591207_พุทธศาสนาตามภูมิ พรหมกายและธรรมกายที่สัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
591207_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก พรหมกายและธรรมกายที่สัมมาทิฏฐิ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 7 ธันวาคม 2559 เมื่อวานนี้ พ่อครูเทศน์ เกี่ยวกับเรื่องศีลข้อที่1 จะมีคำศัพท์ ที่ไปคนละเรื่องคนละราว อย่างเรื่องคำว่าอุทิส แทนที่จะไปแปลว่า เจตนา แต่ก็ไปแปล ให้เข้าข้างคนกินเนื้อสัตว์ ให้กินได้มากขึ้น มังสวณิชชา ก็แปลกันไปว่า ห้ามค้าขายสัตว์เป็น ก็คือฆ่ามาขายได้นั่นเอง ก็แปลกันไป คนละทิศทาง ยิ่งอาหารมื้อสุดท้าย สูกรมัทวะ ก็แปลว่า เนื้อหมูอ่อน ตอนหลังในพระไตรปิฎก ก็แก้เป็นว่า เห็ดอ่อนที่หมูชอบกิน นี่แค่คำที่บอกรูปธรรม ถ้าเป็นคำที่บอกนามธรรม ก็ยิ่งแปลกันไป คนละเรื่อง เช่น สัญญาเวทยิตนิโรธ ก็แปลเป็นแบบ ดับมืดมิดเลย ถ้าเราไม่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ก็จะไม่เข้าใจ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ช่วยสังคม ช่วยโลก ก็จะกลายเป็น ความเข้าใจแบบพุทธเถรวาท ที่ว่าไม่ยุ่งเกี่ยววุ่นวายอะไรกับสังคม ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พ่อครูจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะดึงเอาความเข้าใจจากขั้วโลกใต้ มาสู่ขั้วโลกเหนือ แต่ก็ยังมีพวกเรา ที่พยายามทำความเข้าใจ
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ภาวะลิงลมอมข้าวพองของพระโพธิสัตว์ อาตมาว่า…ก็มาดู SMS _ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ จะเลื่อนภูมิเป็น พระโพธิสัตว์ (พ่อครูว่าก็ถูกต้อง อรหันต์คือผู้บรรลุธรรม แล้วก็สามารถบอกสอนคนอื่นต่อได้ การบอกการสอนคนอื่นต่อ ก็ได้ความเป็นพระโพธิสัตว์ เรียกโดยศัพท์อีกอย่างว่า ผู้รื้อขนสัตว์ จะบอกว่า ผู้เป็นพระอรหันต์แล้ว จะเลื่อนเป็นพระโพธิสัตว์ต่อ ก็ใช่) สิ่งที่ลูกไม่เข้าใจคือ พระโพธิสัตว์ ทำไมยังมีสูบบุหรี่ และจิบไวน์ ? ตอบ...โพธิสัตว์ที่ถามนี้ ก็คงจะเอาพูดที่อาตมาบอกว่า เป็นโพธิสัตว์ แล้วก็ยังละเมิดอบายมุข ละเมิดศ
อ่านต่อ
ีล ก็ไหนว่าหลุดพ้นแล้ว …แต่ความเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ในการเกิดในการดับ พระโพธิสัตว์ เมื่อตายลงไปแล้วเกิดอีกชาติหนึ่ง พอมาเกิด ก่อนที่สัญญาตัวเองจะขึ้นมา ก็จะไม่รู้ตัวเอง ก็เป็นไปตามโลกเขา โดยที่ไม่รู้ตัวไม่รู้เรื่อง จนกว่าภูมิธรรมตนเองจะฟื้นมา แล้วก็จะเลิกได้ อาตมาเรียก สภาพลิงลมอมข้าวพอง คือถูกอำนาจโลกครอบงำ ก็เป็นเรื่องปกติ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน อจินไตย ยกตัวอย่าง พระพุทธเจ้าเรา เป็นผู้ที่บำเพ็ญโพธิสัตวภูมิ จนมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ยังเป็นไปตามโลก ถูกสมเด็จพ่อครอบงำ รู้ว่าลูกตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า แต่ว่าพ่อก็อยากให้ปกครองบ้านเมือง ไม่อยากให้ออกบวช ก็พยายามปิดประตูครอบงำ ท่านก็เป็นไปตามโลก มีกาม มีอบายมุข ตามที่เขาพาเป็น ชั่วระยะหนึ่ง แต่ก็คงเข้าใจแล้ว ว่า ผู้ที่สามารถสั่งสมบารมี ในแต่ละชาติ มา นานนับชาติไม่ถ้วน ก็ได้บรรลุธรรมมาเป็นลำดับ แล้วก็เป็นโพธิสัตว์ ตามลำดับ จนเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเป็นอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็สั่งสมบารมีมาตลอด แต่ละชาติ แต่ก็ยังกลับไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข กาม ในชาติที่จะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า สมณะเดินดินว่า… เราจะได้เห็นความเพียร ของผู้ที่จะมาช่วยมนุษยชาติ (พ่อครูไอมาก) เมื่อวานนี้ พ่อครูไม่ได้ไอเลย แต่ก็เป็นความพยายามของพ่อครู
พ่อครูว่า...ปางนี้ก็เป็นวิบากของอาตมาที่มี เป็นเรื่องจริงที่จนแต้ม เช่นการตำหนิคนอื่น เป็นวิบาก แม้จะตำหนิถูกหรือผิด ก็เป็นวิบากอย่างหนึ่ง วิบากมันเกิดทั้งคู่ ใครถูกตำหนิ ก็เกิดความไม่ชอบใจ ก็เป็นวิบากแล้ว แล้วถูกตำหนิมาก ก็ไม่ชอบใจมาก อาตมาตำหนิมาก ก็มีวิบากมาก แต่ก็จำนน ต้องตำหนิ ปฏิกโกสน า เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ก็เลยต้องคัดค้านอย่างแรง เพราะว่ามันผิด ก็เลยยิ่งเกิดปฏิกิริยาซับซ้อน เป็นธรรมดา เป็นพลังวิบากกรรมที่มี action reaction ซับซ้อน คนที่ไม่ถือสา แต่มันเป็นภาวะซับซ้อน คนที่ไม่จองเวรจองภัยตอบ เช่น พระอรหันต์ ท่านไม่มีการจองเวร แต่ว่าถ้าไปด่าพระอรหันต์ คนที่ด่า จะมีวิบากมากกว่าธรรมดาอีก มันมีปฏิกิริยาซับซ้อน ในการเกิดพลังงานจิตออกไป เป็นพลังงานจิตที่ไม่ชอบ พลังงานจิตที่ตีกลับ ก็จะมีวิบากซ้อนกลับ หรือชอบ ก็มีวิบากตีกลับเหมือนกัน พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า เราไปยินดี ที่เห็นชาวประมง เขาจับปลาได้ แค่มโนกรรม ก็เป็นวิบาก มาเล่นงาน ให้ท่านปวดหัว พวกที่ไม่ได้รู้ ก็ทำงานเอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขไป หนักเหนื่อยนะ แต่ทุกวันนี้ อาตมาก็ทำงานหนักเหนื่อย ก็พากเพียร เพื่อให้คนที่ไม่เข้าใจ ได้เข้าใจ คิดหาวิธีการสารพัด เพื่อสื่อทั้งท่าทาง สุ้มเสียงสำเนียงภาษา มาร้อยเรียง วาทิตะ เพื่อให้คนเข้าใจได้ พากเพียรทำ โดยไม่ได้หวังว่า จะต้องได้ลาภ ยศ สรรเสริญอะไรตอบแทน ไม่ได้คิดจะอยากได้อะไรตอบแทน ทำด้วยเจตนาซื่อตรงเพื่อให้เข้าใจ เพื่อให้รู้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ จากธรรมะพระพุทธเจ้า จะได้เอาไปปฏิบัติ เป็นหน้าที่ ที่อาตมาจะต้องเอามาสืบสาน ธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาทำหน้าที่นี้ มาหลายชาติแล้ว แม้จะยากแสนยาก ชีวิตทำงาน 46 ปี ก็ไม่ได้ต้องการจะได้อะไรกลับมา แม้จะมีคนนับถือเคารพสรรเสริญ แต่คนนินทาตำหนิมากกว่า สรรเสริญไม่ได้ ลาภก็มีบ้าง แต่ไม่ได้ทำเรี่ยไร ไม่คิดจะทำด้วย พยายามเลี่ยงที่จะพูดแล้วเหมือนและเล็มเลียบเคียง หว่านล้อมให้คนทำทาน ไม่ใช่บุญ ที่ทุกวันนี้เห็นผิด ว่าทำทานไป ก็อยากได้อะไรคืนมา ทานไม่ได้ลดละภพชาติ ทานแล้วไม่มีผลลดละกิเลส เป็นมิจฉาทิฏฐิหมด ไม่ต้องพูดถึงศีลพรตเลย ท่านก็ไปแปล ยิฏฐัง ว่ายัญพิธี ที่บวงสรวงแล้ว ก็ไปนึกถึงพิธีกรรมโบราณ ที่บูชายัญ เอาสัตว์เอาคนมาเผาหรือต้ม เป็นภาษาเก่า แต่สมัยใหม่ เข้าใจไม่ได้แล้ว ท่านก็ขยายไม่ออก ไม่เข้าใจชัดเจนว่า ทาน ศีล ภาวนา (ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง) ทุกวันนี้ ภาวนาเขาแปลกันว่า เป็นแค่การท่องบ่น เป็นแค่มรรค แต่แท้จริง ภาวนาแปลว่า การเกิดผล ปฏิบัติแล้วมันเกิดผล แล้วได้ผลที่จิตใจเป็นผลได้ผล ก็เป็นหุตัง อาตมาต้องทำงานนี้ ตั้งแต่เลิกทำงานทางโลกมา ไปหลงหาลาภยศสรรเสริญ 36 ปี แล้วก็ออกมาทำงานพระโพธิสัตว์มา ไม่รู้กี่ชาติ พูดเช่นนี้ เขาก็หาว่า อาตมาอวดอุตริมนุสธรรม ใครจะไปรู้เรื่องด้วย เขาพูดก็ถูก อาตมาที่สาธยายนี้ เป็นความรู้เก่า ของอาตมา ที่เข้าใจที่สะสมมา มาชาตินี้ ที่รู้ก็สอดคล้องกับที่ผู้รู้แปลไว้บันทึกไว้ ก็ดีไปที่ไม่สอดคล้อง ท่านก็หาว่า นอกรีตไป อาตมาก็จำนน และอาตมาก็ว่าอีก ว่าเดี๋ยวนี้เพี้ยนไปหมด ศีล สมาธิ ปัญญาไม่เหลือ ปัญญาเป็นอบายภูมิโลกียะ หลงสรรเสริญ ยศ ลาภ อย่างธัมมชโย หลงในลาภมาก ยศสรรเสริญ โด่งดัง เชิดชูยกย่อง หลงกับสุขเทวภูมิ เทวดา 6 ชั้น เรียกว่า ลอยตามน้ำไปเลย อธิบายสวรรค์เฟสต่างๆ แทนที่จะบอกว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่ายึดถือในภพชาติ อย่าไปตั้งภพชาติ แต่เขาไม่มีความรู้อย่างนี้เลย แล้วไม่ใช่แต่ธัมมชโย คนอื่นก็ทั้งนั้น อธิบายให้หลงในเทวดาทั้ง 6 ชั้น เทวดาทั้ง 6 ชั้น ก็คือนรกทั้ง 6 ชั้น เพราะมันคือภพ ศาสนาพุทธสอนให้เป็นพระเจ้า เป็นพระพรหม แต่พระพรหม คือ ผู้ที่หมดภพชาติ จิตวิสุทธิจากภพชาติ คือพรหม คือพลังงานจิตที่สิ้นภพชาติ ศาสนาพุทธรู้ สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ(พรหม) ติดตั้งใจฟังด้วยดี ฟังแล้วใช้ปัญญาไม่มีอคติ หรือมีอคติก็ลดอคติ ก็ได้ปัญญา สุสฺสูสัง ลภเต ปัญญัง ก็มาเอาตามปฏิบัติตาม ก็ได้ประโยชน์ ชาวอโศกทุกคน คือคนมีบารมี ได้ประโยชน์จากธรรมะ ที่อาตมาได้บรรยายแล้ว ปฏิบัติตามได้ ก็อนุโมทนาสาธุ ส่วนผู้ค้านแย้ง ก็เป็นวิบากของเขา มาต้านพุทธธรรมที่ถูกต้อง พูดเหมือนหลงตัวเองอย่างสำคัญ แต่อาตมาว่า อาตมาพูดอย่างจริงใจ ไม่มีเจตนาร้ายไม่มีสาเฐยจิต ที่ยกตนข่มคนอื่น ดูแคลนคนอื่น
SMS วันที่ 6 ธันวาคม 2559 _ 0893809xxx ข้อมูลของพุทธะคือข้อมูลมหาปัญญา พุทธะเหมือนเป็นสมองของจักรวาล เป็นจิตที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นปัญญาสูงสุด บางคนก็พูดเป็นจิตจักรวาล ถ้าไม่มีปัญญา ก็ไม่มีข้อมูล ทำไมเราต้องเรียนพุทธธรรม ! ก็คือการเรียนรู้ข้อมูลของจักรวาล ข้อมูลของพุทธะนั่นเอง " พุทธะคือคลังข้อมูลใหญ่ " "ตถาครรภ์” เป็นคลังมหาปัญญา ในจักรวาลนี้โลกนี้ พุทธะมีข้อมูลมากที่สุดเราเรียกว่า " สัพพัญญู " เป็นข้อมูลที่สมบรูณ์ที่สุด เป็นผู้เข้าใจ ผู้แจ่มแจ้งที่สุด แต่เพราะคนมีเหตุต้นผลกรรม ที่ไม่เหมือนกัน จึงมักบันทึกข้อมูลขยะลงไป มากกว่าข้อมูลดี เป็นข้อมูลแค้น โกรธ ทารุณโหดเหี้ยม ตอบ...ที่มาบรรยายมาบอกความจริงแล้ว คนที่ต่อต้านความจริง ไม่เข้าใจในความจริงที่มาสาธยาย คนนั้นก็พลาดจากความจริง พลาดจากโอกาสที่ควรจะได้ ก็น่าสงสาร
_0893867xxx ทุกชีวิตเกิดมาก็พบสิ่งอันไม่เที่ยงแท้จีรังจนตาย! แต่เกิดมาก่อนที่จะแก่ ก่อนที่จะเจ็บ ก่อนที่จะตาย จะทำสิ่งใดให้โลกเที่ยงแท้ ด้วยสิ่งดีที่ยังประโยชน์จีรังต่อโลก เท่าทำตามคำสอนพ่อฯ ที่ตรงตามคำสอนพระศาสดา ที่ดีที่สุดในโลก! ท่านพุทธทาสไม่อยู่ แต่ธรรมสวนโมกข์ยังอยู่! ไอนสไตน์ ไปนานแล้ว แต่วิทยาศาสตร์ สัมพัทธภาพอยู่ตราบนาน! โลกสิ้นคานธี แต่โลกไม่มีวันสิ้นสันติภาพ! พ่อฯจากแผ่นดิน แต่ปรัชญาพอเพียง อยู่คู่แผ่นดินพ่อฯ นิรันดร์กาล _0849108xxx พ่อท่านอย่าเพิ่งรีบตายเลย เด๋วจอเหงา อาราธนาอยู่ยาวววนะะะ ตอบ...อาตมาก็ยังไม่เคยบอกว่า อาตมาจะรีบตายสักทีเลยนะ
_0839827 กรรมใครกรรมมัน ใครเห็นธรรมปัญญามี คีอผู้มีบารมีเก่า ขอโมทนาสาธุ _0849108xxx คนมีความสุข จะมองไม่เห็นทุกข์ แต่คนผ่านทุกข์ จะเห็นสัจธรรมชีวิต ต้องคละเคล้าสุกดิบถึงจะมัน พบสัจธรรม Bye bye _0890063xxx อยากรู้ ผู้ที่เจริญด้วยธรรมอิทธิบาท4 จะรักษาชีวิตให้ยืนยาวตลอดไป จริงหรือไม่ครับ/ ตอบ...ที่จริงพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า อิทธิบาท 4 นะ แต่บอกว่าโพชฌงค์ 7 นะ (ส.เดินดินว่า มีที่พระพุทธเจ้าว่า อิทธิบาท 4 จะทำให้อายุยาว เกินกว่ากัปป์ก็ได้ครับ) อาตมาก็อิทธิบาท เพื่อรักษาอายุให้ยืนยาวต่อไป เพื่อให้รักษาชีวิต รักษาสุขภาพด้วย 8 อ. อาตมาเป็นคนเติม อิทธิบาท แต่เดิม ผู้รู้ท่านไม่มีข้อนี้ ที่แต่เดิมมี อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอาพิษออก เป็นต้น อาตมามาใส่เข้าไป มีเอนกายด้วย เป็น 6 อ. อาตมาก็มาเติมเป็น 8 อ. คือเติมอิทธิบาท กับเติมอาชีพ เติมหัวเติมหาง
_0812825xxx เกิดชาตินี้ไม่เสียชาติเกิด ได้เห็นในสิ่งที่ถูกตรง ตอบ...สั้นแค่นี้แต่ยิ่งใหญ่นะ แสดงว่าคุณมีภูมิปัญญาตัดสิน อันนี้ถูกต้อง ก็แสดงว่า คุณมีพื้นฐานในตัวเอง มีสิ่งที่เป็นหลักฐาน รองรับในตัวคุณด้วย
_0849543xxx ยุคเสื่อม(คนโลภโง่หลงงมงาย) ศาสนสถาน จึงกลายเป็นสถานที่สำหรับ กลุ่มคนที่มุ่งหากำไร ยึดถือเป็นธุรกิจ และเป็นสถานที่สำหรับ กลุ่มคนที่อยากได้เกียรติ มีศักดิ์มีศรีมีตำแหน่ง ซึ่งตรงข้ามกับ การมาที่ศาสนสถาน เพื่อลดละ และให้ บางคนก็มาเพื่ออยากได้นิพพาน จึงกลายเป็นเหยื่อ นักธุรกิจธรรมไป ตอบ...สังคมเดี๋ยวนี้ เป็นอย่างที่คุณคนนี้ว่าจริงๆ ศาสนาพุทธ เป็นไปเพื่อล้างโลกียะที่ติดยึด ไม่ว่าจะเป็น การแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ศาสนาพุทธนั้น มาล้มเลิก ความยึดติดสิ่งเหล่านี้ หลังได้จริงหมดจริง ก็เป็นโลกุตระ อยู่เหนือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นอรหันต์ สั้นๆง่ายๆเช่นนี้ เข้าใจให้ดี แล้วปฏิบัติไปตามลำดับ ถ้าสัมมาทิฏฐิแล้ว ปฏิบัติถูกตามคำสอนพระพุทธเจ้า มันต้องได้มรรคได้ผล แน่นอน
_คำถาม...จากเพจบุญนิยมทีวี ตามที่กระผมได้ฟังธรรมจากพ่อครูเรื่อง "อภิสังขาร ๓" (สังขารอย่างโลกุตระ) กระผมเข้าใจว่า"โสดาบัน-สกิทาคามี-อานาคามี" อภิสังขารอยู่ในระดับ "ปุญญาภิสังขาร" คือมีส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ (มีส่วนของบุญ ที่ได้ชำระขันธ์๕ ของตน ให้สะอาดขึ้นๆ) ส่วน"อรหันต์-โพธิสัตว์ในระดับอรหันต์" อภิสังขารในระดับ "อปุญญาภิสังขาร" คือไม่ต้องมีส่วนของบุญแล้ว เพราะได้ชำระขันธ์ ๕ ของตนจนสะอาดบริสุทธิ์สัมบูรณ์แล้ว จึงมีแต่อภิสังขาร เพื่อช่วยผู้อื่นต่อไปเท่านั้น ส่วน"อเนญชาภิสังขาร" เป็นอภิสังขาร เพื่อสั่งสมความมั่นคงปักมั่น ของอภิสังขาร ในระดับ"โพธิสัตว์"ขึ้นไป จนถึงพระพุทธเจ้า กระผมเข้าใจใน"อภิสังขาร ๓" ถูกต้องไหมครับ ขอน้อมกราบคารวะแทบเท้าพ่อครู ด้วยความเคารพครับ จาก...หินแสง ชาวหินฟ้า ตอบ...ทำปุญญาภิสังขาร จนหมดกิเลส ก็หมดบุญ เป็นอปุญญาภิสังขาร เป็นผู้ปุญปาปปริกขีโณ แต่คนที่บอกว่า เอาบุญไปแบ่งกันได้ นี่ก็พูดตลก มันทำไม่ได้หรอก ทำเป็นเล่น ส่วนบุญไปแบ่งกันสะสมส่วนบุญอีก เข้าใจคำว่า สั่งสมส่วนบุญ ปุญญภาค ไม่ได้ ว่าหมายถึงอะไร ส่วนบุญ คือส่วนที่ชำระกิเลสออกไป เป็นส่วนๆ ชำระออกนะ เขาเข้าใจ อปุญญาภิสังขารไม่ได้ ก็เลยแปลไปว่า สังขารไม่ใช่บุญ ก็เลยสรุปว่า ปรุงเป็นบาป ซึ่งอภิสังขารนั้น เป็นโลกุตระ ผู้ใดที่ปรุงเป็นปุญญาภิสังขารได้ คนนั้นเป็นเสขบุคคลแล้ว ชำระกิเลสไปตามลำดับ ส่วนผู้ที่เป็นอรหันต์ เป็นอเสขบุคคล ก็คือ อปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งอย่างไม่เป็นบุญแล้ว จบแล้ว ส่วนอเนญชาภิสังขาร คือปรุงรักษาผล อนุรักขณาปธาน ผ่านภาวนาปธานแล้ว เกิดผลแล้ว แล้วก็รักษาผล ผลที่ได้ คือไม่มีบุญไม่มีบาป ถ้าเป็นอรหัตตผล ก็ไม่มีทั้งอกุศลและกุศล (อัพยากฤต ) วิธีการสั่งสมอุเบกขา ที่มีองค์คุณ 5 สั่งสมความบริสุทธิ์ แม้ว่าจะอยู่กับสังคม ก็มีประสิทธิภาพสูง จะทำการสังขารอยู่กับโลก ก็ทำให้จิตใจดีขึ้น สะอาดขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ปริโยทาตา มุทุ คือจิตหัวอ่อน จิตมีธาตุปัญญา ที่รู้เร็วรู้ทัน เป็นโลกุตรภูมิ ที่เร็วไวขึ้น จิตก็ปรับได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ปรับได้ง่าย รู้ได้เร็ว แล้วก็กัมมัญญา สามารถปฏิบัติกรรมด้วยอัญญา ธาตุรู้ เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เจริญขึ้น สามารถทำงานได้อย่างดี อย่างเหมาะควร มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จะมีชีวิตอุเบกขา ก็ทำงานอย่างปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ผ่องแผ้วสะอาด เป็นคุณสมบัติ 5 ของอุเบกขา เจริญขึ้นตลอดเวลา
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา)ตอน พรหมกายและธรรมกายที่สัมมาทิฏฐิ
ธรรมกายหรือพรหมกายนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเลย ว่าเป็นนามของเราตถาคต ผู้ใดมีกายที่ทรงธรรมะอันสูงสุด ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้า ก็คือ พรหมกายและธรรมกาย คือพระพุทธเจ้า คนที่จะเป็นเจ้าของธรรมกาย พรหมกาย ก็คือ ต้องบรรลุธรรมะ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นลำดับขั้นไป ตั้งแต่พระโสดาบัน ก็มีธรรมกายส่วนหนึ่ง สกิทาคามี ก็มีธรรมกายส่วนหนึ่ง ซึ่งยังเรียกพรหมกายยังไม่ได้ เพราะยังไม่บริสุทธิ์สูงสุด ถ้าจะแยกธรรมกาย ว่ามีขั้นๆตามลำดับ ขั้นสูงสุดคือ ธรรมะที่เป็นพรหม ผู้ที่มีกายเป็นธรรมะ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีธรรมกาย ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้า ก็เป็นแบบเทวนิยม ซึ่งต่างกันคนละขั้ว เพราะเทวนิยมเป็นอัตตา อัตตาที่ยิ่งใหญ่ คือ ปรมาตมัน หรือบรมอัตตา เป็นอัตตานิรันดร เป็นพลังงานอันยิ่งใหญ่ สะอาดบริสุทธิ์ หมายถึงความดีงาม แต่เขาจะต้องมี เขาจะไม่มีสุญญตา ศาสนาเทวนิยมไม่มีสุญญตา มีความหมายเดียว คือ ดีที่สุดนิรันดร แต่ของพระพุทธเจ้า มีทั้งดีที่สุด และสูญได้ด้วย ธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงต้องศึกษาธรรมะ 2 ธรรมะ 2 ก็คือกาย กายมีอย่างเดียวไม่ได้ จำไว้เลย เช่น มูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เล็บของเราอยู่ที่ตัวของเรา เป็นองคาพยพที่อยู่ภายนอก เป็นอาการ 32 เล็บของเรามีธรรมะสอง อันใดที่เป็นกายหรือไม่ใช่ ก็อ่านจากเล็บนี้ได้ อาการจิตอย่างใด เรียกว่าอรหันต์ พิจารณาจากเล็บ ที่เป็นอรหันต์คือ เล็บที่มันยังไม่ขาดไปจากร่างกาย และเล็บนั้น ยังเป็นกายที่เป็นจิต เมื่อเล็บนั้น ได้สัมผัสกระทบ กับอะไรก็แล้วแต่ กระทบแล้วรู้สึกชอบ หรือรู้สึกชัง รู้สึกผลักหรือดูด อาการผลักหรือดูด ชอบหรือชังนั้นไม่มีแล้ว เมื่อเล็บสัมผัสกับอะไร ก็แล้วแต่ เล็บจะสัมผัสกับอะไรก็แล้วแต่ แล้วรู้สึกเจ็บ จิตก็ไม่ผลักไม่ดูด จิตไม่ขอบไม่ชัง จิตรู้ความจริงเท่านั้น ว่าอาการนี้ เรียกว่าเจ็บ เพราะว่าอวัยวะเจ้าการ ไม่สมดุล ดีไม่ดี กระแทกแรง จนห้อเลือด ก็ยิ่งอุดตัน ปวดได้แต่ใจก็ว่าง ก็เราไม่ระวังเอง หรือเราระวัง แต่คนอื่นมาตีเรา ก็ได้ แต่ความรู้สึกของเรา รู้ความจริง ตามความเป็นจริงว่าเจ็บ มีอวัยวะเจ้าการ ไม่สมดุลขัดข้อง มันไม่ปกติ แต่จิตใจที่จะเศร้าหมอง หรือโกรธเคือง (คงไม่มีใครชอบ) แล้วเกิดไม่ชอบใจ ไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้มี จิตอย่างนั้น ไม่ใช่จิตว่าง ไม่ใช่จิตใจที่มีปัญญา จิตใจที่มีปัญญา จะรู้องค์ประกอบ เหตุปัจจัยที่มันเกิด นี่คือ อ่านจากเล็บ เพราะฉะนั้น ในสิ่งที่มันเกิดอาการสัมผัส กระทบกระแทกกระเทือนแล้ว เกิดเป็นความรู้สึก เวทนาได้เป็นธรรมดา แล้วมันก็ไม่เที่ยง มันเจ็บ ก็เจ็บชั่วคราว รักษาแล้วมันก็หาย สมมุติว่า คนอื่นมากระแทกให้เล็บของเราเจ็บ แต่เราก็ไปโกรธคนที่มาทำ อย่างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นพยาบาท เป็นความโกรธ เป็นโทสะมูล ก็คงไม่มีใครชอบแบบนั้น หรือบางคน มาโซคิส คือคนที่ชอบ ความเจ็บปวด ใครมาทำให้ตนเองเจ็บปวด ก็จะชอบใจ ต่างกับซาดิสม์ เห็นคนอื่นเจ็บปวด แล้วชอบใจ คนชกกันรุนแรงก็ชอบ พวกนี้ซาดิสม์ ส่วนมาโซคิส เราเจ็บปวดแล้วชอบ ถ้าสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ก็อยู่ได้สบายเลย เป็นโรคจิตของคน ทีนี้เราอ่านจิตของเรา ส่วนที่ไม่ใช่กาย เราจะตัดมันทิ้ง เล็บเรายาว พ้นประสาทรับรู้แล้ว ส่วนนั้นไม่ใช่กายของเรา ไม่เจ็บไม่มีเวทนา หากมันอยู่กับตัวเราไม่ตัดออกไป ก็เป็นพีชนิยาม ส่วนที่ไม่มีประสาทรับรู้ ส่วนที่เป็นประสาทรับรู้ ก็เป็นพีชนิยาม ถ้าตัดขาดออกไป อันนั้นเป็นอุตุนิยาม พอตัดทิ้งไปแล้ว มันก็ไปตามยถากรรม ส่วนที่เป็นพีชะติดเรา ก็เป็นส่วนที่เรามีวิบากด้วย ติดกับองคาพยพเรา ถ้าเราเอง บางคนไม่หวงแหนที่ติดกับเรานะ แต่บางคน หวงแหนสิ่งที่ตัดออกจากเราได้ บางคนจองเวร โกรธคนที่มาตัดเล็บของข้า ก็คือกิเลสเป็นตัวเป็นตน แม้มันจะไม่เป็นกายเราแล้ว กายนี้ต้องมีจิตร่วม มันงอกมาจนเลยประสาท มันไม่มีเวทนา ตัดทิ้งได้ มันจึงไม่ใช่กายเราแล้ว ส่วนของเล็บ ที่ไม่มีประสาทรับรู้ ก็เป็นพีชนิยาม มันไม่ใช่กายของเรา การเรียนรู้พวกนี้ ต้องรู้ความจริงลึกเข้าไป มันไม่ใช่กายเรา ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เป็นเราเป็นของเรา ใครจะมาตัดทิ้งทำไม ทิ้งก็ไม่ทุกข์ ไม่มีประสาทรับรู้ แต่ใครหวงแหนอยู่ก็ทุกข์ ถ้าเรารู้ว่า อันนี้ไม่ใช่ของเรา แล้วเราก็รู้ว่า ผู้ที่ไม่ยึดถือเป็นเรานั้น เป็นคนไม่ทุกข์ ผู้ที่ไม่ยึดถือเป็นของเรา แม้แต่องคาพยพ หรืออาการ 32 ก็คือไม่ยึดว่ากายเป็นเรา แม้จะเป็นกาย คือมีจิตร่วม ส่วนที่ไม่มีจิตร่วม ก็ไม่ใช่กายแน่ แต่คนโง่ก็ไปยึดถือได้อีก ตัดออกไปแล้วยังยึดเป็นเรา ก็โง่แล้ว ติดกับเราก็ไม่ยึด แม้จะเป็นส่วนที่มีประสาทรับรู้ได้ ก็ต้องไม่ยึดเป็นเรา มันจะสัมผัสเจ็บปวด ก็มีเหตุปัจจัย ดูความเจ็บปวดนั้น เป็นธรรมชาติของความทุกข์ ความไม่สมดุล อาการเจ็บปวด เป็นพยาธิทุกข์ ทุกข์ที่เกิดได้ เพราะอวัยวะเจ้าการไม่สมดุล ทำงานไม่สมดุล มันเกิดการกระทบกระแทก อะไรจรมาทำให้ไม่ปกติ เมื่อคุณไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา คุณก็เป็นพระอรหันต์ ยิ่งคนไปยึด แม้แต่มันเป็นอุตุนิยาม ตัดออกไปแล้ว ยังไปยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา คนนั้นแหละคนโง่ คนอวิชชา แม้ที่สุด มีประสาทรับรู้ได้ เล็บกระทบรับรู้ได้จากแรงสั่นสะเทือน ถ้าถูกสัมผัสแรง จนเจ็บจนห้อเลือด คุณเจ็บก็รู้ว่าเจ็บ แต่คุณก็ไม่ต้องเศร้าหมอง ไม่มีอารมณ์แทรก คือที่เป็นความรักความชัง ความดีใจ ความเสียใจ คุณก็เป็นปกติ จิตใจที่คุณปกตินี้ คือ จิตใจอรหันต์
สื่อธรรมะพ่อครู(อริยสัจ4) ตอน นิโรธของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องไปนั่งหลับตา สะกดจิตให้ไม่รับรู้ หรือไม่ให้สัญญาทำงาน ก็ดับสัญญา ดับเวทนาหมด ก็ไปแปล สัญญาเวทยิตนิโรธว่า ดับสัญญาดับเวทนาสิ้นหมด อย่างไม่ได้ขยายความ แต่ดับอย่างไม่ให้รับรู้สึก จึงกลายเป็น ธาตุจิตที่ไม่มีความรู้สึก จะมีกระทบสัมพันธ์อย่างไร ก็ไม่รู้สึก แข็งทื่อเป็นพรหมลูกฟัก จะเอาไฟมาจี้ ก็ไม่รู้สึก เป็นพรหมลูกฟัก มีคนที่มิจฉาทิฐิ รู้อย่างนี้ด้วยว่า นี่คือ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งผิดลงนรกลงไปเลย เห็นนรกเป็นนิพพานเลย ทำไมอาตมาเรียกนรก ก็เพราะว่า เห็นความนิโรธ อย่างมิจฉาทิฐิ อย่างอวิชชา ตรงกันข้าม กับความจริงเลย นิโรธของพระพุทธเจ้านั้น ... จะต้องมี เวทนา และ มีสัญญา สัญญา เวทยิต นิโรธ มีสามเส้า สัญญากำหนดรู้หมาย ตามหน้าที่ กำหนดหมายรู้ เวทนาในเวทนา เวทยิตตัง คือเคล้าเคลียอารมณ์ ตรวจสอบความรู้สึก ว่าเราได้ทำเวทนาของเราให้เป็นเวทนา 1 เป็น เอกกัคคตาจิต เป็นเอกสโมสรณาภวันติ ได้หรือยัง ถ้าทำได้ ก็คือ ฐานของนิพพาน เป็นนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธ คือไม่ใช่ดับเวทนาดับสัญญา แต่กำหนดหมายว่า จะดับส่วนที่ควรดับ คือ กิเลส ที่ยังสสังขาริกังอยู่ ดับหมดหรือยัง เหลือแต่ธาตุรู้ ที่มีความไม่หมอง ไ ม่มีอะไรลึกลับ รู้ครบรู้จบถ้วนรู้จริง รู้จริงตามความเป็นจริง เป็นปัญญาอันสมบูรณ์แบบ อย่างนี้คือ นิโรธของพุทธ นิโรธ อย่างมีความตื่นความรู้ มีเหตุปัจจัยองค์ประกอบ ที่สัมผัสกระทบปรุงแต่ง แล้วกิเลสมันดับ อย่างสิ้นอาสวะอนุสัย เป็นการบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนะสัญญา คือการกำหนดหมาย คือถ้าสัญญากำหนดหมาย อ่านเวทนาในเวทนา อ่านจิตในจิต อ่านธรรมในธรรม ว่ามีความสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเหลือเลย แม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง อากิญจัญญะ ก็ไม่มีเหลือ จนรู้พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเราหมดกิเลสยังไม่เกิดอีก กิเลสดับสนิทยังไม่เกิดอีก เที่ยงแท้แน่นอนตลอดกาล นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัส ฺ สตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อ สังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เป็นคนที่บรรลุธรรม อย่างสมบูรณ์สุดแล้ว จบกิจเลย
อาตมาได้เอา มูลสูตร 10 มาอธิบาย วันนี้จะอธิบายต่อ มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . ฉันทะเป็นมูลกา ในสุริยเปยยาลสูตรก็มี ถ้าปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่มีความยินดีอยู่ ก็ไม่ได้ผลหรอก เพราะว่าธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมะที่ฝืนๆ หรือทำเล่นหัวได้ เพราะธรรมพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)
2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) จะสร้างให้ จิตวิญญาณเกิด เกิดอะไร ก็เกิดความตาย คือเกิดความตายขึ้นในจิต อกุศลจิตมันตาย จิตโอปปาติกะก็เกิด เราทำอกุศลจิตตายไปก็ในจิตเรา ตามเหตุปัจจัยที่เราสัมผัส เ ช่น เราชอบกล้วยไข่นี้ ก็กลางๆ คือกล้วยไข่ ไม่ต้องไปชอบหรือชังมัน มันมีธาตุอาหารที่ควรกินก็กินเท่านั้น ต้องทำให้เกิด รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ต้องมีสวรรค์หรือนรก ไม่ต้องมีชอบหรือความชัง ไม่ต้องมีความสุขและความทุกข์ ไม่มีอร่อยหรือไม่มีไม่อร่อย เป็นนิพพานแล้วง่ายจะตาย มันทำยาก แล้วจะทำอย่างไร ท่านก็ให้พิจารณา รู้ความจริงตามความเป็นจริง สมณะเดินดินว่า...เวลาฟังดูเหมือนง่าย แต่ตอนทำยาก เราก็พิจารณาตรงที่ว่า เราเลิกเนื้อสัตว์ได้มาแล้ว เราก็พิจารณาธรรมไปตามลำดับ ก็พยายามอ่านอารมณ์ จะเป็นฐานที่ทำให้เราเดินไปได้ ถ้าเราไม่ได้พิจารณา ก็อร่อยไปทุกวัน เป็นความไม่รู้ พ่อครูว่า…เป็นความไม่รู้ ก็สะสมไปเรื่อย อร่อยก็พอใจไปเรื่อยๆ ตกผลึกเป็นกิเลส คือความหนา คนทุกวันนี้ ไม่ศึกษาโลกุตระ กิเลสโตทุกวินาที ไ ม่ชอบก็ชัง น้อยนักที่จะเฉยๆ เฉยๆโดยอวิชชา ก็เป็นกิเลส สะสมไป ก็คือความไม่รู้ไม่ชี้ เป็นจิตไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดีไม่รู้เรื่อง ก็คือสะสมความไม่รู้ ความไม่รู้ก็สำทับไปอีก
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป28 ) ตอน ขณะที่อ่านอาการได้จับได้ ตรงนั้นคือหทยรูป หทยรูป มันไม่มีสถานที่ แต่ถ้า อ่านอาการได้จับได้ ตรงนั้นคือ หทยรูป อย่าไปเข้าใจ ตามอภิธรรม ที่เขาอธิบายว่า อยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 แต่แท้จริงคือนามธรรม ไม่มีสถานที่ แต่ถ้ารู้สึกรับรู้ได้ อันนั้นแหละคือ ตรงนั้น หทยรูป แล้วก็ทำตรงนี้ จากหทยรูป จากปสาทรูป โคจรรูป เป็นภาวรูปสอง ก็มาเป็นหทยรูป ตรงนี้เราก็ต้องอ่าน ชีวิต ของความเป็นกิเลส ชีวิตของสิ่งที่เราจะให้ตาย ให้สูญจากจิต มันยังมีชีวิตินทรีย์ หรือชีวิตรูป แล้วก็รู้ว่าอาหาร ที่มันทำให้กิเลสตัวนี้ มีชีวิตอยู่ อาหาร 4 คือ กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป อันเป็นปัจจัยให
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive