สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สามเส้าไตรสิกขา เกิดญาณ 7 โสดาบัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สามเส้าไตรสิกขา เกิดญาณ 7 โสดาบัน ทีนี้เรามาเข้าสู่สิ่งที่อาตมาบรรยาย ฐานการพัฒนาของชีวิตโดยการศึกษาสาม ศีลสมาธิปัญญา หรือ อธิศีลอธิจิตอธิปัญญา แล้วมีอธิโมกข์ อธิมุติ ไปตามลำดับ ก่อนจะอธิบายจะมีตัวอย่างของ ถ้าเราพัฒนาแล้วมันจะเกิดศีล พัฒนาการเป็นอธิศีล แล้วเกิดจิต ผลของจิต ค่อยๆเกิดไปตามลำดับ จิตมันจะนำด้วย KAP นำด้วยความรู้ธาตุรู้ ซึ่งเป็นธาตุรู้ต้น เรามีแล้วคืออัญญธาตุ เป็นธาตุรู้โลกุตระมีปัญญาแล้ว มันก็เป็น Knowledge ที่ก้าวหน้า แล้วสร้างเพิ่มขึ้นอีก เป็นการดำเนินการทางปัญญาเรียกว่า Attitude เจตคติหรือทัศนคติ แล้วเราก็ทำอยู่ ไม่ใช่ว่าได้แค่คิดได้แค่รู้ แต่เราทำ Practice เป็นสามเส้าของตัวที่จะมีการเจริญตลอดเวลา ถ้าหากเป็นแต่นักคิดนักรู้เอาแต่รู้มีเยอะ ไม่ถึงขั้น Practice ลงมือปฏิบัติไม่ค่อยมี ศีล สมาธิ ปัญญา สามเส้า มันจะเกิด nucleus ที่มีผู้จัดการมีการจัดการให้ก้าวหน้า progression อย่างเนียน ญาณของพระโสดาบัน 7 ประการ เป็นธาตุรู้ที่เกินกว่าโลกียะ โลกียะ อยู่ในกรอบการก้าวหน้าที่ไม่เป็นปฏิภาคทวี ไม่มีการก้าวหน้าซับซ้อนไม่เกิด แต่ของโลกุตระนี้มี ญาณ 7 นี้เกิดได้ ญาณ 7 ก็ลองทวนดู ญาณที่ 1 พอเรารู้แล้วว่าตัวนี้ควรละ เราก็ต้องละให้ได้ รู้แล้วละ พอละได้เป็นผลสำเร็จ นี่เป็นกระบวนการของญาณที่ 1 รู้ว่านี่เป็นกิเลส เรามีพลังงานมีอาวุธเป็นบุญมาจำกัดมัน ก็กำจัดมันได้ ได้แล้วท่านเรียกว่า วีติกมกิเลส ไม่ได้แปลว่าหยาบ แต่เป็นการล่วงไปแล้ว เป็นปัญญาความรู้ที่ไม่ใช่แค่สามัญ เป็นขั้น Advance เรารู้จักกิเลสแล้วทำให้กิเลสนั้นพ้นไปได้แล้ว นี่คือปัญญา เป็นผลของศีลสมาธิ ทำให้กิเลสลดได้ ปัญญาก็รู้ว่ามันเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ ถ้าเอาสามเส้านี้ขยายยาวเป็น
อ่านต่อ
วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นปัญญาเริ่มต้นของพระโสดาบันนะมีนัยละเอียด สายเจโตจะไม่ชัดเท่าสายปัญญา หากเรียนรู้เป็นสมาธิจะชัดเจน กิเลสของเราพ้นไปแล้ว พ้นวิติกมกิเลสแล้ว แล้วก็มี ปริยุฏฐานกิเลสที่เรากำลังทำอยู่ เป็นกิเลสขั้นที่ 2 ขั้นที่ 1 วิติกมกิเลสหมดแล้ว ขั้นที่สอง ปริยุฏฐานกิเลสนี้ยาวไกล กว่าจะถึงขั้นปลายสุดแล้ว ท้ายที่สุด อนุสัยกิเลส กิเลสสุดท้ายเหลือน้อย ทำให้จบแล้วจบแท้ๆ ทำให้เกิด อเนญชาภิสังขาร ทำให้มากทำให้เกิดผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำสิ่งที่ถูกต้อง ทำการฆ่ากิเลสไปได้ แต่ถ้าฆ่าผิด ถ้าสิ่งที่ไม่เป็นกิเลส ก็ตายๆๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในสิ่งที่ไม่เป็นกิเลส ก็แถกเอาเนื้อตัวเองไปๆๆๆ ไม่ช้าไม่นานก็ตาย เพราะอัตราการก้าวหน้านั้นเก่งด้วยนะ โลกีย์เก่งสู้ไม่ได้ด้วยในภาวะการกระทำ เมื่อทำอันที่สองแล้วชัดเจน สะสมให้เร็วเป็นฐานตกผลึกให้แน่นให้สูง ญาณข้อที่ 3 อันที่ 3 เราจะเกิดความแน่ใจเชื่อถือ ยิ่งแน่ใจมั่นใจ เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำเราปฏิบัติมาในทฤษฎีนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในความเป็นเช่นนี้ ที่ไม่เหมือนกับสาธารณะทั่วไป ไม่เหมือนปุถุชน ไม่เหมือนโลกีย์ที่เราก็เคยผ่านมาทุกคนมาก่อน เราจะมีปฏิภาณรู้ว่ามันไม่เหมือน สายปัญญาจะรู้ชัดขึ้น แล้วรู้ชัดว่าดี ว่า อ๋อ มันต่างกัน อันนั้นมันไม่ใช่ อันนี้มันใช่ มันจะมีการรู้ อ่าน ลิงคะ อ่านความต่างมีเพศ แยกออกว่าอันนี้ไม่ใช่อันนี้ถึงใช่ เพราะมันจะมีคู่เป็นสภาพ 2 ให้เปรียบเทียบได้รู้ชัด เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้เปรียบเทียบจนกระทั่งน่าจะ จนกระทั่งเกิดความชัด นี่คือความรู้เป็นปัญญาอันที่ 3 ของพระโสดาบัน ถ้าไม่มีสิ่งที่เปรียบเทียบ หนึ่งไม่รู้มันไม่มีธรรมะ 2 เช่นการปฏิบัตินั่งหลับตามันไม่มีอะไรเปรียบเทียบไม่สมบูรณ์แบบไม่ครบ มันก็ไม่จบไม่จริง มันไม่ถึงความจริงสักที เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีคู่เปรียบเทียบ เมื่อเปรียบเทียบชัดเจนว่าอันนี้ใช่อันนี้ไม่ใช่ จนสุดท้ายไม่ต้องเปรียบแล้ว เป็น Axiom มันแท้จริงแล้วตอนนี้ไม่ต้องเปรียบเทียบ นัตถิอุปมา จบการเปรียบเทียบนี่ก็เป็นที่สุด ญาณข้อที่ 4 เพราะฉะนั้นในขณะตรวจสอบอยู่เรื่อยๆ มันบกพร่องแล้ว จะต้องรีบแก้กลับ อันนี้เป็นญาณข้อที่ 4 ของพระโสดาบัน อาริยบุคคลจะต้องไม่ ผัดวันประกันพรุ่งนี้เรื่องที่เลว ในเรื่องที่ตัวเองผิดบกพร่อง ต้องรีบ ท่านเปรียบเสมือนเด็กอ่อน มือถูกไฟร้อน ก็รีบชักกลับมาฉันใด เหมือนหนังควาย ถูกไฟก็หดออกมาปั๊บ เหมือนกับเส้นผมถูกไฟก็หดลงมาเลย แต่เด็กจับไฟก็ชัด หรือเอาก้อนไฟโยนใส่ตักของคุณก็รีบเอาออก นี่ปัญญาข้อที่ 4 จะรีบแก้ไขปรับปรุงไม่รอรั้ง ไม่เช่นนั้นมันช้า พวกคุณก็เข้าใจโดยปริยายไม่ได้ยากอะไร นี่เป็นคุณสมบัติคุณวิเศษของพระโสดาบัน อันที่ 4 ญาณข้อที่ 5 จะทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอยู่พร้อมกันไป ด้วยกันไปไม่แยก ไม่แยก ไม่แยก อาตมาเน้นข้อที่ 5 ชาวอโศกมีข้อนี้ ไม่บกพร่องไม่โดดเดี่ยวเดียวดายไม่แปลกแยก ร่วมกับหมู่หนักก็หนักด้วยกันเบาก็เบาด้วยกัน ดีไม่ดีหนัก พวกคนอื่นพักแล้วเราก็ยังหนักอยู่ก็ไม่เกี่ยง ไม่ไปเกี่ยงงอนกับใคร มันไม่มีตัวตน มันแสดงถึงความไม่มีตัวตนชัดเจน เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ไม่ขาดคู่ไม่ขาดมิตร ไม่ขาดเพื่อนกินเพื่อนตาย เพราะว่ามันไม่บกพร่องเลย เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านพร้อมกัน มันไม่บกพร่อง เพราะว่าเราใช้เรากิน เพื่อนกินเพื่อนใช้ แม้แต่เพื่อนจะกินอย่างตะกละ แต่เราก็ทำสร้าง เพื่อนก็ไม่ตาย เช่นว่าเขาป่วยไป เขาแก่ทำไม่ไหวหรือพิการ มันก็ช่วยกันได้ตลอดเวลา อย่างที่เราเป็นกันอยู่จริง นี่คือสุดยอดเศรษฐกิจ ที่ไม่ขาดแคลนแม้แต่ความเอื้อเฟื้อเจือจาน แม้ขาดแคลนการเลี้ยงดูพึ่งพากันเกิดแก่เจ็บตายกันได้ เป็นความลึกซึ้งในสังคมมนุษยชาติในความเป็นมนุษย์ บางทีเราไม่รู้ตัวไม่รู้เรื่องไม่สำคัญมั่นหมายกับมัน แต่มันพฤติกรรมนี้มีจริงในหมู่พวกเรา สังเกตดูเราไม่ขาดแคลนเท่ากับเขา เรายังต้องขวนขวายเจริญขึ้นต่อ เราสามารถลดลงไปอีกได้ เราทำไมไม่ขวนขวายต่อ หากไม่ทำต่อเราก็ไม่ก้าวหน้าพัฒนาต่อ ซึ่งมันสามารถเพิ่ม coefficience สัมประสิทธิ์ตัวนี้เพิ่มขึ้นได้ ญาณ ข้อที่ 6 มันจะมีพลัง มีความพลังแรง มันจะมีพลังงานเต็มบูรณาการ หากมันพร่องก็จะทำให้เต็มร้อย เรียกว่า Integrity เป็นการบูรณาการ Integrate อยู่เสมอๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ให้เต็มอยู่เรื่อย บูรณาการ หากพร่องก็รู้ทันทีและเติมทันที มีความขยันมีสมรรถนะทำงานอยู่ตลอดเวลา ญาณข้อที่ 7 ภาคภูมิใจ ถ้าจะใช้คำว่าปลื้มใจ เราไปใช้แบบโลกีย์แบบนรกขุมที่ 6 อตฺตมนตาโสมนสฺสํ มันเป็น Coefficient ของโลกีย์ ธัมมชโยถึงเอาไปใช้ ธรรมกายถึงมี Coefficient แบบโลกีย์ ระเบิดเถิดเทิง ร่ำรวยมหาศาล มีอัตราการก้าวหน้าตัวนี้ของเขาสูง เป็นอัตราการก้าวหน้าของความขี้โลภ กอบโกย มโหฬารมากมาย อัตราการก้าวนี้ อันนี้ถึงสูง เห็นรูปธรรมชัดเจน นี่เป็นตัวที่ 7 ตัวที่ปลื้ม แล้วเขาก็ใช้ภาษาตัวนี้ ปลื้มๆๆ Stimulation จิตของเขาก็เลยทับทวีเป็นอย่างนี้ นี่คือ คุณธรรมด้านปัญญา ความรู้เราก็จะรู้อย่างนี้ แล้วมีอยู่ครบ ถ้าเป็นโสดาบันมีความเป็นพระอาริยบุคคลระดับหนึ่งเลย มีความเฉลียวฉลาดเป็นปัญญาโลกุตระ ฉลาดแบบโลกุตระ ไม่ใช่ฉลาดแบบเฉโก ฉลาดแบบโลกุตระ จึงเหนือชั้นกว่าโลกียะเยอะ โลกียะไม่มีลำดับครบไม่มั่นใจอย่างนี้ ไม่มีตัวพลังงานจิต ที่ได้มีการศึกษาแล้วก็มีตัวความจริง เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้จักเรื่องพลังงานทางจิต เป็นจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ สมบูรณ์แบบ
610228_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 3