาวะ ซ้อนเหมือนทุนนิยม(พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...กว่าจะได้อาคารขนาดนี้ต้องรีดเลือดจากปูเลยทีเดียว พ่อครูว่า..เขาไม่เชื่อหรอกว่าใครจะมานั่งเสียสละมานั่งให้อย่างนี้ เขาไม่เข้าใจว่าคนมีจิตใจเสียสละด้วยบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มานั่งเอาเปรียบ มาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มาให้จริงๆเขาไม่เชื่อ คนทุกวันนี้เขาไม่เชื่อน้ำมนต์ บอกว่าคนให้โดยบริสุทธิ์ใจไม่มีหรอก เพราะเขาไม่เคยเสียสละอย่างนั้นได้ เขาเอาตัวเขาเป็นตัววัดหรือตัดสินคนอื่น ซึ่งคนจะโง่ คนจะมีความชั่วมีอัตตาเต็มตัว คุณอย่าเอาตัวคุณมาตัดสิน ตัวคุณเป็นไม่ได้ก็ไม่เชื่อคนอื่น ของคุณก็ใช่สิ แบบนั้น หยาบต่ำเราก็เข้าใจ แต่ความละเอียดลึกซึ้งที่เขาลดกิเลสได้ คุณเองไม่เชื่อ เพราะคุณลดไม่ได้ ก็ไม่เชื่อว่าใครจะลดได้ ก็เป็นเรื่องของคุณ แต่คุณอย่าดูถูกธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้คนลดกิเลสได้อย่างเที่ยงแท้ถาวรด้วย นี่คือความหยาบ ความไม่เชื่อสัจธรรมไม่เชื่อธรรมะอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าแล้ว ว่าเมื่อมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วกลับนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์
3867พลังศรัทธาจากอาริยะชนที่รักพ่อหลวงด้วยใจภักดิ์อย่างบริสุทธิ์ใจคือพลังโลกุตระสร้างโลกสุขเพียงพอด้วยปรัชญาพอเพียงโดยไม่ต้องยิ่งใหญ่เกินสมดุลโลกแต่ใหญ่ยิ่งด้วยปย.สุขพอดีโลกสมดุล! พ่อครูว่า...คุณคนนี้ศรัทธาอโศกจึงพูดเช่นนี้แต่คนทั่วไปเขาไม่เข้าใจหรอก ว่าจะมีคนมาเสียสละอย่างบริสุทธิ์จริง ซึ่งบางครั้งเราก็ขายแบบบุญนิยมที่มีหลายระดับ คือต่ำกว่าราคาตลาด เท่าทุน ขาดทุน ซึ่งการขายขาดทุนเป็นการขายด้วยเลือดเนื้อของชาวอโศก คือเขาไม่คิดค่าแรงงานในการผลิตสินค้าออกมาผลผลิตออกมา เวลาคิดต้นทุน เราก็ขาดทุนตรงค่าแรงงานนี่แหละให้คนอื่น นี่คือการขาดทุนของเราคือกำไรของเราอย่างหลวมๆ เราไม่เอาค่าแรงงานเราจริงๆ เราลดได้มากจนกระทั่งข่าวอโศกทำงานฟรี ไม่เอาค่าตัวเลย แล้วมีอยู่จำนวนรวมกันมาก ผลผลิตที่สร้างขึ้นมา ขายไปเมื่อไหร่ก็ขาดทุนเท่านั้น เพราะมีคนทำงานฟรีไม่เอาค่าแรงงานอยู่เต็ม ไปคิดต้นทุนอย่างไรมันก็ต่ำกว่าทุนอยู่ตลอด คนที่ทำงานฟรีไม่เอาค่าแรงเลยในของเรา มีเยอะแยะเลย กินใช้ส่วนตัวก็ไม่ตะกละ ไม่โลภ ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย
3867โลกที่ๆมีการปกครองแบบคนจนตามพระดำรัส our loss is our gian ขาดทุน ของเราคือกำไรด้วยศก.พอเพียง!คือโลกของคนยากจนใจพอที่เดียวในโลกที่ไร้ทุจริตชนปลอดหนี้อบายคอรัปชั่น! คนเขาหมั่นไส้ก็มี ยิ่งดูทางโทรทัศน์ก็ยิ่งหมั่นไส้ เขาเลยไม่แยแส เหมือนกับพวกเราไม่มีอยู่ในสังคม ไม่มีตัวตนในโลก เอ็งจะเป็นอย่างไรก็ช่าง สืบสานข่าวโลกเขาไม่ค่อยสนใจอันนี้ เกิดจาก โรคกิเลสอันนี้ ถามลึกๆชาวอโศกมาเสียสละแก่โลกนี้ดีไหม ดี แต่ทำไมไม่ส่งเสริม เขาก็เลยประพฤติอย่างหมั่นไส้ เพราะมันจะกลายเป็นส่ิงเปรียบเทียบเขา เขาเลยไม่เอา อาตมารู้เข้าใจดีก็ทำสิ่งดีสิ่งจริงไป เขาก็รู้โดยปฏิภาณสามัญ เขาก็ว่าปิดบังไม่ได้หรอกเขาก็ไม่ติ แต่ไม่แยแส ไม่ส่งเสริมเลย ดีไม่ดี พูดขึ้นมาแล้วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จะบอกว่าไม่ได้เรื่องก็ไม่ได้เพราะมันได้เรื่อง
0015ขอสัก ๑ วันให้พ่อท่านเทศน๋เป็นภาษาอีสานจะได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ไม่ได้หรอก มีคนขอมานานแล้วเคยคิดจะทำ แต่คนฟังภาษาอีสานไม่เป็นมันก็เสียประโยชน์ แม้ว่าคุณจะได้ประโยชน์ สักคนเสียประโยชน์ก็มี แต่ถ้าพูดภาษาภาคกลาง คุณก็ฟังได้คนอื่นก็ฟังได้ ถ้าจะพูดอีสานก็เป็นอีสานแบบโบราณด้วยฟังยากด้วย ถ้าจะพูดก็ได้เอาใจคนเลือดอีสานเท่านั้นเอง แต่ถ้าเทศน์ภาษาภาคกลางก็ฟังกันได้ทุกภาค ขอมาก็ให้ไม่ได้
2978กราบนมัสการพ่อครูฯ และส.ฟ้าไท ที่เคารพ ผมอยากบรรลุธรรมครับ พ่อครูว่า...คนนี้ทำไมคิดดีจังเลย แต่คิดง่ายไปนะ อยากบรรลุธรรมก็ตั้งใจฟังธรรมแล้วพากเพียรปฏิบัติให้เหมาะสมกับตัวเองแล้วก็จะได้ เพราะอาตมามั่นใจว่าได้ขยายเทศนานี้ไปอย่างสัมมาทิฏฐิ พูดให้ฟังได้สัมมาทิฏฐิก็ไปทำสัมมาปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมได้แน่แท้ ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ 8824อยากให้การจัดการทรัพย์สินวัดธรรมกายเสร็จสิ้นโดยไร้ข้อค้างใจใดๆโดยเร็วประชาชนกำลังรอความโปร่งใสอยู่ พ่อครูว่า...มาบอกอะไรอาตมา บอกผิดที่แล้ว เชิญไปบอกอย่างน้อยก็ dsi หรือรัฐบาลโดยตรง บอกผ่านอาตมาก็ส่งเสียงผ่านไปให้อย่างนี้แหละเป็นเสียงนกเสียงกาจะได้ผลหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่อาตมาเห็นผลของมะระอยู่ข้างหน้านี้ นี่ลูกมะระนะ มันยับเลย พ่อครูเล่าถึงสมัยตอนเป็นฆราวาส เสร็จจากส่งหนังสือพิมพ์ก็ไปแวะร้าน ข้าวต้มกุ๊ย พอเข้าไปก็ไม่ต้องสั่ง เขาเห็นหน้าอาตมาก็รู้เลยว่าแกงจืดมะระสด กับเครื่องในไก่
โยนิโสมนสิการคือการทำใจอย่างไร วันนี้ตั้งใจจะรวบรวมคำว่าโยนิโสมนสิการมาพูด สำคัญอย่างไรกับการปฏิบัติธรรม
อาตมาขอแปล โยนิโสมนสิการ ต้นๆ คือการปฏิบัติธรรมที่มีผลถึงใจ มีผลเป็นปรมัตธรรม มีผลเปลี่ยนแปลงจิตใจได้ หรือเข้าขั้นอภิสังขาร อภิสังขารมี 3 อย่าง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ขอขยายความอภิสังขาร 3 นี้ก่อน เพราะว่าแม้แต่ผู้รู้ทุกวันนี้ก็เข้าใจผิด ปุญญาภิสังขารคือการทำใจในใจ มนสิการ คือทำใจในใจให้ ชำระกิเลส กิเลสละหน่ายคลาย อภิสังขารคือสังขารโดยมีความรู้ความสามารถ เกิดบุญทำให้กิเลสลดได้ อปุญญาภิสังขาร คือจัดการทำใจในใจ สังขารถึงขั้นไม่ต้องชำระกิเลสแล้ว คืออปุญญะไม่ต้องมีบุญหมดบุญ ไม่เป็นบุญก็เป็นกุศล ไม่ใช่เป็นบาป เพราะได้ชำระบาปหรืออกุศลหมดไปแล้ว ปุญญะก็ไม่ต้องทำแล้ว สังขารเมื่อใดก็เป็นกุสลสูปสัมปทา เพราะได้ชำระกิเลสหมดจดแล้ว สจิตตปริโยทปนัง อเนญชาภิสังขารคือสั่งสมคุณสมบัติของจิตเป็นอุเบกขา5 เป็นจิตที่สั่งสมความตกผลึกตั้งมั่นแข็งแรง เก่งในการทำงานสัมผัสกับเหตุปัจจัยของโลกเป็นมุทุภูตธาตุรู้เร็วไว ปรับได้ไว กัมมัญญา เป็นจิตที่สามารถทำกรรมการงานได้ดีขึ้น เจริญด้วยกรรม จิตยิ่งปภัสสรา ไปเรื่อยๆ คือมี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ยิ่งขึ้น คือ ปภัสสรา วิธีทำใจที่มิจฉาทิฎฐิคือการนั่งหลับตาทำสมาธิ คือวิธีการทำแบบสะกดจิตภายในใจ ไม่มีการวิจัยธรรมไม่รู้โลกวิทู ไม่รู้กระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ให้มีการพิจารณากายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรม อาจแปลตามพยัญชนะได้ แต่ไม่รู้ลักษณะแท้ว่า อาการกายคืออย่างไร กายคืออาการของรูปกับนาม เรียกว่าอาการ กาย ธรรมะสองอย่างต้องมีภายนอกกับภายใน กายกับจิตก็สองอย่าง กายที่หมายถึงภายนอก กับกายที่หมายถึงภายใน หรือจิต หรือเวทนาเป็นอาการของจิตเจตสิก เวทนาก็ต้องมีเวทนานอก(หยาบ)กับเวทนาใน (ละเอียด) แม้ที่สุดศึกษาเวนาจริงกับเวทนาเก๊ เวทนาจริงคือทุกคนที่ตาหูจมูกลิ้นกายเมื่อประสาทสัมผัสไม่บกพร่องก็จะรับรู้สึกเหมือนกันหมด เห็นกระทบรูปมะระลูกนี้ ลายๆ ทุกคนมีประสาทตากระทบรูปก็เห็นเหมือนกันหมด แต่ความรู้สึกซ้อนจากการเห็นมะระลูกนี้ คนหนึ่งบอกว่าสวยน่ากิน อีกคนหนึ่งบอกว่า น่าเกลียด ต่างกันไปได้นานาสารพัด สิ่งที่เห็นต่างกัน สิ่งนั้นแหละคืออุปาทานของแต่ละคน เป็นความเห็นของแต่ละคน ชอบหรือชัง พระพุทธเจ้าให้เรียนเวทนาเก๊ แล้วจัดการ ให้เหลือเวทนาจริง สัจจะมีหนึ่งเดียว สองไม่มี สองที่มีคือเก๊ ใครไม่รู้จักอาการของเวทนา แล้วทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.๑๐ ข.๖๐ ถ้าทำไม่ได้คนนั้นไม่มีทางปฏิบัติธรรมได้ประสบผลสำเร็จ นี่คือโยนิโสมนสิการ แต่ทุกวันนี้ผู้รู้แปลว่าการพิจารณาในใจอย่างแยบคายซึ่งไม่พอ ต้องแปลถึงการทำใจหยั่งลงถึงที่เกิดกิเลส แล้วทำกิเลสให้ดับลงไปได้ นี่คือโยนิโสมนสิการ ทุกวันนี้มาแปลภาษาไม่ถูกไม่ครบถ้วนจึงไม่ปฏิบัติให้ได้ผล ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้มี 2 คือ 1 ปรโตโฆษะ 2 โยนิโสมนสิการ (พตฎ.เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๙๗) ผู้ที่จะมีสัมมาทิฏฐิได้ จะต้องฟังคนอื่น ทำความเข้าใจตามคนอื่นได้ ถ้าคุณไม่ฟังคนอื่นเลย เอาแต่ความรู้ความเห็นของตนเอง อย่างไร แล้วคุณก็เห็นของคุณอย่างนั้น ไม่ฟังคนอื่น คุณจะไม่มีโอกาสทำใจในใจได้อย่างถูกแท้ เพราะอะไร เพราะว่า ถ้าคุณมีความรู้จริง รู้แจ้ง ปฏิบัติได้ถูกแล้ว คุณไม่ต้องฟังคนอื่น ไม่ต้องมีปรโตโฆษะแล้ว คุณโยนิโสมนสิการ ทำใจถึงที่เกิด ปฏิบัติได้อยู่แล้วนั้นคุณมีสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ไม่ต้องฟังคนอื่น แต่ถ้าคุณเอง คุณยังไม่รู้เลยว่า สัมมาทิฏฐิหรือไม่ คุณก็ต้องฟังคนอื่นบ้าง เพื่อเปรียบเทียบ ถ้าคุณสัมมาทิฏฐิ เปรียบเทียบกับคนอื่นที่ไม่เหมือนคุณก็จะได้ชัดเจนขึ้น... สรุปก็คือคุณต้องฟัง แต่ถ้าคุณมิจฉาทิฏฐิ แล้วไม่ฟังคนอื่นเลยจะเป็นอย่างไร ก็ซวยไปตลอดกาล ไม่มีวันจะได้ สัมมาทิฏฐิ แต่ถ้ามีสัมมาทิฏฐิอยู่แล้วก็จะมีตัวเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น จะได้ยืนยันความเป็นสัมมาทิฏฐิ การไม่เอาของคนอื่นมาเปรียบ แล้วปักมั่นว่าของตนถูกๆๆ ไม่ศึกษาของคนอื่นเลย คนนี้ยึดมั่นถือมั่นในความเห็นของตน แม้จะฟังคนอื่นก็เหมือนอาบน้ำกลัวเปียก แล้วจะได้อาบน้ำไหม ก็ไม่ได้อาบเพราะกลัวเปียก ถ้าฟังคนอื่นอย่างอาบน้ำกลัวเปียก ฟังอย่างเสียไม่ได้ ก็ไม่มีวันได้เพิ่มเติม ต้องฟังอย่างไม่กลัวเปียกน้ำคือฟังให้เข้าใจ อาตมาฟังคนอื่นอย่างพิจารณาแต่คนอื่นฟังอาตมาอย่างอาบน้ำกลัวเปียก ยิ่งผู้รู้คนที่เขาเชื่อถือมีหลักฐานอ้างอิงอย่างนั้นอย่างนี้ เขายิ่งฟังอาตมาอย่างอาบน้ำกลัวเปียก แล้วถามว่าไหนมีใบรับรองหรือไม่? พวกคุณก็ต้องไปเอาใบรับรองมา แล้วเขาจะคิดว่า ลูกศิษย์ถูกอาจารย์หลอกอีก
ทิฏฐิ 2 ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิคือ
ผู้ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะต้องถึงพร้อมด้วย แสงอรุณ 7 ตัวที่ 7 คือโยนิโสมนสิการ มันจะต้องสัมพันธ์กันหมดทั้ง 7 ถึงโยนิโสได้ ไม่อย่างนั้นไม่ลงถึงที่เกิด 1.มิตรดี มิตรดีคือสัตบุรุษ พระพุทธเจ้า หรือผู้มี dna ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เป็นผู้ที่มีความรู้สึกต้องของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นมิตรดี มิตรดีคือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้มาก่อน ศาสนาพุทธจะต้อง สาวกภูมิ ต้องมีผู้รู้มาก่อน รู้เองไม่ได้ ต้องฟังจากคนอื่น ถ้ารู้เองตรัสรู้เองโดยชอบคือพระพุทธเจ้า แม้อาตมารู้เองไม่ได้ ก็ได้นิดหน่อยคือสยังอภิญญาไม่ใช่สยัมภู 2. เข้าถึงศีลสัมปทา เช่นถือศีล 5 คือบรรลุ เช่นคุณถือศีลข้อ1 กาย วาจา ไม่ฆ่า แต่ใจคิดอยากทำร้าย อยากเอาสัตว์มาเป็นอาหารก็ยังไม่ถึงศีล คุณมีแต่กายกรรม วจีกรรม แต่ใจคุณยังอยากทำร้ายคนอื่นไม่หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ถ้าคุณเอามากินก็เพื่อประโยชน์ตนเอง คนอื่นเขาไม่ได้ประโยขน์นะ 3. ฉันทะ คือความยินดี ถ้ายังเบื่อหน่ายอยู่ก็คือไม่ยินดี ต้องไม่มีเบื่อเลยก็จะยินดี ฉันทะสัมปทา อย่างพวกคุณมานั่งฟังอยู่ได้ นั่นคือคุณยินดี หากคุณไม่ยินดีก็ไม่เอาแล้ว ไปทำอย่างอื่นดีกว่า อันนี้นานๆฟังที 4. อัตตสัมปทา คือเข้าถึงความเป็นอัตตา หากคุณไม่เข้าถึงความเข้าใจอัตตา ในแสงอรุณที่ต้องเรียนรู้ว่าอัตตาเป็นเช่นนี้ ถ้าบอกว่า พระพุทธเจ้าบอกอัตตาไม่มี สัพเพธัมมาอนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตนแล้วเอาอะไรมาศึกษา อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร อันนี้หมายถึงคุณต้องเข้าใจอัตตา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย สมณะฟ้าไทว่า...ชาตินี้พ่อครูก็เป็นสัตบุรุษสอนเรา ไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน แต่เราก็ยินดีฟังธรรมจากท่าน ท่านยินดีสอนเรากับเรายินดีฟังท่าน อันไหนมากกว่ากัน พ่อครูยินดีมากกว่า พ่อครูว่า...บางคนยินดีหน่อยเดียวหรือครึ่งหนึ่ง หรือเต็มร้อย ถ้าไม่ขยันผมตายไปนานแล้ว แม้ไม่ค่อยก้าวหน้ามีมวลคนฟังเพิ่มขึ้น ระดมคน จัดงานเข้าค่ายก็มี 20-30 คน ครั้งที่เท่าไหร่แล้วนี่...18 แล้ว จัดไปถึง 180 ดูสิจะมากถึง 20-30 ไหม อัตตา นี้คือข้อ4ในสุริยเปยยาลสูตร 5. ทิฏฐิ ต้องทำความเข้าใจโดยปริยายว่า อย่างนี้ๆ มิตรดี ศีล ฉันทะเป็นอย่างนี้ อัตตาเป็นอย่างนี้ทิฏฐิต้องมา เมื่อเข้าใจแล้วก็อย่าประมาท เห็นแล้วอย่างนี้ก็อย่าประมาท 6. คือความไม่ประมาทอันนี้รวมกัน ทั้ง 6 อันรวมกัน จึงเป็นอันที่ 7 โยนิโสมนสิการ มรรคมีองค์8 เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ ผู้จะเห็นพระอาทิตย์ได้ก็ต้องเห็นแสงอรุณก่อน ต้องมีมิตรดีมาบอกว่าต้องทำใจในใจ เป็นอย่างไร แล้วทำใจในใจตามศีลที่เป็นลำดับ ไม่ใช่เอาศีล 10 เลย ก็ไม่ได้ ต้องทำเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายจนเกิดผล แล้วจะเห็นดี ยินดี จะเห็นผลเพราะเข้าถึงอัตตาในตัวเรา รู้โอฬาริกอัตตา ต้องละให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆลดมา จากโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ไปตามลำดับ แล้วเกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จากปฏิบัติ ธัมมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มรรคมีองค์ 8 เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 จะเกิดสัมมาทิฏฐิหมุนเวียนเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ชัดเจนมาก เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจที่สูงขึ้น มีพลัง จนถึงผล เต็มกำลังคือปัญญาพละ องค์ธรรมของการเกิดปัญญาไม่ใช่เฉกะหรือตักกะ แต่ปัญญาจะเกิดต้องอาศัยองค์ธรรม 6 จึงเรียกว่าปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัยนั้นเรียกว่าสัญญา พวกขบคิดนึกเอาไม่ใช่ปัญญา เป็นการทำงานอย่างปฏิสัมพัทธ์กันขององค์ทั้ง 6
จากคำว่าโยนิโมนสิการแล้ว ก็มีในปัญญาวุฑฒิ4 ๑. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . ๒. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) ๓. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม ๒๑ ข้อ ๒๔๘) มีการคบสัตบุรุษ ซึ่งในอวิชชาสูตร ก็มี ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ . ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)
กลับไปที่ ปัญญาวุฑฒิ4 ๑. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . ๒. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) ๓. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม ๒๑ ข้อ ๒๔๘) ถ้าไม่ได้พบกับสัตบุรุษไม่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ก็ไม่รู้จัก สัทธรรม จะรู้จักแต่อสัทธรรม คือผู้รู้ธรรมะอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิไม่เป็น โยนิโสมนสิการไม่ถูก ก็มีแต่ อธัมมานุธัมมปฏิปัตติ สัตบุรุษจึงสำคัญมาก ใครจะรู้ว่าคนนี้เป็นสัตบุรุษ มันยากนะ ในศาสนาพุทธซวยจริงในเมืองไทยที่ ใครอย่าบอกนะว่า ใครบรรลุธรรมเป็นสัตบุรุษ ถ้าใครบอกว่าตนเองบรรลุธรรมเป็นสัตบุรุษ ผู้รู้ท่านว่าคือไม่เป็นสัตบุรุษ ก็เลยต้องเดาเอา ก็เลยไปได้แต่สัตบุรุษเดาๆเอา มันต้องเป็นคนฉลาดจริง มีภูมิปัญญาสัมมาทิฏฐิจริงๆ ถึงจะเดาได้ ทีนี้สรุป อาตมาประกาศว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษ แล้วคนก็ไปเชื่อคนที่เขาบอกว่าเป็นสัตบุรุษมาเก่า ที่ไม่ใช่สัตบุรุษ หลงเชื่อว่าคนไม่ใช่สัตบุรุษผู้นี้เป็นสัตบุรุษ อธิบายมาก่อน เมื่อสัตบุรุษตัวจริงมาอธิบายก็ย่อมไม่ตรงกับที่เขาอธิบายมาก่อน คนก็ได้เชื่ออสัตบุรุษนั้นไปแล้ว เมืองไทยเลยซวย อสัตบุรุษประกาศอย่างไรเขาก็เชื่ออสัตบุรุษไปแล้ว ซึ่งได้ขึ้นทำเนียบไปแล้ว ก็เป็นความซวยของประเทศไทย
อยากทำความดีแต่รู้สึกอายจะทำอย่างไร _คำถามจากเด็กชาย เชิญชัย สุขสวัสดิ์ อยากทำความดีแต่รู้สึกอาย ทำอย่างไรดี พ่อครูว่า...คนเราถ้าทำความไม่ดีหรือทำความชั่ว คนอื่นเห็นเข้าก็จะว่าเอาได้ แล้วเราทำความดี คนอื่นเมื่อเห็นเข้า คนอื่นก็จะชมเชย ถ้าชมเชยแล้วทำไมต้องอาย ถ้าเขาว่าหรือด่าเอาสิ มันน่าอาย ว่าทำชั่วทำไม่ดีก็ถูกว่าถูกด่า นั้นน่าอาย แต่เราทำดีแล้วคนชมก็น่าอาย ถ้าไปเข้าใจอย่างนั้นเรียกว่าเข้าใจผิด ถ้าทำดีแล้วคนชมไม่ต้องอายหรอก แม้ทำดีแล้วคนไม่ชม เราก็ต้องรับไปพิจารณา ตรวจสอบแล้ว ไปสอบทานผู้ใหญ่ผู้รู้ว่า หนูทำอย่างนี้ผิดหรือ ถ้าเราไม่ผิด คนอื่นเข้าใจไม่ได้ก็เป็นความไม่รู้ของเขา อย่างหลวงปู่ มั่นใจในความถูกต้อง คนอื่นไม่เชื่อ หลวงปู่ก็ไปตรวจสอบในพระไตรปิฎก ก็ตรงกัน โดยใช้พระไตรปิฎกเช่นเดียวกันด้วย ก็สบายว่าตรงกัน
อาหารของวิชชา(ตัณหาสูตร) ตามอวิชชาสูตร น่าจะได้พูดกันยาวพอสมควร แต่ขอขยายที่มูลสูตร 10ก่อน ข้อ 1 ว่ามีฉันทะเป็นมูลกา มีความยินดีเป็นรากเค้า 2 มีมนสิการเป็นแดนเกิด สัมภวะ มนสิการคือทำใจในใจ หรือต้องทำ มนสิการอย่างโยนิโส คือการทำใจในใจให้ถ่องแท้ แยบคาย ให้ถูกต้องให้ลงไปถึงที่เกิดเลย โดยการปฏิบัติต้องมี ผัสสะเป็นเหตุเกิด (เหตุเกิดในการปฏิบัติไม่ใช่เหตุคือตัณหาในอาริยสัจ4) เมื่อไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีเวทนา ไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานในการปฏิบัติ เรียกว่ากรรมฐาน ศาสนาพุทธมีเวทนาเป็นกรรมฐานอย่างเดียว ไม่ใช่เอาดินน้ำไฟลมเป็นกรรมฐาน กรรมฐาน 40 เป็นเรื่องนอกรีตของศาสนาพุทธ แต่เวทนา 108 ที่เป็นกรรมฐานแท้เขาไม่เรียนกันแล้ว นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ไม่พูดเนื้อสาระแท้ แต่พูดนอกที่อาจารย์อื่นบัญญัติไม่ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ไปเอากรรมฐาน 40 ที่มีดินน้ำไฟลม อะไรนั่นที่เป็นของพระพุทธโฆษาจารย์รวบรวมมา ในตัณหาสูตร ๑. การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง ๒. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) ๓. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) ๔. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ . ๕. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น)..เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ ๖. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต ๓ (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) ๗. ทุจริต ๓ เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ ๕ ๘. นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของ.. อวิชชา ๙. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๒)
ถ้าโลกไหนไม่มีสัตบุรุษ หรือแม้มี ท่านก็บอกไม่ได้ ที่บอกไม่ได้นี่โบราณาจารย์ถึงได้รวบรวมไว้ ในโลหิจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๘) พระพุทธเจ้า บอกให้ผู้ที่จะบอกได้ต้องเป็นผู้ที่บรรลุธรรม ถ้าไม่บรรลุธรรมแล้วก็จะบอกไม่ได้ เพราะถ้าขืนบอกแล้วในสิ่งที่ไม่มีจริงในตนก็ปาราชิก แต่แม้คุณจะมีจริง คุณได้บรรลุธรรมนั้นจริง คุณบอก..ท่านก็ให้ระมัดระวังอย่าไปบอกกับ พาลชน หรือคนไม่รู้เรื่อง อนุปสัมบัน บอกคนไม่เดียงสา หลอกเด็กมันก็หลอกได้ ต้องบอกกับคนที่พอรู้เรื่อง รับได้ ไม่ใช่บอกกับคนที่จะหลอกเขาได้ คนนี้บอกเขาแล้ว เขาก็จะตัดสินเองว่าถูกหรือไม่ อันนี้เป็นอุปสัมบัน แต่เขาไปแปลอุปสัมบันว่าผู้ที่บวชแล้ว อาตมาขอยืนยันว่า ผู้ที่ผ่านพิธีบวชแล้วไม่รู้เรื่องมีอีกเยอะ แต่ฆราวาสที่ไม่ได้ผ่านการบวชแต่รู้ธรรมะที่อาตมาพูดนี้เยอะ แม้จะเป็นนักบวชที่ผ่านพิธีกรรมหรือไม่ผ่านก็ตาม แต่มีภูมิธรรมที่พอฟังธรรมได้เข้าใจ เราก็ต้องอธิบายให้ฟัง ...ก็ระมัดระวังตรงนี้เอง อาตมาไปในหมู่ชนไหนที่เขาฟังธรรมไม่รู้เรื่องอาตมาก็ไม่พูด อาตมาพูดไปแล้วมันเป็นอาบัติปาจิตตีย์ พูดแล้วเขาไม่รู้เรื่องก็อย่าพูดดีกว่า แต่ถ้าพูดแล้วคนฟังรู้เรื่องอย่างพวกคุณ ถ้าทุกวันนี้ มีคนฟังเกิน 5 คน 10 คน อาตมาก็พูด พูดอย่างเต็มใจพอใจยินดีจะพูด เหนื่อยก็ยังพูดได้ แม้เหนื่อยมากก็พัก ไอบ้างก็ต้องพูด ก็เป็นเรื่องดี อาตมาไม่มีงานอื่นที่สำคัญเท่างานนี้ งานนี้นี่สุดยอด อาตมาได้เลือกแล้ว ในมูลสูตรของพระพุทธเจ้าท่านสรุปไว้เลยว่า ถ้าคุณไม่ยินดีก็ยาก สองคุณยินดีแล้วก็ต้องทำใจในใจ มนสิการ แล้วรู้ว่ามนสิการทำตรงไหน ก็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive