360222 ตอบปัญหาวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์366 KB
วันที่แก้ไข12 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360222 ตอบปัญหาวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

ตอบปัญหาวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

ถาม : กราบพ่อท่านครับ ผมนานๆมาครั้งครับ ดูจะมา 2 ครั้งในการกินข้าวหาดนี่ ผมขอถามครับ คือว่าพวกเรานี่ ไม่ยอมกัน...พวกเราในพวกเราเองไม่ยอมกัน ทีนี้ ผมมีความเห็นว่า แล้วเดี๋ยวผมถามนะครับ ผมมีความเห็นว่า พวกรานี่ เอาทุกสิ่งทุกอย่างมาที่นี่ เพื่อถวายพ่อท่าน ไม่ว่าการยอม หรือความรัก หรือควาศรัทธาอะไรทั้งหลายแหล่ แม้แต่อาหารอะไรต่างๆ เอามาเพื่อถวายพ่อท่าน ไม่ได้เอามาให้ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นการยอมของเขา เขาเอามายอมกับพ่อท่าน ไม่ได้เอามายอมให้ใคร คนใดคนหนึ่ง แต่เท่าที่ผมเห็นในสถานที่พุทธสถานอื่นๆนะครับ ทีนี่ยอมมากกว่าที่อื่น พอเรามาใกล้ชิดกัน ยอมมากกว่าที่อื่น ที่อื่นยกิ่งแล้วกว่านี้ เขาจะไม่ยอมกันเลย ถ้ามาใกล้ชิดกันอย่างพวกเราอย่างนี้ ทีนี้เรื่องถ้าจะให้ยอมกันอีก ไม่ทราบว่า ถ้าพ่อท่านเห็นอย่างที่ผมหมายนี่ พ่อท่านจะแก้ยังไง ให้เขายอมมากกว่านี้ แทนที่จะยอมให้พ่อท่านเพียงองค์เดียว ตอบ : อ๋อ จะทำอย่างไร ก็ให้เขาละกิเลสของเขาเอง มันเป็นอัตตา มานะของเขา อาตมาก็ให้เขารู้อาการนั้น แล้วก็ให้รู้โทษรู้ภัยอันนั้น แล้วเขาละของเขาเอง ให้ลดของเขาเองจริงๆ ว่าจะทำยังไง อาตมาไม่มี ไม่มีมีด ไม่มีพร้าอะไร จะไปแหก ไปตัด ไปผ่าออก ของเขาได้หรอก ของเขา เขาต้องรู้ของเขาเอง ก็พยายามที่จะอธิบาย ที่จะชี้ ให้เขาเอง เขาทำของเขา ให้เกิดญาณ ให้เกิดการสอดส่องวิจัย อ่าน อ่านอาการเขาเกิดเมื่อไร ลักษณะอย่างไร แล้วก็ลดละอาการเหล่านั้นเองให้ได้จริงๆ แล้วมันก็ต้องทำอย่างนั้น

ถาม : งั้น ผมถามอีกข้อหนึ่งนะครับ อีกอาจจะข้อ 2 ข้อ ผม...

อ่านต่อ

ขออภัยครับ อีกจุดหนึ่ง สมัยพระพุทธ สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้านี่ มีผู้หญิงในพุทธบริษัทน้อยนะครับ มีผู้ชายมากกว่า ผมเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าทำศาสนามาได้ง่าย เพราะเหตุนี้ เหตุหนึ่งด้วย มาสมัยพ่อท่านนี่ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าด้วย แล้วเป็นเพียงแต่แค่โพธิ- สัตว์เท่านั้น เพราะฉะนั้นมีผู้หญิงมากอย่างนี้ จะเป็นความยากลำบากกับพ่อท่าน

ตอบ : มหาบรมอภิยาก มหาบรมอภิยากเลย แล้วมันแบบฝึกหัดของอาตมา อาตมาต้องมีโจทย์อย่างนี้ ถ้าไม่อย่างนั้น สอบไม่ผ่านหรอก เป็นโพธิสัตว์นี่ มันต้องสอบ ด้วยข้อสอบที่...อย่างนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านเสวยบารมีแล้ว ท่านก็ได้ทุกอย่าง เพราะท่านผ่านอย่างนี้ๆ อย่างอาตมา ท่านก็ผ่านมาหมด ผ่านยากกว่าอาตมา ต่อไปอีก อะไรต่ออะไร ไปตามฐานะของท่านนะ ท่านผ่านแล้ว อาตมาก็ต้องผ่านโจทย์พวกนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ

ถาม : หมายว่าพ่อท่าน ไม่ได้ มีข้อสอบแบบว่าให้เลือกสอบ พ่อท่านต้องสอบทุกข้อใช่ไหมครับ พ่อท่าน : หมายความอะไรตอบทุกข้อ ถาม : คือข้อ ข้อสอบของพ่อท่าน ที่จะเลื่อนชั้น ต่อไป ต้องตอบทุกข้อ ตอบ : ใช่ ต้องทำให้ผ่าน ทำให้ผ่าน ถ้าไม่ ไม่มี ทำไม่ผ่านก็ตกนะสิ ไม่ผ่านก็ตกอยู่เรื่อยๆนั่นแหละ มันต้องผ่านไปเรื่อยๆ

ถาม : ตอนนี้ ถามมาถึง ในฐานะที่พ่อท่านเป็นศิลปิน ที่ผมในฐานะทำงานศิลปะ และเป็นศิลปินด้วย แต่กระจิดริดนะครับ ถ้าเที่ยบกับพ่อท่าน พ่อท่านทำงานศิลปะ ที่ผมติดตมเฝ้าดูมา นับว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะว่าผลงานที่พ่อท่านทำๆมานี่ มันเหนือชั้นกว่า POP ART OPTICAL ART (ศิลปะสมัยใหม่) หรืออะไรที่เขาทำๆมา ตอบ : อาตมาส่งไปที่โรงเรียนเพาะช่าง สงสัยเขาไม่ลง หรือ ต้องออกทิ้งไปหมดเลย อาตมาบอกว่า ผลงานของอาตมามีชิ้นนี่ อาตมาส่งปฐมอโศกนี่คือ ผลงานที่อาตมาทำ ถ่ายรูปไปให้ด้วยนะ เขาคงไม่รู้หรอกว่า นี่เป็นผลงานศิลปะอะไร ยังไง เขาคงบอกว่า เอ๊ะ นี่ว มันพูดไม่รู้เรื่องละนี่ มันชักเมาๆ เขาคงคิดอย่างนั้น

ถาม : อันนี้ ผมเข้าใจชัดนะครับ ทีนี้ในฐานะที่ศิลปินนี่เขาบอก คือพวกเราหรือว่าหลายคน คือแทบจะทุกคนก็ว่าได้ในพวกเรา ไม่ใช่ผมว่า ศิลปินนี่มีอัตตามานะมาก อันนี้มากอย่างไร เดี๋ยวนะผมจะให้ ข้อมูลพ่อท่านหน่อยหนึ่ง เพราะว่าศิลปินนี่ มันเป็นคนที่ ล้างอัตตาตัวเองมาตั้งแรกเขียนรูป รูปแรกแล้ว รูปแรกที่เขาจับดินสอ ปากกา น้ำหมึกอะไรมาเขียนนี่ จะมีคนตำหนิติเตียน หรือยกย่องทันที เขาจะต้องล้างมานะ อัตตา ตั้งแต่แรกเริ่มนั้น ใช่ไหมครับ จนกว่าเขาจะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้นี่ เขาจะโดนติมาเท่าไหร่ โดนวิจารณ์มาเท่าไหร่ เขาจะต้องล้างมานะอัตตานะฮะ ทีนี้ ที่ว่ามีมานะอัตตา ผมในฐานะผมนะฮะ ในฐานะที่ว่าศิลปินเล็กๆอย่างผมนี่ ผมว่ามานะอัตตาที่เป็นวิภวะ หรือว่าเป็นที่ติดในอุดมการณ์มากกว่า ทีนี้ ถ้า ติดในอุดมาการณ์นี่ จะเก็บไว้ไหม หรือจะล้างอย่างไร แต่ถ้าไม่ติดในอุดมการณ์นี่ เขาล้างอย่างไรนั้น ผมคิดว่าพอจะเข้าใจบ้าง แต่พ่อท่านตอบอีกก็ได้ครับ ตอบ : เราต้องรู้ว่าชีวิตมันจริงๆ มันก็ต้องมีอุดมการณ์ หมายความว่า เราจะต้องรู้ อุดมการณ์หมายความว่า จะต้องกระทำเพื่อสิ่งที่เจริญ อุดมแปลว่าสูง แปลว่าเจริญ การณ์ ก็คือการกระทำนี่แหละ จะต้องกระทำสิ่งที่เจริญ อุดมการณ์ มีเป้าหมายในสิ่งที่จะทำให้เจริญ หรืออุดมคติ อุดมการณ์นี่ อุดมคติก็คือต้องไปสู่ทิศเจริญ อุดม อุดม อุตมะ สิ่งที่สูง สิ่งที่เจริญ สิ่งที่เหนือชั้น

ถาม : ขออภัยอีกนิดนะฮะ ขอเสริมนิด เพราะว่าศิลปินมีอุดมการณ์ เพื่อต้องการที่จะให้มีอัตตา เพื่อต้องการที่จะสร้างสรรโลกนะฮะ ไม่ได้มีอุดมการณ์ เพื่อที่จะทำลายโลก เหมือนกับปุถุชนคนอื่นๆ ตอบ : ที่คุณพูดเมื่อกี้นี้ คุณถามถึงเรื่องอัตตามานะ อุดมการณ์นี่ก็ตาม คำว่าอุดมการณ์นี่มันหลายชั้น ศิลปินเองนี่นะ ทุกวันนี้ ศิลปินที่มีอุดมการณ์ ที่จะสร้างสรรจริงๆนี่ ยังไม่เห็นค่อยมีเท่าไหร่เลย มีแต่ศิลปินเพ้อๆพกๆ

ถาม : มีผมครับ แล้วก็พ่อท่านนี่ ผมกราบยืนยันว่ามีอุดมการณ์ครับ

ตอบ : คุณเองคุณก็ยกย่องตัวเองละ คุณมีก็โอเคนะ อาตมาก็เห็นมี ไม่ ไม่ค่อยเท่าไหร่เลยในโลกนี้ด้วยซ้ำไป ที่เขายอกย่องกัน ว่าก็ว่าเถอะ อย่างที่เขายกย่องกัน หลงใหลกัน ศิลปินใหญ่ๆนี่นะ จะเป็นศิลปินในระดับที่ผลงานของเขาทุกวันนี้ราคาเป็นร้อยล้าน ภพเขียนก็เป็นร้อยล้าน ภาพปั้นก็หาค่าบ่มิได้ อะไรอย่างนี้ ที่เขาทำกันทุกวันนี้นะ ผลงาน ที่เขายกย่องกันอยู่เรื่อยๆ ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น เซซาน แวนโก๊ะ มาเน่ อะไรก็ตามใจเถอะ ที่เขายกย่องกัน ทุกวันนี้ราคางาน ผลงานของเขา เป็นราคาชิ้นละ 50 ล้าน 100 ล้านบาท ขึ้นไปนี่ก็ตาม อาตมาก็ยังมองไม่เห็นเลยว่า ศิลปินเหล่านั้นนี่มีอุดมการณ์อะไร หลงใหลอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเท่านั้น ยังหลงใหลในเรื่องแสงสีเงาและภพชนิดที่เขาถือว่า ลักษณะอย่างนี้ เป็นลักษณะของตัวตนชนิดหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่าลักษณะ เฉพาะของแวนโก๊ะ อย่างนี้เป็นลักษณะเฉพาะของเซซาน อย่างนี้เป็นลักษณะของ เฉพาะของ ดีเวนซี อะไรอย่างนี้เป็นต้น เขาก็เขาก็กำหนดไปเฉยๆ อาตมาก็ดูว่าไอ้ลักษณะเฉพาะเหล่านั้น แล้วมันสร้างสรรอะไร มันไม่ปรากฏว่ามันสร้างสรรอะไร อาตมาว่าเท่าที่ดูๆแล้วนี่นะ ปีกัสโซ่ยังพอมีท่าบ้างว่า มีการทำลายรูป ทำลายรูป การทำลยรูปนี่ เข้าสู่ลักษณะโลกุตระชนิดหนึ่ง นอกนั้นอาตมาไม่เห็นว่า เป็นลักษณะที่จะเป็น อุดมการณ์อะไร ที่จะมีเป้าหมายที่ พอนำพาให้คน ลดละเลิกติดอะไร มีแต่ติดตังเข้าไปใหญ่ ติดเข้าไปหาสิ่งที่ยังไม่มี ก็สร้างขึ้นมามี แล้วก็ด้นเดาเข้าไป หาความมีของศิลปินแต่ละคน แล้วก็เลยบ้าๆบอๆกันอยู่ วนอยู่ในอ่าง เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง อยู่อย่างนั้นละ อาตมายังไม่อยากพูดนะ เรื่องศิลปะ ยังไม่อยากพูด ที่ไมอยากพูดก็เพราะว่า มันพูดก็ยังไม่รู้เรื่อง เพราะว่าพวกที่พูดนี่ อัตตาตัวตน ยังมืดหน้า

ถาม : พ่อท่านช่วยพูดเรื่องการละล้างอัตตาหยาบๆ กับอุดมการณ์ อัตตาอุดมการณ์ ตอบ : นั่นแหละ อาตมาถึงบอกว่า อาตมายังไม่ๆๆ ไม่ต้องไปล้างไปเลิ้งอะไร ยังไม่อยากพูดมาก เพราะว่าพูดไป ก็ทะเลาะกันเปล่าๆ แต่อาตมาจะสร้างงาน อาตมาถือว่า อาตมาเป็นศิลปิน อาตมาถึงว่าอาตมาใช้งานศิลปะ ทำงานศาสนานี่ ใช้ศิลปะอย่างมากเลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนี่ ก็คือ สภาพขององค์ประกอบที่จะต้องรู้จักองค์ประกอบของมันจริงๆ จะต้องมาทำให้เป็นองค์ประกอบศิลป จัด composition ให้มันได้จริงๆเลย สัดส่วนที่จะได้เป็น unit ขึ้นมา ใช้ได้นี่ มันไม่ใช่เรื่องเล่น มี unit มี interest point มีอะไรต่ออะไรที่ถูกต้องสัดส่วนทุกอย่างนี่ ซึ่งมันไม่ใช่แต่แค่แสงสีเงา แต่แค่วัตถุแท่งก้อนที่เขาพลิกแพลงอะไรต่อะไรกันไป ประยุกต์อะไรกันไปเท่านั้น เพราะเขาประยุกต์ แต่ว่าเราไม่ได้ประยุกต์ให้มันไปเป็นเรื่องเผินๆอยู่แค่นั้น ถาม : แต่รู้สึกว่าผลงานที่พ่อท่านทำม แม้แต่ กระทั่งที่เพาะช่างเขาก็ไม่ยอมรับ ใช่ไหมครับ ตอบ : ไม่ อาตมาไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอะไรใครยอมรับเลย ในงาน ผลงาน

ถาม : ไม่ ไม่ หมายถึงผลงานใหม่ ที่พ่อท่านสร้างขึ้นมานี่ ที่ผมพูดขึ้นมา... ตอบ : อ๋อ ยังไม่รู้ได้

ถาม : คือคนในโลกนี้ ยังมองไม่ออก ว่าเป็นศิลปะ ตอบ : ยัง ยัง ยังมองยาก ยังมองยาก

ถาม : เพราะฉะนั้น ศิลปินหลายคน ที่เขาทำนี่ เขาอาจจะคิดแบบเดียวกับพ่อท่านเหมือนกันนะว่า ที่เขาทำไป คนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ตอบ : ใช่อันนี้ อันนี้คล้ายกัน อันนี้คล้ายกัน ตรงนี้คล้ายกัน มันเหมือนกับอัตตามานะเหมือนๆกันนะ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า ศิลปินนี่ก็ต้องมีอุดมการณ์ แต่ว่าอุดมการณ์นั้นนี่ เราจะยึดติดมากไหม ถ้าเรายึดติดมาก ใครมาติ มาเตียน ก็ไม่ได้ ใครมาลบมาหลู่ก็ไม่ได้ ใครมาทำให้พังให้สลายก็ไม่ได้ ทุกข์มาก เดือดร้อนมาก หวงแหนมาก ถือตัวถือตนมาก อันนี้แหละคือจะต้องเรียนรู้ แล้วอย่าไปติดยึด อันนี้แหละอย่าไปติดยึด ใครจะมาลบหลู่ ใคาจะมาดูถูก ใครจะมาทำลาย ก็เอา ก็ทำลายไป ก็สร้างใหม่ ถ้าถึงขั้นที่เรียกว่าเราไม่เก่งนี่ เราสร้างขึ้นมาแล้ว เขาก็ยังทำลายของเรา เขาไม่รู้จักค่า เขามาทำลาย เราก็ต้องให้เขาทำลาย ต้องยอม ถ้าเราไม่เก่ง เราต้องยอมรับว่าเราไม่เก่ง จนคนอื่นเขามาทำลาย สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ก็จำเป็น เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องสามารถ จนกระทั่งว่า สร้างได้ แล้วก็ต้องคนไม่ทำลายได้ จนสุดท้ายนอกจากไม่ทำลายแล้ว เขายอมรับด้วยว่า เป็นผลงานที่เขาจะต้องซูฮก สุดท้ายนั่นคือประสบผลสำเร็จทุกอย่าง แต่ว่านั่นแหละพร้อมกันนั้น เราก็จะต้องล้างกิเลสอัตตามานะของเราว่า อย่าไปติดยึด จนกระทั่งว่า ถ้าเขาจะทำลายเรา ก็ไม่ถึงขั้นเจ็บปวดทุกข์ร้อนอะไร มันจะต้องละอัตตาตัวตน ซ้อนอยู่ตรงนี้ มันเป็นเครื่องละอัตตาตัวตนเหมือนกัน

ถาม : แต่ในบางมุมนะครับ เหมือนกับของสถาปนิกอย่างนี้นะครับ ถ้าเขามาทำลายจุดสมดุลนี่ให้เสียไป อาคารนั้นก็จะพังทันที เพราะฉะนั้นสถาปนิกคนนั้นก็ยอมไม่ได้ ถ้ายอมไปแล้วอาคารก็จะพัง เพราะฉะนั้นอุดมการณ์ก็เปรียบ ก็คล้ายๆกันใช่ไหมครับ หรือยังไงครับ

ตอบ : ก็ พังก็พังซิ ถ้าเผื่อว่าเราเองเราสามารถที่จะพยายามทำให้มันอยู่ แล้วมันก็สามารถทำได้อยู่แค่นั้น มันจะพังก็ต้องพัง มันก็อยู่ที่เราว่าจะทำยังไง ให้มันถึงจุดที่ว่า เราจะต้องทำให้ได้ขนาดนั้น แล้วก็โดยไม่ต้องไปทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ต้องไปแก่งแย่ง ไม่ต้องไปทำร้ายอะไรกัน ผู้ที่ทำร้ายก็คือผู้ที่ทำลาย

ถาม : เพราะว่าศิลปินนี่ มันเป็นผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับจิตรกรรม คือคำว่าจิตรกรรมนี่ มันมีแต่ทางพุทธศาสนา กับศิลปะเท่านั้น ที่ทำงานจิตรกรรม คืองานของสภาวจิต จิตใต้สำนึก นอกสำนึกอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นศิลปินพวกนี้ หรือประเภทนี้ ที่ทำงานจิตรกรรม มันจะล่วงรู้ลึกนะฮะ มันมีอุดมการณ์ที่มีห้วงจินตนาการนี่ กว้างกว่าคนอื่น เช่น ว่าเขาเห็นอะไรสักอย่าง เห็นก้อนหิน ก้อนนี่ คนอื่นเขาเห็นสักแต่ว่าก้อนหิน แต่ถ้าเป็นศิลปิน มันจะเห็นกว้างกว่านั้น เห็นสีสัน อะไรมาปรุงแต่ง มาปรุงแต่งที่มีจินตการกว้างกว่า เพราะฉะนั้นเขาจะมีจินตนาการกว้างกว่าคนอื่น เขาจะเห็นต้นไม้ เห็นอะไรก็แล้วแต่ เขาจะปรุงแต่งได้กว้างกว่า มีเครื่องเล่นได้กว้างกว่า เหมือนมีสนามเล่นได้กว้างกว่า ทีนี้พอเป็นอย่างนี้ เขาจะเข้าลึกในทางสุนทรียศาสตร์ หรือในทางความรู้สึกของความงามที่สงบ เช่นเดียวกันกับหมอผ่าตัดตา หมอผ่าตัดตานี่ เขาจะรู้ว่าตา ส่วนที่ละเอียดอ่อน ลึกที่สุดนั้นนะ เป็นยังไง ตรงไหน ก่อนที่เขาจะผ่าตัดตานี่ เขาจะนิ่งจิตสงบทำงานตัวนั้นมาก เพราะว่าเขาจะเพ่งแต่จุดจุดเดียว ที่ว่าเขาจะทำอย่างไรให้ได้ แต่ถ้าคนอื่นไปเปลี่ยนแปลง หรือว่าเอาเครื่องมือมา เอาเครื่งมือสกปรก หรือเอาน้ำยาที่สกปรกมาให้ หมอผ่าตัดตาจะไม่เอาใช่ไหมฮะ ทีนี้อันนั้นคือการถือมานะของหมอผ่าตัดตา หรือศิลปินอยู่หรือเปล่า ที่ไม่ยอมรับเครื่องมือ ตอบ : เราอย่าเพิ่งไปตีราคาอย่างนั้นทีเดียว ไม่ได้หรอก คนอื่นเขาให้คำแนะนำ มันอาจจะถูกก็ได้ หมอผ่าตัดก็ตาม ศิลปินที่จะยึดสิ่งนั้นก็ตาม ที่จริงคนอื่นเขาแนะนั่นนะ เขาอาจจะถูก เขาอาจจะดีกว่า แต่เราก็ยึดก็ถือ เพราะฉะนั้นบางที่นี่เราก็ อย่าพึ่งไปติดขนาดหนักขนาดนั้น ต้องพยายามพิจารณาตามเขา ไม่ให้มันลำเอียงเข้าข้างตัวจริงๆ แม้สุดท้ายก็จะต้องเปลี่ยนแปลง หรือจะต้องยอมตามเขา บางทีมันอาจจะถูกก็ได้ อันนี้เราจะต้องฉลาดที่จะศึกษา นัยนี้นัยละเอียดนะ อาตมาว่าอย่าพึ่งถามมากเลยเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องนี้มันลึกซึ้ง มันมาก อาตมาถึงบอกว่า ยังไม่อยากจะพูดในเรื่องศิลปะ เพราะว่าเรื่องศิลปะนี่ ยังพูดกันไม่ได้ในระดับ โดยเฉพาะศิลปะเป็นโลกุตระ อาตมาเขียนผ่านๆๆๆเอาไว้ คนมันจะมารู้ได้ ไม่ใช่ง่ายๆนักหรอก อาตมายังไม่ยอมพูดด้วยเลย แม้แต่พวกศิลปินด้วยกัน ก็ไม่พูด พวกศิลปินด้วยกัน เขาก็ลบหลู่อาตมาด้วยซ้ำไป เขาไม่ถือว่าอาตมาเป็นศิลปะศิลปินอะไรเลยสักด้าน ไม่ว่าด้านไหน ไม่มีใครเคย อย่างถวัลย์นี่ เขามาเห็นอาตมานี่ แหม เหมือนขี้ตีนเขา เขามานั่ง จับเข่าคุยกับอาตมา ถวัลย์รุ่นน้องอาตมานะ ถวัลย์ไม่ใช่ว่า เดี๋ยวนี้เขาเป็นศิลปินใหญ่ราคาหลายล้าน มีเงินมีทองมากมายอะไรอย่างนี้ เขาไม่ได้ถือว่าอาตมาเป็นศิลปงศิลปินอะไรหรอก แต่มันไม่มีปัญหา อาตมาไม่ได้น้อยใจอะไร ที่อาตมาแจ้งไปที่เพาะช่าง เพราะเพาะช่างเขา จดหมายมา เขาว่าเขาจะทำหนังสือรวบรวม 100 บุคคล 100 ลูกศิษย์ลูกเพาะช่างที่มีชื่อเสียง ที่ได้ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ อาตมาเขาก็ส่งหนังสือมาคนหนึ่ง อาตมาก็ว่า เออ เขาก็คงนึกว่าอาตมาเป็นคนทำชื่อเสียงคนหนึ่งนะ เขาก็บอก ขอประวัติ ขอผลงาน ขออะไรต่ออะไร ส่งไปให้เขา เพราะว่าเขาจดหมายมาบอกนะ ไม่ใช่ว่า อาตมาอยู่ดีๆ อาตมาก็ส่งไป เขาจดหมายมา หนังสือมาถึง อาตมาก็ เออ ก็เอา เอา เราก็เป็นลูกเพาะช่าง เราก็จะไปเสนอเขาเหมือนกันว่างานศิลปะที่เราทำคือะไร คงไม่มีงานศิลปะด้านเขียน ด้านปั้น ด้านงานศิลปะ fine art ต่างๆ อาตมาไม่มี อาตมามีเพลงเท่านั้น ที่เขาก็ไม่ยอมรับเท่าไหร่ ซึ่งอาตมาก็ไม่ถือด้วยซ้ำไป อาตมาไม่ได้บอกแจ้งเรื่องเพลงไปเลย แต่แจ้งผลงานสิ่งที่อาตมาทำนี่ อาตมารู้ว่าศิลปะคืออะไร อาตมาก็ยกเอารูปเลย ถ่าย เป็นรูปถ่ายนี่ เอาปฐมอโศกนี่ไป ว่าเป็นผลงาน แล้วกบอกรายละเอียด มีคำ มีคำให้กรอก หลายอย่าง กรอกไป แล้วเขาก็ว่าเขาจะทำ เสียเงินด้วยนะกรอกไปแล้ว ต้องขอคำ ขอเงินเพื่อที่จะไปรวบรวมเอาทุนพวกนี้ไปพิมพ์เป็นหนังสือ เราก็ให้ไปด้วย มีคนจ่ายให้ไป คนละ พันนะ เท่าไหร่ ไม่รู้ เขาก็จ่ายให้ไปกัน อาตมาก็

ถาม : กระผมเขาก็ให้เป็นศิลปิน มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขา เสียไปพันหนึ่งเหมือนกัน ตอบ : เขาก็ให้ไป อาตมาก็ให้เขาไป แต่เสร็จแล้ว ก็ยังไม่เห็นพิมพ์อะไรออกมานี่ ยังไม่เห็นออกมา ไม่รู้เขาจะเอาหรือเปล่า ยังไม่รู้

ถาม : ทีนี้อีกอันหนึ่งครับ พ่อท่าน แบบว่าผมเห็นว่า พ่อท่านี่ ไม่ได้ติดในรูปแบบเลย ผมว่าผมพูดคำว่าเลยได้เลย แต่เท่าที่พ่อท่านให้รูปแบบเอาไว้นี่ ก็เหมือนพระพุทธเจ้า ก็ต้องให้รูปแบบ เพราะถ้าไม่ให้รูปแบบหน่อย เขาก็ไม่ให้ เอาข้าวมาให้ฉัน พ่อท่านตอนนี้ ผมเห็นว่าพ่อท่าน บางครั้งพ่อท่านฉันใช้...ทันตะเกียบ ก็ใช้ตะเกียบ ใช้ส้อมก็ใช้ส้อม ใช้อะไรก็ พ่อท่าน...รู้สึกว่า เหมือนว่าพ่อท่านทำให้คนเห็นว่า อย่าไปติดเปลือกมาก เพราะถ้าเปลือกมาก มันบางทีข้างในเราไม่เจอแก่นจริงๆ พ่อท่านหรือท่านกุสโลอีกองค์หนึ่งนะ คิดว่า ตอบ : เอาเถอะหลายๆอย่างพวกนี้

ถาม : แต่ แต่ท่านกุสโลนี่ เอามาเทียบกับพ่อท่านไม่ได้นะครับ คือพ่อท่าน ที่พ่อท่านทำนี่ เอาละ ผมเห็นว่า ส่วนที่ให้พ่อท่านก็ให้ แต่ส่วนที่พ่อท่านกำลังจะ สอนให้ สอนก็สอน ครับ ทีนี้ สิ่งนั้นไม่ทราบว่าพ่อท่านจงใจทำ หรือว่า จงใจเยอะแยะ ครับ นั้นคำถามครับ ตอบ : จงใจก็เยอะแยะ เพราะว่า มันต้องสอนกันอยู่ตลอดเวลา ก็นำพากันอยู่เรื่อยๆ ที่อาตมาพาทำอะไรอยู่นี่ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า มันต้องพากเพียรสร้างไป อาตมาก็ยังพูด อีกกำชับอีกว่าอาตมาอยากจะมีอายุอยู่ต่อๆไปสักยาวนาน นานๆหน่อยนะ ก็ยังไม่ ไม่ใช่ไม่อยากหรืออยากหรอกนะ แต่ว่ามัน มันน่าจะนะ ข้อสำคัญก็คือว่า อาตมาก็ควรจะมีความแข็งแรงด้วย มีอายุยาว ก็ต้องมีความแข็งแรงด้วย แล้วจะได้ทำงานได้ ถ้าอายุยาวไปเฉยๆ แล้วไม่แข็งแรง นอกจากไม่แข็งแรงแล้ว กลายเป็นภาระมากมายด้วยนี่ อาตมาว่ามันไม่มีประโยชน์คุณ แล้วมันทุเรศทุรังการด้วยซ้ำ ไอ้อย่างนั้นไม่เข้าท่า หมายถึงว่าพยายามไม่ให้หักโหมเกินไป ถ้าขืนหักโหมเกินไปแล้ว สังขารร่างกายนี้มันจะทรุดเสื่อมไว เมื่อทรุดเสื่อมไวแล้ว ถึงแม้จะลากสังขารอายุให้มันยาวนานไปเปล่าๆ มันก็ทุเรศทุรังการ ไม่เข้าท่าประโยชน์ไม่มี ทุกวันนี้ก็เลยคล้ายกับว่าอาตมานี่ผ่อนบ้าง แทนที่จะลุยงานไปเหมือนหนุ่มๆ ที่จริงกำลังอาตมายังมีพอสมควรนะ แต่ว่าอาตมาไม่ลุย แต่ว่าอาตมาไม่ลุยเหมือนหนุ่มๆเพราะว่า สงวนให้มันดูสมดุล สะ-มะ-ดุลนี่นะ เพราะว่าตอนนี้สะมะดุล ต้องสะมะบูรณ์แล้วนี่ สะมะคิด สะมะจิต นะ สะมะใจ เพราะว่า...ก็ต้องสมะนี่นะ เพราะฉะนั้นสมบูรณ์ ก็ต้องอ่านสมะบูรณ์ สมจิตก็ต้องอ่านสมะจิต สมใจก็ต้องอ่านสมะใจ เข่าอ่านสะมะดุล มันทะลึ่ง ทะลึ่งอะไรของเขาก็ไม่รู้นะ มันสะมะดุล สะมะดุล เขาบอกมาจากบาลี สมบูรณ์ ก็มาจากบาลี ทำไม ไม่อ่าน สะ-มะ-บูน ให้อ่านสมบูรณ์ แต่สมดุลดันผ่า ต้องอ่าน สะมะดุล

ถาม : พ่อท่านคะ คือพี่สวนขวัญนะคะ เขาฝากสารภาพบาปนะคะ เขา...สวนขวัญ ชาวหินฟ้าคะ อ๋อ ทำไมละ คือเขามีความรู้สึกผิดคะ ที่เขาชอบแต่งตัวสวยๆนะคะ เขารู้สึกผิด แต่เขาก็ยังจะขอพ่อท่านแต่งตัวอีก เพราะว่าเขาจะต้องออกไปซื้อของข้างนอกคะ ตอบ : ถ้าไปซื้อ ถ้าไม่แต่งตัวสวยแล้วขาย ขายให้แพงอย่างนั้นหรือ ถ้าแต่งตัวสวยแล้ว ขายให้ถูก อย่างนั้นหรือ ผู้ถาม : เขามีความรู้สึกว่ามันสามารถจะติดต่อกับคนข้างนอกได้คะ พ่อท่าน : พุทโถ แล้วทำไม แต่งตัวไม่สวย ก็ไปติดต่อกับคนข้างนอกได้ ผู้ถาม : มันไม่สะดวกนะคะ เพราะว่าคนข้างนอก พ่อท่าน : อะไรไม่สะดวก มันแก้ตัวไม่ขึ้นนะ อาตมาว่า ผู้ถาม : เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวของเขาเองนะคะ

พ่อท่าน : ตัว เองยึดนะสิ มั่น ทำไม่มันจะไม่มั่นละ ถ้าเรารู้แล้วว่า มันก็อย่างนี้ มันจะมีปัญหาอะไร เอาเถอะ ก็แล้วแต่ฐานะของบุคคล เขารู้แล้ว เขาสำนึกแล้ว ก็วางของเขาไป ไม่เป็นไร ผู้ถาม : กราบขอบพระคุณคะ

ถาม : พ่อท่านคะ กราบนมัสการเรียนถามนะคะ เกี่ยวกับเรื่องกิเลสตัวกามนะคะ อันดับแรกนี่ ต้องพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางขึ้นจากน้ำ เมื่อเราพรากมัน อย่างเด็ดขาดแล้วนี่ ตัวสภาวจิตนี่ มันจะมี ถ้ากามมันเด็ดขาดแล้ว คือมันจะมีแวบไปคิดถึงในอดีต พ่อท่าน : พรากออกมานี่ ในระยะพรากที่เรายังเป็นตังกันอยู่นี่นะ เวลาพรากออกมานี่ มันจะห่วงหา มันจะโหยหา มันจะคิดถึง มันจะอาลัยอาวรณ์นั่นแหละ มันแสดงตัวหน้ากิเลสเลย ฆ่ามัน ทำให้มันอ่อนบาง ทำให้มันลดละลง

ถาม : ยุทธวิธีนี้ พยายามปรับเปลี่ยนทิศทางของจิตนะคะ ให้มาอยู่ทางกุศล แล้วก็ ให้มันลดละให้กิเลสมันลดละจางคลาย ทีนี้ การที่จะล้างเอาสวะของกามได้นี่ ตัดรากถอนโคนมันได้ ไม่ใช่ใช้เอาหินทับหญ้าไว้ นี้เราจะทำอย่างไรคะ

ตอบ : เราก็ปฏิบัติไป อย่างที่กล่าวนี่ โสดา สกิทาก็ดี โสดาจะพรากมานะ พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกมา มันจะเห็นอาการชัดเจนเลยว่า เราห่วงหาอาวรณ์ คิดถึง มันมีกำลังที่จะวิ่งไป มันจะดิ้นรน มันจะมีอาการกิเลสนั้นได้ชัด เราก็ต้องพยายามพิจารณา อ่าน แล้วก็ลดละมันจริงๆ ด้วยวิปัสสนาญาณยิ่งดี เราจะกดข่มมันบ้าง ก็กดข่มไป ประกอบ

ถาม : แต่ว่าพ่อท่านบอกว่า ตัวกามนี่ มันเป็นตัวที่ล้างยากมาก เพราะว่ามันติดมาตั้งแต่เราเป็นสัตว์ เป็นสัตว์เซลล์เดียว สัตว์หลายเซลล์มาเรื่อยๆ ตอบ : แต่ถึงยากยังไง ก็ไม่ๆๆ ไม่ยิ่งใหญ่เท่า กับอัตตามานะหรอก อัตตามานะนี่ ยิ่งใหญ่กว่า ลึกล้ำมาก ยาวนานกว่า กามนี่มันหมดแล้ว ตั้งแต่สกิทาคามี ก็หมดได้ แล้วก็เป็นอนาคามีนั้น ไม่มีกามแล้วอย่างนี้

ถาม : วิธีที่จะล้างอาสวะวิสัยของกามนี่นะคะ ใช้การกิน ไม่เสพนอน ไม่เสพ นี่ฮะ ด้วย อันนี้ด้วยใช่ไหมคะ พ่อท่าน : ด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

ถาม : แล้วการพิจารณาถึงอสุภะของมันบ่อยๆ อันนี้ก็ด้วยใช่ไหมคะ ตอบ : ใช้อสุภะเห็นให้ชัดเจน

ถาม : ถ้าเราไปเป็นทาสของมันนี่ เราจะทุกข์ทรมานยังไง ตอบ : อสุภะนี่หมายความว่า เห็นให้ได้ว่า มันไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม อสุภะนี่ เห็นให้จริงว่า มันไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสุขอะไรเลย อสุภะนี่ให้เป็นเป็นอสุภะ ให้เห็นเป็นสิ่งที่ มันไม่มีรส ไม่มีความชื่นชม หรือเอร็ดอร่อย เป็นรสกามารมณ์นี่แหละ อสุภะต้องเห็นด้วยญาณปัญญาจริงๆ จนกระทั่งอาการทางใจเราจืดจางๆจืดจาง ลดเบาลง เบาลง จนกระทั่งจืดจางจืดจาง แต่ก็จะต้องทำซับซ้อนไปๆมาๆ ทั้งสภาพที่ พรากแล้ว ก็จะต้อง พอต่อมา ก็ มันก็จะมีธรรมชาติของมันเองแหละ มันก็จะมีตัวอย่างที่สัมผัสในรูปนั้นรูปนี้อีกบ้างสลับไป สลับมา

ถาม : มีคนเขามาบอกเราว่าเขาแอบรักคนหนึ่งๆ เขามาดูทั่วๆไป คนๆนั้น เธอก็ไม่ใช่คนเก่งคนสวย หรือว่าไม่มีอะไรที่วิเศษ ดังค่านิยมของสังคมทั่วๆไปที่เขาพากันนิยม แต่พ่อท่านคะ เขาบอกว่าคนๆนั้นขยัน เพียร ฝึกฝนตนดี และที่สุดคือเป็นคนที่รู้จักวางตัวในฐานะคนๆนั้น เธอเป็นผู้หญิง เขาจึงรู้สึกพอใจมากๆ แต่เขาก็บอกว่ารู้สึกไม่สบายใจ เพราะเธอคนนั้นเป็นคนวัด ตอบ : มันก็เวรเข้าให้นะสิ มันก็เวรเข้าให้นะสิ ก็ยังดีนะ ยังมีสำนึก แหม มาแอบรักคนวัดเข้าแล้ว คุณจะให้เหตุผลว่ามัน จะไปว่า เป็นคนเพียร เป็นคนวางตัว รู้จักวางตัว คนดี คนเจริญมุมไหนก็ตามแต่ ที่ชักจูงให้คุณเกิดรัก ตั้งแต่กาม ตั้งแต่สวย แหม สะเป๊คนี่ เป๊ะเลย แหม ถูกสะเป๊คมุมนั้นมุมนี้ จนกระทั่งถึงมันดีมันงาม มันก็ไม่สวยไม่งามไม่อะไรหรอกนะ แต่มันก็มีแง่มีเชิงอะไรนี่ ทำให้รัก สรุปแล้วก็คือเกิดรักก็แล้วกัน แล้วก็ดันผ่ามารักคนวัด จะให้ทำยังไง ทำยังไง ก็ต้องมาบอกอาตมาบ้างซี อาตมาจะได้ช่วยเข่น ไปรักเขาทำไมก็มาวัดแล้วนี่นะ คุณมาอยู่ที่นี่แล้ว คุณจะได้ยินได้ฟังตลอดกาลนานแหละ แล้วก็เห็นตัวอย่างอยู่ ท่านก็พรากกันมา จนกระทั่งสุดท้าย พระพุทธเจ้าท่านพรากได้ง่ายๆ อาตมานี่ก็พรากมา จนกระทั่งชาตินี้ อาตมาพรากกับแฟน พรากกับ ผู้ที่มันมีวิบากอะไรกันมาก็ตามใจเถอะ อาตมาก็พรากได้ ไม่ได้ยากได้เย็นอะไรนะ ทุกวันนี้ก็พราก ทุกวันนี้ก็พรากได้ ไม่ยาก ก็เพราะว่าฝึก ถ้าไม่ฝึกแล้ว มันยาก จะเป็นคู่แสนสนิท คู่ระดับพิเศษยังไงก็ตาม มันต้องพรากทุกคน ต้องฝึกทุกคน อย่าไปยอมมัน ถ้าขืนคุณอ่อนแอนี่ คุณก็ยอม แล้วจะไปอ้างว่า ไอ้นี่มันเป็นคู่บารมีเก่ามา มันก็ต้องไปอย่างนี้อีกต่อไป ไม่ได้ อย่างนั้นไม่ได้ มีแต่ต้องพยายามออก จะคู่ไหนก็ต้องออก สุดท้ายไปทางนี้ มีทางเดียว ต้องพราก ต้องจากกันหมด ต้องออกหมด พระพุทธเจ้านั่นนะสุดท้ายจริงๆ มันเป็นคำบรรยายกันเฉยๆหรอกว่า พระพุทธ- เจ้านี่ แหม กับพระนางพิมพาจะต้องผูกพันกันอย่างโน้นอย่างนี้ เขาบรรยายกันเอง สมัยโน้น ก็รู้อยู่แล้ว ตามประวัติ เขาก็จับมาแต่งงานกัน แต่งงานกัน เสร็จแล้ว ก็อย่างนั้นไปแหละ พอเสร็จแล้ว เวลาพรากท่านก็พราก ก็บรรยายกันเองแหละ มันจะมีความผูกพันอะไร ยังไง ก็ตามใจเถอะ มันอาจจะเป็นคู่บารมีกันจริง เป็นคู่บารมีกันจริง มันก็มีอาการเหล่านั้นจริง แต่ก็ต้องพราก แล้วผู้ใด ฝึกมาแล้ว ผู้ใดมีบารมีแล้วจริง อย่างพระพุทธเจ้าฝึกมา เป็นโพธิสัตว์มา จนกระทั่งปางนั้นจริง ท่านตัดปุ๊บ ก็ตัดปุ๊บ พอรู้สึกตัว มันก็ตัด มันก็ง่าย เพราะว่ามันมีพร้อม บารมีหรือสิ่งที่เป็นคุณค่าของธรรมะ โลกุตรธรรมที่เราได้สั่งสมให้แก่ตนเองไว้แล้ว มันเป็นสมบัติของเราแล้ว มันก็ใช้ได้ เพราะฉะนั้น คุณจะมานั่งต่อรองว่า โอ๊ย ขอต่อรองไว้ชาติหน้า ชาติโน้น ชาตินี้ ค่อยตัด อย่ามาพูดกับอาตมาให้เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน