600420_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปักหมุดสัมมาทิฏฐิ 10_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข29 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600420_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปักหมุดสัมมาทิฏฐิ 10

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2560 ที่บ้านราชฯ แรม 9 ค่ำเดือนอ้ายปีระกา เมื่อวานนี้เราก็ได้ผ่านพ้นการฌาปนกิจศพ หลวงพ่อดินดี สันตจิตโต เป็นที่เรียบร้อย พ่อครูก็ได้บอกกล่าวว่าท่านคือบุคคลที่ เป็นโพธิสัตว์ ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วก็สามารถต่อโพธิสัตว์ เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ ใครอยากเป็นก็ทำได้ เอาให้ได้ อีกสิ่งหนึ่ง งานของโพธิสัตว์ ที่เฮือน สวน. พ่อครู ก็อยากให้เกิดร้านค้า ตั้งแต่ร้านอาหารมังสวิรัติ หรือจะขายผักหรือขายของอุตสาหกรรม ในราคา บุญนิยม ถ้ามาขายกันได้ก็คงจะดี อาตมาก็คงเอาเครือแหมา ก็น่าจะเกิดในช่วงนี้ก่อน อาจจะบูมมากก็ตอนเข้าพรรษา อะไรก็ให้นับหนึ่งอุปจยะ ให้สันตติต่อ อย่าให้ชรตา เกิดที่จิตเราก็ค่อยๆก้าว ให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นงานที่ช่วยเหลือมนุษยชาติ ให้เกิดมนุษย์ชมพูทวีป มีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ข้อพิสูจน์ว่าชมพูทวีปเกิดแล้ว พ่อครูก็อธิบายศีล ในศาสนาพุทธทั่วไปเขาไม่เอาศีลแล้ว แม้แต่พระวินัยก็แทบจะไม่เอา แล้วเขาปฏิบัติสมาธิก็นั่งหลับตา แต่พ่อครูอธิบายว่าการทำสมาธิไม่ใช่แค่นั่งหลับตา แต่ให้ทำมรรค 7 องค์ให้เกิดสัมมาสมาธิ ปัญญาก็ไม่ใช่แค่หลับตาแล้วจะเกิดได้หรือแค่อ่านตำราก็เกิดได้ แต่ปัญญาต้องเกิดจากองค์ 6 ต้องเริ่มจากฟังธรรม จะเกิดอานิสงส์คือมีความเห็นที่ถูกตรงขึ้น เราฟังธรรมแล้วก็ออกไปปฏิบัติ แล้วก็ทบทวน เอาไปปฏิบัติจนบรรลุธรรมได้ พ่อครูก็เลยต้องมาเทศน์ให้พวกเราฟังไม่มีวันหยุด ทั้งเทศน์และเขียนให้พวกเราอ่าน ทั้งสร้างสิ่งแวดล้อมให้พวกเราอยู่ แทบจะทำให้เราทุกอย่างเลย เพื่อให้จิตวิญญาณคนพ้นจากกิเลสไปได้ ให้คนดีขึ้นได้เรื่อยๆ นี่คือหน้าที่ของพระโพธิสัตว์ที่จะช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ วันน

อ่านต่อ

ี้ท่านก็มาทำหน้าที่ของท่านอีกเช่นเคย ทำอย่างไรหนอมนุษยชาติจะพ้นทุกข์ได้ ทั้งที่อยู่ต่อหน้า ฟังทางบ้าน หรือคนที่เห็นด้วย หรือต่อต้านก็ดี ไม่เลือกบุคคล พ่อครูว่า...ประกาศเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ค่าย ดับร้อนใจ ด้วยไฟฌาน ครั้งที่ 18 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 21 - อาทิตย์ที่ 23 เมษายน 2560 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865 ดาวโหลดใบสมัครส่งใบสมัคร onlineได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP

พ่อครูว่า เราก็ทำไปได้เท่าไหร่ไม่มีปัญหา พระพุทธเจ้าก็เริ่มที่ 5 คน เราก็มากกว่า 5 คนแน่นอน Sms 19 เม.ย.60 3867xxx กราบอนุโมทนาเทศนาธ.ส่งดวงวิญญาณส.ดินดีผู้ทรงจิตสงบเย็นด้วยโลกุตระธ.ด้วยความอาลัยฯสาธุด้วยจิตคารวะฯ 3867xxx งานเทศน์หน้าศพของอโศกแปลกไม่มีพีธีกรรมพิธีรีตรองอะไรจุกจิก!เทศนาธ.เปล่าๆเข้ากับสัจธ. เกิดมาก็มามือเปล่า!ตายไปก็ตายมือเปล่าสาธุ!คนฟังธ.ก็มือเปล่าไม่มีอะไรให้ยึดติด! 3867xxx สงครามโลกิยะเขารบด้วยอาวุธเพื่อผลปย.สนองอำนาจลาภยศเงินตราไม่รู้พอเท่าไรจะได้พบสันติสุข?แต่สงครามโลกุตระเขารบอวิชชาเพื่อปย.สุขเอื้อปากท้องปชช.รู้พออยู่กับสุขพอเพียงจนถึงบั้นปลายชีวิต! 3867xxx ก่อนเข้าสู่รัชสมัยแห่งยุคศิวิไรซ์!ผู้รอดพ้นกรรมพิบัติภัยจะเป็นมีผู้มีศีลมีธรรม เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่หลงลืมตัวจะรับมือสู่การเป็นผู้อาวุโสในอนาคต คือคนที่เตรียมปัจจัย4แต่วันนี้เพื่อยังชีพวัยชราในวันหน้า โดยพึ่งตนอย่างไม่ประมาท! 3867xxx ผู้อาวุโสอายุสุขภาพดียืนยาว100ปีขึ้นไปคือต้นแบบเผ่าพันธุ์สว.(สูงวัย)พึ่งตนเองบนหัวใจไกลชราในอนาคตกาลโดยไม่รบกวนลูกหลานไม่เป็นภาระสังคม !

ปัญญาอันเกิดจากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ พ่อครูว่า...ก็กลับเข้ามาสู่ที่อาตมาพยายามขยายความกัน..ถึงเรื่องปัญญา.. สมณะฟ้าไทว่า….ปัญญาพละเกิดจาก มรรคมีองค์ 8 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ปัญญา เป็นธาตุรู้ที่ไม่ใช่แบบปุถุชน เริ่มตั้งแต่อัญญาหรืออัญญะ แล้วขยายจากอัญญาเป็นสัญญา เป็นปัญญา ที่มีความหมายทางโลกุตระ ความเฉลียวฉลาดที่เป็นปัญญาหรือเป็น อัญญา ที่เป็นความรู้อีกอันหนึ่งที่เป็นอื่นๆจากปุถุชน เป็นอีกอันอื่นต่างจากปุถุชนไป ความเฉลียวฉลาดชนิดนี้ เป็นความเฉลียวฉลาดอีกโลกหนึ่ง ที่เรียกว่าอุตริมนุสธรรมที่เหนือกว่าปุถุชนคนธรรมดา เกิดได้เพราะองค์ 6 การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โดยปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ มีโพชฌงค์ โดยเฉพาะมีตัวธัมมวิจัยเป็นตัวหลัก ถ้าแยกแยะวิจัยธรรมะตลอดเวลา ถ้าไม่มีตัวนี้แยกแยะอย่างละเอียดลออ จนละเอียดถึงที่สุดก็จะไม่ครบ ตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์จึงเป็นตัวสำคัญ มีธัมมวิจัยเป็นตัวหลัก วิเคราะห์วิจัยไปเรื่อยๆลึกละเอียดไปตามลำดับ ปฏิบัติไปจะพัฒนาสัมมาทิฏฐิให้เจริญไปตามลำดับ เมื่อเต็มสัมมาทิฏฐิก็จะเจริญเป็นปัญญา มีความเจริญของปัญญาสูงขึ้นเรียกว่าปัญญินทรีย์ จนเต็มปัญญาผลหรือปัญญาพละ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล เกิดได้จากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ และมัคคังคะ องค์แห่งมรรคทั้งหมด นี่คือกระบวนการของธรรมะ ที่มันทำการสังขารสังเคราะห์กันเป็นกระบวนการ ผู้ที่ศึกษาถูกต้องมีกระบวนทัศน์ที่สัมมาทิฏฐิอยู่แล้ว ก็มาปฏิบัติให้เกิดกระบวนการ Process ที่สังเคราะห์สังขาร ปรุงแต่ง บวกลบคูณหารกัน แล้วจะออกมาเป็นผลเรียกว่าภาวนา ภาวนา แปลว่า การเกิดผล เดี๋ยวนี้ ภาวนาเข้าใจผิดเพี้ยนไปเป็นการปฏิบัติ ภาวนาเป็นคำนามแปลว่าการเกิดผล ไม่ใช่การปฏิบัติ เอาผลไปเป็นเหตุ ยิ่งบอกว่าภาวนาคือสวดท่องบ่น ก็ไปกันใหญ่เลย คือความเพี้ยนไปจากสัจธรรมหลักเดิม ก็เลอะเทอะเสียหายกันไปหมด ก็จะต้องเข้าใจทั้งความหมายที่ แม่น ในแต่ละคำความด้วย และจะต้องปฏิบัติแล้วเกิดสภาวะให้ตรงกับพยัญชนะความหมายที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ถูกต้องไปตามลำดับ ผลก็จะเกิดจริงเป็นจริงอย่างที่เห็นที่เป็น และเป็นผลที่เป็นเรื่องเหนือคาดคิด เหนือปุถุชนที่จะทวนกระแสปุถุชนสามัญ เป็นเรื่องทวนกระแสที่ ปุถุชนเป็นเช่นนี้แต่อันนี้กลับกัน ปุถุชนต้องการไปรวย แต่อาริยะชนก็จะมุ่งมาจน ไม่ทำให้เกิดเศรษฐกิจขัดข้อง แม้จะจนจะมีน้อยไม่ต้องมีมาก หรือไม่ต้องอร่อย ไม่ต้องมีรสโลกีย์ ไม่ต้องสนุกสนานอย่างไร จะไปเสียเวลาทุนรอนแรงงาน แต่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ไม่ได้เหี่ยวเฉาเศร้าสร้อย เบิกบานร่าเริงดีอย่างแท้จริงเลย นี่คือคุณสมบัติที่มันทวนกระแสของชาวโลกียะอย่างมากเลย คนชนิดนี้จะเป็นคนที่ ไม่เปลืองไม่ผลาญทำลาย มีแต่อุดหนุนจุนเจือ อุดมสมบูรณ์อย่างยืนยัน เอาภาษาอัปปิจฉะ จึงมีน้อย เป็นผู้มักน้อย จนก็ไม่จนใจ ไม่จนสมบัติพัสถาน ไม่จนสิ่งอยู่สิ่งกินใช้ อุดมสมบูรณ์ เพราะขยันหมั่นเพียรมีสมรรถนะ เก่งด้วย จึงสามารถพึ่งพาตนเองรอด มีเหลือแล้วเอาออกแจกจ่ายเจือจาน คนจนแจกจ่ายเจือจานให้คนรวยขี้ตะกละ เขารวยกว่าพวกเราแต่ตะกละต้องมาเอาจากพวกเรา ดีไม่ดีมาแย่งชิงคนจนคนรวยด้วยกันด้วย เป็นเรื่องวิเศษเยี่ยมยอดจริงๆในเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ ที่พูดนี้เป็นความรู้วิชาการไม่ได้อวดตัวตนอะไร

มีคำถามแทรกมา… _หลวงปู่คะ ท่านดินดีบวชได้กี่พรรษาคะ พ่อครูว่า...ท่านมีอายุพรรษาบวช 41 พรรษา 8 เดือน 10 วัน

_การศึกษาสัมมาสิกขา จะเป็นอย่างไรในอนาคต เพราะทุกวันนี้ที่เรียนนักเรียนมีจำนวนลดลงน้อยลงเป็นจำนวนมากตามกระแสโลก พ่อครูว่า...นักเรียนจะมีจำนวนน้อยลงก็ไม่มีปัญหา เพราะเราไม่ได้เก็บค่าเรียน เราเลี้ยงอย่างลูกหลาน อยู่ในนี้กินใช้อยู่ในนี้ ทางบ้านพ่อแม่จะไม่มาดูแลเลยก็ได้ ส่วนพ่อแม่จะมาดูแลด้วยก็ดี ไม่เสียหายอะไรเราไม่มีปัญหา

_ลูกอยากทราบว่างานอโศกรำลึกปีนี้จะจัดที่พุทธสถานไหน ลูกอยากให้จัดที่ราชธานีอโศก ทำไมเวลามีงานต่างพุทธสถาน เด็กที่บ้านราชทำไมไม่ค่อยได้ไป คะ พ่อครูว่า...สันติอโศก ถ้าไม่มีอะไรเป็นตัวแปรให้เปลี่ยนแปลงไป วันที่ 6-10 มิถุนายน 2560 ก็หมุนเวียนกันไป

_อยากรู้ว่าชาติหน้าโลกแบบนี้จะมีอีกไหม หรือว่าจะไม่มี ได้ยินเขาบอกว่าโลกมนุษย์ตายกันไปหมด โลกมนุษย์จะกลายเป็นโลกของไดโนเสาร์ใช่ไหมคะ ตอบ...ในยุคที่จะมีโลกที่ไม่มีมนุษย์เลย ก็มีเหตุปัจจัยของโลกแต่ละลูก และแต่ละวาระเวลา อย่างโลกลูกนี้ที่เรียกว่าไฟไหม้โลกหรือน้ำท่วมโลก น้ำท่วมโลกตายไปหมดจริง เหลือที่ในเรือโนอาห์ ตามศาสนาเทวนิยม แต่ศาสนาอเทวนิยมเรียกนาวาบุญนิยม เป็นสำนวนอจินไตย คิดไม่ถึงคิดไม่ออกหรอกว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ตลอดกาลนานแสนนาน ในยุคนี้เราก็เอาอันนี้มาใช้ เรียกว่าเป็นพาหะ เป็นยาน ที่จะช่วยเอาไว้ เรียกให้สอดคล้องกันกับทางศาสนาอื่น เขาเรียกเรือโนอาห์ ของเราก็เรือนาวาบุญนิยม

_คนที่มาอยู่ข้างในนี้เขาไม่รู้หรือว่ามันเป็นวัด ใส่นี่สั้นมาก แถมยังแต่งตัวมาอีก(หมายถึงแต่งหน้าค่ะ)มาแบบไม่เกรงใจเลย ตอบ...ก็วัดต่างๆเขาไม่ได้เปิดสอนแนะนำอะไร ก็มีแต่วัดเราที่สอนแนะนำ เอาล่ะ.. ก็คนที่เขารู้เข้าใจก็ไม่กล้าแต่งมาหรอก แต่คนไม่รู้ เราก็มีศิลปะค่อยๆบอกกันไป คนรู้ก็ไม่ละเมิด ก็ไม่มีมากหรอก ก็หลงๆมาบ้าง แต่ค่าเฉลี่ยดูแล้วใช้ได้ ที่มีก็เล็กๆน้อยๆ บกพร่องเป็นธรรมดา ส่วนใหญ่เฉลี่ยแล้วใช้ได้ ผู้ที่ไม่อยากให้มีเลย ก็เป็นความอยาก แต่ก็ต้องรู้ว่าต้องอนุโลมกันบ้าง เขาไม่รู้ไม่มีเจตนาจริง หรือคนดื้อมา ก็รู้ก็ใช้ศิลปะในการเตือน หมู่ใหญ่จะเป็นพลังอำนาจช่วยให้เขาระวัง

_ทำไมโลกทางข้างนอก เขาต้องแข่งขันทำงานหาเงินให้มากๆ ทั้งที่ตนเองก็มีมากพอแล้ว แต่ข้างในนี้กลับตรงกันข้าม ให้แข่งขันแต่ขยันช่วยกันทำงาน แบบนี้เรียกว่าอะไรคะ ตอบ...คนที่เขาไม่พอเขาก็ไม่พอหรอก เขาก็บวกๆๆ ก็ข้างในเรียกว่าคนประเสริฐ เราไม่ได้แย่งชิงกับเขาก็อยู่เย็นเป็นสุข เป็นคนเช่นนี้โลกจึงอยู่ได้

_ทำไมต้องจัดอโศกรำลึกที่สันติอโศกด้วยคะ ที่ก็แคบ ทำไมเด็กที่อื่นไม่เฝ้าบ้านบ้างคะ พวกหนูก็ไปอยากร่วมงานบ้าง อยากพบเจอเพื่อนๆ อยากเจออะไรใหม่ๆ อยากไปพุทธสถานอื่นบ้าง ไปสัมผัสความเป็นอยู่ ไปสร้างมิตรสัมพันธ์ที่ดีกับที่อื่น พ่อครูว่า...ก็อยู่ให้ครบ ม.6 จะได้ไปทุกแห่ง

ปักหมุดสัมมาทิฏฐิ 10 ส.ฟ้าไท_พ่อครูพูดถึงสัมมาทิฏฐิ 10 เราก็เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ แล้วออกไปปฏิบัติ ถ้าเป็นโพธิสัตว์จะต้องศึกษาอีกใช่ไหมครับ แม้แต่องค์ 6 ของปัญญาก็ต้องศึกษาอีกใช่ไหมครับ ตอบ..ก็แน่นอน ต้องมีรายละเอียดที่จะศึกษาอีก แม้แต่โลกวิทูก็ต้องรู้เพิ่มอีก แล้วเราก็ช่วยคน ในโลกนี้ โลกโลกียะนี่แหละ เราก็จะได้ช่วยโลกียะ เพิ่มขึ้นไปๆ มีโลกุตระ โลกวิทูเพิ่ม เราก็เจริญยิ่งขึ้น ไปจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าเลย ในทิฏฐิ 10 ของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้ว อาตมาก็ว่า อาตมาอธิบายยังไม่เก่งเท่าไหร่ ก็ครบอยู่ในนี้แหละ ตั้งแต่ทาน ศีล ทานเป็นเบื้องต้น ศีลก็คือหลักเกณฑ์ปฏิบัติ ตัวสุดยอดคือทาน ปฏิบัติศีลก็เพื่อละตัวตน หมดตัวตนก็เพื่อให้ ปฏิบัติทานก็เพื่อหมดตัวตน ปฏิบัติศีลก็เพื่อหมดตัวตนแล้วมาเป็นผู้ให้ เราทำแต่ให้ เรารับก็ไม่ต้องรับมาเป็นของเรา เอามาเป็นอุปกรณ์ในการทำงานอีก หรือไปแจกต่ออีก ทานกับศีล หรือยัญพิธี วิธีปฏิบัติทั้งหมด ผลก็คือละกิเลสหมดตัวตน แล้วก็เป็นผู้ช่วยโลกโดยไม่มีตัวตน ส่วนข้อที่ 3 ที่แปลโดยพยัญชนะว่า สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล สังเวยคือทำแล้วเพื่อเราจะได้เป็นผู้ให้ ผู้เอาออก จนเราให้ได้สำเร็จ ได้ผลเป็นผู้ที่หมดตัวตนสำเร็จ เป็นผู้มีจิตหุตัง เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์หมดตัวหมดตน เพื่อจะเป็นผู้ให้ที่สมบูรณ์ เรียกว่าเกิดทาน ศีล ภาวนา เป็นผู้ ศีลก็เพื่อที่จะเป็นผู้ให้ เมื่อสำเร็จการเป็นผู้ให้ก็เรียกว่าการเกิดผล คือภาวนา เป็นความสำเร็จผลที่ตัวเรา ผู้ที่ปฏิบัติ หลักใหญ่ ก็มีทาน ศีล แล้วสำเร็จผล (ภาวนา) พระพุทธเจ้าตัดไปใน 3 หลักใหญ่คือทาน ศีล ภาวนา ส่วนบุญที่จะเกิดผล เป็นการขยายความขึ้นไปเอง ของบรรดาอาจารย์รุ่นหลังๆ ที่อธิบายผิดเพี้ยนไปแต่จะอธิบายให้ถูกก็ได้ สัมมาทิฏฐิข้อที่ 4 คือการกระทำ การกระทำจะมีดีหรือชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลางๆ สูงสุด คือไม่ชั่วไม่ดี แต่ถ้าจะเน้นกันแล้ว ก็มีแต่ดี เป็นโลกุตระ ก็ไม่ชั่วไม่ดี แต่โลกียะคือมีแต่ดี ส่วนชั่วก็มีแต่ทุกฏัง โลกุตระมีแต่ยังกุศลให้ถึงพร้อม ผู้หมดบาปหมดบุญแล้ว ก็มีแต่กุศลถ่ายเดียว กุสลสูปสัมปทา ขยาย กรรมก็มีกรรมเป็นของๆตน แล้วตนก็เป็นทายาทรับมรดกกรรมของตน กรรมเป็นตัวพาเกิดพาเป็น ตัวกรรมเป็นตัวตรงตัวแท้ แล้วสั่งสมเป็นตระกูลเผ่าพันธุ์ นี่คือ เกิดจากกรรมพันธุ์เป็นของๆตน กัมมัสสกะ แบ่งพันธ์ุเป็นของคนอื่นไม่ได้ กรรมพันธุ์เป็นของๆตน แบ่งให้พ่อแม่ให้ลูกไม่ได้ ทางสรีระ แต่กรรมพันธุ์เป็นทางวิญญาณ กรรมพันธุ์ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่แบ่งกันไม่ได้เลย กรรมพันธุ์ไม่ได้หมายถึงสรีระ ไม่ได้หมายถึง DNA ไม่ได้หมายถึงทางเจเนติก ไม่ได้หมายถึงทางวัตถุทางสรีระ แต่เป็นธาตุทางจิตวิญญาณ ธาตุสสาร เป็นทางสรีรพันธุ์ เป็นดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ส่วนกรรมพันธุ์เป็นนามธรรม เป็นเผ่าพันธุ์ เทพ มาร หรือผี เทวดา ไม่ใช่พันธุ์ทางสรีระ อันนี้เข้าใจไม่ได้ง่าย ต้องเข้าใจและศึกษา ว่า เทวดาไม่มีวัตถุตัวตน แต่มีแต่จิตวิญญาณ ที่พึ่งได้อย่างลึกซึ้ง กัมปฏิสรโณ คือพึ่งได้อย่างไม่มีสงคราม หรือปฏินิสรณะ คือการรบนี้จบ เลิกรบแล้ว ผู้ที่บรรลุสูงสุดแล้วเลิกการรบ นี่คือขยายความเป็นภาษาง่ายๆ แต่บอกไปอย่างไม่มีผิดหรอก

จากทาน ศีล หุตัง แล้วก็มีกัมมานังเป็นตัวกลาง ต่อจากกรรมแล้วมีโลกนี้ โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก อันนี้เป็นนามธรรม ถ้าเข้าใจเป็นโลกียธรรมคือทรัพย์สมบัติลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่นี้มันเหนือคนนั้นเป็นโลกโลกุตระ คือโลกหน้าที่เหนือกว่าโลกโลกีย์ คือโลกนามธรรมทางโลกุตระ ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ ก็จะหลงวนเวียนไปทางวัตถุ ไปหาสิ่งที่ไม่ใช่นามธรรม หรือแม้เป็นนามธรรมก็ของเก๊ หยิบเอามายืนยันกันไม่ได้ เช่น ปรโลกอย่างโลกีย์คือเกิดชาติหน้าเป็นตัวตน หยิบเอามายืนยันไม่ได้ แต่โลกหน้าของโลกุตระ ก็เป็นนามธรรมที่หยิบมาพูดอธิบายให้กันเข้าใจได้ ถ้าคนเข้าถึงเหมือนกันแล้วจะเข้าใจกันได้ ด้วยภาษา จึงมีที่มาที่ไปให้ไปแบบโลกอื่นที่เป็นโลกุตระได้ ปร แปลว่าอื่น แต่ใช้เป็นคำ กลางๆ ใช้ได้ทั้งโลกียะและโลกุตระ แต่ถ้า อัญญะ แปลว่าอื่น เหมือนกับ ปร แต่อัญญา เป็นโลกุตระโดยเฉพาะอันเดียว ผู้สามารถมีธาตุรู้ตัวนี้ ตัวอื่นจากโลกีย์ จึงเป็นธาตุพิเศษที่ใครเริ่มมีก็รู้ได้ อาตมามาย้ำยืนยันนี้ เดาไม่ได้นะ อัญญธาตุตัวนี้ ถ้าไม่มีความรู้จริงก็จะพูดไม่ออกขยายความไม่ได้ หรือเข้าใจเลอะเทอะ แต่ถ้ามีของจริงแล้ว พูดให้รู้กันได้ แม้รู้อย่างตรรกะ ก็รู้กันได้ แม้จะไม่มีจิตอัญญธาตุของตน ยิ่งใครมีอัญญธาตุแล้วจะอ๋อเลย ยิ่งมีของตน คืออัญญธาตุก็จะรู้เลย ไม่โมเม แต่คนจะหลงตนก็แล้วแต่ หรือใครจะรู้ว่าตนไม่มีก็รู้ได้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 แต่ละคำ ยิ่งคำว่ามาตา ปิตา เพราะว่าคนจะเข้าใจแม่พ่อแบบโลกๆ เป็นตัวผู้ตัวเมีย เป็นบุคคลเราเขา มันไม่ใช่ แต่คือพ่อแม่ทางนามธรรม ผู้ที่มีคุณธรรมของพระพุทธเจ้า ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มาช่วยเกิดต้นเชื้อ เรียกว่าพ่อ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระสาวกทั้งหมดเป็นแม่ อย่างผู้ใกล้ชิด พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเป็นลูกของพระพุทธเจ้า แต่ก็คือแม่ทางโลกุตระที่จะให้เกิดสัตว์โอปปาติกะ ขั้นโลกุตระ สายเลือดมี DNA ทางจิตวิญญาณโลกุตระ ให้เกิดลูกที่มียีนเป็นนามธรรม มี DNA ทางโลกุตระ ไม่ใช่ของทางวัตถุสสารทางชีววิทยา ไม่ใช่แม้ทางพีชนิยาม แต่เป็นจิตนิยามในระดับที่มีเวทนา พีชนิยามไม่มีเวทนา พืชไม่มีอาการความรู้สึกที่เป็นอารมณ์ ยึดถือมันมีแต่ดูดมาหาตัว มันไม่เป็นพิษ เป็น action มันมีแต่ reaction มันไม่มีออกมีแต่เอา ออกไปกระทบอันไหนไม่ใช่ก็ปล่อยมัน ไม่ไปดัน ไม่ผลัก ไม่เบียดเบียน เป็นลักษณะที่ต้องรู้ให้ตรง มันมีแต่ตัวตนแต่ไม่ได้เห็นแก่ตัว ไปกระทบเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ไม่เป็นพิษภัย ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่แย่งคนอื่น อันอื่นที่ยอมให้เขาก็เอา ถ้าไม่ยอมก็ไม่แย่ง สำนวนของพระพุทธเจ้าจึงบอกว่า รับแต่ของที่เขาให้ เอาแต่ของที่เขาให้ ยินดีแต่ของที่เขาให้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความละเอียดลึกซึ้งจริง สรุปแล้วต้องมี 2 ธาตุ เรียกว่าธรรมะสองหรือบวกกับลบ จึงจะทำให้เกิดลูก แม้แต่พลังงานทางฟิสิกส์ก็มีบวกลบ แล้วเกิดพลังงานตัวที่ 3 ของชีวะก็มีบวกลบ เรื่องของจิตวิญญาณมันละเอียดลึกซึ้ง ถึงขั้น subconscious จิตใต้สำนึก unconscious ซึ่ง unconscious ธรรมดาไม่สามารถหยั่งรู้ได้ แต่ทางศาสนาสามารถหยั่งรู้ได้ คือขั้นอาสวะอนุสัย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์รู้ได้ หรือแม้เป็นพระโพธิสัตว์ก็สามารถรู้ได้ อาตมาก็ไม่ได้จับจ้องว่าตนไประดับไหน ระดับ 7 8 9 ที่จริงมันเลื่อมไปหลายชั้น ที่ต่ำลงก็หลุดๆ ที่สูงก็ไปเหลื่อมอีกหลายชั้น ถึงเรียกว่าชั้น 7 ได้ แน่ๆ ที่จริง 4 ชั้นก็เรียกว่าออกจากวงวัฏฏะ ถ้า 5 ก็ดีขึ้น ถ้า 6 เป็นสองวงใหญ่ แต่ถ้า 7 นี้เที่ยงแท้ ไปสู่สูงสุดได้ ไปถึง 7 8 9 ก็เป็นสามเส้าที่สาม 1 2 3 , 4 5 6 แล้ว 7 8 9 เป็นสามเส้า หรือจะซ้อนเป็น 9 วงที่หนึ่ง สอง สามอีก สูงเท่าไหร่ก็แล้วแต่ จนมากซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น แต่มีระเบียบระบบที่ไม่สับสน 7 คือไปถึงที่สูงสุดได้ เรียกว่าสัมโพธิปรายนะ ในนามธรรมมีของตนจริงก็จะพูดกันรู้เรื่อง แม้พูดอ้อมไปก็รู้ว่าอันนี้คืออันนี้ ถ้ายิ่งมีพยัญชนะ อธิวจนสัมผัสโส แทนนามธรรมอันนั้นเลยก็ยิ่งดี อาตมาโชคดีที่มีพยัญชนะของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็มีคนจริง อย่างพวกเรา และผู้ที่แสวงหาผู้ที่เข้าใจ กิเลสมานะอัตตาลดลง มีความยึดติดมีกิเลสน้อยลงอีก ก็จะยิ่งเข้าใจได้ เอาไปปฏิบัติก็ยิ่งจะชัดเจน อาตมาถึงแลัวหรอก ยุคนี้ก็มีเพื่อน มีลูกหลานพอสมควร มีผู้ต่อเชื้อ ไม่เป็นหมัน แม้อาตมาตายไปพวกเราก็ต่อไปได้

ที่จัดอโศกรำลึกที่สันติอโศก ก็เพื่อให้คนที่ยึดว่าต้องจัดที่บ้านราชฯ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ให้พวกเรา ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ตายก็จะได้ไป ไม่ได้ไปก็วางใจ อย่าว่าแต่จัดสันติอโศกเลย แม้แต่จัดที่กลางถนนราชดำเนินก็เคยมาแล้ว เราก็ไม่ควรติดยึดในสถานที่ ให้ศึกษาไปอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะได้เห็นว่าเราหลงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เรื่อง เพื่อจะให้ได้ดั่งใจ เป็นอัตตา ตามใจตัวเอง ไม่มีตัวเองก็ดีกว่า ไปตามเหตุปัจจัยของหมู่ ที่มีภูมิปัญญาไม่เสียหายหรอก (ให้ตัดช่วงนี้ออก เพราะไม่เข้าหัวเรื่อง)

มาตาปิตา คือพ่อแม่ที่ทำให้เกิดลูกทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะ ไม่ใช่ลูกทางรูปธรรม พระโพธิสัตว์มีลูกจำนวนพันเป็นเอนก พระโพธิสัตว์ในระดับสูงพอสมควรจะมีลูกจำนวนพันเป็นเอนกแน่นอน แน่นอนหลายพัน โพธิสัตว์ที่สูงขึ้นไปก็จะมีเป็นแสนเป็นล้าน นี่คือนัยสำคัญของสัมมาทิฏฐิ 10 ส่วนตัวจบ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา เทนตีติ) ท่านมีความรู้ด้วยตัวเองแล้วเอามาขยายให้คนอื่นรู้แจ้งได้ ปเวเทน แปลว่า ประกาศขยายความได้ อาตมาก็ประกาศตนว่า คือสยังอภิญญา คือคนที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูก็ยืนยันว่า ไม่มีใครหรอก คือพ่อครูเอง พ่อครูว่า...จริงๆอาตมาไม่ได้หลงตัวเองนะ คำว่าสยังอภิญญา คือตัวเราเองที่มีอภิญญา อาตมาก็ว่ามันต้องเป็นเราแน่หรือ จนแน่ใจว่าเป็นเราก็ค่อยประกาศบอกให้คนอื่นรู้ตาม สยังอภิญญาคืออาตมา และได้ขยายความไป ว่า ยุคนี้ ที่อาตมาเกิดมา มีตำนาน ที่ท่านทำนายไว้ ว่าที่จะมีพระเจ้าธรรมิกราช 2 องค์เกิดมาในยุคนี้ สององค์ไหนอีกองค์ก็ไม่ต้องไปพูดถึง แต่พูดถึงอาตมาก็แล้วกัน ว่าจะมาขยายความ เนื้อแท้ของพุทธธรรมให้ศาสนานี้ไปอีกจนถึง 5,000 ปี มีคำทำนายระบุชื่อไว้แล้วด้วย อาตมาก็ว่าคือใครในอดีตมาเกิดในยุคนี้ ไม่อยากพูดมาก แต่อยากให้ไปฟังเนื้อความ ติดตามพิสูจน์เนื้อหาสาระว่าตรงกัน กับตระกูลเดียวกันกับพระพุทธเจ้าไหม เป็น DNA เดียวกับพระพุทธเจ้าไหม อันนี้ต่างหากที่อาตมาอยากให้คุณรู้ ไม่ต้องอ้างอิงประวัติศาสตร์ที่ยืนยันตัวตนบุคคล ถ้าอ้างก็จะง่าย แต่จะยากในบางมุม คือคนที่หมั่นไส้จะไม่เอาเลย ถ้าบอกว่าอาตมาเป็นคนๆนั้นในอดีต ก็ถือว่าดูถูกอาตมา ก็เพราะว่าอาตมาถ้าเป็นคนนั้นแล้วเกิดมาอีกก็ต้องมีภูมิสูงขึ้นกว่าเดิมสิ แต่มันมีรากเหง้าที่ตรงกันมา อาตมาก็ไม่อยากให้ถือแง่ ถ้าเขาอยากเคารพคนนั้น แต่ไม่อยากเคารพโพธิรักษ์ แล้วหาว่าโพธิรักษ์โหนองค์นั้น แต่อาตมาก็ว่า ดูถูกอาตมา อาตมาต้องสูงกว่าองค์นั้น อาตมาย้ำอยู่ที่เก่าได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ชาติเดียวนะกว่าจะมาถึงชาตินี้ แบบนั้นดูถูกอาตมานี่นา มันเลยดูเหมือนน่าหมั่นไส้เข้าไปอีก

สมณะฟ้าไทว่า...เหตุปัจจัยในยุคนี้มันแรงกว่ายุคก่อน ก็ต้องพัฒนาธรรมะให้เพิ่มขึ้น เอาแค่พวกผม ก็เป็นลูกศิษย์ที่อ่อนแอกว่าสมัยนั้น พ่อครูว่า นอกจากอ่อนแอกว่า แล้วก็ยังดื้อกว่า นี่คือการอธิบายสัจจะ ไม่ได้อวดตัวตน ฟังด้วยดี แล้วจะได้เข้าใจ สุสูสังลภเตปัญญัง แต่ถ้าไม่ฟังด้วยดี ฟังด้วยการเพ่งโทษก็จะเสียเวลา ฟังแล้วก็เอาไปพิจารณาอย่างไม่ลำเอียง ไม่รักไม่ชังไม่กลัวด้วย ทุกอย่างมาแต่เหตุ เหตุครบก็ใช่ แม้เหตุปัจจัยครบร้อย อาตมาก็ใช้แค่ 70 80 ไม่ใช่ 90 หรือ100 อันนี้ เป็นเจตนาเป็นความระมัดระวัง กระทำตามที่ได้พูดไปแล้ว ไม่ได้พูดเล่นลิ้น ข้อที่ 10 สมณะผู้นี้ ผู้สยังอภิญญาก็เป็นเรา ก็เป็น อาตมาไม่ได้หลงตน เบ่งข่มทับถมอะไร ไม่ได้ตีขลุม แต่ให้ทุกคน ได้ใช้วิจารณญาณของตน เท่าที่จะสามารถเอาผลมาทำของตัวเองมาวินิจฉัย ใช่หรือไม่ใช่ คุณก็ต้องเป็นผู้ตัดสินให้คะแนน จะเอาหรือไม่เอาก็อยู่ที่คุณ เห็นดีหรือไม่เห็นดีก็อยู่ที่คุณ เป็นอิสระเสรีภาพสมบูรณ์ แบบมันเป็นเช่นนั้น ถ้ายังไม่ชัดเจน ก็ติดตามดูต่อไป อาตมาพยายามไม่หลงตน ไม่ตีขลุม ไม่อยากอวดเก่ง ที่จริงมันก็เหนื่อย หนัก ลำบาก แต่เราเต็มใจลำบาก แล้วเรารู้ว่าเป็นความลำบากที่ประเสริฐ มันเป็นหน้าที่มันเป็นเรา แล้วมันจะหนีไปไหน หนีไม่ได้จะต้องทำ

_ต่อมา คนที่มาแกล้งเราอยู่บ่อยๆ เขาจะมีวิบากอะไรไหม กับที่มาพูดแซวเล่น ฟังแล้วไม่สนุกไม่สร้างสรรค์ ยิ่งผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว หลวงปู่บอกว่าต้องเอาจริงหลวงปู่บอกอย่าเล่นกับกิเลส กิเลสจะเล่นงานเราเป็นโลกียะ หนูก็ไม่ชอบคนประเภทนี้ ไม่ใช่เสี่ยวกันแล้วจะมาพูดเล่นหัว หนูถือสา พ่อครูว่า...เราควรทำใจไม่ให้เกิดความไม่ชอบ จะเป็นทุกข์ หรือไปสุขก็หลงเก๊ อย่าไปชอบหรือไม่ชอบฟังเอากลางๆ มีเนื้อหา แล้วไปถือสาทำไม เสี่ยวหมายถึงเพื่อนสนิทเพื่อนคู่หู ถ้าไม่เสี่ยวจะไม่คบหาเลยหรือ ก็คบหาบ้าง

ระวังตนจะไม่จริงมากกว่าคนอื่นไม่จริง _ผู้ที่ไม่รู้ตัวเองคือคนประเภทไหน ผู้ที่ไม่อยู่กับความจริง ไม่อยู่กับความเป็นจริงคือคนประเภทไหน กับคนที่ไม่ยอมรับความเป็นจริงคือคนประเภทไหน ผู้ใหญ่ที่พูดเล่นบ่อยๆ จะได้อะไรดีคะ คำหนึ่ง ก็บอกว่าพูดเล่นๆหัวๆ แล้วก็เป็นคนประเภทไหน คะ พ่อครูว่า...ผู้ที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง คนที่อยู่กับความเป็นจริงก็คือคนที่รู้ว่าอันนั้นคือความจริง แต่เราไปยึดถือว่าอันนั้นเป็นความจริง แต่จริงๆแล้วมันจะเป็นจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่เราไปยึดถือว่านั้นเป็นจริง ไปยึดถือว่าคนอื่นไปยึดถือสิ่งที่ไม่จริง ทั้งๆที่เรายึดถือนั้นเป็นจริงหรือยังก็ไม่รู้ เราก็ตู่ว่าเป็นจริง เราก็บอกว่าคนอื่นยึดทำไมในสิ่งไม่จริง เพราะคุณยึดว่า ของคุณจริง คุณก็ไปตีขลุมว่า ของคนอื่นไม่จริง ต้องตรวจสอบทานของคุณว่าจริง จนตรวจสอบเหตุปัจจัยให้ครบ ถึงบอกว่าของคุณจริง ให้ระวังตัวเองว่าจะไม่อยู่กับความเป็นจริง ถ้าจริงๆ คำถามนี้ คนที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง ก็คือคนโง่ ต้องเป็นคนที่มีปัญญาจริงๆจะรู้ว่าอะไรคือความจริง คนที่ไม่ยอมรับความเป็นจริง ก็คือคนที่ยังโง่อยู่ แต่ถ้าคุณไปยึดว่าอันนี้จริง แต่จริงๆแล้วไม่จริง คุณนั้นแหละคือคนโง่ คือเขาไม่ยึดของคุณที่คุณยึดว่าจริง เขาไม่ยึดตาม เขาโง่ แต่ถ้าที่คุณยึดมันไม่จริง เขาไปยึดตามคุณก็คือคนโง่ ผู้ใหญ่ที่พูดเล่นจนไม่มีความจริงเลย ก็คือคนโง่ แต่ถ้าเขาพูดเล่นแล้วบอกว่าพูดเล่นก็คือเล่น แต่ถ้าเขาพูดเล่นแล้วยืนยันว่าจริง ก็ต้องเอาเรื่อง ต้องดูว่าเขาจริงบ้างไหม แม้คำนั้นก็ไม่ตรงกับของคุณ แล้วบอกว่าเขาพูดเล่นไปหมด มันจะใช่หรือ สรุปคือคนยึดตัวตนเกินไป

มาต่อสัมมาทิฏฐิ 10 มันก็จะต้องมีตัวต่อไป ผู้มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน