600323_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ Mixtureการศึกษาบ้านวัดโรงเรียน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข29 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600323_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ Mixture การศึกษาบ้านวัดโรงเรียน

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2560 แรม 11 ค่ำเดือน 4 ปีวอก ที่บ้านราชฯ รายการนี้เป็นรายการที่วิเคราะห์ เพื่อให้คนเข้าถึงโลกุตรธรรม ได้มากที่สุด เพราะว่าในโลกนี้ สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้มากที่สุดคือโลกุตรธรรม อย่างอื่นก็ไม่เห็นจะสำคัญเท่า เพราะถ้ามีโลกุตรธรรม อย่างอื่นก็จะทำได้ แต่ทำอย่างเป็นไปเพื่อการให้ การเสียสละ ตอนนี้พ่อครูจะอธิบายถึงบุญ บุญคือทำให้เราว่างจากกิเลส อบาย กามคุณ โลกธรรม อัตตา เมื่อกิเลสสลายไป บุญก็หมดไป ท่านมาแจกแจงฉีกหน้ากาก การหลอกลวงให้หลงภพ สวรรค์วิมาน เป็นสวรรค์ 6 ชั้น ที่คนหลงอยากได้กัน ถ้าเราหลงสวรรค์เหล่านี้ เราก็จะเวียนกลับเป็นอาคามี ตกนรกลึกลง เท่าที่สวรรค์สูงขึ้น พ่อครูก็ให้พวกเรามาสู่เส้นทางที่จะหลุดพ้น ทำอย่างมี หรม. ครน. ครน.คือทำให้ได้ผลมาก ก้าวหน้ามาก แต่อย่าให้กระทบกระเทือน เดือดร้อนใคร หรม.คือ เอากิเลสเราออกให้ได้มากที่สุด แต่อย่าไปทำให้คนอื่น เดือดร้อน อย่าให้มากเกินไป ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมี ครน.หรม. อยู่กับหมู่มิตรดีสหายดี ต้องไปด้วยกัน ถึงจะบรรลุถึงจุดสูงสุด

พ่อครูว่า… อาตมาก็เตรียมตัวทุกวัน วันหนึ่งหลายเรื่อง จะเน้นอะไรดี มันมีเรื่องเยอะเหลือเกินที่จะบอก เพราะทุกวันนี้ แม้แต่ชาวพุทธ พุทธศาสนิกชนที่มี 95% ในคนไทย เดี๋ยวนี้ก็ไม่เอาถ่าน ขี้เถ้าก็ไม่เอา ไม่เอาแล้วเรื่องศาสนาเรื่องธรรมะธรรมโม มันน่าเศร้าใจ เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 17 รุ่นปลุกเสกพระ ชนะมาร (ที่นี่เราปลุกเสกคน ไม่ได้ปลุกเสกวัตถุ) ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 24 - อาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย โดย

อ่านต่อ

ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865 ดาวโหลดใบสมัคร ส่งใบสมัคร onlineได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP

เข้ามาเจอสิ่งที่ดีงาม ไม่ปฏิเสธ แต่ทำไมไม่สนใจ มนุษย์เอ๋ย คนเอ๋ยคน ทำไมไม่สนใจ ไปสนใจแต่เรื่องที่มันพาไปลำบากลำบน แต่นี่เราเจตนาพาคนพ้นทุกข์ เพื่อให้ได้โลกุตรธรรม โลกุตรธรรมเป็นธรรมะ ที่พาพ้นทุกข์แท้ๆ ของศาสนาพุทธ เรามั่นใจว่า เราได้ให้โลกุตรธรรม แต่ชาวพุทธไม่ใส่ใจไม่สนใจ น่าเศร้า ที่ว่านี้กระทุ้งกระแทก เพื่อให้รู้สึกสำนึก หลายนัยยะ หลายลีลา ถ้าจะให้เห็นความสำคัญในความสำคัญ ให้รู้จักสาระในสาระ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่รู้จักความสำคัญในความสำคัญ ไม่รู้จักสาระในสาระ ผู้นั้นเป็นคนที่ตกหล่น เป็นคนเกิดมาสูญเปล่า เป็นคนโมฆะ เกิดมาแล้วมันไม่ได้สิ่งที่ควรจะได้ในชีวิต แถมไปได้เอาสิ่งที่ไม่ควรจะได้ ไปได้เอากิเลส กิเลสหนาขึ้น โลกธรรมมากขึ้น เกิดมาชีวิตชาติหนึ่ง มันน่าเสียดาย อาตมามาทางนี้แล้ว ก็โง่เสียเวลาดูทั้งโลกมา 36 ปี มาทางนี้ก็มาแก้ตัว พยายามให้คนอื่นเขารู้ อย่างที่อาตมารู้ แล้วก็ตื่นแล้ว ว่าคนนี่ สาระความสำคัญของชีวิตคืออันนี้ เป็นสิ่งประเสริฐมีคุณค่า ก็พยายามอยู่ ก็เกินที่อาตมาเคยหลง เลยที่หลงไปตั้ง10 กว่าปีแล้ว พยายามจะอยู่ให้นาน คือจะให้ประโยชน์เตือนสติคน ที่ยังไม่ค่อยตื่น ไม่ค่อยรู้ตัว ให้รู้ตัวขึ้นมาบ้าง จะได้ มันน่าสนใจ น่าจะได้เข้าไปได้เยอะเยอะ การจัดค่าย ก็เพื่อชี้ชวนประกาศกัน ก็มากันไม่ค่อยเท่าไหร่ แม้ไม่จัดค่าย ที่นี่ทุกเย็น จะมีธรรมะ ทุกเย็น 18.00-20.00 น.มาที่นี่ ถ้าใครคิดว่า มีเวลาของวันใดก็แล้วแต่ แวะมาเลย แวะมาที่หมู่บ้าน ชุมชนราชธานีอโศก จะได้ฟังจะได้ศึกษาธรรมะ หรือมาเวลาอื่นก็ได้ เพราะหมู่บ้านนี้ ขอพูดเต็มๆปากเลยว่า เป็นหมู่บ้านปฏิบัติธรรม ทุกวันเวลานาที ปฏิบัติธรรมกันตลอดเวลา ไม่ใช่ปฏิบัติแค่ชั่วครั้งชั่วยาม ปฏิบัติธรรมกันตลอดเวลา ทั้งฆราวาส แน่นอน ผู้ที่มาบวช ก็ต้องปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว แต่ที่นี่ แม้แต่ฆราวาส ทุกคน ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ พากันชวนกัน ให้ใส่ใจเรื่องธรรมะ ชวนกันติงกันเตือนกัน เพื่อให้เข้าใจธรรมะศึกษาธรรมะ ให้ได้ประโยชน์ในธรรมะอย่างนั้นจริงๆ อาตมาภาคภูมิใจ ชีวิตนี้อาตมาไม่ไร้ค่า เป็นชีวิตที่อาตมาพาทำนี้ พามนุษย์นี้มาตั้งใจปฏิบัติธรรม ให้แก่ประเทศชาติแก่โลก ให้มีคุณธรรม อาตมาถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ให้คนมีคุณธรรมให้แก่สังคมโลก แล้วจะทำอย่างนี้ไป ถ้ารู้สึกตัวเกิดมาอีกชาติไหน ก็จะทำอย่างนี้ นอกจากลิงลมอมข้าวพอง ยังไม่รู้ตัวไปอย่างที่เป็นมา 36 ปีก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้ารู้ตัวแล้วก็จะทำ เพราะชีวิตมนุษย์อันนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ใครจะหาว่าจะมาคลั่งไคล้ธรรมะ ใครจะว่าก็ว่าไป ถ้าใครว่าอาตมาไม่สนใจธรรมะ อาตมาจะรู้สึกว่า เรานี้ทำไมช่างโง่ ชั่วด้วย ไม่สนใจธรรมะ ถ้าใครมาว่าเป็นคนอย่างไร ไม่สนใจธรรมะ อาตมาจะสะดุ้งเลย แต่ถ้าคนบอกว่า ทำไมมาคลั่งไคล้ธรรมะ หลงใหลธรรมะ ก็ไม่เป็นไร เพราะถูกแล้ว ก็อธิบายด้วยความจริงใจ ขุดจากใจมาพูด จะพูดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ พูดเรื่องที่จะปลุก กระแทก ให้คนตื่น อาตมาจะดื้อทำ อย่างเข้าท่าดีด้วย ก็ขออ่าน sms SMS วันที่ 22 มีนาคม 2560

องค์คุณ 5 อุเบกขาในฌาน 4 _7277ผมอยากทราบคำว้า"ปริโยทาโต"ในองค์ของอุเบกขา5มันหมายถึงความขาวรอบขนาดไหนและคำว่า"รอบ"เอาของตัวเองวัดหรือเอาสภาวะทั้งหมดเป็นเครื่องวัดครับ? พ่อครูว่า… คำว่า รอบ คือปริ ปริยะ ปริโยทาตา คือเข้าถึงความขาวรอบ แล้วบอกว่าขาวอย่างไร รอบอย่างไร เอารอบอะไรมาวัด (guru แป้งบอกว่า ต้องคนได้ฌานที่ 4 แล้ว ) คนที่ได้ฌาน 4 คือเข้าถึงอุเบกขา ที่มีองค์คุณ 5 ถ้าไม่เข้าถึงฌาน 4 จะไม่เข้าใจ องค์คุณ 5 ของอุเบกขาคือ 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ ๕) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรง แม้ผัสสะกระแทก) คือจิตขาวสะอาดบริสุทธิ์ แต่แม้ถูกกระทบกระเทือนก็ตาม แม้สัมผัสโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข กระแทกอย่างแรง หรือเบาก็ยังบริสุทธิ์ขาวรอบเช่นเดิม 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) แววไวเร็วไวรู้ไว ปรับตัวเอง ในทางเจริญที่ดีได้ไว เป็นมุทุธาตุ ที่วิเศษ เป็นคุณธรรมในระดับมุทุ ถ้าคนที่ศึกษาฝึกฝน ถึงขั้นรู้รูปนาม ก็จะอ่านจิตออก จิตในลักษณะมุทุตา เป็นจิตขั้นวิการรูป มีการกระทำพัฒนาจิตถึง กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นคุณสมบัติ จิตที่จะทำจิตให้เบา สุภาพรู้จักจัดสัดส่วน ไม่ใช่หมายถึงมิติเดียว ลหุตา หากฟังมิติเดียว จะหมายถึงเบา อ่อน แต่ในมิติลึกซึ้งคือ เบานี่คือมีคุณสมบัติแรงนะ ลหุตา มีคุณสมบัติประสิทธิภาพสูงส่ง พูดเบา แต่มีคุณสมบัติลักษณะที่แรง พูดเบาแต่แรง มีคุณสมบัติมีเนื้อแท้ที่แรง มุทุตา เป็นคุณสมบัติที่เร็วที่ไว ทั้งเจโต และปัญญา เจโตจะปรับให้เป็นไปตามต้องการได้ง่าย ปรุงแต่งให้เข้ากับสภาพใดๆได้เร็วได้คล่อง มีความรู้ปัญญาไหวพริบไวด้วย และจิตเปลี่ยนแปลงได้เร็วไวด้วย ส่วน กัมมัญญา คือการงานที่มีอัญญะ อัญญา ที่แปลว่า ความเฉลียวฉลาดในระดับโลกุตระ (อัญญะ) เป็นความฉลาดอย่างอื่น ของความฉลาดโลกียะ ชาวโลกียะจะฉลาดอย่างไร ก็อยู่ในกรอบโลกียะ แต่ความฉลาดของพระพุทธเจ้า หรือของพุทธศาสนาโลกุตระ เป็นความฉลาดอีกชนิดอื่น ไม่ใช่ความฉลาดอยู่ใน วงวนโลกียะ นี่คืออัญญะ อัญญาในกัมมัญญา คือการงานของอาริยชน เป็นการงานของชาวโลกุตระ นี่คือเนื้อแท้ ที่อาตมาเข้าใจ 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) คือคุณสมบัติที่ประเสริฐ ผู้มีจิตถึงอุเบกขา แปลว่าวาง จิตเฉย เฉยอันนี้ลึกซึ้ง ไม่ใช่เฉยแล้วนิ่งแข็งไม่รู้เรื่อง ใครจะไปจะมา ก็ไม่รู้ไม่คิดอย่างนั้นไม่ใช่ เฉย ของพระพุทธเจ้าแววไว แคล่วคล่องสละสลวย ทำงานอย่างได้คุณภาพ เหมาะควรแก่การงาน เป็นการงานที่มีปัญญา มีคุณธรรมสมบูรณ์ ไม่ใช่อุเบกขาไปนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร แต่นี่พูดจาเก่ง คล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียว ทำงานได้เร็ว ไม่อืดเฉื่อยไม่เซื่องไม่หลีกไม่เร้น ขยันหมั่นเพียรด้วยซ้ำ 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) จะอยู่กับโลกีย์อย่างไร จะอยู่กับลาภยศสรรเสริญอย่างไร จะถูกค้านแย้งต่อต้านอย่างไร กับทางโลกที่มี resistant สิ่งที่โต้กลับ ปะทะกลับ ก็อย่างสะอาดผ่องแผ้วอยู่อย่างเดิม (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690) ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องลึกซึ้ง แต่ทุกวันนี้ผิวเผิน บอกว่าอุเบกขาก็อยู่เฉยๆ อย่าไปวุ่นวายอะไรกับใคร วางเฉย ซึ่งมันไม่ใช่เลย อุเบกขานี้มันลึกซึ้ง จะยิ่งเป็นคนที่เอาใจใส่ มีน้ำใจขวนขวาย พยายามทำงานอย่างอุตสาหะวิริยะ ช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยภูมิปัญญา ด้วยความเต็มอกเต็มใจอย่างยิ่งเลย มันกลับกันกับความหมาย ที่อธิบายกันทุกวันนี้ คนเสื่อมไปจากศาสนา คนเข้าใจความหมายของธรรมผิดเพี้ยนไป เมื่ออธิบายให้คนเข้าใจภาษาผิดเพี้ยน แน่นอนว่า ปฏิบัติให้ตายอย่างไร ได้ ที่ควรจะได้ประโยชน์ (วันนี้มีแขกเยอะ แมลงเม่า บินมา)

_3867ผู้น้อยนำอักษรธ.ทุกคำ มาจากการฟังอ่าน จากพ่อครูที่เขียนหนังสือสอนธรรมะทุกวัน บวกกับความตั้งใจ จึงเข้าใจธ.ตามความรอบรู้ของพ่อครูฯ

_2436พุทธเจ้าตรัสว่า ฌานและปัญญา มีอยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมไหลไปทางนิพพาน ซึ่งฌานหมายถึงจิตที่บริสุทธ์ ส่วนปัญญาหมายถึงฉลาดรอบรู้ ฉะนั้นคนซื่อมักโง่ จึงมิอาจเห็นธรรมะ..คนฉลาดมักโกง ก็มิอาจเห็นธรรมะ เช่นกัน! เพราะผู้ที่จะเห็นธรรมะได้นั้น.. ต้องมีจิตใสซื่อ และพร้อมด้วยปัญญาระดับน้องๆอัจฉริยะ แต่ซึ่งคุณสมบัตที่ดีทั้ง2นี้..ย่อมหาได้ยากยิ่ง ในบุคคลคนเดียว! ฉะนั้น,ผู้ที่เห็นธรรมะ จึงมีจำนวนที่น้อยมาก..ดุจเขาโค ส่วนผู้ที่มิอาจเห็นธรรมะ จึงมีจำนวนที่มากกว่ามาก..ดุจขนโค! ซึ่งผู้ที่ไม่เห็นธรรมะ จึงไม่อาจเข้าใจธรรมะได้นี่แหละ แถมมีจำนวน มากกว่ามากเสียด้วย.. จึงน่าสงสารคนเหล่านี้ยิ่งนัก! เพราะแม้มีศรัทธา แต่ว่าขาดปัญญา เลยเป็นคนซื่อๆ=เหยื่อชั้นดี ของอลัชชี (ผู้ฉลาดแกมโกง)! ซึ่งในสมัยพุทธกาล, อลัชชีที่ว่านี้ก็คือ สัญชัยปริพาชก แต่พ.ศ.นี้,ชัดยิ่งกว่าชัด ก็คือ ท่านต้นธาตุต้นธรรม (ต้นงิ้ว)ที่อวตารมาเป็น.. บักธัมมชโยนี้เอง! จึงสมดังคำว่า คนโง่(+ซื่อ) ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด (+โกง)! ถึงขนาดสอนให้ทำบุญ จนหมดตูด ยังไม่พอ..แถมแนะให้ไปกู้เงินวัด มาทำบุญกับวัดอีกด้วย..ซึ่งแม้จะสอนกัน ถึงขนาดนี้แล้ว สาวกก็ยังอุตส่าห์หัวปักหัวปำ เชื่อแบบหลงงมงาย..ถีงขนาด ขายบ้านขายที่ดิน (พร้อมทิ้งลูก~ทิ้งเมีย) เพื่อมาทำบุญกันอย่างเดียว หวังเพียงให้ท่านกงกง (ธัมชโย)ได้ปลื้ม เท่านั้น! สรุปว่า โง่กว่านี้ยังมีอีกไม๊? พุทธเจ้าตรัสว่า คนธาตุเดียวกัน ย่อมคบกัน! ซึ่งก็เหมือนธัมชโย&ทักษิณ ที่คบกัน..และถ้าลุงตู่ ไม่มาปฏิวัตขวางทางแล้ว ก็อาจได้นายกฯชื่อโอ๊ค ผู้ว่าฯชื่อจตุพร สังฆราชชื่อธัมชโย!

_2436หมองูตายเพราะงู, หมอเงิน(ธัมชโย) ตายเพราะฟอกเงิน (ศุภชัย),หมอปาก(ณัฐวุฒิ) ตายเพราะปากดี (เผาไปเลยครับ~พี่น้อง), แดงแท้(นปช.)ตายเพราะแดงเทียม(โกตี๋), ยิ่งลักษณ์GtoGตายเพราะGtoเจ๊, ตู่(จตุพร)ตายเพราะตู่ (ประยุธ)!

อนัตตาต้องเป็นไปตามลำดับ _3867มงคล38 ในคำสอนตถาคตที่พ่อครูสอนฯ ในโลกนี้คงไม่มีใครทำความดีให้เจริญ สูงสุดได้ครบ38ประการ ได้ในชั่วโมงเดียววันเดียวปีเดียว ได้เลย นอกจากจิตเห็นอนัตตาสะอาดสว่างสงบ ในทุกปัจจุบันขณะนั้นขณะเดียว! ถูกไหม? พ่อครูว่า… คนมักตีความตื้นๆ ว่าอนัตตตา คือความไม่ใช่ตัวตน ไมมีตัวตนและก็มักพูดตื้นๆว่า คนเข้าใจอนัตตา จะสะอาด สว่าง สงบ เป็นคุณธรรม ปุ๊บเลย คนที่เข้าใจสภาวะ ความไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตนได้ คนก็จะสว่าง โพลง สะอาดวาบ สะอาด สว่าง สงบได้เลย อาจารย์ไหนก็อธิบายอย่างนี้ อาตมาก็ว่า ทำไมสอนกัน เพ้อเจ้อเพ้อพกอย่างนี้ เพราะคำว่าอนัตตา ก็เข้าใจว่า มันไม่มีอัตตา คนที่จะเกิดสะอาด สว่าง สงบ ไม่ใช่ปรุงปุ๊บปั๊บ จะเห็นอนัตตาเลย คุณพิจารณาให้หัวแตก เป็นร้อยเสี่ยงก็ไม่ได้ ใครจะใช้ตรรกะขบคิด คิดให้หัวแตก ร้อยชาติพันชาติ ก็ไม่มีทางบรรลุอนัตตา จะบรรลุได้ จะต้องเรียนรู้ความจริงอนัตตา 3 ขั้น โอฬาริกอัตตา มโนมยาอัตตา อรูปอัตตา คนที่อวิชชา มีอัตตา 3 นี้ทั้งนั้น ไม่ได้ศึกษาละล้าง อัตตามาก่อน ครั้งแรก คือโอฬาริกอัตตา คืออัตตาที่หยาบ สัมผัสเกี่ยวข้องกับตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ สิ่งที่อยู่นอกทั้งหมด อยู่ในกามภพ เต็มไปด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทวารทั้ง 5 กระทบในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ในกามคุณ 5 ด้วย รูป รส กลิ่นเสียง สัมผัสเสียดสี สิ่งเหล่านี้เกิดจากการสัมผัส และเกิดสภาพ สุข แท้จริงสุขคือของเก๊ ส่วนจริง รากเหง้าคือทุกข์ ทุกข์คือเหตุคือสมุทัย สมุทัยคือตัวทุกข์ ตัวสมุทัยคือตัณหา หากล้างเหตุ สภาวะตัณหาคือตรวจเหตุแห่งทุกข์ ถ้าล้างออกไปได้หมด ทุกข์ก็หมด สุขก็หมด มีแต่สุขที่ว่าง สุขที่ดี สุขที่แท้ ปรมังสุขัง วูปสโมสุข ผู้ใดได้ล้างอัตตา ตามลำดับ แล้วอ่านจิตตั้งแต่ ที่มีกิเลสจากภายนอกคือกามตัณหา ก็อยู่กับการกระทบสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่กิเลสไม่มี สัมผัสในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียะสุข ก็ไม่เกิดกิเลส ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ แต่ยังเหลือกิเลสภายใน เรียกว่า มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา ก็เหลือ 2 ตัวนี้ที่จะต้องเอาออก เป็นอัตตาขั้นที่สอง มโนมยอัตตา ก็ล้างกิเลสขั้นนี้ออก คือรูปราคะ หรือรูปภพ ก็ล้างได้อีก ก็เหลืออรูปอัตตา ก็ยังสัมผัสกับโลกธรรม แต่จิตใจเหนือมันแล้ว โลกธรรมทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่มีกิเลสจะไปกระทบกระเทือนกับเขา พอล้างอรูปอัตตาหมด ก็ไม่มีอัตตา จึงเรียกว่าอนัตตา อาตมาขยายความไป นักตรรกะปรัชญาต่างๆ ไปขบคิดก็เสียเวลาเปล่า ว่า ความไม่มีตัวตน มันเป็นอย่างนี้ๆ สายมหายาน ตักกะ ชอบจะคิด ไม่ได้ล้างอัตตาไปตามลำดับ จนหมดอัตตา เป็นอนัตตา แต่ก็หลงใหลยกย่อง เหตุผล ภาษาปรัชญาสวยงาม ดูท่าทีเท่ห์เก๋ยิ่งใหญ่ ขายได้ คนก็ชอบ เป็นภาษาปรัชญาตรรกะ ความเป็นอนัตตา นอกจากจิตเห็นอนัตตา แบบปฏิบัติไปตามลำดับขั้น ก็จะเป็นจิตสะอาด สว่าง สงบ ในยุคปัจจุบัน จะไม่เปลี่ยนเป็นอื่น อย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จะกระทบโลกธรรมแบบไหน จิตใจก็สะอาด สว่าง สงบ ว่างเหนือโลกธรรม ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่มีวูบวาบ

_3867กราบขอบคุณพ่อครูฯกับธ.ความก้าวหน้าจากสัจธ. มักมาคู่กับความถอยหลังตามโลกธ.! ชีวิตที่อยู่กับเวลา มุ่งก้าวหน้ามากเกินไป อาจตกข้างหลังเกินเลย แต่เวลาคงก้าวเดินต่อไป ไม่มีรุ่งไม่มีร่วงเหนือชีวิตที่มัวแข่งกับเวลา! แต่ไม่เคยแข่งกิเลสในจิตใจ พ่อครูว่า...อย่าไปแข่งกับกิเลส ต้องจัดการกิเลสออกไปจากจิต

ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ปรัชญาการศึกษาชาวอโศก วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี ที่จะได้ตอบปัญหาเด็กๆ หรือว่าจากทางบ้านก็ได้ ที่นี่สอนเด็กนักเรียน โดยมีปรัชญาการศึกษา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา พยายามปลูกฝังให้ เพราะเห็นว่า การศึกษาทางโลก ทิ้งคุณธรรมทิ้งธรรมะ อาตมาพูดได้อย่างมั่นใจกล้าหาญ ว่าถูกต้องที่ว่าคุณทิ้งธรรมะ เอาแต่สอนวิชาการเป็นหลัก ธรรมะก็มีบ้าง ตามสามัญสำนึกเล็กๆน้อยๆ คุณไม่ได้เอาจริงเอาจังเป็นหลัก แต่โรงเรียนสัมมาสิกขา เอาจริงเอาจังเป็นหลัก โดยวางสัดส่วนคะแนนไว้ว่า ศีลเด่น 40% เป็นงาน 35%ชาญวิชา 25% ทั่วไป เอาแต่ให้วิชาการ แต่ทำงานไม่เป็น ไม่มีน้ำใจกับสังคม เพราะเป็นการศึกษาในกล่อง การศึกษาแยกเด็กนักเรียนเอาไปเข้ากล่อง ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เปลี่ยนตั้งแต่เด็กจนถึงโตรับปริญญา ก็เรียนอยู่ในกล่อง ไม่รู้จักสังคมที่ตนเองอยู่ ต้องไปเรียนอยู่ที่โรงเรียน อยู่ที่วิทยาลัยไหนก็ไม่รู้ แต่ชีวิตสังคมที่ตัวเองอยู่ไม่รู้จัก รู้จักเพียงผิวเผินมาก นี่คือความเสื่อมของการศึกษา ขอวิจารณ์ การศึกษามุ่งแต่ในตำรับตำราวิชาการสากล กลัวจะไม่ทันเขา ไม่รู้มากมายเหมือนชาวโลกเขารู้ อยากจะรู้ตามเขาไป อาตมาว่า จะเป็นควายให้เขาจูงจมูก อะไรกันขนาดนั้น ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ขออภัย อาตมาอายุ 80 กว่าแล้ว ก็ขอพูดอย่างคนอายุมาก ว่าอย่างไม่เกรงใจเลย คนอายุมากเขาว่าใกล้ตาย แต่อาตมายังไม่ใกล้ตาย แต่อายุมาก อาตมาจึงมุ่งมั่นทำโรงเรียน เพื่อแก้ไขการศึกษา พูดไปแล้ว เหมือนคิดใหญ่ทำใหญ่ จะแก้ไขการศึกษา ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง อาตมาจะพูดอย่างนี้ ดูน่าหมั่นไส้ แต่ขอพูดด้วยความจริงใจ เพราะพูดมาสอนมา 40 กว่าปีแล้ว ไปตั้งโรงเรียนมาเกือบ 30 ปีแล้ว การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เป็นรากฐานชีวิต ของมนุษยชาติ อาตมาจึงได้ตั้งโรงเรียน สอนให้รู้ธรรมะ เป็นโรงเรียนอย่างทางนิตินัยเลย เอามาเดินอย่างที่เราเข้าใจว่า เป็นนักเรียน ต้องมาเรียนอยู่ในสังคมนี้ เป็นแบบบ้านวัดโรงเรียน เป็นการศึกษาบ้านวัดโรงเรียน เป็นการศึกษาที่สูงที่ดีที่สุด การศึกษาบ้านวัดโรงเรียน จะได้ประโยชน์ถึงสามเส้า mixture ด้วยกัน อยู่ด้วยกันอย่างซึมซับ ไม่ได้แบ่งแยก นักเรียนก็เหมือนประชากรของสังคม นักเรียนในสังคมก็คือพลเมือง อยู่อย่างช่วยเหลือเผื่อแผ่ รู้จักกันสัมพันธ์กันช่วยเหลือกัน ทำงานด้วยกัน กินอยู่ด้วยกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่ย่าตายาย เป็นภราดรภาพกันจริงๆ เป็นมิตรสหายกันจริงๆ ให้สนิทเนียน mixture กันจริงๆ บ้าน วัด โรงเรียน นี้คือ สามเส้าหลักของการศึกษา อย่าขาด ถ้าการศึกษาสามเส้าครบ Mixture รวมกันอยู่อย่างครบถ้วนดีแล้ว การศึกษาจะได้รับรากฐานของการศึกษา จะถึงประโยชน์อย่างสูง แต่อาตมาทำนี้ ทำได้แต่เพียง ให้เด็กมาศึกษา 6 ปี ทางการ ทางส่วนรวมไม่เอาด้วย ไม่สืบสานสืบต่อ ดีไม่ดีหาว่าพวกนอกรีต ไม่เหมือนสังคมอีก ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องทำไปสุดที่ ไม่มีอะไรดีกว่านี้ที่จะทำ ก็ต้องทำ พูดไปเพื่อให้เข้าใจจิตลึกๆ ที่อาตมามุ่งหมาย แม้ไม่ใช่นักเรียนสัมมาฯ แม้จะเป็นฆราวาส ก็ใช้ปรัชญา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชาเช่นกัน จะมีหมู่บ้านสังคมชาวอโศก อย่างที่ทำมาตลอด 40 กว่าปี และก็จะมาอยู่กันอย่างมีการศึกษา เป็นการศึกษาในปรัชญา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา แม้ฆราวาสในชุมชน ก็จะมีวิธีการ มวช. ว.นบ. ว.สว. คือ ก็ใช้วิธีการ เพื่อให้มาเป็นนักเรียนๆๆ และก็ยิ่งกว่าจับปูใส่กระด้ง เพื่อมาเรียน จับใหม่หาวิธีใหม่ เอาใส่กระด้งใหม่ ก็เข้ามาได้หน่อย แต่ก็วิ่งออกนอกกระด้งอีก ปูเอ๋ย ที่พูดนี้เสียงสอง ต่อจากปูเอ๋ยก็คือ ทำไมโง่นัก ก็เลยกระทบคนที่โง่ ที่เรารู้อยู่ ทำไมจับปูใส่กระด้งนี้ มันยากนัก

เป้าหมายชีวิตพรหมจรรย์ของพ่อครู อาตมาเอาชีวิตของอาตมา มาทำอย่างไม่ได้เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ คนจะชังน้ำหน้าด้วยซ้ำ เพราะว่าพูดตรงๆ อย่างไม่ไว้หน้า ไม่เกรงใจใคร คนก็เลยยิ่งจะไม่ชอบหน้า อาตมาก็ไม่มีปัญหา เพราะมั่นใจว่า อาตมามีทุนชีวิต ไม่ได้พูดอย่างเอาใจใคร ให้ใครมาชม อาตมาจะพูดความจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า ผู้ที่จะมาเผยแพร่พรหมจรรย์นี้ มาประกาศพรหมจรรย์นี้ เพื่อที่จะให้คนมาเคารพ เพื่อที่จะให้คนมานับถือ เพื่อที่จะได้บริวาร ไม่เลย ขอยืนยัน จะมาสอนธรรมะ ประกาศพรหมจรรย์ อธิบายเรื่องศาสนา พรหมจรรย์ก็คือพระธรรมวินัย ก็คือศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคน ให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคน มาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะ และเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม 21 ข้อ 25)

พ่อครูว่า… ที่มาประกาศนี้ เพื่อให้คนลดละกิเลส พูดแรงก็แล้ว อาตมาเป็นจอมยุทธ์ ที่ใช้จนจะหมดเคล็ดวิชา หมดวรยุทธ์แล้ว สุดท้าย เป็นจอมยุทธ์ที่พ่ายแพ้ สมณะฟ้าไทว่า… ก็ไม่ได้พ่ายแพ้ เพราะทุกวันนี้ มีคนเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ พ่อครูว่า.. อาตมาไม่เสียแรงเปล่า ยังทำงานมีผลจริง คือ มีคนมา ละหน่ายคลาย อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ที่มาทำงานก็เพื่อให้คน ละ, เพื่อคลายกำหนัด ไม่ได้ทำเพื่อให้คนมานับถือ หรือแค่คนมาเป็นบริวาร ไม่ใช่เพื่อให้รับว่าอโศกนี้ยิ่งใหญ่ หรือเพื่อล้มล้างลัทธิอื่น แต่เพื่อจะให้เข้าใจธรรม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัดจากกิเลส แล้วพวกคุณก็มาลดละได้ ไม่ได้พูดเล่น ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ในนี้มีผู้หญิง ถ้าคุณไม่มาอยู่กับชาวอโศก ป่านนี้คุณไปแต่งตัวสวยเก๋หรูหราหมด แต่เข้ามาอยู่ในอโศกมีไหม ก็ไม่มี ไม่มีทาปากทาหน้า ตกแต่งผม เสื้อผ้าหน้าแพร ก็ต้องไม่ตกแฟชั่นก็ไม่มี นี่คือผลสำเร็จ ธรรมะ 30 ถึง 40 ปีแล้วก็ยังได้ เข้ามาที่นี่ ถ้าใครหลงฝูง แต่งชะเวิบชะวาบเข้ามา อาตมาเคยเห็นบางคนหลงเข้ามา ก็รีบเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าตาที่แต่งมาเต็มที่ เขาอายเลยเข้าไปล้าง อาตมาก็ว่า คนนี้รู้สึกไว เพราะเข้ามาในชาวอโศก ไม่มีคนแต่งหน้าแต่งตาเลย ประเภท คุณหญิง สาวไฮโซในอโศกหาไม่ได้ มีแต่สาวโลโซแต่แข็งแรง อาตมายกตัวอย่างนี้ ไม่ได้หลงตัวหรืออวดเบ่งข่ม แต่ทำงานมาขนาดนี้ ไม่ได้ท้อแท้เลย อาตมารู้ว่ามันยาก มันเป็นธรรมะทวนกระแส ปฏิโสตัง ทวนกระแสโลกโลกีย์ แล้วก็ได้สิ่งเหล่านี้มาขนาดนี้ ที่ได้นี้ไม่ได้ได้ธรรมดา แต่ได้หยั่งลงถึงราก ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น เมื่อบรรลุ คือเข้าถึง สัมปทา ผู้บรรลุนั้นถึงราก จะเข้าใจเข้าถึงราก เข้าใจเกิดปัญญา เข้าถึง หยั่งลง เรียกว่าโอคทา จิตที่หยั่งลง จะเปลี่ยนแปลงคนนั้น วันนี้ชาตินี้ เปลี่ยนแปลงได้เข้ามาอโศก จะได้ถึงชาติต่อๆไป จะเป็น DNA ของตระกูลปุถุชน ที่อาตมาพาทำ ผู้มาเป็นสมาชิกแท้ของชาวอโศก เขาจะรู้จิตของชาวอโศก นั่นแหละคือ ผู้ที่มีอริยมรรคอริยผล นี่คือการบรรลุ เพราะฉะนั้น พระโสดาบันของชาวอโศกนี้มีเยอะ แต่เขาไม่รู้หรอกว่า พระโสดาบันคืออะไร โสดาบัน คือจิตที่รู้จักมีอัญญะ มีธาตุรู้ ต่างไปจากโลก ที่มาเปลี่ยนแปลงชีวิตเป็นโลกุตระ อย่างน้อย ก็เริ่มต้น ตั้งแต่ละจัดจ้านอบายมุข เงินทองทรัพย์สินที่ จัดจ้าน รูปรสกลิ่นเสียงที่ จัดจ้านไม่เอาแล้ว แต่ก่อนนี้โลภไม่หยุด ต้องแข่งเอายศชั้นก็ไม่หยุดต้องเอาให้ได้ ลาภยศสรรเสริญคือโลกธรรม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็ไปตามโลกเขา นั้นคืออบายตอนนี้ไม่เอาแล้ว ยิ่งภูมิธรรมสูงกว่าโสดาบัน ก็จะไม่เหมือนเก่าแล้ว ไม่เป็นอย่างเก่า เป็นสกิทาคามี จะไม่ไปแข่งดีแข่งได้ ได้ก็ได้ ตามคุณธรรมความสามารถ ที่เราปฏิบัติในสังคม จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ตามคุณธรรม ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ทุกข์เพราะการเสื่อมลาภ ไม่ได้ดีใจเพราะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่เหมือนเก่า ยิ่งอนาคามีเลยนี่ แม้มีลาภ ยศ สรรเสริญ อยู่กับสังคม ชาวอโศกที่ทำงานกับโลกจะรู้ตัวเองเลย ฟังดูจะเข้าใจตัวเองว่า แต่ก่อนอยากจะได้ยศได้ขั้นได้เหรียญตรา รู้สึกว่ามันวิเศษ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกอย่างนั้น ไม่ไปตื่นเต้นดีใจไหมจะได้ อย่างจริงๆแล้วยกตัวอย่างชัดๆ อย่างลุงจำลอง ได้รับรางวัล เกาหลีก็ให้เหรียญยกย่อง ฟิลิปปินส์ ให้รางวัลแมกไซไซ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ไม่เหมือนกับทางโลก ที่จะต้องพาไปฉลอง สิ่งเหล่านี้มันเป็นของจริง อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้า มาเปิดเผย แล้วพวกคุณเอาไปทำได้ เป็นอาริยธรรมอย่างนี้ได้จริงๆ อาตมาถึงบอกว่า อาตมาไม่ได้สูญเปล่า ทำงานไม่เป็นหมัน ทำงานศาสนาที่เป็นอาริยธรรม โลกุตรธรรมได้ผล ทำงานในชาตินี้ ก็พอเป็นไปได้ ซึ่งจริงๆ อาตมาก็ประกาศแล้วว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ มาทำงานที่จะสืบสานกอบกู้พุทธธรรม ของพระพุทธเจ้า พูดแล้วพูดอีกว่า มันเสื่อมไปแล้วจริงๆ มันผิดเพี้ยนไปจริงๆ พูดอย่างจริงใจมั่นใจว่า อาตมาไม่ได้กล่าวตู่ ไม่ได้ไปดูถูก แต่มันถูกจริงๆ มันเสื่อมจริงๆ มันผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรม ของพระพุทธเจ้า แม้แต่รวมตัวกัน เป็นสังคมพุทธศาสนาก็ตาม มันลดค่าของสัจธรรม อาริยธรรม ของพระพุทธเจ้าไปหมดแล้ว มันไม่มีอารยธรรมแล้ว ในกระแสหลักกระบวนใหญ่ พูดอย่างนี้ขออภัยเถอะ พูดความจริง เป็นโอกาสเวลาที่จะพูดความจริง ไม่ได้พูดดูถูกดูแคลน ตำหนิสิ่งควรตำหนิ ยกสิ่งควรยก ตำหนิก็ไปตำหนิเขาส่วนใหญ่ ยกก็ยกอโศกอีก ยกตัวเอง มันน่าหมั่นไส้ มันเลี่ยงไม่ออก ก็เลยต้องพูดตามจริงตามตรง (พ่อครูไอ ตัดออก)

สมณะฟ้าไทว่า… เดี๋ยวนี้ คนเป็นโรคประสาทเพิ่มขึ้น พราะมีเครื่องมือเทคโนโลยี ติดต่อสื่อสารพวกนี้ คนมีกิเลสมาก แล้วมีโทรศัพท์มือถือนี่ อันตรายมาก มันทำลายตัวเอง พ่อครูว่า...ตอบปัญหา

ระเบียบการรับนักเรียนสัมมาสิกขาในข้อเต็มใจมา _

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน