600324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะจริงต้องมีคนอื่นรับรอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
600324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะจริงต้องมีคนอื่นรับรอง
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560 แรม 12 ค่ำเดือน 4 ปีวอก ที่บ้านราชฯ วันนี้ก็มีกิจกรรมเข้าค่าย สัมมาอาริยมรรค 24-26 มีนาคม 2560 ตอนนี้ที่ชุมชนราชธานีอโศก ก็มีผลผลิต แตงกวา ออกมาวันละหลายร้อยกิโลกรัม ใครอยากมากินแตงกวาสดๆ ไร้สารพิษลูกใหญ่ๆ น้ำฉ่ำๆ กรอบๆ ก็มาได้ เป็นสิ่งที่เกื้อกูลกัน ระหว่างจิตวิญญาณที่พัฒนา และพืชผักที่พัฒนา พระโพธิสัตว์ บอกว่ามีเจตนา แต่อย่าอยาก มีเจตนาตั้งใจ มีปณิธานทำให้เต็มที่ ได้ผลเท่าไหร่ก็เท่านั้น ท่านบอกว่า มาที่นี่มีเป้าหมาย ในการประพฤติพรหมจรรย์ทั้ง 9 อย่าง พรหมจรรย์ เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคน ให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคน มาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์ เป็นลาภสักการะ และเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ พ่อครูก็เชื่อมั่นว่าชาวอโศกทำได้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ส่วนใหญ่คนเขาจะมหัศจรรย์ ก็ตอนที่ผู้นำตายไปแล้ว เหมือนตอนพระพุทธเจ้า ปรินิพพานไปแล้ว คนก็เศร้าโศกเสียใจ เอาหัวตีดิน ส่วนอาตมาก็คาดคิดไม่ออก ว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ ท่านก็ให้ความรู้ ให้งาน ให้ธรรมะพวกเรา อยู่ไปนาน งานเราก็มากขึ้น เพราะถ้าเราลดละตัวตน เราก็จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ได้มากขึ้น
พ่อครูว่า…เราก็ชวนกันมา ไปบังคับใครมาไม่ได้ อย่างน้อย ก็มาช่วยกันกินแตงกวา เมื่อวานนี้ เก็บได้ไ
อ่านต่อ
ม่ถึง 500 กิโลกรัม แต่วันนี้เกิน 500 กิโลกรัม พรุ่งนี้จะถึง 600 กิโลกรัมหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาเรียกแตงร้าน แตงร้านที่เราปลูก มีทั้งที่เราไม่ได้ทำร้านให้มัน กับที่เราทำร้านให้มันด้วย ที่อยู่กับพื้น เก็บยากกว่าที่อยู่บนร้าน ผลหมากรากไม้ที่นี่ อุดมสมบูรณ์เต็มที่ น่ากินน่าใช้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเกินจะคิด อจินไตย ขอให้เป็นจิตบริสุทธิ์จริงๆ ตั้งใจทำไม่เห็นแก่ตัวจริงๆ อาตมาว่าได้พิสูจน์มาจริงๆ ณ ลมหายใจเฮือกนี้
ปฏิฆสัมผัสโส กับ อธิวจนสัมผัสโส มีอัญญะ คือมีพลังงานจิต ที่เป็นพลังงานเริ่มต้น โลกุตระ อัญญะ ในพระไตรปิฎก ล.๑๐ ข.๖๐ ที่ท่านแยก ปฏิฆสัมผัสโส กับ อธิวจนสัมผัสโส ปฏิ คือ action reaction พลังงานที่กระทบกันไปกันมา ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ตัว ฆ คือสภาพหนึ่ง ที่เป็นรูปธรรมของนามธรรม พลังงานที่มันเกิดขึ้นแล้ว ฆ คำว่า ปฏิ ฆ คือสภาพสามเส้า ตัวพลังงาน action reaction สองอย่าง คือสภาพที่ได้สัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้น กายสัมผัสเสียดสี สัมผัสแล้วก็จะเกิดรู้ขึ้นมา เกิดรู้ขึ้นมาแล้วยังไม่ได้ตั้งชื่อ เป็นพลังงานนามธรรม พอสัมผัสแล้วอันแรกที่รู้ขึ้นมา นั่นคือการ ปฏิฆสัมผัสโส พอสัมผัสแล้วได้รู้อันนี้สามเส้า ปฏิฆ ซึ่งมันหยาบใหญ่ มาเป็นความหมาย อาการที่อยู่ในใจ พลังงานที่ขยาย ปฏิฆ คือมีเชิงโทสะมูล ไม่ชอบใจ เป็นรูปและมีนามธรรม ไปสัมผัสแล้วรู้เข้า หากเรารู้แล้วไม่ได้ตั้งชื่อ ไม่มีบัญญัติ เราเรียกว่าปฏิฆ สัมผัสแตะสิ่งนี้แล้ว รู้ จนมันมีชื่อ ตั้งชื่อก็เรียกอธิวจนะ เราจะตั้งเอง หรือมีคนตั้งไว้แล้ว หรือพระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ ก็แล้วแต่ อันนี้ชื่อนี้ ถ้ายังไม่มีชื่อเราก็ตั้งใหม่ เมื่อมีชื่อขึ้นมาก็เรียกอธิวจนะ สมมุติว่ามีชื่อแล้ว สัมผัสแล้ว ว่าอันนี้แตงกวา อยู่ในใจเป็นวจีกรรม บัญญัติมันมีแล้วว่าแตงร้าน ไม่ใช่แตงกวา แต่ถ้ายังไม่เคยมีชื่อเลย ก็รู้แค่ว่าอันนี้มีอย่างนี้ จะเรียกว่าอะไร ก็มีแต่ปฏิฆสัมผัสโส สภาพนามธรรมที่รู้ในจิตนะ อาตมาพยายามอธิบาย ให้ละเอียดลึกซึ้งถึงนามธรรม รูปธรรม ให้เข้าใจเพิ่มขึ้นๆ ปีนี้ ปลุกเสกฯ 5-11 เม.ย. ตั้งใจจะมาเริ่มต้น อธิบายพระไตรปิฎกล.9 มาอ่าน sms ก่อน SMS วันที่ 23 มีนาคม 2560
_0750รายการถึงสื่อถึงคน ระบบเสียงดีมาก คงมีทีมงานช่วย หลายคนนะครับ สุดยอดครับ พ่อครูว่า...เปี๊ยก ก็ต้องสารภาพความจริงว่า ทำคนเดียว ทั้งหมดทุกขั้นตอน One man show production จริงๆ เป็นคนนิสัยอย่างนั้น แต่ทำได้ดี หาอะไรมาออกได้ อาตมาว่านำสมัยนะ อาตมาว่านำสมัย ในยุคนี้มันย้อนศร สมัยยุคนี้เลยเถิดเวอร์เกินไปทางวิทยาศาสตร์ ควรจะย้อนกลับไปหา ฐานที่แท้จริงของชีวิต เขาก็ไม่ได้ทำที่อื่น ทำอยู่ที่เดียว ไม่ได้รับจ้างอะไร
7277อุเบกขาจริงๆแล้ว ไม่น่าแปลว่าวางเฉย น่าจะแปลตามตัวของภาษาบาลีเลย ผมไม่เห็นด้วยเลยที่แปลว่าวางเฉย หรือพ่อครูมีความเห็นว่าอย่างไรครับ? ผู้ที่จะฟังธรรมพ่อครูออกหรือเข้าใจได้ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (1)ต้อง ปฏิบัติธรรมเป็น (2)ไม่เผลอใจไม่ห่างจิตอยู่เสมอ (3)อ่านผัสสะนอกในเป็น (4)อ่านเวทนาออกชัด และ (5)ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ขาด จริงไหมครับ? พ่อครูว่า...จริง ถูกต้อง
5134กราบนมัสการพ่อครู สมณะ สิขมาตุ ทุกรูป ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ และขอเจริญธรรมสำนึกดี แด่ญาติธรรมทุกๆ ท่าน ลูกไม่มีประเด็นคำถามเพราะพ่อครูท่านแสดงธรรมะ ตอบทุกประเด็นแล้วครับ แต่ขอแสดงความห่วงใยครับ แมลงเม่าที่บินเข้ามา ในพุทธสถานนั้นคือ "ปลวก" นะครับ รบกวนญาติธรรมกรุณาป้องกันด้วยนะครับ เจริญธรรมสำนึกดีครับ
ปรองดองจริงต้องทิ้งกิเลส 3867พ่อครูฯกล่าวตรงวลีโลกที่ว่า คนที่ไม่ฟังคนที่แก่กว่า ก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว! แม้แต่ปรัชญาสากล ยังสอนให้คนฟังผู้อาวุโส ผู้รอบรู้สัจธ.จึงเสมือนคนเกิดใหม่ทุกครั้งครา! มนุษย์ลุงมนุษย์ป้าน้าอา ขอรู้ใจลูกหลานสัมมาสิกขา ที่จะเป็นผู้ใหญ่ ในรัชสมัยต่อไปที่จะต้องอยู่กับปชธต.ใบปรองดองอยากให้ผู้ใหญ่ปรองดองแบบใด ให้ลูกหลานได้ปย.สุข ถูกต้องชอบธรรมที่สุด? เรียพ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าสอนว่า ผู้ที่มาบวชก่อนแม้ 1 วัน แม้ผู้บวชก่อน จะเป็นปุถุชน แต่พระที่บวชที่หลังเป็นอรหันต์ พระที่บวชที่หลัง ก็ต้องกราบพระที่บวชก่อน แม้เขาเป็นปุถุชน ปรองดองได้ ตอนนี้เรากำลังหล่อพระ ปางปรองดอง เรียกโดยศัพท์ว่า สมานัตตา ปาง-สะ-มา-นัด-ตา เรียกเป็นไทยว่า ปางปรองดอง การปรองดอง ที่อาตมาเองมีภูมิธรรม ควรจะปรองดองกัน ด้วยสภาวะของจิตที่มีธรรมะ จะไปใช้อันอื่นใด อาตมาว่าไม่จริง มันกดข่ม แต่แน่นอนว่า หากไม่ได้จิตเป็นธรรมะ ก็จำเป็นต้องกดข่ม อย่าเอาแต่ใจตัวเอง ต้องเห็นใจผู้อื่น ให้ส่วนรวมอยู่ได้ดี โดยสากลส่วนรวม ก็เข้าใจกันอยู่แล้ว แต่จริงๆจะต้องปฏิบัติธรรม แล้วให้จิตใจลดความเห็นแก่ตัว ลดกิเลสจริงๆ จึงจะเกิดความปรองดองที่จริง ปรองดองนี่ จะต้องเอาพากเพียร ให้ปฏิบัติธรรม อาตมาว่า หากมีสัมมาทิฏฐิจะต้องได้ ไม่มากก็น้อย มันจะเกิดความจริง เจตนาที่จะปรองดอง มันก็จะเป็นความจริง ตรงนี้อาตมามุ่งหมายตรงนี้ อาตมาก็ยิ่งเห็นว่า อาตมาก็ร่วมพยายามปรองดอง แต่อาตมาไม่เก่งทางอื่น แต่เก่งทางให้แต่ละคน มาปฏิบัติให้จิตใจลดละ ความเห็นแก่ตัว ให้มาเห็นแก่ส่วนรวม ให้จิตใจมาเป็นอย่างนี้จริงๆ จะได้มากหรือได้น้อย ก็ขอให้เป็นจริงถูกต้องอย่างนี้ อาตมาว่าจะได้จริง คนอื่นจะเสริม ช่วยทางด้านประเด็นอื่นก็ได้ มันเป็นความปรารถนาดี ก็ดีแล้ว จะกี่ชาติก็ต้องทำเรื่องประสานสมานพวกนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ในความปรองดอง ทำให้เกิดความกลมกลืน อยู่กันอย่างราบรื่น เรียบร้อย ง่าย งาม เรียบร้อย ราบรื่น ง่าย งาม นี่เป็นคำขยายความ ของคำว่าสันติ สันติแปลว่าอะไร สันติแปลว่า เรียบร้อย ราบรื่น ง่าย งาม อาตมาแปลไว้นานแล้ว
2436 สัจจะหรือความจริงคืออะไรนั้น..มันขึ้นอยู่กับความรับรู้ของจิตของแต่ละคน ซึ่งคนทั่วๆไปนั้น,มีจิตที่ไม่เป็นกลาง (เพราะยังกอร์ปด้วยอุปาทานอยู่) ฉะนั้น, การรับรู้ของคนทั่วไปนั้น จึงย่อมวิปลาส(คลาดเคลื่อน)ไม่ตรงกับความเป็นจริง! ทั้งนี้เป็นเพราะ จิตที่ยังกอร์ปด้วยอุปาทาน ของคนทั่วไปนั้น นั่นเอง และด้วยเหตุนี้,เพื่อที่จะให้บุคคลสามารถได้รู้ถึงความจริง ให้ตรงกับความเป็นจริง พุทธเจ้าจึงต้องสอนวิธีปฏิบัต(วิปัสนา)เพื่อกำจัดอุปาทานที่ครอบงำ จิตของบุคคลให้ได้ เสียก่อน! หาไม่แล้ว,ต่อให้ฟังธรรมไปจนตาย หรือเรียนธรรมจนจบ ดร.เปรียญ 9ประโยค ก็ได้=นกแก้วนกขุนทอง เท่านั้น! หรือเหมือนกับ นร.คนตาบอด ได้ใบประกาศว่า..นร.คนตาบอดนี้ ได้สำเร็จวิชาแสงสว่างแล้ว ลงชื่อ..ผอ.รร.สอนคนตาบอด! แต่โดยความเป็นจริง,นร.ตาบอดคนนี้ ไปไหนก็ยังต้องใช้ไม้เท้า เพราะตายังบอดอยู่ จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จากแสงสว่าง สรุปว่า อุปาทานเป็นปัจจัยที่ทำให้ ชาวพุทธทั้งหลาย ยังเห็นผิดอยู่โดยไม่รู้ตัว! ทั้งนี้,เป็นเพราะการเรียนรู้เพียงภาคทฤษดี.. ไม่สามารถทำลายอุปาทาน ที่ครอบงำจิตของบุคคล (มาตั้งแต่เกิด)ได้! ซ้ำร้ายยังเห็นผิด..ถึงกับเห็นนรกเป็นสวรรค์1เฟส2! โอ้อนิจจา,ชาวพุทธที่ยังหลงงมงาย บูชาธัมชโย บุคคลที่ไม่ควรบูชา นักบวชลวงโลก ที่พาคนหลงผิด ตามไปด้วย..โป้ง นรกชัดๆ ชิตังเม ฮ่วย! OK พ่อครูว่า...เด็กเกิดมา จิตใจไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์ ทุกคนหรอก แม้แต่พระโพธิสัตว์ จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ มาตั้งแต่ก่อนเกิด แต่เมื่อเกิดมา พอเปิดทวารรับรู้โลก โลกจะเข้ามาครอบงำก่อน ไม่ใช่จิตใจบริสุทธิ์ ตัวเองจะทำงานก่อน แต่พลังงานของโลก มันมีมากกว่า แม้แต่ทางฟิสิกส์ พลังงานสนามแม่เหล็ก ที่มากกว่า พลังงานโมเลกุลหนึ่งที่ตกเข้าไป ก็ฉันเดียวกัน คุณเกิดมาลืมตา ก็เกิดพลังงานโลกียะรอบตัว จึงตกในอวิชชาก่อน ฟังเข้าใจชัดนะ แม้ตนเองจะเป็นพระโพธิสัตว์มาแล้ว อย่างเช่น พระพุทธเจ้า เกิดมาก็ต้องถูกลิงลมอมข้าวพอง อาตมาก็เช่นกัน อย่าไปพูดว่า เด็กเกิดมาจิตใจบริสุทธิ์ทุกคน
_ต่อมาของคุณใบฟ้า… ประเด็นเรื่อง ทานสูตร เป็นหมวดธรรมที่ลึกซึ้งๆจริงๆค่ะ พระเวสสันดร จึงเป็นพระชาติสุดท้าย ของพุทธองค์ เป็นปัจจุบันธรรม ที่พ่อครูพยายาม ทวนซ้ำย้ำสอน สอดรับกับปรากฏการณ์ A bomb of love.โดยมีพระองค์ท่าน รัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างของการให้ ในระดับของโลกุตระ
วางใจอย่างไรตอนป่วยใกล้ตาย _ประเด็นที่ 2 การทำใจ(จิต) ในระยะที่ความตายจะมาถึง ผู้นั้นควรตั้งจิตทำใจอย่างไรจึงจะสัมมาทิฏฐิ เพื่อเป็นแนวทางแก่คนทุกฐานะ พ่อครูว่า...ขณะนี้ผู้ป่วยหนัก วันนี้ก็ถามมาว่า จะให้ทำใจอย่างไร ทำใจให้วาง ว่างที่สุด ไม่ต้องกังวลอะไร ไม่ต้องนึกถึงอะไร ไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์อะไรเลย ทำใจให้ว่าง เท่าที่เราจะสามารถฝึก ถ้าเราทำใจว่างอย่างไร ใจที่ทำใจว่าง ในคนที่เราคิดว่า จะตายแน่แล้ว ใจที่วาง นั้นแหละ คุณทำใจว่าง เท่ากับ คุณหยุดพลังงานทุกหน่วย ไม่ให้มันเปลืองเลย แม้แต่1แคลอรี่ ก็ไม่ให้เสีย พลังงานของเรา ที่มีทุกแคลอรี่ จะรวมตัวกันตามสัจจะ เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น เมื่อมันรวมตัว ก็จะมีพลังงานที่เหนียวแน่น ไม่สูญเสียถูกกระจายออก พลังงานรวมนี้ เราจะมีเจตนา เจตนาลึกๆ มันมีสองนัย นัยยะหนึ่ง คือตายไปเถอะวะ มันเจ็บปวดทรมาน บางคนนัยยะลึก ก็อยากอยู่นะ ก็จะมีสองนัยยะ เมื่อจิตว่างลง พลังงานมันก็จะหาไป สิ่งที่คุณมีก็ถูกต้อง มันจะสำเร็จผล ตามที่คุณต้องการ ถ้ามันยังมีพลังพอ มันก็จะไม่ตาย ถ้ามันตายก็จะตายอย่างว่างสะอาดเบา สรุปคือวางใจ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลอะไร และทุกอย่าง จะเดินของมันเอง ตามเหตุปัจจัย มีมโนสัญเจตนา ตามเหตุปัจจัย ใจจะประกอบและจัดการของมันเอง ไม่ต้องไปบังคับ มันจะเป็นไปตามสัจจะ เป็นไปตามวิบากของเรา เจตนานี่เป็นวิบากนะ มีจุดมุ่งหมายปรารถนา
_ภพคือหทยรูป หรือที่อยู่ของกิเลสในอาริยสัจ4 ภพก็คือเวทนา ส่วนสมุทัยคือชาติ ถูกต้องหรือไม่ พ่อครูว่า...ถ้าภพคือเวทนา ส่วนสมุทัยคือชาติ ภพคือรูป เวทนาเป็นนาม สรุปว่า ภพคือเวทนา ถ้าภพคือเวทนา สมุทัยคือชาติ ถ้าสมุทัยคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกอย่าง เกิดภพชาติ ถ้าบอกว่า ภพคือเวทนา สมุทัยคือชาติใช่ไหม… ชาติคือความเกิด ความเกิดไม่ใช่ความดับ ไม่ใช่ความสูญสมุทัยคือเหตุ เหตุคือความไม่สูญ คือชาติ คือความเกิด ถ้าภพคือเวทนา สมุทัยคือชาติใช่ไหม… ก็ใช่ ส่วนกูรูสู่แดนธรรมบอกว่า สมุทัยคือผัสสะ
ผัสสะ ไล่ตามปฏิจสมุปบาท ชาติ ภพ อุปาทาน เวทนา ผัสสะ เรากำลังพูดคำว่าผัสสะ กับชาติ ผัสสะ กับชาติ ลองจับปลายผัสสะ กับชาติ ผัสสะมีเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ถ้าไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีอะไรเกิดไม่มีชาติ ไม่มีชาติก็ไม่มีผัสสะ สรุปแล้วจะจับหัวหางมาแย้งกันก็ได้ จะบอกว่าลงท้ายแล้ว อันเดียวกันก็ได้ เพราะเอาหัวกับหางมาชนกัน ก็อันเดียวกัน มันวนแล้ว ถ้าจะขยายเหตุปัจจัยพวกนี้ แม้แต่พระพุทธเจ้าไล่มา ในปฏิจจสมุปบาท 12 ขั้น มันก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว ที่เราจะวาง จะไม่ต้องต่อ ที่เราจะตัด มันจะยาวยืดอีกเท่าไหร่ คุณตัดเป็นไหม ตัดเป็นก็จบ ตัดสันตติ คนไหนจะยาว ก็ยาวไปเถอะ ถ้าไม่ทุกข์ร้อนแล้ว อย่างเช่นพระโพธิสัตว์ ส่วนคนไหนบอกว่า จะเลิกแล้ว ตัดช่องน้อยแต่พอตัว เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว ก็มีสิทธิ์ทำได้ ตัดสันตติเป็น ไม่มีอุปจยะอีกแล้ว เพราะคุณถึงขีดอรหันต์ คุณเข้าใจพลังงานละเอียดหมดแล้ว อุปจยะก็เข้าใจ สันตติก็เข้าใจ ทำเป็นด้วย ไม่ต่อได้ อัปปนิหิตตังจิตตัง หรือ อสุญญตนิมิต ไม่เอาแล้ว ไม่ตั้งอะไรต่อแล้ว ไม่มีนิมิตอะไรอีกแล้ว ทำได้ก็ลงตัวก็จบได้ และถูกต้องด้วยก็สูญ จิตจะมีอุตุ พีชะ จิต อยู่ด้วยกันสามเส้าเลย ธรรมนิยาม กรรมนิยาม อันไหนเป็นรูป อันไหนเป็นนาม ธรรมนิยามเป็นรูป กรรมนิยามเป็นนาม กรรมเป็นกิริยา ธรรมะการทรงอยู่ ทรงไว้ไม่ได้เคลื่อน ถามว่าวันนี้ป่วยเป็นไง ก็ทรงอยู่ ยังทรงๆ ไม่มากไม่น้อย ทรงคือไม่เคลื่อน คือธรรมะ ส่วนกรรมเป็นกิริยา กรรมเป็นนาม ธรรมะเป็นรูป
ทิฏฐิ ปัจจุบัน 5 เอาพระสูตรแรก พรหมชาลสูตร...พระไตรปิฎกเล่ม 9 อาตมาตั้งใจเรียบเรียงเขียนเป็นหนังสือ เพชรพุทธ 13 กะรัติ ประเด็นของ พรหมชาลสูตร ชาละแปลว่า ข่ายแห ยุ่งไปหมด ผู้ยังไม่เข้าใจ ก็คือผู้ที่ยุ่งอยู่ เพราะความไม่กระจ่างในความเห็น ที่แยกได้ 62 ประการ เป็นผู้ที่ยึดถือในภพอดีต 18 ยึดในภพอนาคต 44 รวม 62 อดีต คือสิ่งที่แล้วไปแล้ว อนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่คนที่ยังฟุ้งไปหา สิ่งที่ไปข้างหน้า เป็นมโนสัญเจตนา มันมีได้เรียกว่าจินตนาการ เรียกว่าความมุ่งหมาย ปรารถนาความคิดเห็น ถ้ามันมีพลังมาก ก็เรียกว่ามันยาก มันต้องการแรง ถ้ามันไม่มากก็เป็นความ ตั้งแนวคิดไว้เท่านั้น ไม่ตั้งมากมันก็ไม่ยาว ตัด จบ ง่าย ถ้าตั้งมากก็จะยาว หากอยากจะได้ ก็ตั้งไว้แรง และยาว หากไม่ตั้ง ก็ไม่มีพลังงานต่อ อดีตเป็นสิ่งที่เกิดแล้ว มันต้องเป็นอันทำ เป็นวิบากของใครของมัน จะเป็นอดีตที่ดีหรือไม่ดี มันก็จะมีผลกับคุณ จะไปแก้ไขอะไรไม่ได้ จะทำได้ก็เพียงปัจจุบัน ทำให้อนาคต เป็นตัวแปรของอดีตได้ ปัจจุบันคือตัวแปร ทำให้เจริญหรือเสื่อม ทำให้สุขหรือทุกข์ แก้ไขได้ตรงปัจจุบันกับอนาคต คนที่เข้าใจแล้ว ไม่ยุ่งกับอดีต มันจบไปแล้ว อย่าไปยุ่งกับอดีตอะไรมากมาย หากเป็นสิ่งไม่ดีควรเข็ด หากเป็นสิ่งที่ดี ก็ควรจะเป็นตัวอย่าง ให้ทำให้ดียิ่งขึ้นอีก อนาคตจึงประกอบด้วย ปัจจุบันกับอนาคต ที่เราควรสนใจ ปัจจุบันเป็นความจริงแท้กว่าอนาคต ปัจจุบันเป็นสิ่งที่เผชิญหน้า ระหว่างนี้ อย่าไปวอกแวก ทำให้ดีที่สุดของปัจจุบัน ที่สั้นที่สุด แล้วจะสะสมเป็นอดีต และจะมีผลส่งเสริม ผ่านอดีตกับปัจจุบันเป็นต้นทุน ไปเป็นอนาคตอีกเสมอๆ จะเป็นอย่างนี้ไป ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าสรุปว่า อดีตมี 18 อย่าง ไว้ค่อยลงรายละเอียด ในงานปลุกเสกฯ อนาคตมี 44 อย่าง ในอนาคตนี้ บวกปัจจุบันไว้ 5 เพราะฉะนั้นมันจะมีอนาคตจริงๆอยู่ 39 ปัจจุบัน 4 อย่างมี กาม และ ฌาน1 ฌาน2 ฌาน3 ฌาน4 และฌาน 1 2 3 4 นี่แหละยังแยกเป็นสอง ฌาน 1 2 3 4 อย่างมิจฉาทิฐิ กับ ฌาน 1 2 3 4 อย่างสัมมาทิฏฐิ
แวะที่มิจฉาทิฏฐิ ก่อน เขกกะโหลก 1 ที พวกที่ยึดมั่นถือมั่น กับการนั่งหลับตา นี่คือมิจฉาทิฏฐิ จะได้ ฌาน 1 2 3 4 ของมิจฉาทิฏฐิ เพราะถ้าหลับตาแล้วไม่มีกามคุณ 5 ก็จะไม่ครบ จะมาแย้งอยู่ทำไม เหตุผลเพียงเท่านี้ ก็น่าจะชัด พวกที่ได้แต่นั่งหลับตา ได้แต่อดีตกับอนาคต ที่ฟุ้งฝันไป แม้แต่ปัจจุบัน 5 ก็มีนิดหน่อยเอง ปัจจุบัน 5 เขาไม่มี จริงๆแล้วปัจจุบัน 5 ก็คือกาม แต่ตาคุณปิด หูไม่ได้ยิน กลิ่นไม่รับ รสก็ไม่รู้ ผัสสะเสียดสีไม่รู้ ก็ไม่มีปัจจุบันร่วมกับใคร มีแต่อยู่ในภพ ก็จะปรุงแต่งเป็นอะไรก็ได้ในนั้น ซ้อนอยู่ ปั้นสร้างเอง คิดเอง เป็นเองอยู่คนเดียว และก็บอกว่า เป็นได้ๆๆ ธัมมชโยวาดภาพ เส้นแสงสีเสียง พริ้วพราย มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเกินความจริงไป ไปปรุงแต่งขนาดนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่แกเพ้อฝัน หลอกคนให้หลงเชื่อ ว่าคือเพชรพลอย วิมาน มันเกินจริงใส่ไข่ หลอกล่อเติมเข้าไป สีสันซับซ้อน แล้วคนโง่ก็หลง ว่าสุดยอดมากมาย เหมือนกับนักฟุตบอลเตะเข้าโกล ก็มันสุดยอดอย่างนี้ พิสดารกว่านี้
เหลือ ปัจจุบัน5 อย่าง คือความจริง กาม กามมีหนึ่งเดียว แต่ฌานมีถึง 4 ฌาน สำหรับพวกมิจฉาทิฏฐิ จะเป็นความไม่รู้ ซ้อนซ้ำเข้าไปอีก ใน 62 ทิฏฐินี้คือมิจฉาทิฏฐิ ในฌาน ที่มิจฉาทิฏฐิ 4 ส่วน กามนั้น มันของเท็จของหลอก คนที่ชื่นใจในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็โง่ไปเถอะ คนที่หลุดพ้นในเรื่องกามแล้วไม่ต้องไปชื่นใจ มันก็เป็นอย่างนี้ของมัน ก็ไม่มีรสกาม ก็จบ รสกาม จึงเป็นสิ่งปัจจุบันเดี่ยวๆ สัมผัสตอนนี้ สัมผัสกับเสียง สัมผัสกับรูป รสที่ลิ้น เดี๋ยวนี้ แล้วมันมีตามที่คุณเกิด วูบวาบ ไม่กลางไม่สูญ มีบวกลบนิดหน่อยก็ได้ของคุณ ถ้ามันมีก็เกิดสุข ฌาน 4 ฌาน 4 นี้มีหนึ่งรับรู้ กับสองไม่รับรู้ ฌานไม่รับรู้ คือนั่งหลับตาสะกดจิต ดับการรับรู้ คือไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะไม่มีธาตุรู้อะไร ขึ้นมารับรู้เลย ฌาน 4 ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ จึงต้องมีปัจจุบัน รับรู้ทุกอย่าง ตามที่คนอื่นก็รู้ได้ แต่จริงขึ้นมาในปัจจุบัน ต้องมีผัสสะ ต่างคนตื่นหมดพูดกันรู้เรื่องได้ นอกจากประสาทเสีย ถ้ารับรองกันได้ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ถือว่าจริง ถ้าคุณรับรองของคุณคนเดียว คนอื่นไม่รับรู้ด้วยก็มีจริง ถ้ามากกว่า 2 คนขึ้นไป ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง จบแล้ว ตกลง ปัจจุบันคืออะไร ปัจจุบัน คือ กลับอยู่ด้วยกันทั้งหมด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มี 3 คน มีเป็นล้านคน ตรงกันนั่นแหละจริง ความจริงไม่ใช่คนเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความจริงมีหนึ่งเดียวเท่านั้น และคำว่ามีหนึ่งเดียวเท่านั้น คือแต่ละคน รับรองว่าตรงกัน จึงเรียกว่าจริง ถ้า สัญญายนิจจานิ ก็กำหนดของคุณคนเดียว คุณจะจริงของคุณคนเดียว จะตายก็ตายคนเดียว ไม่เปิดเผยให้คนอื่นรู้ด้วย ก็แล้วไปสิ จะฝันอย่างธัมมชโยฝัน พวกเราก็ไม่ฝันเหมือนเขา แต่คนในโลกนี้ มีคนโง่อีกเยอะ ในโลกนี้ คนที่มีความรู้สึกจะตรงกันหมด ก็คือมีจำนวนน้อย คือคนฉลาด ในยุคคนโง่ ก็มีคนฉลาดอยู่จำนวนหนึ่ง คนฉลาดก็เลย มีจำนวนน้อย คนโง่ก็เลยมีมาก คนโง่จะอีกกี่ชาติ ก็คือคนโง่อยู่ ธัมมชโยกับพวกคนโง่เหล่านี้ จะวนเวียนหลอกกันไป อีกนานเท่านาน เขาจะวนเวียนอยู่กับความหลอก ให้ไปนานเท่านาน ธัมมชโยจะต้องโง่เง่า ไปอย่างนี้อีกนานเท่านาน เขาไม่มีสิทธิ์จะฉลาด กับพรรคพวกที่โง่ จะร่วมกันโง่อีกนาน ไม่มีอะไรบังคับ เขาทำของเขาเอง จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน เขาหลอกคนอื่น เขานึกว่าเขาได้ แต่เขาหลอกคนอื่น กอดคอไปด้วยกัน มาด้วยกัน อีกนานเท่านาน ไม่รู้กี่กัปป์ เพราะเขาก็จริง โง่จริง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า… คนที่โง่ถูกหลอกจมในความโง่ ก็ถูกหลอกต่อไป เพราะรับรองกันเอง เหมือนอัตตาเรา หากมีคนรับรอง ก็จะโง่หลงอัตตาต่อไป อัตตาโต แต่ถ้าไม่มีคนรับรอง อัตตาเราจะหดลงไปเอง ถ้าเราโง่ เราจะไปหาคนที่รับรองเรา แล้วเราจะได้อัตตาเพิ่ม แต่ถ้าเราฉลาด จะไม่หาคนที่รับรองเรา พ่อครูว่า… คนโง่ก็ไปหาคนโง่ จะจมอยู่กับความโง่ ไปอีกนานเท่านาน
สรุปซ้อนเข้าไปอีกว่า อดีตมี 18 อนาคตมี 44 ในอนาคตมีปัจจุบันอีก 5 ในปัจจุบัน 5 มี กาม 1 กับ ฌานอีก 4 และทีนี้ฌานทั้ง 4 นี้แหละ หากเป็นฌานมิจฉาทิฏฐิ ก็ไปสะกด ไม่รับรู้อะไร ก็หลับตานี่แหละ สะกดเข้าไป ฌานสัมมาทิฏฐิ ที่ต้องลืมตาปฏิบัติ และเรียนรู้กับบุคคลอื่น ที่รับรองเรา หรือมีหมู่พวก จึงจะเป็นสัจจะที่จริง มีคอลัมนิสต์อีกหลายคน ที่เขียนเรื่องนี้ ก็ยังไม่กระเตื้อง ฌานไปหลับตา ก็ไม่รับรู้กับคนอื่นอีก แต่ถ้าลืมตาปฏิบัติ จะมีคนเข้าใจร่วมกันอีก เป็นล้านเป็นหลายล้าน แต่เดี๋ยวนี้ คนที่ฟังรู้แบบนี้ ยังมีไม่ถึงล้าน ก็ไม่เป็นไร เอาสิ่งที่จริงไว้ก่อน ปริมาณจะมากหรือน้อย ก็ไม่มีปัญหา ขอให้จริงไว้ก่อน แต่ถ้ามีแต่ปริมาณไม่จริงก็ไม่เอา สมณะฟ้าไทว่า… ถ้ามีความจริงที่มีปริมาณเป็นล้าน รอบนี้จะเปลี่ยน พ่อครูว่า.. ก็ค่อยๆเปลี่ยน สิ่งที่เป็นสัจจะจริง คนที่ค่อยๆมารับได้ จะค่อยๆได้ไป จนกว่าจะหมดกลียุคนี้ สิ่งที่จริงนี้ จะค่อยๆเพิ่ม ตอบไม่ได้ว่าอีกเท่าไร แต่มันจะเพิ่มขึ้น จนกว่าจะหมด กลียุค หลับตา ภาษาก็บอกว่ากดไว้ ไม่รับรู้แล้วก็แคบลงไป ถ้ามันมีหมู่มวลรับรองว่ามากขึ้น ก็จะเป็นสัจจะที่จริงกว่า แต่ถ้าจะหดเข้าไปหาสูญ จะเอาอะไรมายืนยันกับใครได้ว่าจริง คุณไปหลงอยู่คนเดียว เดี่ยวอีกกี่ล้านชาติ คำว่าพุทธแปลว่าตื่น ไม่ใช่ดิ่งดับหลับใหล พุทธคือผู้รู้ผู้ตื่น สมณะฟ้าไทว่า.. ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็นึกถึง อาฬารดาบส อุทกดาบส แต่บอกว่าตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าเลยอุทาน บอกว่าแย่แล้ว ต้องจมในภพอีกนานมาก พ่อครูว่า… ในพรหมชาลสูตร ท่านขยายความ ประเด็นสำคัญคือคำว่า เจโตสมาธิ คือ ไม่ใช่ปัญญา สมาธิที่มีแต่จิต สมาธิที่ไม่เกิดปัญญา เจโตสมาธิ คือมีแต่จิต ไม่มีเชิงฉลาดปัญญา คนที่จะนั่งหลับตาทำสมาธิ เอาแต่เจโต ไม่รับรู้โลกเลย แบบนี้คือ มิจฉาทิฏฐิ 62 อย่าง คือผู้นั่งหลับตา เจโตสมาธิ ผู้ที่ปฏิบัติเจโตสมาธิ จะมีมิจฉาทิฏฐิ 62 แล้วท่านสรุปไว้ว่า ไม่มีอื่นอีกนอกจากนี้แล้ว
กามมีหนึ่ง เป็นรสเท็จ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันก็คือของที่ อุปาทาน สร้างขึ้นมา ถ้าเราไม่มีแล้ว ก็ไม่ต้องมีหรือไม่มี ถ้าเราไม่มี ก็คือไม่มีทั้งไม่มี มีก็ไม่มี ไม่มีก็ ไม่มี ก็จบ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า คนนี่แหละยาก คนก็ใช้ความมีกับไม่มี มาพูดกัน ถึงบอกว่าเข้าใจกันยาก ระหว่างความมีกับไม่มี คำว่า ผู้หลับ ดับอีก 4 กับผู้ตื่นอีก 4 ก็มาเหลือแต่หลับกับตื่น ก็คือ ไสย กับชาคริยะ ไสย คือพวกหลับ พวกนอน ชาคริยะคือพวกตื่น ชาคริยะกับพุทธคือตื่น แต่ชาคริยะอยู่ในฐานะของการเป็นผู้ฝึก ส่วนพุทธะ ความตื่น ที่เป็นของผู้สำเร็จเป็นผู้จบ เหลือปัจจุบัน 5 กามก็เท็จแล้วแน่นอน แล้วหลับตาแล้วดิ่งดับไปกับสิ่งอีก 4 เป็นฌาน 1 2 3 4 มีความสูงส่งความเจริญขึ้น ของฌาน มันยังมี ฌานหลับตา กับฌานลืมตา แต่ถ้าหลับตาก็อยู่คนเดียว ไม่มีหมู่พวกมารับรอง ว่าจริงไหม จะไปรับรองว่าจริงกับใคร เพราะหมู่ไม่มี คนอื่นไม่มีรู้ร่วมด้วย คุณจะไปจริง ของคุณคนเดียว ก็เชิญ ช่างศีรษะคุณ เขาตรวจสอบฌานกันให้ ก็คืออวดดี ถ้าตื่นมาตรวจสอบได้ไหม? ถ้าตื่นขึ้นมาแล้ว พูดกันคุยกัน ตรวจสอบกันได้นะ แต่ถ้าอาจารย์เป็นคนอวดดี ตรวจสอบให้คนอื่นนะ เอาตามอัตตาของอาจารย์ ถูกต้องนี่ อาจารย์เป็นคนดีหมดเลย เป็นเผด็จการ แต่ของพระพุทธเจ้าว่า ทุกคนต้องรับรองว่าตรงกัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาตัวเองเป็นหลัก พวกหลับตาสอบฌาน ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ ต้องเชื่ออาจารย์ ไม่เป็นอิสระเสรีภาพ เป็นพวกเผด็จการ นั่นคือพวกสายหลับตา เขาจะเป็นอย่างนั้น สอบฌานได้ด้วย แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ต่างคนต่างมาพูดกัน ฌานจริงๆคือ ความรู้ ธาตุรู้ คือความฉลาด ฌานไม่ใช่ให้คนอื่นบอก ฌานคือความฉลาดหรือปัญญา ปัญญาอยู่ที่ไหน ฌานอยู่ที่นั่น ฌานคือตนรู้ ไม่ใช่คนอื่นมาบอก แต่รู้ร่วมกันได้ตรงกันได้ ฌาน ก็คือ ต้องลืมตา และต้องพูดตรงกัน ยิ่งรับรองร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเป็นจริงเท่านั้น มันจริง คำว่าจริง ต้องมีพวก ยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นปัจจุบันเท่าไหร่ คำว่าจริง จึงเป็นปัจจุบัน และ 2 ตรงกับใครๆคนอื่น นั่นคือจริง สมมุติสัจจะจึงจริงกว่าปรมัตถสัจจะ เมื่อพูดถึงสมมุติสัจจะ มันจะสูงกว่าปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะ คือสัจจะเฉพาะตน สมมุติสัจจะ คือสัจจะร่วมกับผู้อื่น เช็คตรวจร่วมกับผู้อื่น คนอื่นรู้ด้วยกันได้ แต่ถ้าเป็นปรมัตถสัจจะ คือเฉพาะตน คุณเองหลงว่าสูงสุด แต่พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง คนอื่นรับรองกับคุณไม่ได้ ไม่มีสมมติสัจจะ ก็เป็นสัญญายนิจจานิ คนอื่นก็ไม่รู้ว่า สูงอย่างไรด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นสัจจะ ถ้าจะถือว่าเป็นสัจจะ ต้องมี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive