600421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ร้อยมาลัยใส่มหาจัตตารีสกสูตร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600421_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ร้อยมาลัยใส่มหาจัตตารีสกสูตร

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2560 ที่บ้านราชฯ พ่อครูก็จะมาเทศนาให้เราได้พัฒนาจิตตนให้มีอัญญา และเป็นปัญญาต่อไป เราจะพัฒนามรรคมีองค์ 8 ของเราอย่างไร เราทำทาน ทำศีล เกิดผลหรือไม่อย่างไร แล้วโลกนี้ของเราหมดไปกลายเป็นโลกหน้าอย่างไร ความเป็นพ่อเป็นแม่ที่จะให้กำเนิดโอปปาติกสัตว์ในตัวเองให้เจริญขึ้นมีหรือไม่อย่างไร พ่อครูก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็จะมีความชัดเจนในตนเอง ที่จะอธิบายให้พวกเราฟังได้ว่าท่านเป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป จะถึงเมื่อไหร่เราก็ไม่มีคำตอบ เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามท่านไปด้วย ไม่ใช่ว่าท่านวิ่งอยู่แล้วเราคลานไปมันก็ไม่ทันกลับ ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแต่เราเป็นหมา มันก็ไม่ได้เรื่องสำหรับเรา หากเราพัฒนาตัวเองให้เป็นพระอาริยะก็จะช่วยท่านได้ ท่านก้าวหนึ่ง แต่เราต้องวิ่งหลายก้าวเลย เอารูปธรรมตอนพ่อครูเดินออก กำลังกาย ปัจฉาต้องวิ่งตามเลย ไม่ต้องกล่าวถึงนามธรรมว่าเราจะต้องเหนื่อยในการตามท่านแน่ เรามาฟังธรรมท่านให้เกิดสัมมาทิฏฐิที่จะพัฒนาตัวเองตามท่านไป พ่อครูว่า...SMS วันที่ 20 เมษายน 2560

1614ก่อนที่จะได้รับความจริงใจจากคนอื่นถามใจตัวเองก่อน คุณให้ความจริงใจกับเค้าหรือยัง ? ถ้าให้ไปแล้วไม่ได้รับกลับ ก็เดินออกมาดีกว่า/โดนกับตนเอง

7630ขอน้อมกราบคารวะท่านภันเตสันตจิตโตด้วยความเคารพอย่างสูง/อาวุโสอาสโภ. พ่อครูว่า...ท่านก็เคยมาอยู่กับเรา แต่ตอนนี้ไปเป็นพระมหาเถรสมาคมแล้ว แต่ก็ยังติดตามข่าวคราวกันอยู่

0015ชาวอโศกมักมีโจทย์ให้ฝึกทำใจไม่ให้เศร้าโศกอยู่เสมอ 0015การได้รับอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตเป็นกรรมหนักหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...การได้รับอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต นัยยะของความซับซ้อน

อ่านต่อ

ที่ว่า หนักหรือเบา จะมีความหมุนรอบเชิงซ้อนนัยยะลึกซึ้งหลายมุม อาตมาก็เคยพูดไปหลายทีว่า ตายโหง(อุปัทวเหตุ) มันทุกข์น้อยกว่า ตายห่า หรือตายจากเจ็บป่วย ทรมานทรกรรม บางคนกว่าจะตายก็ทุกข์ยากลำบากมากเลย ตายด้วยโรค เรียกว่าตายห่า ถ้าตายโหงนี้มันเร็ว แต่ก็มีบางกรณีเกิดพิการ แต่โดยนัยยะส่วนใหญ่ ก็ตายเร็ว โดยแทบไม่รู้ตัว ถ้าจะว่าจริงๆแล้วทรมานน้อยกว่าย่อมดีกว่าทรมานมากหรือนาน ก็เป็นสัจจะแต่ละมุมให้ศึกษา เราก็รับซับซาบอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเกินเหตุ เพราะว่ามีเหตุปัจจัยอจินไตย นัตถิอุปมา ไม่สามารถเอามาอ้างอิงยืนยันตายตัวเลยทีเดียว บางทีดีไม่ดี มองเหมือนกลับกลอกไปมา โกหกหรือเปล่า ที่จริงไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องสัจธรรมที่มีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ลึกซึ้ง

3752รักหลวงพ่อมากครับ/อำนาจ พ่อครูว่า...ก็ทำความเข้าใจความรัก 10 มิติให้ดี

3867ก่อนแตกดับให้กำลังใจทุกเหยื่อความรู้สึกทุกเหยื่ออารมณ์ทุกเหยื่อโลกธ.ที่โดนกดดันข่มทับละเลงระบายป้ายสีรองรับเวทนา108สารพัดด้วยอภิณหปัจจเวกขณ์ ระลึกเนืองๆไม่มีใครอยู่ด้วยกันได้เกิน100ปี! ยกเว้นคนบุญไร้วิบากสิ้นบาป!

ฌานลืมตาคือฌานแบบพุทธ 3867คนเคยเป็นเหยื่ออารมณ์108เข้าใจหัวอกผู้ถูกกระทำทุกรูปแบบ!มาเรียนรู้ธ.โลกุตระกับพ่อครูฯสณ.สม.เถอะแล้วจะเข้าใจเวทนา36ในเวทนา108ด้วยจิตรู้ทันกิเลสาสวะ มีแต่ธ.อันพ่อครูสอนฌานลืมตาทำให้จิตรู้ทุกขณะที่มีผัสสะเป็นปัจจัยมีญานรู้เห็นสภาวะอาการทุกอย่างในจิตเจตสิกรูปจนเห็นแจ้งแล้วกำจัดกิเลสนิวรณ์ได้! skk ถ้าผู้น้อยอธิบายไม่ถูก กราบขออภัยสาธุ พ่อครูว่า...ถูกต้องดีแล้ว ฌานลืมตาที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีญาณรู้เห็นอาการจิตเจตสิกนี่แหละ คือสมาธิของพุทธที่อาตมาเอามายืนยัน ช่วงศาสนาพุทธขณะนี้ที่ได้เพี้ยนกลับไปยึดถือแบบโบราณเดิมที่ไม่ใช่ของพุทธอย่างที่พระพุทธเจ้าอุบัติมาแล้วประกาศศาสนาพุทธ ท่านก็มาแก้ความเห็นผิดแบบฤาษีชีไพรที่ ทำฌานแบบหลับตา อย่างพระไตรปิฎกเล่ม 9 ทั้ง 13 สูตร หากอ่านให้แตกฉาน จะชัดเจนว่า ตั้งแต่สูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร ท่านก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่เจโตสมาธิ หรือหลับตา หากหลับตา จะมีทิฏฐิ อดีต กับอนาคต 62 แม้ปัจจุบัน 5 ก็อยู่ในภวังค์ ไม่ได้เป็นปัจจุบันที่ชัดเจนต่อโลกต่อผู้อื่น ที่ร่วมรู้ร่วมยืนยัน แต่ตัวเองคนเดียวก็อยู่ในภพ ไม่ยืนยันได้ ถ้ามีคนอื่นยืนยันได้ตรงกันตั้งแต่ 1 คน 2 คน 5 คน 10 คน 100 คน 1,000 คน 10,000 คน 100,000คน ก็ยิ่งเป็นสัจจะที่ตรงกันได้ เป็นการยืนยันอย่างแท้จริง พรหมชาลสูตรยืนยันชัดว่า เวทนาเป็นกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ ซึ่งหากหลับตาก็ไม่เกิดเวทนา ฌานก็ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยทั้งฌาน 1 2 3 4 ในสามัญผลสูตร สูตรที่ 2 คือสอนให้รู้จักผลที่แท้จริงของศาสนาพุทธ คือสมณะที่ 1 2 3 4 ฌานก็ลืมตาสมาธิก็ลืมตา ในสามัญผลสูตร ไปอ่านให้ดี ต้องมีศีลกำกับ เป็นจรณะ 15 สํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เป็นจรณะ 15 วิชชาอีก 8 สมบูรณ์แบบ คือรายละเอียดที่ตรัสไว้ชัดในสามัญญผลสูตร อัมพัฏฐสูตรท่านก็ตรัสถึงการออกนอกรีต 4 ประการ คือไปหาอาจารย์ในป่า ของพุทธ อาจารย์อยู่ในเมืองไม่ได้อยู่ในป่า ในป่าไม่มีอาจารย์ของพุทธ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาพระบ้าน ไม่ใช่ศาสนาพระป่า แม้เป็นพระบ้าน ก็ไม่ใช่แบบเดรัจฉานวิชา จุดธูปเทียนบูชาไฟ ท่านก็ว่าต่อไปจะมีความเสื่อม 4 ประการนี้ ผู้มีปัญญาต้องมีฌาน ปัญญาต้องมีศีล ศีลต้องมีปัญญา ในสูตรต่างๆไล่ไปครบ 13 สูตรก็ยืนยันว่านี่คือศาสนาพุทธ

3867หมุดเก่าไปกับกลียุคทั้งศตวรรษ!หมุดใหม่มากับยุคศิวิไรซ์สู่ศตวรรษศรีอาริยะเมตตรัย! พ่อครูว่า...ก็ขอผ่านในเรื่องของหมุด เป็นเรื่องสมมุติ อยู่ก็ดี หายไปได้ก็ดี ถ้าเราสามารถเอาประโยชน์ได้ รู้จักพอในสภาพนั้น เป็นสิ่งใช้แทนให้คนเข้าใจได้ ติดตามธรรมะดีๆ แล้วเราจะไม่งมงายไม่โง่ จะชัดเจน มีแต่สิ่งที่เป็นเช่นนี้ๆ เป็นสัจจะที่เราจะได้รู้แจ้งเห็นจริงไปเรื่อยๆ ให้พากเพียรปฏิบัติธรรมไป ได้น้อยหรือมากก็แล้วแต่ นี่ก็ค่ายสัมมาอาริยมรรค เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราก็จัดทุกเดือน แต่คนก็ไม่ค่อยสนใจ ก็ไม่เป็นไร มีกี่คนก็จัดไป ช่วยกัน พัฒนากันไป นี่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงค่ายสัมมาอาริยมรรค พรุ่งนี้มะรืนนี้ใครจะมาเพิ่มเติมก็ได้ ติดต่อคุณชญาดา 087-4437865

เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีที่บ้านราชฯ _มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ชาวอโศกจัดงานตลาดอาริยะไม่กี่ปี ก็ได้อาคารหลังใหญ่ขนาดนี้....ใช่หรือไม่ พ่อครูจะอธิบายว่าอย่างไร? กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า...มันก็น่าให้เขาคิดนะ ซึ่งมันเป็นเรื่องเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ บทลึกซึ้งสูงส่ง นักเศรษฐศาสตร์ของโลกยังเข้าใจได้ยาก จะจบเป็นโปรเฟสเซอร์อีกตั้งเท่าไหร่ ก็ยากที่จะเข้าใจ เป็นเรื่องของความจริงใจทางจิตวิญญาณและความรู้ และมีพลังเจโต พลังวิมุติ เป็นคนมีจิตใจขยันมีพลังสู้ มีปัญญารอบรู้ละเอียดลึกซึ้งสูง มาเสียสละเป็นคนจนอย่างจริงใจ จนนี่ได้สบายดี อยู่กับระบบสาธารณโภคีเกื้อกูลกัน เป็นอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ อิสรเสรีภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ เป็นภาพที่ครบครัน เป็นอิสระเสรีภาพไม่มีการหลอกล่อ เลียบเคียง พวกเราจะไม่มีลักษณะเช่น ไม่หว่านล้อมไม่โฆษณาไม่เรี่ยไร ให้เขาเกิดปัญญาแล้วมาสมทบมาร่วม แม้จะมาบริจาคก็ต้องมีหลักเกณฑ์ กั้นไว้ให้ชัดเจน ไม่ได้เอาง่ายๆ ซึ่งต้องให้เกิดปัญญาจริงๆ เป็นเรื่องไม่ใช่จิตวิทยา แต่เป็นเรื่องความจริงใจ เศรษฐศาสตร์ระบบสาธารณโภคี นักเศรษฐศาสตร์ของโลกจะต้องมาศึกษาและมาเรียนรู้ พวกเราก็จะพัฒนาก้าวหน้ากันได้จริงๆ เป็นอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ มันเป็นพี่น้องกันยิ่งกว่าพี่น้องทางสายเลือด เกื้อกูลช่วยเหลือกัน พึ่งพากันเกิดแก่เจ็บตายกันได้จริงๆ เหมือนญาติ แล้วก็สงบ ไม่มีอะไรมาเดือดร้อนวุ่นวาย แต่ตอนนี้ ที่นี่เราเปิดให้ข้างนอกมาเที่ยว แล้วก็มีผู้คะนองมายิงปืนที่นี่ ไล่ยิงกัน ดีที่ยังไม่ถูกใคร เราก็ต้องขอร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มาช่วย ก็ไม่มากมายอะไร ก็ต้องคอยระมัดระวัง ปรามกัน พูดกันโดยใช้ศิลปะ ใช้เมตตา ใช้จิตวิญญาณที่เจริญ ช่วยกัน จะรู้ว่าที่เราเองเราเสียสละ พลังงานพวกเราที่มารวมกันมีความขยันสมรรถนะสร้างสรรค์ เราก็พัฒนาตัวเองให้กินน้อยใช้น้อย กิเลสทำให้เปลืองมาก ลดกิเลส เราก็กินน้อยใช้น้อย สมบูรณ์ แต่ส่วนเหลือส่วนเกินจะมีมากขึ้นๆ มีทรัพย์ศฤงคารมากขึ้น แม้เราสะพัดแก่ข้างนอกได้มาก ขาดทุนจริงๆ ไม่ได้หลอก ด้วยวิธีคิดขาดทุนอย่างสากล แต่มันก็เหลือทับทวีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่เกินมา เราก็เอาไปสร้างต่อ อาคารเฮือนสวน. ที่กว้างถึง 11 ไร่ จึงดูแล้ว คนก็บอกว่าหาทางหลอกลวงเอาเงินรายได้ ที่จริง เป็นความบริสุทธิ์ มีส่วนเกินที่เราเอามาสร้างได้ ในตลาดอาริยะเราก็ให้อย่างบริสุทธิ์ไม่มีเรื่องหลอกล่อซับซ้อนอะไร ไม่มีเลย นี่คือสัจจะ ที่ต้องมาศึกษาให้ดีไม่ง่ายเลยที่นักเศรษฐศาสตร์เขาจะรู้ละเอียดลึกซึ้งพอ อาตมาว่าเขาก็คงจะมีภูมิปัญญา สักวันหนึ่งก็คงจะเข้าใจได้ชัดเจน สามารถเสริมส่ง เศรษฐศาสตร์บทนี้ได้ ตอนนี้เขายังไม่ชัดเจนก็เลยไม่กล้า เขาไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรแฝงซ้อนเอาเปรียบ แต่ขอยืนยันว่าไม่มีการเอาเปรียบ มีแต่การเสียเปรียบ อย่างเต็มใจ ในเศรษฐศาสตร์ขั้นสาธารณโภคี จึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงส่ง ที่อาตมามั่นใจว่า นักเศรษฐศาสตร์ในยุคนี้จะมีภูมิปัญญา มาศึกษาพิสูจน์ได้อย่างแท้จริง เพราะว่ามีนัยยะต่างๆที่อาตมาใช้พยัญชนะที่พอจะมาสื่อประกอบใช้ภาษาฟิสิกส์ ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาลาว แต่ก็พอรู้ได้ หรือภาษาบาลี เป็นหลัก ก็พยายามสื่อไป แล้วเจตนาอยู่ให้นานไป เพื่อเจตนาขยายความให้ละเอียดลออ ให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

ก่อนจะไปสาธยาย เพชรพุทธ 13 กะรัต ตอนนี้เราได้ขึ้นมหาจัตตารีสกสูตร (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูพยายามอธิบายมหาจัตตารีสกสูตรให้พวกเราได้รู้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น ในส่วนตลาดอาริยะ ก็มีพวกเราว่า ถ้าจะเอาคนที่ไม่ใช่ชาวอโศกมาขายจะได้ไหม ก็จะนัดคนที่สนใจจะมาขายสินค้าก็มาประชุมที่เฮือนโสเหล่ เวลา 13.30 น. วันอาทิตย์นี้ พ่อครูว่า...ใครจะมาช่วยรังสรร ให้เกิดอาริยธรรมอาริยวงศ์คนจริง ก็เชิญ

ขอขยายมหาจัตตารีสกสูตรในมุมซ้ำ

มหาจัตตารีสกสูตรโดยสังเขป มหาจัตตารีสกสูตร ท่านเริ่มต้นที่ สมาธิของศาสนาพุทธที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ ต้องมีเหตุทำให้เกิดผลที่เป็นสมาธิที่ถูกต้องตามแบบพุทธ คือต้องปฏิบัติ มรรค 7 องค์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะสัมมาสติ สัมมาวายามะ ทั้ง 7 องค์ แล้วจะเกิดกระบวนการธรรมะสังเคราะห์สังขารกัน จนเกิดผลเป็น จิตตั้งมันเป็นฌานเป็นสมาธิ ละล้างกิเลสออกไปได้ แล้วตกผลึกลงเป็นสมาธิ เป็นจิตตั้งมั่น เกิดจากการปฏิบัติอย่างลืมตาทั้งนั้น ทั้งจรณะ 15 หรือสามัญผลสูตร ไม่ได้ไปนั่งหลับตาหนีออกป่าเขาถ้ำ ตามพรหมชาลสูตร แต่การนั่งสมาธิหลับตาทำได้ แต่มีอานิสงส์ 4 ประการ คือได้พักสงบหรือได้ศึกษาจิตในภวังค์ อ่านอาการกาม พยาบาท อุทธัจจะ ถีนมิทธะหรือใช้เตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชีว่าอะไรเกิดหรือดับ ตามที่ได้ประพฤติตามจริงมา อะไรที่ได้แล้ว อะไรที่ยังผิดอยู่ อะไรหมดถาวร สิ้นอาสวะอนุสัย แล้วก็ใช้เตวิชโช ต้องตรวจสอบ ธรรมดานั่งฟังธรรมอยู่นี่ก็มี เตวิชโชซ้อนไปได้ และที่ไม่ใช่ของพุทธ คือพลังงานจิตควบแน่นเป็นพลังงานสมาธิ เจโตสมาธิ เอาไปทำ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ได้ แต่อันนี้พระพุทธเจ้าตัดทิ้งไป ถือว่าเป็นเดรัจฉานวิชา ก็ได้พูดขยายความมาเสมอ สรุปว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นสมาธิลืมตา ถ้าเข้าใจ อ่านพระไตรปิฎก แตกในสามัญผลสูตร นี่แหละ สัมมาสมาธิ ทำให้มีศีลอันเป็นอาริยะ สํารวมอินทรีย์ อันเป็นอาริยะ จิตจะสันโดษอันเป็นอาริยะ ฌาน 1 2 3 4 ก็เป็นฌานลืมตาทั้งนั้น ก็ชัดเจน ในอัมพัฏฐสูตรก็ยืนยันว่าไม่ใช่ไปนั่งหลับตา หรือเข้าหาอาจารย์ในป่า ที่เป็นเดรัจฉานวิชา ต้องมีศีล มีปัญญา ต้องมีฌาน มีปัญญา ซึ่งขัดเกลากันเหมือนล้างมือด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า ศีลกับปัญญาต้องขัดเกลาเหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า นัยยะต่างๆ ที่อาตมาได้เอาพระไตรปิฎกมาอ้างอิงยืนยัน ก็ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา จะได้รับสิ่งที่ดีไปตามลำดับ จากปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสมาธิ ต้องมีเหตุปัจจัย อุปนิสา ปริขารา เป็นองค์ประกอบเป็นเหตุให้เกิดผล คือสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเป็นเหตุ ปฏิบัติมรรค 7องค์อย่างลืมตาเป็นเหตุ สัมมาทิฏฐิ 10 อาตมาก็ขยายให้ชัดเจนมาเรื่อยๆ เมื่อเข้าใจสัมมาทิฏฐิได้ก็จะปฏิบัติ ทานกับศีลเป็นตัวหลัก นอกนั้นเป็นรายละเอียดที่ซับซ้อน ต่อจากนั้นก็ตรัสเรื่องบุญ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เรียกว่า ปุญญภาคิยา ให้ผลแก่ขันธ์คือ อุปธิเวปักกา (คือรูป เวทนา สังขาร วิญญาณ ขันธ์)ให้หมดอุปาทานในขันธ์ 5 ไปเรื่อยๆ เป็นผลให้ขันธ์สะอาดขึ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ส่วนแห่งบุญ จึงเป็นส่วนที่ลดละจางคลายกิเลส มันไม่ได้อะไรมา มีแต่วิบัติไม่มีสมบัติ ซึ่งไม่เข้าใจง่ายๆ แต่เมื่อเข้าใจผิด ก็เลยเอาบุญมาเป็นตัวทำลายศาสนา ถ้าเข้าใจคำว่าบุญ หรือปุญญะคำนี้ ไม่ถูกต้องก็จะงง อาตมาเอาหลักฐานมายืนยัน ตั้งแต่คำแปลเป็นบาลีว่า ปุญญะคือสันตานังปุนาติวิโสเทติ ก็ยังมี อยู่ในพจนานุกรมฉบับภูมิพโลภิกขุ บาลี-ไทย-อังกฤษ ที่ท่านธัมมปาละแปลว่าคือ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจน คือชำระกิเลสในสันดาน คืออาสวะอนุสัยให้หมด เมื่อชำระไปได้เรื่อยๆก็เป็นส่วนแห่งบุญ มีประสิทธิภาพของพลังงานไฟฌานที่ไปล้างพลังงานไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ล้างไปได้เรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไรได้มา มีแต่เสียไปเรื่อยๆ เรียกว่าส่วนแห่งบุญ ไม่มีอะไรไปแจกหรือสะสม มีแต่หมดไปเป็นศูนย์ ถ้าเข้าใจส่วนบุญถูกต้องก็จะเข้าใจ ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นหลักฐานยืนยันที่พระโมฆราช หรือพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าท่านเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาป ก็จะไม่งงว่า บุญก็ไม่มีบาปก็ไม่มี ก็หมด แล้วอย่างไร บุญสะสมไม่ได้ บุญคือวิบัติ ไม่มีหน้าที่ชำระกิเลส บุญเครื่องชำระกิเลสอย่างเดียว ชำระเสร็จก็หมดหน้าที่ เมื่อหมดอาสวะอนุสัยก็หมดบุญ พระอรหันต์คือผู้ที่หมดบุญ ถ้าเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ก็จะงงแน่นอน แต่ถ้าเข้าใจว่าบุญคือเครื่องวิบัติไม่ใช่สมบัติ มันเป็นเรื่องที่ต้องทำลายจัดการให้หายไปไม่ใช่เรื่องสะสมไม่ใช่สมบัติ ก็จะไม่สงสัย ในโอวาทปาติโมกข์ 3 จะไม่งง สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวงอย่าง“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) อมตบุคคลหากไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านไม่ทำบาปอีกแล้ว ทำแต่กุศลถ้าท่านมีกรรมใด ไม่ใช้คำว่า บาปหมดแล้ว หรือทำแต่บุญ ..ไม่ใช่ ก็ใช้คำว่าไม่ทำบาป แล้วทำแต่กุศล อธิบายอย่างมั่นใจ ไม่ เอามาจากสภาวะสัจจะ คำว่ากายก็ดี คำว่าบุญก็ดี คำว่าปัญญา อัญญะ ก็ได้อธิบายไปแม้แต่มีตำนานของอัญญาโกณฑัญญะ ที่เกิดธาตุอัญญะ เป็นธาตุอื่นที่ไม่ใช่ธาตุของโลกีย์ ซึ่งเดาไม่ได้หรอก แม้จะมีพยัญชนะแต่ไม่มีสภาวะก็เดาไม่ออก คุณจะเรียงจิ๊กซอว์ไม่ครบสมบูรณ์ได้หรอก คำว่าส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ในมหาจัตตารีสกสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

แล้วท่านก็ขยายไปถึงอาชีวะ 5 แล้วขยายผู้พ้นมิจฉาอาชีวะ กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิงคิงสนตา ซึ่งก็เดาไม่ได้ ท่านไม่ได้ขยายความไว้มากแต่อาตมามีสภาวะ เอามาให้พวกเราพิสูจน์ได้ ให้พวกเราสามารถปฏิบัติพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 แม้แต่ให้พ้นมิจฉากัมมันตะได้ หรือพ้นมิจฉาวาจา 4 ก็พิสูจน์ได้จริง แม้จะยาก โกหกนี่ตัวแรกต้องละให้ได้ โกหกทั้งๆที่รู้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้หนัก ผู้ที่โกหกทั้งๆที่รู้ ผู้นี้ไม่มีความชั่วอะไรที่เขาจะทำไม่ได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูอธิบายเรื่องบุญให้พวกเราลดละกิเลส ตัณหา อุปาทาน ถ้าลดได้หมด กิเลส ตัณหา อุปาทาน ก็ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว มีแต่สร้างกุศลเท่านั้นเอง

พ่อครูว่า...ในมิจฉา อาชีวะ มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาวาจา 4 ก็ไม่ยากเท่าไหร่ ต้องได้ตัวแรกก่อน พระโสดาบันไม่โกหก แต่ถ้าโกหกก็ไม่เที่ยงแท้ไม่ดี แต่ถ้าไม่โกหกแล้ว ต่อไปก็ไม่หยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ มิจฉา 3 ของสังกัปปะให้อ่านอาการของกาม พยาบาท อ่านอาการละเอียดของวิหิงสา ก็เป็นมิจฉา 3 ของสังกัปปะ โดยเฉพาะสังกัปปะ 7 ที่เป็นเจตสิกที่ลึกซึ้ง ผู้ที่สามารถรู้จักวจีสังขาร วจีสังขารไม่ใช่วจีกรรม วจีสังขาร เป็นมโนวิญญัติไม่ใช่กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่เป็นความเคลื่อนไหวออกมาข้างนอก แต่วจีสังขารเป็นอาการเคลื่อนไหวของจิต ซึ่งจะมีวจีสังขารได้ จะพูดได้ต้องมีอธิวจนะ มีภาษาที่ตั้งไว้แล้วหากไม่มีใครตั้ง ไม่มีชื่อไม่มีภาษาเรียก มันก็เป็นแค่อธิวจนสัมผัสโส ซึ่งเป็นอาการในจิต ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 เป็นเรื่องณิปุนา ละเอียดลึกซึ้งอย่างเดาเอาด้วยเหตุผลไม่ได้ ถ้าผู้รู้ดีซักให้ละเอียดก็สับสนวุ่นวายได้ หากไม่มีสภาวะจริง แม้มีสภาวะแล้วจะมาอธิบายอย่างอาตมาได้ก็ยังยากเลย ไม่ใช่เรื่องเดาหรือตรรกะเอา

อาตมาก็ไม่โดดเดี่ยว มีลูกหลาน มีผู้สืบทอดที่ทำได้ ก็เกิดกำลังใจ มหาจัตตารีสกสูตร ก็สรุปปิดท้ายไว้ ว่ารู้ครบ สัมมัตตะ 10 มิจฉัตตะ 10 คือมีมรรค 8 ผล 2 โลกียะก็เป็น มรรค 8 ผล 2 ของโลกียะ มีกุศล อกุศลก็เป็น 20 ของโลกุตระก็ได้ เป็นอีก 20 รวมแล้วจึงเป็น 40 จึงเรียกว่ามหาจัตตารีสกสูตร ถ้าเติมไปก็ค่อยปโหติได้ [279] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจสัมมากัมมันตะ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ 8 จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ 10 ฯ

พ่อครูว่า เป็นเรื่องที่เรียงร้อยกันอย่างครบครัน สมบูรณ์ อาตมาก็พยายามขยายความตามภูมิที่มี ตอนนี้ก็ขยายความถึง [280] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามีเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้วและกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้... ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้... ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้... ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้... ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้... ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้... ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้... ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้... ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามีเพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล 20 ฝ่ายอกุศล 20 ชื่อ ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมารหรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ [281] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียนคัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน 10 ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีทิฐิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสังกัปปะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวาจาผิด ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีการงานผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีอาชีวะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีความพยายามผิดถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสติผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสมาธิผิดถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีญาณผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวิมุตติผิด ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง พึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน 1ุ0 ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบัน ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้พวกอัสสะและพวกภัญญะชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะก็ยังสำคัญที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ นั่นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ มหาจัตตารีสกสูตร ที่ 7

พ่อครูว่า...กายเขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดละออ จะทำละเอียดโดยไม่ทำตั้งแต่หยาบมาก่อนไม่ได้ ไม่เป็นลำดับ เขาเถียงไม่ได้เพราะว่ามีหลักฐานอ้างอิง มีตัวบุคคลในประวัติศาสตร์ยืนยันได้

สาราณียธรรม 6 ถึงสาธารณโภคี ก็ขอวกไปขยายความเพิ่มเติมอีกในสภาวะจริง ลักษณะที่ท่านตรัสสาราณียธรรม มีสาธารณโภคีเป็นอาชีพคือพ้นมิจฉาอาชีวะระดับ 5 คือยังทำงานรับสิ่งแลกเปลี่ยนไม่ทำงานฟรี ยังรับสิ่งแรกเปลี่ยน มาเป็นของตัวของตน ไม่ได้ใช้ของส่วนกลางเต็มที่ ซึ่งอาตมาพาปฏิบัติแล้ว มาถึงทุกวันนี้มันชัดเจนสูงสุดทำได้ อาตมาก็ขยายความสาราณียธรรม 6 คือมีพุทธพจน์ 7 คือมีจิต 7 ตัวนี้ สาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283)

ทำงานแล้วเอาเข้ากองกลางโดยไม่ยักไว้ แล้วบริโภคร่วมกัน สังคมแบบนี้เรียกว่ากงสี แล้วก็กินใช้ร่วมกัน เป็นลูกหลาน เรามาปฏิบัติแล้วก็เกิดสาธารณโภคีตั้งแต่ต้น ที่มีชุมชนชาวอโศก ก็เกิดสาธารณโภคีจึงเจริญมาถึงทุกวันนี้ สาธารณโภคีเป็นเศรษฐศาสตร์สูงสุด จนคนท้วงเลยว่า ชาวอโศก จัดงานตลาดอาริยะไม่กี่ปีจึงได้ศาลาหลังใหญ่ขนาดนี้ นี่ก็ถ้าไม่จัดสิ.. เราจะได้หลังใหญ่ ได้เร็วกว่านี้อีก เขาเข้าใจไม่ได้ ขอยืนยันว่าเข้าใจยาก ไม่เอาเปรียบประชาชนมีแต่เสียสละให้กับประชาชนจริงๆมันจึงได้ช้าและเล็กเท่านี้ ไม่อย่างนั้นใหญ่กว่าธรรมกายแน่นอน แต่ไม่ต้องเอาใหญ่อย่างธรรมกาย ขนาดนี้คนก็ยังท้วงแล้ว แต่อาตมาจะทำอาคารรวม แบบ บวร บวร บ้านวัดโรงเรียนเป็นเรื่องลึกซึ้ง จะอยู่กันอย่างสัมพันธ์กันไม่แยก แต่มีภูมิธรรมที่แยกในตัว เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียด เพราะบุคคลอยู่ในที่นี้ตามระเบียบกฎเกณฑ์ มันเป็นสนามแม่เหล็กของสังคม ที่บุคคลที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์พวกเราศีลแค่ได้กายกับวาจาบริสุทธิ์ แต่จิตใจยังละเมิด ถ้าคุณไม่ละเมิดหยาบคาย แต่ถ้าละเมิดหยาบคาย หลายครั้ง จนกระทั่งคนอื่นจับได้ก็ไม่ให้อยู่ แต่ถ้ากาย วาจา สามารถระงับได้ มันยังละเมิดอยู่ภายใน คุณก็ยังอยู่ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าบอกว่าต้องเห็นใจ แต่ถ้าหยาบจนออกมาข้างนอกมากก็ไม่ไหว ก็ต้องออกไป กฎเกณฑ์วัฒนธรรมเหล่านี้ เรามีอย่างแข็งแรง เราจึงรักษาตัวได้มาถึงบัดนี้ และมันได้เพราะไม่ใช่บีบบังคับ แต่พวกคุณมีปัญญาและปฏิบัติจนสำรอกกิเลสของพวกคุณออกไป จนมีคุณธรรมพอจึงอยู่ได้ มาอยู่ เช่น ไม่มีศีล 5 แม้แต่ศีลพื้นฐานก็ไม่มี มีอบา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน