610128_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ได้โปรดหยุดสวดแบบร้องเพลงกันเสียทีนะชาวพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
610128_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ได้โปรดหยุดสวดแบบร้องเพลงกันเสียทีนะชาวพุทธ
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เมื่อเช้าดูคลิปต้นยางนา ที่อำเภอนาแก ใช้น้ำมันยางนาใส่รถวิ่งได้ ใช้ไถนาได้ ดูว่าป่ายางเรามีเต็มไปหมด เป็นการประหยัด ดูแล้วน่าสนใจ อนาคต เราอาจใช้น้ำมันยางนาได้ ส่วนเรื่องสุขภาพ เขาบอกว่า น้ำมันงา สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนได้ ข่าวร้อนตอนนี้คือ ข่าวการเมือง ไม่ว่าจะมีการต้าน เลื่อนเลือกตั้ง ต้าน คสช. ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามสร้างประชาธิปไตยไทยนิยม ให้เป็นแบบของไทยๆ พ่อครูก็เห็นด้วย เพราะแบบไทย เป็นแบบพุทธ ทุกวันนี้ เขามีการสวดมนต์ สวดเพื่อให้อยู่รอดปลอดภัย เพื่อให้เกิดบันดาลได้ดังใจอะไรต่างๆ ไม่ได้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เป็นเรื่องโลกีย์ คำว่าสวด นี่ถ้าบอกว่าเราถูกสวดคือ เราถูกด่า วันนี้พ่อครูก็จะสวด พ่อครูจะสวดสาระ ให้พวกสวดไร้สาระฟังกัน ก็อย่าโกรธกัน เพราะพ่อครูเมตตาปรารถนาดี ชีวิตเราเกิดมาในทุกขณะของชีวิต ควรทำสิ่งที่เป็นสาระ พ่อครูอายุ 84 ปียังดูแข็งแรงดีอยู่ เสียงก็ยังกังวาลชัดเจน วันนี้จะมาสวด
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน โมเดลประชาธิปไตยแบบอโศก พ่อครูว่า... ก่อนจะได้สวด ก็อ่านของคุณ บ้านเล็กเมืองน้อย ที่ตอนเดิมเขียนมา มีคำคมคายที่ใช้ได้ ประชาธิปไตยจะบริสุทธิ์ได้ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่คนไม่มีกิเลส ถ้าสามารถทำให้กิเลสในคนลดน้อยลงๆได้ ประเทศนั้นจะเป็นประชาธิปไตยอันประเสริฐด้วย นี่คือความหมายชัดๆ แต่คนไม่เข้าใจว่า นี่คือเหตุแท้ มันมีกิเลสอยู่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ละกิเลส อัตตา กิเลสตัวกูของกู ในตัวคน กิเลสนี่เป็นตัวตนตัวกูของกูเต็มที่ และมันก็มีพลังงานออกไปที่จะเป็นตัวกู เป็นของกู เอามาให้กู เต็มเหนี่ยว เพราะฉะน
อ่านต่อ
ั้น ถ้าลดพลังงานตัวนี้ พลังงานที่อยู่ในจิต อกุศลจิต ตัวนี้ที่เป็นเหตุ ถ้าลดหรือทำลาย กำจัดตัวนี้ได้จริงๆ ก็จะค่อยยังชั่ว ในบรรดาคนของสังคมเรา ในประดาของคนในสังคม ประเทศ อย่างชาวอโศก ก็ให้อิสระเสรี คนมาฟัง มาเข้าใจแล้วลดกิเลสได้ อย่างที่ว่านี้ ก็เลยรวมกันเป็นกลุ่มชน มีพฤติกรรม มีวัฒนธรรม มีการเป็นอยู่ อยู่ในกลุ่มหมู่ของตนเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมสังคมชาวอโศกได้ว่า เป็นประชาธิปไตยอันวิเศษ เป็นประชาธิปไตยอันก้าวหน้า เลยขั้นสังคมนิยม เขาไม่อาจเอื้อม แต่ศาสนาพุทธทำได้สำเร็จเป็นถึงขั้นสาธารณโภคี อย่างคอมมิวนิสต์ เขาต้องการให้เกิดความเป็นส่วนกลางให้มากที่สุด ก็เช่นเดียวกัน ประชาธิปไตยก็ต้องการให้ส่วนกลางมีมาก แต่ไม่บังคับ คอมมิวนิสต์มีการบังคับมากกว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้นมุ่งไปในทางที่ให้อิสระเสรีภาพคนมากกว่า ส่วนคอมมิวนิสต์นั้น มุ่งไปทางส่วนกลางทรัพย์สินส่วนกลางให้มาก เพื่อจะบริหารทรัพย์สินส่วนกลางนั้นให้แก่ประชาชน ก็คือตัวเขาเอง เขาเห็นแก่ประชาชนได้ดีกว่าพวกประชาธิปไตยขี้โม้ เขาว่าอย่างนั้นนะ คอมมิวนิสต์เขาบอกว่า เขาเห็นแก่ประชาชนได้มากกว่าประชาธิปไตยขี้โม้ เขาก็บริหารเงินส่วนกลางเป็นหลัก บริหารตามความหลงดี ว่าเขานี่แหละ จะเอามาให้แก่ประชาชนได้เก่งกว่า ได้บริสุทธิ์กว่า ซื่อสัตย์กว่า พวกประชาธิปไตย ต่างก็แย่งชิง อวดดีกัน แต่ถ้าเข้าใจเนื้อแท้ของศาสนา จะเข้าใจคอมมิวนิสต์ จะเข้าใจประชาธิปไตย จะเข้าใจคนมันมีตัวกิเลส ตัณหา อัตตา แล้วก็ล้างกิเลส ตัณหา อัตตานี้ได้จริง ก็จะเป็นผู้ที่เห็นแก่ประชาชน ไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง ชำระความเห็นแก่ตัว เสร็จแล้วก็ทำให้แก่ผู้อื่นไป มีมากคนเท่าไหร่ กิเลสลดได้จริงเท่าไหร่ มันก็เกิดสังคมประชาธิปไตย เป็นไปโดยอัตโนมัติเอง
ขออ่านของคุณบ้านเล็กเมืองน้อย.. _จากบ้านเล็กเมืองน้อย ..กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ความเดิมตอนที่แล้ว พูดถึงการขยายตัวยึดครองโลกของระบบทุน ทําให้ศีลธรรมเสื่อม คําสอนของศาสนาผิดเพี้ยน แล้วปรากฎว่ามี 2 ผู้กอบกู้มาช่วยโลก เหมือนฝนที่ตกอย่างทันท่วงที 2) การโต้กลับของ 2 พระโพธิสัตว์ ทางด้านศาสนาพุทธในประเทศไทยก็ล้มเหลวเช่นเดียวกัน หลักธรรมคําสอนผิดเพี้ยนถึงขั้นไม่เหลือเชื้อของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีเพียงพระวินัยกํากับเท่านั้น ไม่สอนให้สัมผัสผัสสะ แล้วโยนิโสมนสิการให้ถึงแดนเกิด แล้วประหารกิเลสด้วยบุญ แต่เลี่ยงแบบคนขี้ขลาด ด้วยการนั่งหลับตา ไม่กล้าเผชิญผัสสะ ไม่มีการขัดเกลากิเลส ขจัดอวิชชา จึงถูกความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในรูปของระบบทุนครอบงําหลอกใช้เป็นเครื่องมือ ด้วยความยินยอมพร้อมใจให้ตัวเอง จมอยู่ในโลกธรรมไปด้วยกัน หลักธรรมคําสอนจึงถูกบิดเบือนนําไปสู่ความวิบัติ ถึงขั้นไปหารายได้จากการทําบุญ สนับสนุน ให้ทําบุญกุศลแบบสาเปกโข ซึ่งเป็นแค่เพียงการ recycle กิเลส เท่านั้น !!! (ภาวะหมุนวนไปวนมาของกิเลส ไม่ได้มีการชำระแต่อย่างใด) พ่อครูสมณะโพธิรักษ์(พระโพธิสัตว์ทางธรรม) ทั้งๆที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายหนักหนาเพียงไหน ถูกฝ่ายปกครองบ้านเมือง และคณะสงฆ์กระแสหลัก กลุ้มรุมจัดการเพียงใด ก็ยังมุ่งมั่นทุ่มเทในการเผยแพร่หลักธรรมคําสอนแบบพุทธแท้ๆอย่างมั่นคง จนสามารถแสดงธรรมฤทธิ ล้างกิเลสที่ฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์ออกได้จริง ให้มนุษย์สลายอัตตา ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างมีสติ แล้วเนรเทศตัวเองออกจากภพภูมิของนรกสวรรค์ ละทิ้งความสุขๆทุกข์ๆในโลกอบาย ทําให้ปุถุชนตายไปจากโลกโลกีย์ แล้วเกิดใหม่เป็นอาริยะชน โดยปราศจากความกลัวที่ไร้ซึ่งเหตุผล หลุดพ้นเป็น อิสระ มีเสรีภาพอย่างแท้จริง อย่างที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันถึง ทําให้รูปแบบของสาธารณโภคีเกิดขึ้นในหมู่ของฆราวาส สร้างเป็นชุมชนบุญนิยม ให้เห็นเป็นประจักษ์ด้วย อโศกโมเดลในที่สุดก็กอบกู้พุทธศาสนา ให้คงไว้ซึ่ง DNA ตามอย่างของพระพุทธเจ้าไว้ได้ จนสําเร็จ (หาดูเพิ่มเติมได้ จากสารคดีชุด ผู้กอบกู้พุทธศาสนา ) แต่กระนั้นก็แลกมาซึ่งชื่อเสียงที่ถูกทําลายจนมัวหมอง จึงทําให้มีความยากลําบาก ในการเผยแพร่ไปสู่สังคมวงกว้าง ในทางโลก ระหว่างนั้นการต่อสู้กับความชั่วร้าย ก็ยังคงดําเนินต่อไป ประเทศที่อ่อนด้อยกว่าก็กลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยโชคดี ที่มีพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ถึงกระนั้นก็ยังต้านไว้ไม่อยู่ ถึงขั้นที่เราต้องสูญเสียในหลวง ร.8 ไปในการต่อสู้!!! จนกระทั่งเรามี ในหลวง ร.9 (พระโพธิสัตว์ทางโลก) ทั้งๆที่ต้องสูญเสียพระเชษฐาไป ยังทรงมั่นคงและทรงทุ่มเท ใช้การบําเพ็ญเพียรบารมีเพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง จนถึงขั้นสถิตย์อยู่ในใจของคนไทยทุกคน แล้วในที่สุดพระองค์ท่านก็สร้างขาที่ 2 ของระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาได้สําเร็จ ประเทศไทยจึงเป็นประชาธิปไตย 2 ขา มีพลังจิตวิญญาณในการถ่วงดุลย์กับอํานาจชั่วร้าย รอดพ้นจากการล่มสลายมาได้จนถึงปัจจุบัน (พิสูจน์ได้จาก สารคดี ชุด เย็นศิระเพราะพระบริบาล) คําว่าพอเพียง ได้สร้างความสะท้านสะเทือนไปทั้งแผ่นดินไทย ทั้งคําว่า ขาดทุนคือกําไร ได้ช่วยคลายความแก่งแย่งกันในสังคม แล้วยังบอกให้ ทําแบบคนจนอีก ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ตนเอง ให้คนไทยใช้การปฏิบัติธรรม ลดกิเลสตนเอง ลดตัวลดตน ไม่วิ่งตามเอาอย่างต่างชาติ ไม่อยากรวยเหมือนคนอื่นๆ ด้วยซาบซึ้งในทุกๆถ้อยคําที่พ่อสอน ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในทุกๆโครงการพระราชดําริ จึงเป็นที่มาของปรากฎการณ์สนามหลวง แล้วแพร่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงในประเทศ เกิดโรงทาน แจกจ่าย บริการฟรี ช่วยเหลือ แบ่งปันกันขึ้นในสังคมไทย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จนชาวต่างชาติที่ได้มาพบเห็น ต่างตกใจว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!! โปรดติดตามตอนต่อไปครับ (merging of บุญนิยม & ศาสตร์พระราชา)
สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน โทษ 5 ข้อ ของการสวดพระธรรมด้วยทำนอง พ่อครูว่า... ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่มีแต่การสวด อะไรนิดก็สวด สวดเป็นหมู่ วัฒนธรรมก็มีแต่การสวด นิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้าน ไปสวดมนต์ตามที่ต่างๆ มีพิธีการอะไรต่างๆ ก็สวดมนต์ สวดๆๆ ศาสนาพุทธได้แต่สวดอย่างเดียว ทุกวันนี้ ไม่มีอะไรอย่างอื่นเป็นโล้เป็นพายเลย ได้แต่สวด บางทีก็เป็นคำที่แต่งขึ้นมาใหม่เยอะ สวดให้เสียเวลาไป บางทีก็เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวด สวดไปก็ต้องอาบัติไป ไม่รู้ว่าตนเองต้องอาบัติทุกคำความ เอาพระธรรมบทมาสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่อหน้าอนุปสัมบัน ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ใน พระวินัย ปาจิตตีย์มุสาวาทวรรค ข้อที่ 4 เขาก็พยายามแปลอย่างเลี่ยงคำบาลี เพราะผู้แปลรู้สึกคงเข้าใจ ตามพระบาลี ดูเหมือนเขาแปลกันว่า กล่าวธรรมโดยบทต่อหน้าอนุปสัมบัน ถ้าว่าพร้อมกัน ต้องปาจิตตีย์ เนื้อแท้มันคือ กล่าวธรรมโดยบท แต่เขาปรับไปเป็นสอนธรรม แท้จริงคือ การกล่าวขึ้น เรียกว่า ภัญญะ การกล่าวถึง ทีนี้ การกล่าวนี้ มีภาษาบาลีว่า สรภัญญะ การกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าให้คำนึงถึง สระ เช่น อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ มีเสียงสั้น ยาว จะทำคำขึ้นมา คำว่าภัญญา เขาแปลว่า ความเป็นแห่งการกล่าว หรือย่อมออกเสียง พยายามแปลให้เป็นความหมายชัด ให้เกิดความเป็นอะไรขึ้นมา คือกล่าวให้เป็นเช่นนี้ ก็เลยแปลว่า ความเป็นแห่งการกล่าว ซึ่งชัดคม ถ้าใครเข้าใจภาษา การกล่าวนี้จะให้เป็นนะ คือ อะ ให้เป็นอะ อาให้เป็นอา อีให้เป็นอี อุให้เป็นอุ คือกล่าวให้ตรงกับสระที่มี ก็เลยแปลสรภัญญะว่า ให้ออกเสียงสวดมีเสียง นี่ก็เพี้ยนไปแล้วนะ คือให้มีเสียงนั้นถูก แต่ว่าคำว่ามี เสียง ให้ตรง สระ มันหายไป นี่เพี้ยนอีก ที่สั้นก็ให้สั้น ที่ยาวก็ให้ยาว คือตัด รัสสระทิ้งไปคือเสียงสั้นทิ้งไป เหลือแต่เสียงยาว ก็เลยกลายเป็น นาาาาาา…โม…… ของพวกเราว่าจะสร้าง คอนโนมิเนี่ยมที่เป็นรูปร่างแท่งหินก้อนเดียว (โมโนลิท) เรียกภาษาไทยว่า ภูคอนโด ได้แต่คิด แต่ไม่มีปัญญาสร้าง เพราะว่าไม่มีเงิน ในบาลีมีคำว่า ธรรมบท แต่ก่อนมีในปาติโมกข์ว่า ผู้กล่าวธรรมโดยบท แก่อนุปสัมบันพร้อมกัน ตั้งแต่สองคน ต้องปาจิตตีย์ แต่เดี๋ยวนี้เลี่ยงไปว่า สอนธรรมโดยบท ต้องปาจิตตีย์ เขาก็ว่าการสวดนี้ไม่ใช่การสอนนะ เขาก็เลยว่าสวดได้ พระที่สวดมนต์อยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ปลงอาบัติตัวนี้เลย เพราะเขานึกว่าไม่อาบัติอะไร ก็เลยกลายพระที่สวดมนต์พร้อมกันสองรูปขึ้นไปต่อหน้าอนุปสัมบัน คือประชาชนทั่วไป ก็ต้องอาบัติไป แต่ไม่ยอมปลงอาบัติ ไม่มารับโทษ มีชนักติดอย่างนั้น เป็นพระที่มีข้อหา ต้องอาบัติ นี่ทั้งหมดเลย ขออภัยที่พูดนี้เป็นวิชาการ ความรู้ ไม่ได้ไปว่าอะไรหรอก ทำอย่างไรจะแก้ไขให้บริสุทธิ์สะอาด อาตมาก็พูดวิชาการ ความจริงให้ชัด อาตมาว่ามันเกินแก้แล้ว การแก้ด้วยการปลงอาบัติ คุณจะต้องไปแก้กับพระบริสุทธิ์ พระปกตัตตะ แล้วต่างคนต่างไม่มีพระองค์ไหนบริสุทธิ์เลย จะไปแก้กับใคร มันเป็นเรื่องที่พูดไปเหมือนไปว่า ไปแกล้ง แดกดันประชดประชัน แต่เป็นเรื่องของศาสนาที่จะต้องพูดต้องกล่าวกันให้รู้เรื่องให้ดี การสวด สรภัญญะ มันไม่ได้หมายความว่า การสวดที่มีทำนองยาวคล้ายกับเพลง คุณจะใช้คำว่าสวดเข้าไปนำหน้าก็ตาม ก็คือการกล่าว สรภัญญะคือการกล่าว ที่ท่านแปล ภัญญะ แปลว่า ความเป็นแห่งการกล่าว เป็นอย่างไรก็คือ ให้ถูกสระ สวด ไม่ได้หมายความว่า ร้องเพลง เป็นการกล่าวเท่านั้น แต่กล่าวให้ตรงกับสระ รัสสระก็คือสระสั้น ก็กล่าวสั้น ส่วนสระยาว ก็ไม่ใช่ลากเสียงยาว ก็กล่าวให้ยาวเท่าที่ควร คำว่า สรภัญญะ คือ สระ การกล่าว ไม่ใช่การร้องขับ การกล่าว คือพูด คือบอกคำ ส่งเสียงคำออกมาเรียกว่าการกล่าว ไม่ใช่การร้องคำ หรือการร้องเพลง การกล่าว หมายความว่าอะไร การกล่าวคือ จะกล่าวจะพูดอะไรคำใด จะพูดอะไรคำใดก็ต้องเปล่งเสียง ให้เป็นภาษาคน ให้รู้เรื่อง ตรงตาม รัสสระ หรือฑีฆสระ มีสระสั้นหรือยาวเท่านั้น ไม่ใช่เสียงทำนอง หรือคำกล่าวให้ตรงตามภาษา หรือสระ สระสั้น อะ อิ อุ ก็ออกเสียงสั้น สระออกเสียงยาว เอ อี อู ก็กล่าวยาว เมื่อกล่าว ก็ให้ตรง เช่น กะ กา กิ กี กุ กู อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เป็นต้น แม้จะเป็นสระเสียงยาว ก็ออกเสียงให้ถูกให้พอดีคำกล่าว ไม่ใช่ลากเสียงยาว กลายเป็นคำร้องทำนองเพลง แล้วยิ่งใส่ทำนองเลย เจตนาเลย พวกนี้อาบัติทั้งสิ้น มันไม่ใช่ความเป็นแห่งการกล่าว มันเป็นความเป็นแห่งการร้อง การขับเพลง เป็นการใส่ทำนองซึ่งผิดไปจากการกล่าว มันเป็นความเป็นแห่งการร้องเพลง มันก็ลดค่าของคำสอน หรือพระธรรมของพระพุทธเจ้าลง เป็นแค่เพลง เอามาร้องกันสนุกๆ มาร้องเล่นๆ หรือมาร้องแลกอาหาร ร้องรับจ้าง ฟังแล้วน่าเกลียด แล้วเขาก็ทำกัน ศาสนาพุทธทุกวันนี้ แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นศาสนาที่หลงเหลือเพียง ศาสนาสวดมนต์ หรือ ศาสนาร้องเพลง กันเท่านั้น ไม่ใช่การกล่าวธรรมอันใดเลย สังเวชใจไหม น่าสังเวชใจน่าสงสาร ไม่ว่าจะออกงานศาสนา งานพิธีการใดๆ ไปงานบ้านใด ก็ได้แต่สวดมนต์กันเท่านั้น ถ้าไม่สวดมนต์เลยนี่ สมณะชาวอโศกถูกนิมนต์ไปที่บ้านไม่สวดมนต์เลย เขาถือว่าไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้สวดให้เลย แต่สาธยายธรรม ไม่ได้สวด เสร็จแล้วก็พากันกลับ เขาก็ว่าไม่มียะถาสัพพีเลยหรือ พวกเราแม้นี้ ก็ไม่สวด เพราะไม่อยากให้หลงว่าต้องสวดให้พรกัน ยะถาสัพพี เป็นการให้พร แล้วยะถาสัพพีนี้ เป็นบทที่บอกว่า ถ้าเอาธรรมบทมาสวดพร้อมกันสองคนนี้อาบัติ ในโบราณาจารย์ทำถูกแล้วก็ติดมา คือยะถาบทต้นสวดคนเดียว แต่สัพพีติโยนี้สวดเป็นหมู่ แต่คนสวดเก่งๆจะลากเสียงยาว ใส่ทำนองด้วย ยะถา…..วารีวะหา……สวดกัน เป็นวงคอรัสเลย การสวดพระธรรม คำสอน ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงคำ เหมือนศาสนาอื่นลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 20 ว่า มีโทษ 5 ประการ เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง [20] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรม ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ... จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลง ขับ มีโทษ 5 ประการ นี้ คือ: 1. ตนยินดีในเสียงนั้น 2. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น 3. ชาวบ้านติเตียน 4. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป 5. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ 5 ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วย ทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ พ่อครูว่า... จิตสมาธิของพุทธ คือ จิตที่ปราศจากกิเลส แล้ว จะไม่ใช่จิตที่แข็งทื่อ ไม่แววไว แต่จิตใจกลับจะ ยิ่งคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว เวทนาสัญญาสังขาร คล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว จิตวิญญาณคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว เรียกว่า กายปาคุญญตา จึง ทำงานได้ดีมาก เรียกว่า กายกัมมัญญตา ทุกวันนี้ ไปปฏิบัติสมาธิ ได้แต่สมถะ ได้แต่ความสงบ ที่จิตมันแข็งทื่อ ไม่ได้หมายความว่าการสงบนั้นคือ กิเลสมันหยุดแล้ว กิเลสมันสงบแล้ว กิเลสมันเรียบร้อย กิเลสมันไปดี กิเลสมันไม่แสดงบทบาท กิเลสไม่แสดงตัวแล้ว กิเลสหายไป เลยมีแต่จิตวิญญาณที่ปราศจากความขัดแย้ง ปราศจากความวุ่นวาย ปราศจากตัวต้านทาน จิตนั้นก็เลยคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว นั่นคือสมาธิ แข็งแรง เรียกว่าตั้งมั่น จิตเป็นแบบนี้แข็งแรง ตั้งมั่น แสดงได้เต็มที่ เรียกว่าสมาธิ เดี๋ยวนี้เข้าใจคำว่าสมาธิก็ไม่ได้ ไปเข้าใจว่าเป็นสมถะ สมาธิ เป็นเรื่องอุตตริมนุสสธรรม จิตที่เหนือสามัญธรรมดา ไม่ใช่จิตของปุถุชน จิตสมาธิไม่ใช่จิตปุถุชน สมาธิมีความหมาย 2 อย่าง สมาธิที่เข้าใจกันทั่วไป เป็นสมาธิแบบเดียรถีย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าให้ทิ้งไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ ในศาสนาพุทธ ก็ไปเอาสมาธิที่พระพุทธเจ้าให้ทิ้งไปนี้ มาเป็นสมาธิ ส่วนสมาธิของพระพุทธเจ้า เรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะ อริโยสัมมาสมาธิ พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 253 พระพุทธเจ้าก็จะตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายจงฟัง เราจะกล่าว สัมมาสมาธิของพระอริยะ สัมมาสมาธิของพระอริยะนั้นคืออะไรเป็นไฉน สัมมาสมาธิของพระอริยะนั้น มีเหตุ มีองค์ประกอบ เหตุ นั้น องค์ประกอบ นั้น คือ 1.สัมมาทิฏฐิ 2.สัมมาสังกัปปะ 3.สัมมาวาจา 4.สัมมา กัมมันตะ 5.สัมมาอาชีวะ 6.สัมมาวายามะ 7.สัมมาสติ 7 ตัวนี้ นี่แหละคือองค์ประกอบ หรือบริขาร คือเหตุที่จะให้เกิดสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่มีการนั่งหลับตา เป็นเหตุนั่งนิ่งแข็ง ไม่ได้พูดจา ไม่นึก ไม่คิดด้วย แล้วก็นิ่งๆ ถือว่าสมาธิ อันนั้นเป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปไกลมากเลย พูดมาซ้ำซาก 48 ปี จะทำอย่างไรให้ผู้ยึดติด สะเทือน และเลิกรา
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ชาวอโศกสำเร็จแล้ว ในความเป็นประชาธิปไตยไทยนิยม พ่อครูว่า... อาตมาไม่หวัง ในบรรดาพุทธศาสนิกชน ทั้งนักบวช และฆราวาส ที่สนใจศาสนาพุทธอยู่ อาตมาไม่หวังว่า คนเหล่านั้นจะมาเห็นดีเห็นงาม ถึงครึ่งหนึ่ง สมมุติว่า ชาวพุทธมี 95% แล้วฟังอาตมาจะฟังเข้าใจได้ถึง 47.5 % ไม่หวังหรอก ว่าจะมาเห็นดี มาเปลี่ยนเป็นแบบนี้ ครึ่งหนึ่ง แต่สัก 25% ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทำให้ได้ไหม ชาวอโศกนี้ ไม่ถึง 25% ของพุทธศาสนิกชนไทย ได้สัก 2% ไหม ถ้าคนไทยมีปัญญา มีความรู้ มีพฤติกรรม ในการประพฤติปฏิบัติ ตามธรรมะพระพุทธเจ้า ตามศาสนา ซึ่งเรานับถือศาสนาพุทธ ก็ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ แล้วเราก็มี สัมมาทิฏฐิ แล้วก็ปฏิบัติ สัมมาปฏิบัติ คนไทยจำนวนหนึ่ง ยกตัวอย่างชาวอโศก เข้าใจเรื่องของธรรมะพระพุทธเจ้า ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นเช่นนี้ มาปฏิบัติเช่นนี้ ถูกต้อง เมื่อปฏิบัติแล้วก็เลยเกิดผล อย่างที่ชาวอโศกเป็น ชาวอโศก เป็นทั้งนักธรรมะ นักการเมือง นักเศรษฐกิจ นักการสังคมศาสตร์ เป็นทุกอย่าง แล้วก็มาปฏิบัติตามที่ตัวเองมีธรรมะ มีความรู้ทางธรรมะ มีความรู้ทางการเมือง มีความรู้ทางการสังคม เข้าใจว่า อย่างนี้มันดี ถูกต้องตามคําสอนพระพุทธเจ้า จึงได้ปฏิบัติตนว่า เศรษฐกิจอย่างนี้ดี การเมืองอย่างนี้ดี สังคมอย่างนี้ดี ก็จะปฏิบัติอย่างนี้ รวมแล้วเป็นเนื้อแท้ตรงกัน ทั้งการเมือง ที่พระพุทธเจ้าหมายความว่า การเมืองของพระพุทธเจ้านี้ อาตมาพูดไปแล้ว ไม่รู้กี่ที การเมืองของพระพุทธเจ้า เป็นการเมืองนำสมัย ตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า เป็นการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ที่มีอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ อย่างสมบูรณ์แบบเลยในคน เมื่อคนของท่านในสังคมของท่าน มีความเป็น อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ในตัวเองจนเต็ม พระพุทธเจ้าพาคนของท่านไปที่ไหนๆ ท่านก็มีธรรมนูญของท่าน เป็นพระธรรมวินัย ก็มีศีล ของท่าน มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นต้น วินัยก็เป็นกฎหมายลูก ที่มันผิดแล้ว บัญญัติมาตามหลัง จนทุกวันนี้มี 227 ข้อ วินัยก็อย่างหนึ่ง ศีลก็อย่างหนึ่ง พระวินัยมีบทลงโทษ เป็นกฎหมายอาญา แต่ ศีลไม่มีบทลงโทษ เป็นหลักเกณฑ์ใหญ่ของสังคม เหมือนกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ทุกวันนี้ ไม่มีเรื่องของศีลแล้ว เขาไปหลงแต่พระธรรมวินัย ในยุคพระพุทธเจ้า เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคของทาส คนไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน นายทาสก็ไม่รู้เรื่องนี้ ก็อยู่กันอย่างนั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านเองท่านได้บรรลุ หลุดพ้นความเป็นทาส แม้แต่วรรณะ ท่านก็ปลดหมด เป็นความเสมอภาคกันหมด เศรษฐกิจของท่าน ก็สมบูรณ์แบบ อุดมสมบูรณ์ ทำอยู่ทำกิน เลี้ยงดูกัน เหมือนพี่น้อง เหมือนชาวอโศกเป็นได้ ทำมาหากิน แบ่งกันกินกันใช้ ไม่ได้ขาดแคลน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เป็นเศรษฐกิจชั้นสูงสุด เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างเกิดแก่เจ็บตายร่วมกัน พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้ อบอุ่น เป็นสังคมที่สุดยอด อาตมาพูดตรงๆ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ ภาคภูมิใจ ที่ได้เอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาประกาศ มาอธิบายขยายความ ให้คนในยุคนี้ อย่างพวกคุณ คนอื่นเขาไม่เชื่อถือ ก็ไม่มา พวกคุณเข้าใจ เชื่อถือก็มา อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็สำเร็จ เป็นหมู่มนุษย์ จนกระทั่งเกิดเป็นหมู่บ้าน มีทั้งแบบที่เป็นนิตินัย และไม่เป็นนิตินัย บางทีเราก็ไม่อยากรับ เราเป็นหมู่บ้านของเรา ก็ดีแล้ว มีวัฒนธรรมพฤติกรรมสังคม สรุปแล้ว คนเข้าใจได้ ประพฤติได้ เป็นจริง ก็มีผลตามที่เราเชื่อถือตามที่เราเข้าใจ ก็เลยเอาไปใช้กับชีวิตของเรา เห็นได้ชัดๆ เห็นแล้วก็ยังงงว่า ท่านผู้รู้ที่เรียนมาศึกษามามากมาย เป็นผู้บริหารจัดการในสังคม มีทั้งบริหารปกครอง ท่านมองไม่ออกหรือไง ว่าชาวอโศก นี่แหละคือผู้ที่มีการศึกษา ศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ได้เรียบร้อยแล้ว เสร็จแล้ว ก็มีสังคมที่อยู่ดี กินดี สบายดี เพราะปฏิบัติบรรลุผล ทางด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์แล้ว แล้วรู้สึกว่าเขาก็เฉยเมย ทั้งๆที่มีให้เห็นอยู่ในประเทศไทย แล้วไม่ผิดกฎหมายด้วย วัฒนธรรมก็ไม่ผิด มีแต่ความดีงาม แต่ทำไมคนไทยไม่ยอมรับรอง เขาไม่กล้ารับรอง ไม่ยอมรับรอง ทำไมต้องไปนับถือการรับรองของลัทธิอื่น ที่ไม่ใช่ลัทธิของพุทธ เป็นลัทธิของชาวต่างประเทศ เป็นลัทธิอะไรก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ของพระพุทธเจ้า เป็นลัทธิวิเศษแล้ว ของพระพุทธเจ้า เท่านั้นก็ไม่พอ ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 เป็นผู้ที่ทรงพระจริยวัตรตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป๊ะเลย รัฐศาสตร์ก็อย่างนี้ เศรษฐศาสตร์ก็อย่างนี้ สังคมศาสตร์ก็แบบนี้ แล้วท่านก็ทรงพระจริยวัตรของพระองค์ 70 ปี ก็ไม่เข้าใจกัน ท่านก็ได้ตรัสไว้ว่า ให้ประพฤติอย่างไร บริหารอย่างไร ก็ให้ประพฤติแบบคนจน บริหารแบบคนจน มาเป็นคนหัดเสียเปรียบ ขาดทุน เสียเปรียบนั่นแหละดี เราเสียนั่นแหละ เราได้ ก็ไม่กระดิกหูเลย ผู้บริหาร เดี๋ยวเราจะพยายามพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ให้คนรวยให้หมด พูดอย่างนี้ไม่เกรงพระทัยพระเจ้าอยู่หัวเลย พระเจ้าอยู่หัวบอกว่า เอาแบบคนจน ก็ช่างพระเจ้าอยู่หัว เราจะพาประชาชนไปเป็นคนรวย จะทำไม อาตมาฟังแล้ว มันเป็นแบบนี้นะ ผู้ที่บริหารประเทศทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ก็ฟังไม่ขึ้น ไม่เข้าใจ ในหลวงเป็นผู้ที่คนเคารพนับถือ แต่ได้แต่เคารพ แต่ไม่รู้ว่าในหลวงมีภูมิรู้อย่างไร เชื่อในหลวง แต่ไม่รู้ว่าเชื่ออะไร พวกที่ถูกครอบงำจากต่างประเทศ เขาไม่เชื่อหรอก จริงๆแล้วประเทศทุกประเทศ มุ่งจะไปรวยทั้งนั้น มีกษัตริย์ประเทศเดียวในโลก ที่พูดว่าให้ขาดทุนคือกำไร ไปทำอย่างนั้น มันจะถอยหลังเข้าคลอง ให้มาอยู่แบบคนจนแบบนี้ บริหารประเทศแบบคนจนแบบนี้ ไม่มีประเทศไหน ที่จะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือเบอร์ 1 ของประเทศพูดแบบนี้ ตรัสแบบนี้ มีแต่ในประเทศไทยนี่แหละ ซึ่งสุดยอดประเสริฐสุดเลย อาตมาภูมิใจ เกิดมาในเมืองไทย เมื่อไหร่จะเข้าใจซาบซึ้งกัน ฟังอาจสะดุด ปฏิภาณน่าจะดี แต่จิตไม่เปลี่ยน ไม่ถนัด ไม่ชัดเจน ไม่เข้าใจซาบซึ้ง จิตยังไม่เข้ากระแสไปทางโลกุตระ โลกุตระต้องมาเป็นอย่างนี้ ต้องมาจน ต้องมาเป็นผู้ไม่เบียดเบียนใครไม่เอาเปรียบใคร มีแต่เสียสละช่วยคนอื่นสิ นี่คือคนประเสริฐ คนจะไปได้เบียดเบียนคนอื่น เอาเปรียบเอารัด กอบโกย ขี้เหนียว ตระหนี่ แล้วก็เอาเงินส่วนที่เรามี ไปออกดอกออกผล ไปโลภ กอบโกยอีก และมีทฤษฎีวิธีการสารพัด ที่พวกทุนนิยมสร้างขึ้น จะเอาเปรียบเอารัดให้ได้มาก ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น มันไปไม่รอด ไม่มีจุดหมาย ไม่มีทางปฏิบัติ ไม่มีทฤษฎีสำคัญที่จะเอามาใช้ ให้มนุษย์ของเรา ที่เราดูแลบริหารปกครอง หรือให้ความรู้กันอยู่ นำพากันอยู่ อาตมาก็ภาคภูมิใจ ที่อาตมาไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่มียศตำแหน่งอะไรเลย แต่อาตมามาพูดบรรยายความจริง ที่บรรยายความจริง เป็นธรรมะเป็นคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ประเสริฐดีงาม ถ้าหากมาเข้าใจมาประพฤติปฏิบัติแบบนี้จะดี ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจเชื่อถือ ทั้งที่อาตมาถูกกระแสหลัก ที่ถือว่าเป็นเจ้าของธรรมะ คือเถรสมาคม ตีทิ้งอาตมาแหลกราญ ตราหน้าว่าเป็นพวกนอกรีต พวกไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังมีอิสระเสรีภาพของคนอย่างพวกคุณ มีอิสระเสรีภาพมาฟังมาเข้าใจก็มา เขาจะว่าไม่ถูก เราก็เข้าใจว่าถูกหลอก ก็มา จะถือว่าเป็นพวกขัดขืน เป็นพวกกบฏก็ได้ กบฏสังคม กบฏจากสังคมส่วนใหญ่ พวกที่ทำอย่างนี้เข้าใจอย่างนี้ ก็ออกไปแสดงความจริง ความถูกต้อง ให้กับสังคม โดยไปต่อต้านผู้บริหาร สังคมที่เรียกว่าคณะรัฐบาล แต่ละรัฐบาล บริหารไม่เป็นไปตามคำสอนพระพุทธเจ้า เราก็ไปต่อต้าน พวกเราไปประท้วง ถูกต้องตามกฎหมาย คือว่าเราไปประท้วงอย่างสงบ สันติ ไม่มีอาวุธ ไม่ไปทำร้ายอะไร มีแต่ไปกล่าวว่า อันนั้นถูก อันนั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive