591212_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก อวิชชาไม่ได้แปลว่าโง่.docx
เนื้อหาในไฟล์
591212_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก อวิชชาไม่ได้แปลว่าโง่ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะเดินดินว่า… พูดถึงพี่น้องชาติพันธุ์ เขาขนฟักแฟงมา เอาพริกเอาข้าว เอาสับปะรดมาด้วย เอามาฝากพระพ่อด้วย ของพวกนี้ เราไม่ได้ตีราคา เราสื่อถึงน้ำใจ ของที่ปฐมอโศก ทำรายได้เข้าส่วนกลางหลายล้าน แต่ข้าวราคาห้าแสน เอาไว้แจก ก็แจกพี่น้องได้มากมาย มีคุณค่าสูงมาก แต่ถ้าไปตีราคาเป็นเงิน ก็ดูเหมือนไม่มีราคาเท่าไหร่ ของที่นำมาให้นั้น เป็นสิ่งที่มีค่า มีราคาขึ้นทันที ดูเหมือนการแจก ตอนแรก สามสี่หมื่น ตอนนี้แจกวันละ ห้าหมื่นกว่าแล้ว เมื่อคืน กว่าจะปิดคิว สักการะพระบรมศพได้ ก็ตี 2 ยิ่งงานปีใหม่ คนก็จะมามากขึ้นอีก เป็นโอกาสทองของพวกเรา ที่จะได้ทำกุศล งาน ว.บบบ. ปีนี้ พ่อครูให้มาลงภาคปฏิบัติ บำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม กันที่สนามหลวงเลย ไม่ต้องเอาเข็มก็ได้ อาตมาว่า...เริ่มต้นที่ sms Sms 11 ธ.ค. 59 _0890529xxx ดีเอ็นเอ ที่พ่อครูขยายความอยู่นี้ จะถือได้ว่าสืบทอดเป็น "พงศาธรรม" ใช่หรือไม่ ? เปรียบได้เช่น"ธรรมะ"คือต้นราก และ ศาสนาก็คือกิ่งก้าน ที่มาจาก ต้นรากเดียวกัน ขอกราบพ่อครู เมตตาขยายเพื่อศึกษาให้ชัดเจนถูกต้อง กราบขอบพระคุณ ด้วยความเคารพอย่างสูง ตอบ...ใช่ ถูกต้อง คำว่าสืบทอดทาง DNA หรือพันธุกรรม หรือ Genetic มันเป็นสภาวะจริง เป็นอาการของสิ่งที่เขามีเครื่องมือวัดได้ สามารถวัดได้ อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทำกันได้ เวลาจะวัด DNA เขาก็เอารูปธรรม พวกนักศึกษานักรู้ ผู้ที่สามารถด้านนี้ ก็สามารถอ่านออกได้ กรรมพันธุ์นี้ เป็นของๆตนเอง พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดที่ทำ ก็เป็นของท่านเอง เราทำ ก็เป็นของเราเอง เราทำกรรมของเราเอง แล้วเราก็เป็นทายาทของกรรม แล้วเราจะสืบทอดกรรมของเราเอง สืบทอดสั่งสมลงในสัญญาความจำ เราสามารถย้อนกลับไปอ่านได
อ่านต่อ
้รู้ได้ จับอาการนั้นมาได้เลย ทางรูปธรรม ก็สามารถเอามาที่บ้านคู่เคียงกันได้ ทางนามธรรม ก็ใช้บุพเพนิวาสานุสติญาณได้ เหมือนกับเราระลึกถึงเมื่อวานนี้ก็จำได้ อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ก็ระลึกได้ เท่าที่เราจะมีแรงระลึกได้ 5 ปีที่แล้ว สิบปีที่แล้ว ก็ระลึกได้ หรือข้ามชาติก่อนหยั่งลงสู่ครรภ์ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ ก็ยอมรับความจริงนี้ได้ เพราะมีหลักฐาน อ้างอิงยืนยันได้ เป็นความจำ ทั้งที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีใครบอก แต่ทำไมรู้ได้ มันมีเหตุปัจจัย ที่ทำให้รู้ว่าใช่ แม้แต่อาตมาเอง ก็มีเหตุปัจจัย ที่เป็นหลักฐานยืนยันของตนเอง ก็คือธรรมะ ที่มาขยายความ เหตุการณ์อดีต แล้วไปถึงอนาคตได้ ก็อธิบายถึงกันได้ ก็เป็นหลักการ ที่ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาสามารถดูได้ เป็นอิทัปปัจยตา ได้ อย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่ติดตามศึกษา ธรรมะพระพุทธเจ้า ศึกษาปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตาเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เพราะมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ ทุกอย่างมาแต่เหตุ ไม่มีเหตุไม่มีที่มาศาสนาพุทธ ไม่รับว่าเป็นของจริง ความจริงต้องมีที่มา ต้องมีเหตุ ที่เป็นต้นรากมีมูลต่างๆ _0890063xxx หากบ้านเรามีผู้ปฏิบัติดี และซื่อตรงต่อธรรมวินัย อย่างสันติอโศก ศาสนาพุทธคงดำรงอยู่ ตราบนานเท่านาน สมัยนี้ย่อหย่อน ฟั่นเฝือไปจนบางครั้ง เผลอคิดไปได้ว่า การเปลี่ยนศาสนา จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะดูจะปฏิบัติและลึกซึ้ง อยู่ในเนื้อหาหนาแน่น น่าพำนักพักใจกว่า ของเราอีกนะครับ ตอบ...เรื่องพลังงานทางปัญญานี้ ต้องมีเหตุปัจจัยที่พอสมควร ถึงจะเชื่อถือได้ _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯ กับการปกครองโดยธรรม ในประเทศที่ถือประชาธิปไตย 2 ขา ในระบบกฎหมายไทย ตามรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด มีองค์ประกอบร่วมคือ สถาบันกษัตริย์กับประชาชน คืออำนาจอธิปไตย เพื่อประโยชน์สุขปวงชนชาวไทยแท้จริงสาธุ! ลูกไทยใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ฯ ตอบ...อย่างนี้เราเรียก องค์รวมของประชาธิปไตย 2 ขา คือพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน เรียกโดยศัพท์ว่า ราชประชาสมาสัย ทำงานสอดคล้อง อย่างศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา มีสาธารณโภคี ถ้าของส่วนกลาง หรือสาธารณโภคี มีความจริงสูง ประชาชนก็ทำได้เลย ยุคพระพุทธเจ้าทำได้ แต่ในวงสงฆ์ ฆราวาสทำไม่ได้ เพราะว่าความรู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน ฆราวาสมีไม่พอ และตอนนั้นเป็นสังคม ถ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั่วโลกก็ยังเป็นไปไม่ได้ แต่ในยุคนี้ สิทธิมนุษยชน รู้กันทั่วโลกเลย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่มี ระบบทาสก็ไม่มี สาธารณโภคี ที่เป็นคุณธรรม อันประเสริฐ จึงเกิดได้ในยุคนี้ เพราะรู้จักในสิทธิมนุษยชนสิทธิในการแสดงออก สิทธิในการคิด การแสดงออกทางความเห็น ภายใต้กฎหมาย ซึ่งเข้าใจกันหมดแล้ว เป็นความรู้ทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ _0893867 จิตเทวดา มีในวิญญาณที่รักมวลมนุษยชาติ ด้วยความเมตตากรุณา ให้กันและกัน อย่างบริสุทธิ์ใจต่อกันและกัน! หาไม่ยาก ในหมู่คนกตัญญูต่อบุพการี และชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยความจงรักภักดีจริงๆ! ตอบ...อันนี้เป็นภูมิธรรมจริงๆ ภูมิธรรมอย่าง ทฤษฎีพระพุทธศาสนา
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ตาบอดแต่กำเนิดแม้หูจะดี ไม่สามารถบรรลุธรรม ได้ สมบูรณ์ _ 0893867xxx กายไม่ครบ 32 ไม่ใช่เป็นเหตุให้ จิตขาดสำนึก ในจิตวิญญาณ ทำคุณประโยชน์อะไรได้ ไม่เท่าคนครบ32 แต่กายที่มีศีล ครบถ้วนต่างหาก พาให้จิตมีสำนึก เกิดสมาธิในจิต เกิดปัญญาในวิญญาณ ทำคุณประโยชน์ ได้มากกว่าคน ครบ32! แรงบันดาลใจจาก สายพระเนตรข้างเดียวของพ่อฯ! มนุษย์หูเทียม ตอบ...อาการ 32 หากไม่สมดุล ก็จะขัดข้อง เจ็บ ปวด อาจลามเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้ทุกข์หนัก จนถึงตายได้ แต่ถ้าไม่ครบก็ได้บ้าง แต่ถ้ามันไม่ครบตั้งแต่เกิด ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้ลึกซึ้ง จะใช้เพียงความจำไม่พอ คนที่ไม่ครบอาการ 32 ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะทาง หู ตา เป็นทวารหลัก ทวารใหญ่ ถ้าไม่ครบ นอกนั้นแม้จะครบ แต่ถ้า 2 อันนี้ไม่ครบ ก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ เพราะในความเป็นปัจจุบัน ในการที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จริงๆแล้วแม้แต่หูได้ยิน แต่ตาไม่เห็น ก็ยังยากที่จะบรร ลุ ธรรม ถ้าตาบอดมาตั้งแต่เกิด จะต้องครบทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย และอื่นๆด้วยซ้ำไป แต่ทำอาการให้ครบ 32 พระพุทธเจ้าจึงจะถือว่า ทำให้อาสวะบางอย่าง หมดไปได้ แต่จะสิ้นอาสวะไม่ได้ เพราะว่าตาไม่ได้สัมผัสจริง เพราะฉะนั้นตานี่สำคัญมากเลย จึ งต้องมีคำกำกับด้วย “ ต้องผัสสะด้วยตา” และต้อง “ปัจจุบัน”ด้วย นั่นคือสัจจะความจริง ที่ทุกคนรับรองกันหมด คนตาบอดมาแต่กำเนิด แม้หูจะดี ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรม ได้สมบูรณ์ คนตาดี แต่หูหนวกมาแต่กำเนิด ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่า คนตาบอดแต่กำเนิด _0893867xxx มองไปทั่วโลก ตั้งแต่เกิดจนจะแก่จะตาย! ก็ไม่เคยเห็นประชาธิปไตยขาเดียว ประเทศไหนสร้างธรรมชาติ อุดมสมบรูณ์ ปลอดมลพิษภาวะให้ประชาชน อยู่ดีกินดี อย่างพอเพียง โดยสุขสงบสันติ เท่าประชาธิปไตย 2 ขา ในประเทศไทย! ตอบ…คุณประมวลความเข้าใจนี้มา ก็ถูกต้อง แต่ยากที่คนจะเข้าใจ ต้องมาสัมผัสจริง คนต่างประเทศ ที่อยู่ในประเทศประชาธิปไตยขาเดียว พูดอย่างไรก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าเอา 2 อย่างนี้มา เอาเนื้อแท้มาประกบกัน จะเห็นเลย ก็ไม่เอามาเปรียบจะแข่งดีแข่งเด่นเกินไป _0893867xxx คนหากินกับระบอบประชาธิปไตยขาเดียว สร้างสุขสงบสันติภาพ ให้เกิดขึ้น ในประเทศตัวเองไม่ได้ แล้วยังเที่ยวได้ไปทำลาย สุขสงบสันติภาพ ในประเทศที่ถือระบอบประชาธิปไตย 2 ขาอยู่ร่ำไป! จริงฤาไม่ พี่น้องไทยทั่วโลกก็สังเกตุดูไป ตอบ...ก็ได้ระดับหนึ่ง จะมีจิตวิญญาณสูงส่ง อย่างประชาธิปไตย 2 ขาไม่ได้จิตวิญญาณ ยอมเสียสละ ยอมแพ้ ยอมเสียเปรียบได้ แต่สังคมที่ ไม่มีจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตยขาเดียว จิตวิญญาณสามารถเสียสละ จนถึงสามารถเสียสละตนเอง ถึงขนาดตายแทนได้นั้นยาก ซ้อนนะ เขาหลอกว่าตายแล้ว จะได้ไปอยู่กับพระเจ้า อย่างนี้จะทำได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรพรางลวง ซับซ้อน ก็จะเปรียบเทียบได้ ไม่มีใครเสียสละ จนถึงตายหรอก อันนี้เป็นการเสียสละ ตายแทนผู้ที่สูงส่งกว่าได้ พระโพธิสัตว์หลายองค์ ก็ตายแทนพระพุทธเจ้าได้
ต่อไปเป็นบทความใน นสพ.แนวหน้าวันนี้ _คอลัมน์ สารส้ม กวนน้ำให้ใส ถ้าบริสุทธิ์ต้องมอบตัวสู้คดี หยุดมอมเมา ปลุกปั่น ด้วยความเท็จ เวลานี้ เครือข่ายธรรมกายกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ดิ้นรนทำทุกวิถีทาง ระดมคนกันเต็มที่ และปลุกระดมเต็มเหนี่ยว เนื่องจาก “ธัมมชโย” ไม่ยอมเข้ามอบตัวกับ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตามหมายจับ ของศาลยุติธรรม 3 ฉบับ จากศาลจังหวัดสีคิ้ว นครราชสีมา ศาลจังหวัดเลย และศาลอาญา รัชดา เดือดร้อนกันไปทั่ว ทั้งๆ ที่ ยุติปัญหาได้ด้วยคนคนเดียว เข้ามอบตัว ต่อสู้คดีในชั้นศาลยุติธรรม เอาข้อเท็จจริงมาต่อสู้ แต่เจ้าหน้าที่ให้เวลา ให้โอกาสนานนับปี ถ้าไม่บังคับใช้กฎหมาย คงจะมีคนอื่นๆ อ้างแบบนี้บ้าง ขณะนี้ พยายามมอมเมา ปลุกระดม ด้วยความเท็จ อย่างไรบ้าง?
1.เฟซบุ๊ค Psanitwong Wuttiwangso หรือ พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย อ้างสมัชชาสงฆ์เถรวาทโลก มีหนังสือ เรียกร้องยุติความรุนแรง ต่อพระเทพญาณมหามุนี หนังสือลงนามโดยพระศาสนรักขิตตะ มหาเถโร เจ้าอาวาสวัด ปันชารีสันติปูร์ อรัญญกุฎิ ประเทศบังกลาเทศ บรรยายเทิดทูน หลวงพ่อธัมมชโย หยดย้อย ก็คนกันเอง เคยร่วมมือ ร่วมงานกันมาโดยตลอด อ้างว่า ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม อ้างว่าหมายจับ มีระยะเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 13-16 ธันวาคมนี้ อ้างว่า จะนำมาสู่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ต่อการล่มสลายของ พระพุทธศาสนา และประเทศไทย เนื้อหาโดยรวมทั้งหมด จัดได้ว่าอ้างมั่ว จับแพะชนแกะ น่าเวทนามาก เอาแค่เรื่องหมายจับ ก็แสดงถึงความไม่รู้เรื่อง เพราะหมายจับนั้น ไม่ได้มีอายุแค่ 4 วันตามที่อ้าง ยังไม่ต้องกล่าวถึงที่อ้างไปไกล ถึงขนาดเป็นความล่มสลาย ของพระพุทธศาสนา ตกลงว่า ธัมมชโย เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนาหรือ? หรือว่าเป็นศาสดาของใคร? หรือเป็นแหล่งเสบียงกรังของใคร? พระและวัดที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ได้เดือดร้อนอะไรด้วยเลย ยังสามารถสืบสานพระศาสนาต่อไป ร่วมกับพุทธบริษัท 4
2.เฟซบุ๊ค Psanitwong Wuttiwangso ยังพยายามกล่าวอ้าง บิดเบือนสาระสำคัญแห่งคดี ด้วยการอ้างว่า พระไม่ได้ถามว่า โยมเอาเงินมาจากไหน ถึงขนาดนำความเห็น ของพระอื่นๆ มาอ้าง เช่น “โยมเอาเงินมาจากไหน ก็ไม่เคยถาม ไม่มีพระที่ไหนถามหรอก” - โดยพระราชปัญญาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 6 วัดนางชี พระอารามหลวง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ “ไม่ใช่วินัยของสงฆ์ ที่จะไปตั้งแง่ ในจตุปัจจัยไทยทานของโยม” -โดยพระราชสิทธิเวที เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร วัดท่าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ขณะที่เพจเครือข่าย ก็นำไปปลุกระดมขยายความ บิดเบือนกันต่อว่า ถ้าดำเนินคดีธัมมชโย ต่อไปนี้ การรับเงินบริจาคของพระ ก็ทำไม่ได้ ของ NGO ก็ไม่ได้ จะถูกดำเนินคดีกันหมด!?!? เรียกว่า มั่วสุดๆ นี่คือตรรกะวิบัติที่สุด ความจริง กรณีธัมมชโย รับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่น อันเป็นมูลเหตุในคดีนี้ มีพฤติกรรมแตกต่างจาก การรับบริจาคของพระ และวัดทั่วไป อย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ธรรมกายไม่ยอมพูด อมสากไว้ตลอด คือ ความจริงที่ว่า นายศุภชัยนั้นเคยเป็นไวยาวัจกร ของวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แต่งตั้งให้เป็น “ไวยาวัจกร” ของวัด ตั้งแต่ปี 2542-เม.ย. 2556ช่วงที่จ่ายเช็คให้ธัมมชโย ก็ยังเป็นไวยาวัจกรของวัดอยู่นายศุภชัยระบุว่า ตนกับพระธัมมชโยใกล้ชิดกัน ถึงขนาด มีการเรียกชื่อเฉพาะแทนกัน เคยเข้าไปพบถึงในกุฏิพระ นี่จึงไม่ใช่การที่ใครไม่รู้ เอาเงินเล็กน้อยๆ มาบริจาค แต่เป็นไวยาวัจกรวัด ที่มีหน้าที่จัดการเงินๆ ทองๆ ของวัด ซึ่งเจ้าอาวาส แต่งตั้งตามกฎหมาย เช็คหลายฉบับ มูลค่าร้อยล้านบาท บางวัน จ่ายเช็คใบละร้อยล้านบาท หลายฉบับ รูปการรับเงิน จึงแตกต่างกับการรับบริจาค ของวัดทั่วๆ ไปชัดเจน ความผิดฐานรับของโจร ฟอกเงิน มิใช่จะไปดำเนินคดีกับวัดหรือพระ ผู้รับบริจาคปกติทั่วไป แต่จะต้องเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์ เข้าองค์ประกอบความผิด โดยรู้หรือควรรู้ ว่าเป็นเงิน ที่ได้มาจากการกระทำผิด คำว่ารู้ หรือควรรู้ มิใช่ว่าจะต้องไปถาม ผู้บริจาคเสียทุกคน เขาพิจารณาที่สถานะ ความสัมพันธ์ พฤติการณ์ และเส้นทางการเงิน จะเป็นหลักฐานที่มั่นคงแน่นอนกว่าคำกล่าวอ้างอย่างเดียว วัดอื่นๆ หรือ NGO อื่นๆ ถ้ารับบริจาคอย่างสุจริต จึงไม่ต้องกังวลอะไรเลย หยุดปลุกปั่นสร้างความสับสน เพียงเพื่อจะใช้พระพุทธศาสนา มาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
3.เฟซบุ๊ค Psanitwong Wuttiwangso ยังโพสต์ข้อความ เพื่อดิสเครดิตหน่วยงานของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อยกมาอ้างเหตุ ไม่เข้าไปมอบตัว ระบุว่า “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเคสที่น่าสงสัยมากมาย เช่น 1.“ตับแตก” การตายของผู้ต้องหาในคุกของตนเอง และตอบสังคมไม่ได้ 2.เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ไปรับเงินจากสหกรณ์ 40 ล้าน 3.ให้การเท็จกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีกล้องวงจรปิด 4.รับรองให้วีซ่า แก่ผู้ที่พูดให้สังคมแตกแยก 5.ดูเหมือนอาจถูกครอบงำ จากผู้ที่มีอำนาจ โดยมีการแต่งตั้งโยกย้าย ที่ผิดปกติ ทำให้ไม่อาจไว้วางใจว่า หลวงพ่อธัมมชโย จะได้รับความเป็นธรรม เพราะหน่วยงานนั้น ล้มเหลวทางความน่าเชื่อถือไปแล้ว การแสดงความเห็นเยี่ยงนี้ น่าจะเข้าขั้นจนตรอก อับจนปัญญาสิ้นเชิงแล้ว อันที่จริง ธัมมชโยแสดงออกว่า ไม่เข้ามามอบตัว ตั้งแต่ก่อนจะเกิดเรื่อง ผู้ต้องหาตาย ที่ห้องขัง DSI เสียอีก จึงสะท้อนว่าเป็นการอ้างหาเหตุ อย่างชัดเจน ยิ่งกว่านั้น กรณีทั้งหลายที่กล่าวอ้าง ก็ไม่เกี่ยวกับคดีที่ธัมมชโย ถูกตั้งข้อหาเลย แม้แต่น้อย ถ้าจะอ้างว่า มีความเสียหายในหน่วยงานนั้น ก็เลยไม่เข้ามามอบตัว แบบนี้ โจรทั้งประเทศ ก็คงอ้าง เพื่อไม่ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม ไม่รับข้อหา ไม่เข้าไปสู้คดี ในชั้นศาลยุติธรรมต่อไป หรือถ้าศาลยุติธรรม ตัดสินให้ติดคุกแล้ว ก็จะอ้างอีกว่า มีคนตายในคุก จึงไม่ขอเข้าคุก!!!
4.ที่เหิมเกริม และบังอาจมากเวลานี้ คือ การเคลื่อนไหว โดยพยายามไปดึง สถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการหนีคดี หนีหมายจับ ของธัมมชโย ไม่ว่าจะอ้างงานสวดมนต์ เพื่อเป็นพระราชกุศล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบังอาจถวายฎีกา แบบไม่สนใจ ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบกฎหมาย และขั้นตอนของกฎหมาย ถือเป็นพฤติกรรมอุกอาจ ไร้สำนึกผิดชอบชั่วดี อย่างที่สุด ที่น่าสนใจ คือ “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจ ความคิดเห็นของประชาชนล่าสุด เรื่อง การดำเนินคดีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย (สำรวจระหว่าง วันที่ 6-7 ธันวาคม 2559) ปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.88 ระบุว่า พระธัมมชโย ควรมอบตัวด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รองลงมา ร้อยละ 23.12 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจ ควรรีบบุกจับกุม พระธัมมชโยโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไป ตามกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 16.8 ระบุว่า คสช. ควรใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนผู้บริหารวัดพระธรรมกาย และผู้บริหารของมูลนิธิ ที่อิงวัดพระธรรมกาย ร้อยละ 5.68 ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ควรมีมาตรการ กดดันให้พระธัมมชโยมอบตัว เช่น ตัดน้ำ ตัดไฟ หรือระบบสื่อสาร ของวัดพระธรรมกาย ร้อยละ 1.52 ระบุอื่นๆ ได้แก่ การจับกุมเป็นไปได้ยาก เห็นมีการยืดเยื้อมานานพอสมควร, กฎหมายไม่หนักแน่นพอ, ควรใช้วิธีการที่เหมาะสม เช่น การเจรจา ธัมมชโย ธรรมกาย และผู้ที่ยังสนับสนุน ช่วยเหลือผู้ต้องหา หลบหนีหมายจับของศาล... ถ้าบริสุทธิ์ต้องมอบตัวสู้คดี หยุดมอมเมา ปลุกปั่นด้วยความเท็จ!
_สารส้ม มาดูที่ คอลัมส์ ทีมข่าวการเมือง ของแนวหน้า เรื่อง สังคมระส่ำ กฏหมายไร้ความหมาย เพราะพระเทียมเพียงคนเดียว สังคมตั้งคำถามว่า เป็นเรื่องบังควรเหมาะสมหรือไม่ กรณีที่มีข่าวว่า สำนักจานบิน ได้ออกแบบฟอร์มล่ารายชื่อ บรรดาสาวกให้ได้มากที่สุด เพื่อถวายฎีกาหวังช่วย ธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ สำนักจานบิน ให้รอดพ้นโทษความผิด ที่ถูกออกหมายจับถึง 3 หมาย และกำลังจะถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บุกเข้าจับตัวหลังจากส่อพฤติการณ์ ดื้อแพ่งไม่ยอมมอบตัว ตามกฎหมายมานาน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธาน คณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้อง พิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติการถวายฎีกานั้น จะกระทำก็ต่อเมื่อ ผู้ต้องหาได้รับโทษตามความผิดแล้ว จึงถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ โดยผู้ที่ยื่นเรื่องถวายฎีกาได้นั้น ต้องเป็นผู้ต้องหา ขออภัยโทษเอง หรือญาติ เป็นผู้ถวายฎีกาเท่านั้น แต่สำหรับกรณีของ ธัมมชโย นั้นยังไม่ได้รับโทษ ซ้ำเป็นการหนีหมายจับ ตามกระบวนการยุติธรรม จึงไม่เข้าข่ายที่จะถวายฎีกา ดังนั้น การถวายฎีกา ทั้งๆ ที่ขัดกฎเกณฑ์ การถวายฎีกา อีกทั้งธัมมชโยเอง ก็อยู่ระหว่าง การถูกออกหมายจับ ตามกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นเรื่องที่ไม่บังควร และไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเพราะอาจเป็นการทำให้ ระคายเบื้องพระยุคลบาท ดึงฟ้าลงต่ำ เพียงเพื่อให้ธัมมชโย รอดพ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย และตามหมายจับ ซึ่งอนุมัติโดยศาล ซึ่งเท่ากับ ทำลายกระบวนการยุติธรรม หลักนิติรัฐ และความศักดิ์สิทธิ์ ของกฎหมายอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ การถวายฎีกาในลักษณะนี้ ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐาน อันเป็นการทำลาย กระบวนการยุติธรรม เพราะต่อไป ผู้กระทำผิดกฎหมาย หรืออาชญากร ซึ่งมีอิทธิพล พอถูกออกหมายจับ ก็อาจล่ารายชื่อ เพื่อถวายฎีกา ทั้งนี้หาก ธัมมชโย เป็นสงฆ์แท้ ที่สละแล้วซึ่งกิเลส และความเห็นแก่ตัว ต้องเข้ามอบตัวสู้คดี อย่างบริสุทธิ์ใจ สงบนิ่งสง่างาม เพื่อพิสูจน์ความถูกผิด ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่พยายามดิ้นรนดื้อแพ่ง อาศัยเหล่าสาวกเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองตัวเอง เพื่อให้รอดหมายจับตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงวิกฤตการณ์ ที่จะตามมา นอกจากความพยายามดิ้นรน ที่ไม่บังควร ด้วยการถวายฎีกาแล้ว ขณะนี้ ยังมีข่าวว่า มีการนำรถไปขนคน เข้ามาในสำนักจานบิน จำนวนมาก ขณะที่สถานการณ์ กำลังจะถึงจุดไคลแม็กซ์ ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง กำลังเตรียมจะบุกเข้าควบคุมตัว ธัมมชโย หลังดื้อแพ่งมานาน โดยอ้างว่า สาวกเหล่านี้ มาเพื่อมาสวดมนต์ ข้อน่าสังเกตก็คือ การที่ต้องใช้รถ ไปขนเหล่าสาวก ด้านหนึ่งอาจสะท้อนความเสื่อม ของสำนักจานบิน ที่ช่วงหลัง สาวกมีจำนวนน้อยลงมาก จึงต้องทำทุกวิถีทาง ถึงขนาดต้องเกณฑ์สาวก มาชุมนุมปกป้อง ธัมมชโย ให้ได้มากที่สุด และไม่แน่ว่า คนที่ขนมาอาจถูกจ้าง โดยเฉพาะคนต่างด้าว อาทิ ชาวพม่า หรือกัมพูชา เพราะน่าสงสัยว่า สำนักจานบินออกกฎเข้มงวด ห้ามสื่อสัมภาษณ์หรือถ่ายภาพบรรดาสาวก ที่มารวมตัวอยู่ในสำนักจานบิน อย่างเด็ดขาด หรือเพราะเกรงความลับบางอย่าง จะถูกเปิดเผย อีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจก็คือ ผลสำรวจความเห็นประชาชน ทั่วประเทศของนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ล่าสุด ต่อเรื่องการดำเนินคดีกับ ธัมมชโย สะท้อนว่า ประชาชนเพียงไม่ถึงร้อยละ 1.5 ที่เห็นว่า ธัมมชโย ไม่ได้ทำความผิดใดๆ โดยประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นว่า เจ้าหน้าที่ ควรบังคับใช้กฎหมาย กับธัมมชโย หรือไม่ ธัมมชโย ก็ควรมอบตัว เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ของตัวเอง ที่สำคัญ เมื่อถามถึงความมั่นใจ ของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ในการดำเนินคดีกับ ธัมมชโย ภายใน 3 เดือน ตามที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ประกาศไว้ ปรากฏว่า ประชาชนแค่ร้อยละ 14.40 ที่ระบุว่า มั่นใจมาก ร้อยละ 16.40 ค่อนข้างมั่นใจ ที่เหลือไม่มั่นใจเลย หรือไม่ค่อยมั่นใจ เมื่อหันมาดูท่าทีล่าสุด ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมดีเอสไอ และฝ่ายตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมา มีการเลื่อนเส้นตาย มาแล้วหลายเส้น มาล่าสุดมีรายงานข่าวว่า กำหนดเส้นตายใหม่ เพื่อเผด็จศึกจับ ธัมมชโย อีกแล้วคือเช้าตรู่วันที่ 13 ธ.ค.นี้ โดยมีรายงานข่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ สำนักจานบิน มีคำสั่งด่วนที่สุด ถึงตำรวจทุกจังหวัด ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 เตรียมความพร้อมกำลังควบคุมฝูงชน โดยให้จ.สมุทรปราการ นนทบุรี และพระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง และลพบุรี เตรียมกำลังจังหวัดละ 2 กองร้อย จังหวัดสิงห์บุรีและชัยนาทจังหวัดละ1 กองร้อย และให้จังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี เตรียมรถขยายเสียง จังหวัดละ 1 คัน โดยขอให้พร้อมปฏิบัติการ ได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง รายงานข่าวระบุอีกว่า ได้มีการประสานไปยังกองทัพ เพื่อขอกำลังทหาร เป็นกำลังสนับสนุน ในกรณีจำเป็นด้วย โดยขณะนี้ มีการวางเจ้าหน้าที่ นอกเครื่องแบบ เข้าประจำจุดรอบสำนักจานบิน เพื่อจับตาความเคลื่อนไหว อย่างใกล้ชิด และตามแผนปฏิบัติการ ในวันดีเดย์ บุกสำนักจานบิน จะมีการวางกำลังปิดล้อม รอบสำนักจานบินทั้งหมด โดยห้ามคนภายนอก เข้าไปภายในสำนักจานบิน อย่างเด็ดขาด เพื่อตัดกำลัง ขณะเดียวกัน จะอนุญาตให้คนภายในสำนักจานบิน ออกมาได้เพื่อเปิดโอกาส ให้เหล่าสาวกที่กลับใจ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้น เช้าตรู่วันที่ 13 ธ.ค. คงได้รู้กันว่าเส้นตาย จะเลื่อนตามเคยอีกหรือไม่ ท่ามกลางเสียงสะท้อน ของประชาชนส่วนใหญ่ จากผลสำรวจนิด้าโพล ที่ไม่ค่อยจะมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่จะเอาจริง บังคับใช้กฎหมายกับธัมมชโย ซึ่งปัญหาความระส่ำระสาย ปั่นป่วนวุ่นวายทั้งหมด ที่เกิดขึ้น ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ล้วนเกิดจากพระเทียม ที่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย เพียงคนเดียว ทีมข่าวการเมือง
อาตมาว่า...อ่านก็เหนื่อย เรื่องมันมาก นี่คือ ความดึงดันดื้อด้าน คือ ถัมภะ มันดื้อด้านกับคนดี คนไม่ดีเอาประเด็นนี้ไปใช้ เพื่อตัวเองจะได้ดื้อด้านมากขึ้น นี่คือลักษณะ ภิกษุที่ว่ายากสอนยาก เข้าข่ายสังฆาทิเสส ข้อที่ ๑๓ คนที่ว่ายากสอนยาก โทษหนักถึงสังฆาทิเสส ต้องจับเข้าคุกพระเลย ต้องอยู่กรรม เป็นโทษรองจากปาราชิก แต่นี่ก็ปาราชิกแล้ว มาอธิบายวิชาการ คือธัมมชโยนี้ อวิชชาเต็มบ้อง ไม่รู้ ปุญญะเลย เขาก็ไม่รู้อปุญญะ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฎิจจสมุปบาท) ตอน อวิชชาไม่ได้แปลว่าโง่
อวิชชา ไม่ได้แปลว่า โง่ เลย เพราะคนผู้แสนฉลาด(เฉกะ) หาเงินเก่ง เรียนเก่ง คิดเก่ง ทำเก่ง พูดเก่ง โดยเฉพาะโกงเก่ง ทุจริตเก่ง คือคนผู้ฉลาดเฉียบแหลมทั้งนั้น จึงเก่งในการในงานนั้นๆ ได้อย่างมโหฬารใหญ่โต
อปุญญะ ก็ไม่ได้แปลว่า บาป เลย นัยะคล้ายกัน เพราะคนผู้แสนทำดี (กุศล) พาคนมาทำดีได้มาก สอนคนทำดีได้มาก คิดดีเก่ง ทำดีเก่ง พูดดีเก่ง โดยเฉพาะโกหกว่าตนไม่ได้โกงเก่ง ไม่ยอมรับว่าตนทุจริตเก่ง คือคนผู้เน้นตนเองในประเด็น ดี สุภาพ เรียบร้อย อวดโชว์ความเป็นระเบียบ เป็นเส้นตรง เป็นความสะอาดของรูปธรรม ของหยาบๆ ตื้นๆ ใช้อ้างอิงเก่ง เพื่อกลบเกลื่อน “กรรม ๓” คือ พฤติกรรมที่ตนมีกิเลสมาก กิเลสจัดจ้าน ลึกล้ำ ซึ่งคนรู้ไม่ได้ง่ายๆ คนทั้งหลายส่วนมาก จึงยากที่จะรู้ทัน เชิงชั้นเล่ห์ร้าย นัยะเยี่ยงนี้ของเขา เพราะเข้าใจคำว่า “ปุญญะ” หรือ “บุญ” ด้วย “ อวิชชา ” ที่เก่ง “เฉโก” จึงเฉลียวฉลาดเฉียบแหลมมาก ในการสร้างตน สอนคน ครอบงำความรู้ความคิดของคนด้วย เฉโกที่แสนฉลาดเฉียบแหลมของตน จูงจมูกคน ให้งมงายไปกับ “ บุญ ” และจมอยู่กับ “ อวิชชา ” อย่างลึกสุดในอเวจี
เพราะกลุ่มคนชนิดนี้ จะไม่เข้าใกล้ความเป็น “วิชชา” ของพระพุทธเจ้าเลย มีแต่ความเฉลียวฉลาดของ “วิชาเดรัจฉาน” ที่จมลึกลงไปในอเวจีนรก อย่างมืดแล้วบอดเล่า และจะสร้างตนให้เก่งยิ่งๆ ในการก่อบาปใส่ตน อย่างงมงายมืดหนัก ลงนรกลึกลงไปๆ ไม่หยุดหย่อน ทั้งดื้อด้านดึงดันอย่างไม่น่าเชื่อว่า จะมีคนดื้อด้านดันทุรังกันได้ปานฉะนี้ เพราะคนเหล่านี้ ไม่มี “วิชชา” ที่จะรู้จัก “บุญ” เลย จึงเอา “บุญ” ไปปู้ยี่ปู้ยำด้วยความเข้าใจผิดคือ มิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายอย่างแรง “บุญ” จึงเป็นมหานรกอเวจีพาเขาตกลงไป อย่างมืดบอดงมงาย ชนิดกู่ไม่กลับกันอย่างที่เห็น และเป็นอยู่ ในกลุ่มคนที่บังอาจเอาคำว่า “ธรรมกาย” ไปเรียกตนเอง เพราะความเก่งใน “วิชาเป็นเดรัจฉาน” ของเขา จึงสามารถทำร้ายทำลายความเป็น “กาย” ที่เป็น “ธรรม” ให้กลายเป็น “อธรรม” เป็น “มหาบาป” ได้เก่งยิ่งๆ เขาสะกดจิต ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ด้วย แล้วทำได้ผล เขาก็ใช้คำว่าบุญเป็นสินค้า ทั้งที่บุญคือกรรมกิริยา ที่ว่าต้องรู้สำเร็จบุญคืออย่างไร ต้องใช้รูป นาม กำจัดกิเลสได้ แต่นี่เขาไม่รู้ จมลึกอวิชชา ยิ่งกว่า อภิบรมมหาปทปรมะ วิชชาใดที่ทำแล้ว ไม่พาบรรลุโลกุตรธรรม ล้วนเป็นเดรัจฉานวิชชา วิชชาโลกุตระ เริ่มตั้งแต่รู้กายในกาย แยกแยะรูปนาม แล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive