600427_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สังคมชาวอโศก ชาวบุญนิยมคืออะไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข4 พฤษภาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600427_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สังคมชาวอโศก ชาวบุญนิยมคืออะไร

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 พ่อครูก็ไม่ได้เทศน์ 2 วัน เพราะที่บ้านราชมีกิจกรรมช่วยกันผลิตปุ๋ยงอกงาม คึกคัก ไม่มีวันหยุด ตอนนี้ฝนตกเขาก็อยากจะเอาปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ ส่วนที่เฮือนสวน.ก็จะเปิดตลาดนัดบุญนิยม ในวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2560 เป็นวันแรก ในที่ประชุมมีผู้แจ้งว่าจะมาค้า 36 คน และสมัครเพิ่ม 20 กว่าคน อย่างน้อยคนขายก็ซื้อกันเอง จะมีพืชผักผลไม้ไร้สารพิษมาขาย เช่นทุเรียนไร้สารพิษก็มี เปิดตลาดตั้งแต่เช้า ปิดตอนเย็น ช่วงนี้ พ่อครูเทศน์เน้น โยนิโสมนสิการ และมีในสุริยเปยยาลสูตร ที่ต้องคบมิตรดีก่อน ถึงมีหวังไปนิพพาน

ทำไมต้องสนใจธรรมะ พ่อครูว่า...อ่าน sms กันก่อน พรุ่งนี้ อาตมาจะได้เดินทางไปกรุงเทพฯ ไปปฐมอโศกบ้าง ชีวิตก็วนเวียนอย่างนี้มีอะไรก็บอกซ้ำไปซ้ำมา มีอะไรละเอียดลึกซึ้งที่เห็นดีก็เติมไปๆๆ อาตมาก็ว่ามันก็ดีอยู่นะ แล้วพวกเราหลายคนก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มันก็ยังมีค่า ซึ่งอาตมาก็พูดตรงๆหลายครั้งแล้วว่า คนพุทธที่เกิดมาชีวิตนี้ไม่ได้ใส่ใจธรรมะเลย เห็นแล้วน่าสังเวชใจ เราพูดกันให้ชัด คือธรรมะเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต เกิดมา ถ้าไม่สนใจธรรมะ โดยเฉพาะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นอาริยธรรม ถ้าไม่ใส่ใจในธรรมะเลยในชาติใดที่เกิดมาพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นโมฆบุรุษ อาตมาฟังแล้วจุก โมฆบุรุษ อาตมาเคยแปลไว้ว่า คนๆหนึ่งเกิดมา ให้หมามันมาเกิดแทนเราดีกว่า ชิงหมาเกิดเปล่าๆ ให้หมามาแทน ก็ควรจะได้รู้ว่าชีวิตควรได้ธรรมะบ้าง แต่มาเกิดได้ร่างเป็นคนชัดๆทั้งชาติ กลับไม่สนใจธรรมะเลย มีแต่แสวงหา อธรรม คือไปเพิ่มโลภ โกรธ หลง ไปโลภมากขึ้น ไปมีโกรธมากขึ้น หลงโลกียะมากขึ้น ทั้งชาติ ไม่ได้ปรับปรุงตัวเองไม่ได้รู้ตัวเองว่านี่

อ่านต่อ

คือกิเลสโลภโกรธหลง ที่ควรละ แล้วก็ละได้ไหม ละได้ก็รู้ว่าโชคดีที่ได้ลดละกิเลสบ้าง อาตมาว่า ชาวพุทธ 95% จะสำนึก สำเหนียกอย่างที่อาตมาว่า กี่% … การสนใจศาสนาอาตมาว่ามีสองนัยยะใหญ่ๆ 1 คือไม่ได้ใส่ใจว่าจะปฏิบัติเลย แต่ศึกษาศาสนาเพื่อให้ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จะเป็นอวิชชาเดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์ ฉันจะทำให้เขาได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขาก็ถือว่าเป็นศาสนาทั้งนั้น 2 ศาสนาคือสิ่งที่เขาเข้ามาศึกษาเพื่อจะมุ่งหวังนิพพาน มุ่งหวังเอาเนื้อหาสาระแท้ๆของศาสนา จะมีอยู่สัก 10 เปอร์เซ็นต์ไหม สมณะฟ้าไทว่า...มาทางที่ถูกจะมีไหมสัก 10% พ่อครูว่า...เอาแค่มาใส่ใจก็ว่า10% ไหม แต่ถ้ามาทางถูกจะเหลือทศนิยมหรือเปล่า? ที่มันรู้สึกเช่นนั้นเพราะว่าเอาใจตนเองไปวัด ขออภัย พูดตรงๆ อาตมามั่นใจว่าตนเองสัมมาทิฏฐิ แล้วก็เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิ มาประกาศเกือบจะ 50 ปีแล้ว มันกระเตื้องสักเท่าไหร่ พระพุทธเจ้าทำศาสนา 45 ปีแล้วก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน นี่โพธิรักษ์ 47 ปีแล้ว สมณะฟ้าไทว่า...ในยุคนี้คนมันโง่ก็อย่างนี้แหละครับ พ่อครูว่า...คนโง่หรือเราไม่มีสมรรถนะ ไม่รู้จะโทษใครดี ก็ไปโทษควายดีกว่ามันโง่ สมณะฟ้าไทว่า..มันก็น่าเห็นใจคนในยุคนี้ เพราะคนหลงโลกีย์หัวปักหัวปำ พ่อครูว่า...มันใกล้กลียุล ปลายภัทรกัปป์ อยากที่คนจะมาสนใจ แม้คนจะมาสนใจแล้วจะปฏิบัติได้ก็ยังยากมาก

SMS วันที่ 24 เมษายน 2560

_7256ชอบฟังพ่อครูเทศทางช่องบุญนิยมทุกวันเนื้อหาธรรมแต่ละวันล้วนแต่มีสาระ ประโยชน์ทั้งนั้น นอกจากนี้บรรยากาศการเทศแต่ละสถานที่ทำให้เห็นพลังของผู้เจริญในธรรม ก็ยิ่งเพลิดเพลินในการฟังธรรม โดยเฉพาะวันที่ท่านฟ้าไทดำเนินรายการคู่เทศกับพ่อครูจะชอบมาก เห็นความสนิทสนมเป็นกันเองเหมือนพ่อกับลูกมีลูกเล่นย้อนกันสนุกสนานแต่มากด้วยสาระ

อวิชชาสูตร(อาหารของวิชชา) _3867นมก.พ่อครูฯผู้น้อยน้อมรับคำติติงเตือนจากพ่อครู ดังธ. บัณฑิตผู้มีปัญญาที่คอยชี้โทษคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ ตามพุทธพจน์พระตปฎ.25/16 พ่อครูว่า...อาตมาประกาศผลเองว่าเป็นสัตบุรุษ ก็เลยเป็นอาหารของคน สัตบุรุษ เป็นอาหารของการฟังธรรมโดยบริบูรณ์ ในอวิชชาสูตร ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ . ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑) คนที่ศึกษามาก็อาจจะบอกว่าได้แต่ท่องจำ ซึ่งก็มีจริงในคนที่เอาไปทำมาหากิน ส่วนผู้ศึกษาได้ แต่ไม่ได้เอาความรู้เหล่านี้ไปเอาใบรับรองหรือทำมาหากิน แต่ศึกษาเพื่อออกไปประพฤติปฏิบัติจริง ก็มี ถ้าสัมมาทิฏฐิ ศึกษาตามบัญญัติภาษาคำสอนเหล่านี้จะเข้าใจสัมมาทิฏฐิ จริง แล้วใส่ใจปฏิบัติ ที่ปฏิบัติแล้วจะได้มากกว่า เป็นธัมมานุธัมมปฏิปัฏฏิ ได้ธรรมะสมควรกระทำตามที่จะอุตสาหะพากเพียร ตามที่จะมีบารมี ตามที่มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีที่จะบริบูรณ์ เช่นชาวอโศกเป็นต้น เช่น ในยุคนี้ อันอื่นอาตมารับรองพูดถึงไม่ได้ แต่อันนี้อาตมามีส่วนร่วม ในขณะอาตมามีส่วนร่วมกับชาวอโศก อาตมาก็มีปฏิภาณรู้จักศาสนาพุทธ ขององค์กรสำนักต่างๆที่อยู่ในร่วมสมัยกันด้วย ก็ศึกษากับเขาเหมือนกัน พยายามเข้าใจเขา แล้วก็เอามาเปรียบเทียบยืนยันตรวจสอบกับพระไตรปิฎก อย่างพยายามไม่ให้มีอคติ แม้อาตมาจะไม่เก่งภาษาบาลีแต่เขาก็แปลเป็นภาษาไทยให้แล้ว

_3867ฟังไปฟังมาสังเกตุได้ว่าธ.ปัญญาวุฑฒิ4อันพ่อครูสอนตามอาปัตติภยวรรค ตรงกับอาหารสู่วิชชาวิมุติในอวิชชาสูตรเป๊ะ! สัปปุริสสังเสวะตรงกับคบหาสัตตบุรุษบริบรูณ์เป๊ะ!สัทธัมมัสสวนะตรงกับฟังธ.บริบรูณ์เป๊ะ!..โยนิโสมนสิการตรงกับทำมนสิการโดยแยบคายบริบรูณ์!ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ตรงกับปฏิบัติธ.ให้สติสัมปชัญญะบริบรูณ์เป๊ะ

สยังอภิญญาคือความรู้ของโพธิสัตว์ระดับใด _7630โพธิสัตว์ต่ำกว่าระดับ 7 ถือว่าเป็นสยังอภิญญาได้หรือเปล่าครับ?สองเมืองอุบล พ่อครูว่า…ก็พอตอบได้ อาตมาประกาศตนว่าเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาว่า ไม่เคยได้ยิน ใครพูดว่า โพธิสัตว์มี 9 ระดับ โสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเข้า หรือ สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่เคยเจอในตำราไหนนะ อาตมาก็ว่า ไม่ได้เอามาจากตำราไหน แต่เอามาจากสยังอภิญญาของอาตมา คือความรู้ที่รู้ด้วยตนเองของอาตมา ผู้ถามมาถามว่า โพธิสัตว์ต่ำกว่าระดับ 7 ถือว่าสยังอภิญญาได้ไหม?..แสดงว่าผู้ที่ถามมายอมรับว่า โพธิสัตว์ระดับ 7 คือสยังอภิญญา อาตมาก็ไม่ได้อำพรางหลบเลี่ยงว่า ต้องเป็นผู้ที่มี dna ตกทอดจากพระพุทธเจ้า อาตมาก็บอกว่า ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้องเลย คือไม่ได้เป็นลูกศิษย์จากสำนักไหนเลย อาตมาชาตินี้ไม่มีอาจารย์ และอาตมาก็แสดงตัวจริง ในชีวิตว่าอาตมาไม่มีอาจารย์ไหนและก็มีความรู้ทางศาสนาพุทธ พามาปฏิบัติศาสนาพุทธ จนอาตมามีสำนักเอง ก็สำนักเองโดยไม่ได้เป็นลูกศิษย์สำนัก สร้างสำนักเอง จนมาบัดนี้เวลายาวนานกว่าที่พระพุทธเจ้าทรงงาน 45 ปีแล้วปรินิพพาน อาตมาเลย 45 ปีแล้วยังไม่ยอมตาย ยังมา 46-47 ปีก็ยังพยายามลากสังขารไปอีก ฝืนไปอีก กระเสือกกระสน (ภาษาอีสาน ว่าบืน) ตะเกียกตะกายไปอีก ยังไม่ยอมตาย พระพุทธเจ้าก็มีมารมาอาราธนา ให้ตายได้แล้ว เมื่อบรรลุพระสัมมาสัมพุทธะแล้ว ก็ตายสิ ใครจำได้ไหมในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าก็บอกว่ายังไม่ตายหรอกเจ้ามาร ตราบใดที่เรายังทำให้ อุบาสกอุบาสิกา ภิกษุภิกษุณี ยังไม่รู้แจ้งในธรรม สามารถจำได้บัญญัติได้จำแนกได้ ปรับปวาทะได้ ขยายความบรรยายสืบสานศาสนาต่อไป เราจะยังไม่ยอมตายหรอก มาร ซึ่งอาตมาเข้าใจจิตวิญญาณอันนี้ แต่อาตมาไม่ได้เป็นผู้สร้างศาสนาเอง เพราะว่าก็สำนึก สำเหนียกเหมือนกันว่า อาตมาควรต้องสืบสานศาสนา ปลูกฝัง ประกาศ ปรับปวาทะ คำว่าปรับปวาทะ นี่เป็นภาษาไทย ว่า ปรับ วาทะ วาทะ แปลว่า ลัทธิ ความรู้ ศาสนา ภาษาที่เลือกมาพูด วาทะ วาที เอามาขานมาเรียก ก็หมายความว่า ปรับ ที่ต้องปรับเพราะอะไร? เพราะมันเพี้ยน มันผิดไม่ค่อยตรง ก็ปรับมาให้ตรง จะปรับอะไร ก็ต้องปรับให้เข้าร่องเข้ารอย Adjust หรือ Tune ให้มันเข้าที่ให้ตรง คม ลงตัวหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ตรง ก็ต้องไปแย้งกับคนอื่น เราเห็นว่าอย่างนี้ตรงก็ปรับให้ตรง คนอื่นเขาพูดไว้อย่างนี้ เป็นวาทะเราก็มา ปรับปวาทะ คือมาปรับวาทะ อย่างนี้ไม่ตรงก็บอกว่าไม่ตรง อย่างนี้ตรงนะ แปล ปรับปวาทะ ตรงๆ ก็หมายถึงถกเถียงขัดแย้งกับคนอื่น ถ้ามันตรงอยู่แล้ว จะต้องปรับปวาทะทำไม? ฉันเดียวกันกับ ความไม่ลงกัน ในหมู่ชนในสังคม ขัดแย้งกัน จึงต้องปรับสังคมให้อยู่กันอย่างเรียบร้อยราบรื่น เขาก็เรียกว่าปรองดอง ถ้าเผื่อว่ามันไม่มีอะไรขัดแย้ง มันไม่มีอะไรไม่ตรงกัน ไม่มีอะไรที่ต้องไปปรับหรือจัดการ ให้มันอยู่กันได้ เราก็ไม่เรียกว่าปรองดอง เพราะไม่ต้องปรับอะไร อาตมาถึงได้เขียนบทกวี ที่บอกไว้ตั้งแต่บทต้นเลยว่า ปรองดอง เป็นเรื่องของความขัดแย้งเป็นธรรมดา เพราะว่าสังคมไหนไม่มีหรอกที่จะไม่มีความขัดแย้ง ในสังคมของประชาธิปไตย ต้องมีฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล มันต้องมีความขัดแย้ง อย่างที่ กวีว่าไว้ “ปรองดอง”ขั้นยอดของพุทธ

(๑) “ปรองดอง”ต้องขัดแย้ง ธรรมดา จิตปุถุชนย่อมสา- มิสแท้ ต่างเห็นต่างค้านหา ต่างเหตุ ผลเฮย รัฐประชาธิปัตย์แล้ ถกแก้ช่วยกัน (๒) “ปรองดอง”นั้นขัดแย้ง พอเหมาะ ซึ่งต่างจากทะเลาะ อย่าตื้น ประชาธิปไตยเสาะ หาเหตุ ตนนา ต้องขัดขาวสาวฟื้น ฟอกให้โปร่งใส

ขณะนี้อาตมาว่าในประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตย คือ มีพฤติกรรมของความเป็นประชาธิปไตยดีที่สุดแล้วในขณะนี้ เป็นแต่เพียงว่า ผู้ที่ไม่รู้ว่านี่คือกมแล้วก็จะมี over แม้แต่สื่อสารต่างๆ คนที่ไม่มีความรู้เรื่องความพอดีพอเหมาะ เช่น เข้าใจว่า เป็นสังคมบริหารปกครองที่มีน้ำหนักของเผด็จการ ตามรูปแบบ ตามตรรกะ เช่นที่เกิดแล้วเป็นแล้ว ประชาธิปไตยขณะนี้ ทหาร ปัจจุบันมาเลย เขาก็ถือว่าทหารประกาศยึดอำนาจปกครอง แบบนี้มันต้องเป็นเผด็จการ ไม่ได้เกิดจากประชาชนเลือกมา นักวิชาการก็บอกว่านี่ไม่เป็นประชาธิปไตย อาตมาก็ว่า อาตมาเข้าใจ ว่า การเลือกตั้งเป็นวิธีการหนึ่งของประชาธิปไตย คิดว่า ไม่โง่ที่จะไม่รู้นะว่า ประชาธิปไตยต้องให้ประชาชนมาเลือกตั้ง ใช่ แต่อันนี้เลือกตั้งมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วบริหารไปก็ยิ่งเละ จนกระทั่งรู้กันแล้ว ถ้าปล่อยให้นักการเมืองสร้างค่ายกลสร้างระบบเป็นประชาธิปไตยแบบบริษัทจำกัด มีนายทุนใหญ่เป็นเจ้าของบริษัท เสมอ มีการซื้อพรรคการเมือง เทคโอเวอร์พรรคการเมือง ซื้อกันสดๆเลย คนขายพรรคการเมือง ก็ขายได้ขายเอา คนชื้อพรรคการเมืองก็ซื้อได้ซื้อเอา นี่หรือประชาธิปไตย แล้วต่ำกว่า โพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นสยังอภิญญาได้ไหม 1 เรียกว่าเกิด พอมี 2 ก็จะมีปฏิกิริยา Action Reaction แต่กระทบเป็นแนวระนาบ พอมีอันที่3 กระทบกันแล้วไม่เป็นระนาบอย่างเดียว แต่เกิดเป็นองศาขึ้นมา เป็นcyclic ในจิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม กรรมนิยามคือ dynamic ส่วนธรรมนิยามคือ Static ตัวหนึ่งตัววิ่ง ตัวหนึ่งตัววิ่ง อีกตัวหนึ่งเป็นประธาน เป็น ISH เป็นสามเส้า เป็นภาวะสองขึ้นมา แต่เมื่อเป็นนามธรรมเป็นชีวะ ก็ต้องมีสาม มี I มีตัวเรา มีอัตโนมัติ จะเรียกว่าอัตตาก็ได้ ที่จะต้องดำเนินไป มีอัตโนมัติเกิดชีวะ สองเส้า นั้นกระทบเป็น Action Reaction แต่ไม่มีประธาน สิ่งแวดล้อมทำให้มันกระทบกัน ฟังงาน ฟิสิกส์แสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า มันไม่ได้เกิดจากตัวมันเองจัดการ แต่เกิดจากสิ่งแวดล้อม จัดการมัน เกิด 1 2 3 เป็นวงวน อันนี้ จะถือว่า สยังอภิญญา สยัง แปลว่าตัวเอง สามเส้าถือว่าเป็นตัวเองแล้ว เป็นพีชนิยาม ถ้าขยายจากสามเส้า แตกตัว มีพลังงานเป็นปฏิภาคทวี ก็ยิ่งมีตัวของตัวเอง เป็นพลังขยายเพิ่ม ยิ่งเป็น 5 เป็น 6 เป็นสามเส้าสองหลัก ก็จะมีความใหญ่ขึ้นมาอีก เป็นตัวของตัวเอง ในศัพท์ของพระบาลี 1 เป็นปัจจัตตัง รู้ได้ด้วยตัวเอง ต่อมาก็เป็นปัจเจก ปัจเจกภูมิชั้นต้น เป็นตัวเองขั้นแรก ต่อจากปัจเจกก็จะขยายเส้นสยังอภิญญา ปัจเจกก็เส้าหนึ่งสองเส้าของปัจเจก จึงเป็นสยังอภิญญาแน่ๆ ที่ถามมาว่า ต่ำกว่านี้ จะเป็นสยังอภิญญาไหม ก็มีศัพท์ที่เรียกต่ำลงมาว่า ปัจเจก ที่ถามกันมานี่ หลายคนฟังแล้วก็คงยากที่จะตอบได้ แต่อาตมาก็ตอบโดยไม่ได้ดัดจริต อันไหนไม่รู้ก็ตอบไม่รู้ไป

_1294เพิ่งถึงบ้านดีใจที่รายการยังไม่จบ ชมสดอยู่3อาทิตย์ วันนี้ฟังสดผ่านแอ๊ปทูนอิน ต่อด้วยชมสดทางทีวี

สำหรับผู้ชมทางอินเตอร์เนต แจ้งมาไม่น้อย (ก็คัดมาบางส่วน)ดังนี้ ยุพาสิณี พรพิทักษ์ธรรม ลูกฟังพ่อครูเทศน์ทุกครั้งค่ะ_ดีมากๆ Kanlayarat Thanman น้อมนมัสการค่ะที่สวีเดนจัดเจนมากๆ ครูภรณ์ บ้านสะบายดี สาธุค่ะ ภาพชัด เสียงชัดค่ะ เขาใหญ่ จอมมณี แก้วชนะ ที่พระราม4มหาลัยกรุงเทพฯชัดเจนค่ะ Jaja Daoprakai อุบลชัดเจนดีค่ะ อพิรยา กล่าวรัมย์ บุรีรัมย์ชัดเจนค่ะ สาธุ _ อุตุนิยามและกรรมฐาน 5 คืออะไร _จอมมณี แก้วชนะ ยอดวิวที่ไร้สาระเมียฝรั่ง มีคนเข้ามาเม้นเต็มไปหมด แต่ทีธรรมะแท้แท้ที่ดีดีก็ไม่มีคนเข้ามาชม พ่อครูว่า…. เมนส์ คือเลือดระดูของผู้หญิง อาตมาเคยอธิบาย แต่ขอเก็บตกเพิ่ม เลือดระดูของผู้หญิงคืออุตุนิยาม คำว่าอุตุ ภาษาบาลีว่า เลือดระดู คำว่าอุตุคือไม่มีชีวะแล้ว เลือดที่เป็นระดู มันคือ ธาตุที่เป็นเชื้อไข่ เชื้อที่จะเกิดเป็นชีวะ แต่เมื่อมันไม่ได้รับการผสม ถึงเวลาเชื้อหรือไข่นั้นก็เสีย ก็ไหลออกมา มันเล็กละเอียดเป็นธาตุน้ำ ไหลออกมาเป็นระดู จากที่เป็นเชื้อไข่เป็นชีวะที่เล็กกว่าจิตนิยามด้วยซ้ำ อาตมาสะดุด ตอนนั้นยังไม่รู้ธรรมะอะไรมาก แต่เห็นพยัญชนะในพจนานุกรมไทยบาลี ท่านบอกว่า อุตุ แปลว่าอะไร ตอนนั้นอาตมาก็รู้ว่า อุตุนิยมคือเขาวัดดินน้ำไฟลม อากาศ เท่านั้น แต่ ทำไมอุตุ เขาแปลว่า เลือดระดู ซึ่งมันเป็นเชื้อชีวะ อาตมาสะดุดตั้งแต่แรกๆเลย ตอนนั้นยังเข้าใจธรรมะไม่ทะลุ ยังแค่ฟื้นความรู้ขึ้นมาแต่สัมผัสภาษาคำแปลก็สะดุด แต่ทุกวันนี้พวกเราจะเข้าใจดี ว่าอันนี้มันหมดหน้าที่จะเป็นชีวะแล้วแต่เลือดระดู คือธาตุน้ำที่จะก่อชีวะแท้ๆเลย มันเป็นเซลล์แล้ว แต่เมื่อไม่ได้รับการผสมให้สมบูรณ์ มันก็ตกมา หมดความเป็นชีวะ มูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนัง เมื่อไหร่เป็นชีวะ เมื่อไหร่ไม่เป็นชีวะ เมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่ไม่เป็นกาย ซึ่งไม่ง่าย เช่นเล็บที่ไม่รับความรู้สึก มันไม่มีเวทนาแล้ว แต่เป็นชีวะ ไม่ได้ถูกตัดขาดจากร่างกาย ผมขนเล็บฟันหนัง ที่ไม่ได้ตัดขาดจากร่างกายมันก็เป็นชีวะ มันไม่มีเวทนารับรู้สึก เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นกาย แม้เป็นชีวะที่ติดเนื่องจากเรา เราจะไปยึดถืออะไรเป็นของเรา ถ้าตัดทิ้งมันก็ไม่เป็นไร ไม่ทุกข์ เมื่อไม่ทุกข์ ก็ไม่น่าจะเป็นเราเป็นของเรา เราก็ไม่น่าหวงแหน จะเห็นเลยว่าคนเรา ขนาด ตัดออกไปแล้วยังคงเห็นว่าเป็นของเรา เอาไปเก็บรักษา ตัดออกไปแล้วนะ ไม่เจ็บไม่ปวดแล้วก็ยังยึดถือ ถ้ายังอยู่ในเรา มันก็ไม่น่าจะยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ทีนี้ ถ้าเป็นจิตนิยาม เป็นเวทนา ขนาด เวทนา เป็นความรู้สึกแล้วก็ยังไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา รอบศึกษาให้ดีจะรู้ว่าเมื่อไหร่ จะเลิกยึดถือเป็นเราเป็นของเรา แม้เป็นชีวะของเราต้องอาศัยมันแท้ๆ ถ้าเผื่อว่า เล็บก็ดี ผมก็ดี ฟัน หนังก็ดี ถ้ามันไม่มีเวทนา แต่เรายึดเป็นเราเป็นของเรา คนนี้โง่หนักขึ้นไหม เพราะฉะนั้น ใครเคยหวงแหนเล็บบ้าง คือโง่หนักมาแล้ว หวงแหนผม หวงแหนขน เล็บ ฟันหนัง หวงแหน เป็นเราเป็นของเรา เป็นสิ่งที่เรายึดถืออาศัย บางที เราก็ไม่จำเป็นต้องอาศัย ก็ไม่น่ายึดถือเป็นเราเป็นของเรา บางส่ิงเรารู้สึกว่ามันเจ็บ มีเวทนาก็ยิ่งต้องอาศัยมัน แต่ในเวทนา มันมีซ้อน ที่ไม่น่าเจ็บน่าปวด แต่เราเหมาว่า มันน่าเจ็บปวดน่าได้น่ามีน่าเป็น แต่ไปเรียกว่าน่าเจ็บปวด คุณไม่อยากได้หรอกความเจ็บ แต่ความรักความเอร็ดอร่อยความสุขมันเป็นมุมกลับ ของความเจ็บปวด ที่จริงแล้ว มันไม่มีจริงเลยความน่าใคร่ความรักความอร่อยความสุข มันเป็นเวทนาเก๊ อารมณ์ลมๆแล้งๆ เวทนาเก๊ ถ้าเป็นจิตนิยามรู้สึกเจ็บ รู้สึกเจ็บเป็นเวทนาแท้ แต่คนที่โอ๋ตัวเองมากไป เจ็บนิดเดียว ก็รู้สึกเจ็บมากอันนั้นโง่ พุทธเจ้าบอกว่าเป็นการเอาทุกข์ทับถมตนเอง มันเจ็บก็ทุกข์แล้ว แต่ไปทุกข์ซ้ำ สำออย ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่าเป็นโรคจิต Psychosis เป็นโรคสร้างเอา แล้วตนเองก็เจ็บจริงๆด้วยนะ เรียกว่าเป็นโรค โง่ซับซ้อนเลย การจะละความยึดถือเป็นเราเป็นของเรามันไม่ง่ายจะเข้าใจนะ พวกเราเอาชีวิตมามีชีวิตกับธรรมะกับสาระกันทั้งวัน แต่คนที่เขาไม่ได้มาทางธรรม ก็มีชีวิตที่ มากกว่ามีสาระ เขาอาจแก้ตัวว่า ทำมาหากิน แล้วพวกเราทำมาหากินไหม...ก็ทำ และทำเหลือกินเหลือใช้ด้วย แต่ก็มีเวลามากับเรื่องธรรมะมากกว่า ทั้งที่เกิดมาในยุคเดียวกัน คนที่มีปัญญามีความฉลาดรอบรู้ว่า วันเวลาผ่านไปชีวิตผ่านไป อะไรที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่อีก ที่ควรทำ คนที่มีปัญญาก็จะรู้จักการทำสาระ ไม่ไปแย่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส โลกธรรม ดีไม่ดีปั้นวิมานให้คนมาแย่ง ทำไมโง่ ไปเอาเวลาแรงงานไปสร้างสิ่งเพ้อเจ้อ เอร็ดอร่อยเป็นความเพ้อเจ้อสวยงาม เต็มไปหมด สมณะฟ้าไทว่า...ฉลาดมากที่สร้างในสิ่งที่คนจับไม่ได้ พ่อครูว่า..เขาก็ว่าเขาได้ความสุขนะ

_ พระพุทธธมฺโม พุทธธรรมมะ ฝนตกฟ้าร้องแรงมากที่วัดป่าสวนธรรมร่วมใจ อ.ป่าติ๊วจ.ยโสธร...สถานีวิทยุปิดออกอากาศ จึงไม่ได้เชื่อมสัญญาณบุญนิยมทีวีออกอากาศวิทยุที่วัด...กราบคารวะด้วยความเคารพยิ่งครับ บูรพาพากเพียร เพื่อหลุดพ้น ภาพเสียงชัดเจนดีที่โคราช จากไลน์แอ็ส นมก.ครับ เขาสนใจแต่พัดยศมากกว่าครับ ปะปึ้งคือปลาเทโพ ปลาเข๋งคือปลาหมอ จาก...คุณเชวง กิจจะบรรณ์

สมาธิกับฌานสัมพันธ์กันอย่างไร พ่อครูว่า...อาตมาพูดธรรมะที่ละเอียดมาก จนตนเองรู้สึกว่า จะมีใครมาอธิบายธรรมะ เจาะรายละเอียดลึกซึ้งอย่างที่อาตมาพูดนี้ สมณะฟ้าไทว่า...ก็ไม่เห็นมี เพราะของพ่อครูซ้ำแต่ขยายไปอีก พ่อครูว่า ทั้งลึกทั้งกว้าง เช่น อธิบายความต่างระหว่างอาสวะกับอนุสัย ที่จริงไม่ถึงขั้นต้องอธิบายก็ได้ แต่อธิบายเอาไว้ ที่อธิบายไว้ทุกวันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เช่นอธิบายเรื่องสมาธิ เพราะว่าทุกวันนี้คนเข้าใจสมาธิไม่ได้ เช่นเข้าใจคำว่าสมาธิกับฌาน เขาไม่เข้าใจคำว่าสมาธิกับฌาน ธาตุ คือมันตกผลึกเป็นสิ่งหนึ่งแล้ว ที่มันรวมตัวลงตัวของมันแล้ว ระดับฌานก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง สมาธิก็เป็นธาตุชนิดหนึ่งพลังงานชนิดหนึ่ง ฌานคือระดับของสิ่งที่เป็น dynamic ส่วน สมาธิเป็นระดับของสิ่งที่เป็น static คือสิ่งที่จับตัวรวมตัวกันแล้วตกผลึกเรียกว่าสมาธิ แข็งแรงตั้งมั่น เรียกว่าสมาธิ เขาไม่เข้าใจก็ไปบอกว่าไปทำสมาธิแล้วจึงจะเกิด ฌาน ที่จริงแล้วต้องทำฌานก่อน สั่งสมผลที่จิตล้างกิเลสได้ จิตใจที่สะอาดจากกิเลสก็สั่งสมตกผลึกลงไป ควบแน่น แข็งแรงเรียกว่าเป็นสมาธิ อย่างนี้เป็นต้น เขาก็ไปบอกว่านั่งสมาธิแล้วจะได้เป็นฌาน เคยได้ยินไหม สมณะฟ้าไทว่า...คือสมาธิก่อนฌาน พ่อครูว่า ที่จริงจะต้องทำฌานก่อนสมาธิ อาตมาเอาสภาวะมาเป็นหลักในการขยายความ ก็รู้ว่า เขาอธิบายอย่างนี้ ว่า สมาธิก่อนฌาน ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แนวของศาสนาพุทธเจ้า ก็ไม่รู้ฝาไม่รู้ตัว เอาตัวมาเป็นฝา เอาฝามาเป็นตัว สลับกันไปหมด

มาขยายความ...อาตมาอยากขยายความถึงสภาวะของสังคม ขณะนี้อาตมาก็เป็นคน เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งในประเทศ แล้วก็ตั้งใจที่จะช่วยสังคม ตั้งใจสร้างความเป็นสังคม สังคมจะเกิดขึ้นมาเพราะคนเป็นตัวหลัก ก็เท่ากับสร้างสังคมต้องสร้างคน สร้างคนได้อย่างไรคนจะมารวมกัน มีพฤติกรรมสังคม เกิดความเป็นกลุ่ม มีการดำเนินชีวิตร่วมกัน สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน อาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่เคยเป็นข้าราชการ แม้จะทำงานการศึกษาเป็นครู ก็ไม่เคยเป็นครูในระบบ เป็นครูสอนพิเศษ สอนจนต้องวิ่งไปสอน อาตมาสอนชั่วโมงละ 30 ในขณะที่ครูในระดับปริญญาตรี สอนกันได้ชั่วโมงละ 15 บาท แต่อาตมาได้ชั่วโมงละ 30 บาท บางวันวิ่งสอนจนไม่มีเวลากินข้าว ตอนที่ไม่มีรถยนต์ ก็ขี่จยย.ไปสอน ต้องทำงานเลี้ยงน้องถึง 6 คน ซึ่งเลี้ยงยากกว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกนะ ไม่มีเวลาตั้งตัวเลย รู้ว่าเป็นหน้าที่และตั้งใจทำเต็มที่ถือว่าทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ เลี้ยงน้องเหมือนเลี้ยงลูก ให้เรียนหนังสือหนังหา อยู่กินกันไปเหมือนลูก แม้ที่สุดอยากจะไปเรียนเมืองนอก มีโอกาสก็ส่งไปเรียนด้วยทุนส่วนตัวก็ทำ ไม่ได้อิดออดอะไร ชีวิตแม้อยู่กับครอบครัว ไปเสียเวลาอยู่กับสังคม 12 ปี อาตมาเรียนจบอายุ 24 จนกว่าจะอายุ 36 ก็เลิกงานทางโลก 12 ปีก็ใช้เวลาตั้งหน้าตั้งตา ล่า ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ตามลิงลมอมข้าวพอง ตามโลกียะเขาหลอก แต่เมื่อรู้ตัวแล้วก็ตัดสินอย่างเด็ดขาดแบ่งทรัพย์สมบัติให้น้องๆไปเกือบหมด แต่ก็เหลือส่วนหนึ่งไว้กินใช้บ้าง มีแม่บ้านมาดูแลให้ เอาเงินใส่บัญชีเขานั่นแหละ จนกระทั่งสุดท้าย อาตมาก็ไม่ต้องใช้ เขาก็ไปของเขาตามเรื่องตามราว เป็นประวัติ เล็กน้อยที่เล่าให้ฟัง อาตมาก็เห็นว่า คนเราทำวิบากไว้ แล้วก็ต้องมาใช้วิบาก อธิบายไม่ไหวเรื่องวิบากเป็นอจินไตย ถึงไม่ประหลาดใจว่าต้องถูกมหาเถรสมาคม เล่นงานเอาเข้าคุก ก็ไม่ได้ตกใจ มันต้องเป็นอย่างนี้ถึงจะใช่ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ มันชัดจริงๆเลย ไม่ได้ทุกข์ร้อนหมองหม่น ถูกจับก็ไม่เคยตกอกตกใจ ต้องมานั่งบ่น มีแต่พาไปขึ้นศาล จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ก็ไม่เคยได้บ่น ก็รู้แล้วมันต้องเป็นอย่างนี้ ดีไม่ดีออกจะฉวยเวลาทำประโยชน์ ทุกอย่างมันเป็นประโยชน์ได้ทั้งนั้น สมณะฟ้าไทว่า...เมื่อพวกผมถูกจับประกันตัวออกมาพ่อครูก็เทศน์ให้ฟัง พ่อครูว่า...ชีวิตเรามันมีสิ่งที่ผ่านมาเยอะ มีกุศลวิบากไว้ ยกตัวอย่างที่ยกหลายทีแล้ว อาตมาชาตินี้ อาตมาไม่เรี่ยไร มาบวชไม่เคยเรี่ยไร ตั้งหลักเกณฑ์ไว้เลยจะไม่มีการเรี่ยไรจะเป็นจะตายอย่างไร แล้วได้พาพวกเราทำจนถึงทุกวันนี้ พวกเราก็ไม่มีเรื่องเรี่ยไร ถือว่าได้ทำจนเป็นผลสำเร็จ สร้างโทรทัศน์ขึ้นมา ไม่ได้เรี่ยไรเลย เอามาให้ยังจะต้องทำตามกติกา มาถึงวันนี้ก็สำเร็จ ไม่ได้เรี่ยไรเลยอยู่รอด ทำงานทำการ จนกระทั่งเขาว่า ทำไมมีอะไรใหญ่โต ไม่ได้เรี่ยไร หาเงินทอง มีวิธีการจัดงานวัด แต่พอจัดงานวัดทีไรก็มีแต่จ่ายออกไป ขาดทุนให้สังคม ทั้งที่วัดวาต่างๆ เขาทำงานแล้วได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ของเรา เสียเป็นกอบเป็นกำ

สังคมชาวอโศก ชาวบุญนิยมคืออะไร ทีนี้มาพูดถึง สังคมที่อาตมาพาทำจนเกิดสังคมหมู่กลุ่ม ชื่อสังคมเราคือชาวอโศก หรือชาวบุญนิยม เป็นชื่อฉายา เขาเรียกชาวสันติอโศก ก็ไม่ว่ากัน เพราะ สันติอโศกเป็นชื่อพุทธสถานส่วนกลาง อยู่กรุงเทพฯ แล้วคนกลุ่มนี้เป็นคนอย่างไร ประชาชนทั่วไป เขาก็จะมีความเข้าใจรวมๆว่า อโศก มันเป็นอย่างนี้ มี concept อย่างนี้ ก็เหมือนกันบ้าง คล้ายกัน แตกต่างกันไป มีคนเข้าใจถูกบ้าง ถูกดี ถูกในระดับไม่ดีนัก ถูกดีนิดหน่อย ผิดเสียมากก็มีไปต่างๆนานา เราก็อยู่ของเรามาได้ จะเข้าใจว่าเราผิด อาตมาก็ว่า จริงๆแล้ว รัฐบาลก็ผ่านมาไม่รู้กี่รัฐบาล ก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลไหนเลย ที่จะมาเอาเรื่องกับอโศก ไม่มีนะ อโศกก็เผยแพร่ พูดไปเขาก็รู้ว่าเป็นอย่างไร ปากจัดอย่างไรเขาก็รู้ ไปไล่รัฐบาลด้วย เขาก็รู้ทั้งนั้น แต่ แม้ไปไล่เขา เขาก็ไม่ว่าอะไรนะ หลังประท้วงเขาก็ไม่ตามเอาเรื่องกับชาวอโศก เราก็ว่าของเราไป เขาก็ไม่ถือสา นั่นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่ใช่น้อยครั้ง อยู่แนวหน้าด้วย ลูกปืนตก แต่ไม่มีชาวอโศกที่ไปตายเลยสักคน บาดเจ็บก็ดูเหมือนไม่มี ที่เล็กน้อยก็มี ไม่มีขาขาดแขนขาด พิการ ที่โดนหนักตอนแก๊สน้ำตา สิ่งเหล่านี้เป็นกุศลวิบาก เรียกว่าบารมี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่อาตมาเก็บ ข้อมูลเพื่อศึกษา กรรมวิบากต่างๆ ซึ่งทำงานมา 45-46 ปี มีข้อมูลกรรมวิบากอีกเยอะ ที่อาตมาเอามารวมกัน อาตมาไม่ใช่นักวิชาการ อธิบายไม่ได้แต่รู้ของตัวเอง มันเป็นเรื่องที่ สรุปนะ อย่าหาว่าอวดตัวอวดตน แต่เป็นเรื่องที่เราได้ทำกับสังคมมนุษยชาติ เป็นเรื่องที่เราได้ช่วยมนุษยชาติ เพราะเรื่องที่พาไปทำ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไป ล่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน