360306 บรรยากาศอโศกปี 36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์2536 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์370 KB
วันที่แก้ไข21 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360306 บรรยากาศอโศกปี 36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

บรรยากาศอโศกปี 36 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า ที่ 6 มีนาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เรื่องของที่ดิน เราก็รู้แล้ว ก็ที่นี่ ก็ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันจัด มันเป็นผืนแผ่นดินของเราแล้ว เราก็ดูแลเต็มที่ ทำไปอะไรๆที่จะจัดแจงอะไร ก็ทำไป ตอนนี้ก็ มีโรงเต้าเจี้ยว โรงเต้าเจี้ยวนั่นเราก็กำลังก่อๆ สร้างๆอยู่ ก็ๆช่วยดูแลกันบ้าง มันยังเหลืออยู่อันหนึ่ง ก็คือ บ่อบำบัด โรงนี้ต้องทำบ่อบำบัด นี่สำคัญ อะไรๆก็ท่าที เจริญดี แต่บ่อบำบัดไม่เจริญขึ้น เจริญหนอนขึ้นนี่ ไม่ค่อยเข้าท่านะ ไปดูทีไรก็เออ เจริญแต่หนอน ใครจะเอาชื่อนี้ ฮา เอาชื่อเจริญหนอน มันดูไม่ดีเลยนะ มันดูยังไงไม่รู้ ซึ่งคิดว่าพวกเราก็น่าจะทำกันได้ให้สำเร็จ ดูระดับของพื้นที่ด้วย ซึ่งเราจะทำบ่อบำบัดออกไปทางโน้นแหละ งอกออกไปทางดินข้างๆเข้าไปไกลแม่น้ำนั่นน่า ซึ่งคิดว่าทำได้ก็คงจะทำให้แข็งแรง ทำให้ดีเลย ทำปงทำปูน ทำบ่อที่จะไม่ให้น้ำมันซึม หรือว่าจะไม่ให้น้ำมันไหลเข้ามานองอะไรเลย ทำ คงจะต้องลงทุนอีก เป็นหมื่นๆ หลายหมื่น ก็ดูเถอะ พอๆมีทุนรอนตอนนี้ เงินทองเราก็พอได้นา ค่าที่เราจ่าย ค่าอะไรเราจ่ายแล้ว ซื้อรถอีกคัน ไอ้ตอนก่อนจะปีใหม่ปีนี้ ก่อนจะได้ซื้อที่นี่ ก็บอกก็ญาติโยมเขาๆก็บริจาคมา เมื่อตอนปีใหม่นี่ บริจาคมา รวมๆแล้วก็เป็นล้านเหมือนกันนะ รวมๆแล้วก็เป็นล้านเหมือนกัน ที่เขาบริจาคมาทีเดียว ซื้อที่คราวนี้ ปีนี้ได้มา และเราก็มารวบรวมซื้อๆ รถสิบล้อมาคันหนึ่ง รถสิบล้อคันนี้ก็เป็นของอโศกของปฐมอโศก เราเองนะซื้อถือว่าเป็นของปฐมอโศก และเราก็ได้ที่ขึ้นมาแล้วด้วย แต่ว่าเรายังใช้เงินของทางด้านสันติฯเขาอยู่ วันนี้เอาของเขามาใช้ก่อนไปจ่ายค่าที่นี่แหละนะ หักไปหักมาแล้วตอนนี้ เราเป

อ่านต่อ

็นหนี้เขาอยู่ล้านแปด เป็นหนี้ล้านแปดนี่ เราตกลงกันว่าปฐมอโศกเราจะหาสตางค์ใช้เขา มูลนิธิ ให้เขาไปตามประสาของพวกเรานะ เรามีบริการ หรือว่ามีเรื่องการเงินของพวกเรานี่ ทรัสต์ของชาวอโศกเรา บุญนิยมนี่ไม่มีดอกเบี้ยหรอก ทรัสต์ของพวกเราก็มีการหมุนเวียนเงินกันเอาไว้บ้าง เราจะหาใช้เขาเดือนละสองแสน พิสูจน์สมรรถภาพพวกเรากันดูนะ กิจการพวกเราพอเป็นไป เรารวมๆกันอยู่อย่างส่วนกลาง ของเรานี่เหมือนธุรกิจใหญ่ คล้ายกับธุรกิจของบริษัทใหญ่ๆ บริษัทโน่นนี่อะไรเขา บริษัทอะไรต่ออะไรของเขานะ เราก็ทำงานต่างๆได้หลายหน่วย หลายๆแผนกนะ มีกิจการนั่น มีกิจการนี่ แต่จริงๆก็คือบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งนา บริษัท เราผลิตโน่นผลิตนี่ ทำโน่นทำนี่ แต่เราไม่ได้หนักไปในด้านอุตสาหกรรม เราหนัก ในทางเกษตรกรรม ทางกสิกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ มาในทางอาหารการกิน ใน ทางสิ่งที่มันเป็นปัจจัย 4 ไปเสียซะส่วนใหญ่ ก็คิดว่าเดือนละสองแสนนี่ ทางด้าน เหรัญญิกดูหมุนเงินเข้าออกก็คิดว่าพอเป็นไป ถ้าเราทำได้จริง 9 เดือน ล้านแปด เก้าเดือน ก็เรียบร้อย เราก็คงส่งเขาเสร็จ เพราะตอนนี้เราก็พอมีเงินอยู่ในชุมชนเราเป็นกองกลางที่ว่ากองกลางนี่ๆ หมายความว่า กลุ่มไหนเขาจะมีตัวเลขของเขา ยังไงก็ไม่มีปัญหา เจ้านั่นมีตัวเลขอยู่เท่านี้แสน เจ้านี่มีเท่านี้แสน เจ้านี่มีเท่านี้หมื่น เจ้านี่มีเท่านี้บาท อะไรก็ตามที่ตามใจ เขาก็มีกันไป มีตัวเลขอยู่ เสร็จแล้วก็เงินรวมๆ กันอยู่ หน่วยไหนที่จะเอาไปใช้ก่อน ก็หมุนเวียนกันไป มีความจำเป็นนา ถ้าไม่จำเป็น ก็ให้คนนั้นคนนี้หมุนเวียนไป มันก็เป็นวิธีของทรัสต์ วิธีของการเงินของพวกเรา นี่มันจะเป็นรูปแบบ มันจะเป็นรูปวิธีที่ทำไปตั้งแต่รูปเล็ก สังคมเล็ก กลุ่มเล็ก คณะเล็ก ขยายจนกระทั่งมีแผนก มีจุดมีโน่นมีนี่ มีกว้างขึ้น โดยก่อใหญ่ๆ โดยกิจใหญ่ๆ โดยงานหลักๆ งานใหญ่นี่ ก็ดึงไปก่อน จนกว่าเราจะมีกิจการมีกองเงินมีกองบุญอะไรนี่ เราโตส่วนย่อยที่จะเป็นกลุ่มของคนที่จะแยกหรือว่าบุคคลส่วนบุคคลที่จะอาศัยใช้เงินเหล่านี้ ก็หมุนเข้าไปทำงาน ก็จะมีอีกในอนาคต พอได้ผู้นี้พิจารณาแล้วเป็นคนที่ตั้งใจดีทำดีต้องลงทุน ซึ่งเราจะเสนอให้ด้วยซ้ำ กิจการนี่จะขยาย จะเสนอให้ มาขอมาเขอก็ได้ ถ้าเห็นว่าคนนี้ตั้งอกตั้งใจ ต้องการทุนเพิ่มไหม ก็เป็นกิจการดี แข็งแรงดี เอาใจใส่ดี การเงินเราเห็นแล้ว มีทุน มี มันจะต่างกันกะของเขา ธนาคารเขานี่ คนจะได้เงินไปลงทุน ก็ต้องมาง้อมาขอๆทุนไปหน่อยเถอะ เอาอันนั้นมาจำนำ เอาอันนี้มาจำนอง ฮา จะได้เท่านั้นเท่านี้ ต้องโครงการมาเสนอ เสร็จแล้วกรรมการธนาคารก็พิจารณา ลดนั่นตัดนี่ เบิกนั่นหักนี่ อะไปตามเรื่องตามราวที่เขาจะเอาเปรียบเอารัดกันไป กว่าจะได้ ง้องอนกัน เดี๋ยวนี้นะ เสียเงินใต้โต๊ะ เสียใต้โต๊ะจริงๆนะ เสียใต้โต๊ะให้นี่ เรียกประเภทที่ว่าคอร์รัปชั่นกันอยู่ในธนาคารกันนี่เอง นี่เป็นเรื่องจริงๆเลยนะ คนที่ขอยืมจริงๆ ขอยืมจากธนาคาร มีของไปจำนองจำนำ เสร็จเรียบร้อย อะไรต่างๆนานา แล้วเขาก็เอาเรื่องยื่นขอให้ ผู้ที่รับหน้าก็คือเจ้าหน้าที่แผนกผู้จัดการของสาขาบางคน เหรัญญิกของสาขา คนนั้นคนนี้ที่มีอำนาจหน่อย ก็เป็นผู้ที่นำเสนอต่อส่วนกลางพิจารณาไป พิจารณาที่จะให้ เขาพิจารณาให้ๆแล้ว ทางนี้ก็บอกว่าจะให้ฉันเท่าไหร่นี้ต่างหาก ส่วนต่างหากไอ้นี่ ตามระเบียบของธนาคารเองนี่ ก็ว่าไป และยังมีใต้โต๊ะที่ไม่มีระเบียบอะไรหรอกนะ จะกู้เท่าไหร่ล่ะ ล้าน ต้องให้ฉัน ห้าหมื่นนะ ไอ้ เรื่องค่าใช้จ่ายอะไร เรื่องของระเบียบทางธนาคารนั่นต่างหาก แต่คุณจะกู้ไปล้านหนึ่งใช่ไหม ต้องให้ฉันห้าหมื่นนะ ถ้าไม่ให้เงินนี่ คุณก็ไม่ได้ๆ เรื่องเสียดอกเบี้ยอะไรอีกต่างหาก นั่นก็ต้องจ่ายทั้งนั้นน่า หรือจ่ายค่าปากถุงปากถังอะไรต่างหาก ก็แล้วแต่เขา ก็ต้องทั้งนั้นน่า ให้ไหมล่ะ ห้าหมื่นๆ นี่ตัวบุคคลนะ คอร์รัปชั่น กินฟรีๆ หักกิน ก็อยากได้เงิน ก็ต้องได้ต้องล้านไป ใช้กิจใช้การ ใช้งานใช้อะไรที่จะต้องทำงานทำกิจนี่ ก็ต้องให้เขาอีก มาง้องอนเขา มาขอ แต่ของเรานี่ ถ้าเผื่อว่าของเรานี่ บริบูรณ์แข็งแรงดีแล้ว กองทุนหรือทรัสต์ดูพวกเรา จะสอดส่องดู พวกเราที่จะกิจการส่วนตัว ทำกิจการส่วนรวม หรือทำกิจการกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่อะไรก็แล้วแต่ กลุ่มไหนดี ต้องการทุนต่อไหม ถ้าเรามีเงินก้อนมีเงินกองขึ้นมาแล้ว แล้วจะต้องเอาไปหมุน จะต้องเอาไปใช้ ถ้าไม่สะพัดแล้วเงินจะไม่เจริญไม่เดิน ต้องการจะใช้ไหม ไปถามธนาคาร จะไปถามเจ้าตัว แล้วจะเสนอให้เอง แม้ว่าเจ้าตัวอยากได้ ให้เสนอขึ้นมา ก็จะพิจารณาอย่างซื่อสัตย์ พิจารณาเห็นสมควร หรือไม่สมควร นิสัยใจคอ การขยันหมั่นเพียร เอาใจใส่ทำงานดีหรือไม่ดีนา เวลานาน ยิ่งตัวเองเป็นคนมีนิสัยสร้างสรรดี ไม่ต้องมาจำนนจำนำอะไรหรอก เพราะว่าเราไม่ต้องจำนำจำนองอะไรกัน เอาเครดิต เอาความจริง ให้กู้ให้ยืม อย่างทุกวันนี้เราก็ไม่เห็นจำนองจำนำอะไร ยังไม่ถึงขนาดนั่นทำอย่างเอกชน อย่างนี้เป็นต้น เราจะไปเสนอให้ ต่างจากทางโน้น ทางโน้นนี่ เจ้าจะต้องของ็อกๆ ธนาคารนี่จะไปเสนอให้ บางทีบางคนบอกว่ายังไม่เอา ยังขยายไม่ได้ ผมยังไม่เอา ผมไม่มีแรงพอครับ ไม่ได้หรอก เอาทุนมาก็ทำไม่ได้นา มันจะกลับกันนา แต่ไม่ใช่ว่าถ้าจะให้นะ ต้องจัดมาให้ผมน่ะ ไม่ใช่นะ คือคนจะยืมนี่ๆ ถ้าธนาคารมาเสนอให้ ถ้าคุณจะรับ คุณจะต้องจ่ายให้ผมมาสี่ห้าหมื่นน่ะ เอาจะให้ผมล้านหนึ่ง ต้องให้แถมผมห้าหมื่น ไม่ใช่น่ะ มันกลับกันแล้วนะ ไม่ใช่อย่างนั้นน่ะ นี่มันจะกลับตาลปัตรอะไรต่ออะไรไปหมดนะ อาตมาก็พูดรูปร่างของเรื่องราวที่มันเป็นอย่างพวกเรานี่ แต่ตอนนี้ เรายังไม่เป็นอย่างนั้นหรอก เพราะว่าเงินกองกลางของเรายังไม่มีเยอะ เรายังไม่ตั้งหลัก เรายังไม่อุดมสมบูรณ์ ความแข็งแรงสมบูรณ์ของเรายังไม่พอ ต่อไปมันจะพอจะได้จริงๆ เลย มันจะเป็นเงินรวม เงินส่วนกลางเราจะรู้สึกว่า เออ อย่างนี้นี่น่ะเป็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นความเป็นหนึ่งเดียว ทุกคนทำแล้วรู้แล้วว่าสร้างสรรเราจะได้คุณค่าประโยชน์ตรงไหน ได้บุญตรงไหน เรารู้กันขึ้นไปทุกวันๆนะ โดยเฉพาะที่ปฐมอโศก มันสมบูรณ์ เป็นวงจรที่สมบูรณ์ สันติอโศกมันไม่มีกิจการอะไรสมบูรณ์เท่า แต่มันก็เป็นรูปอีกรูปหนึ่ง เหมือนกับสังคมเมือง สังคมชนบท สังคมหลัก สังคมของสันติอโศกเหมือนกับโชว์รูม เหมือนกับห้องที่อยู่กับสังคมด้านกว้าง ด้านพวกฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ด้านพวกที่จะเป็นตัวที่จริง จะเป็นตัวยิ่งลำบาก เพราะสินค้าที่จะให้ก็คือ คุณธรรมอย่างทางโน้นแหละนะ มีสินค้าคุณธรรม แม้ว่าจะมีสินค้าที่เป็นสินค้าเกี่ยวกับปัจจัย เกี่ยวกับสิ่ง จำเป็นของชีวิต ที่นี่เราสามารถผลิตและก็ส่งไปให้ทางโน้น ก็จะเป็นส่วนรองของพวกเรา เราต้องมีกินอิ่มก่อน มีพอเหลือ จึงจะไปให้ทางโน้นๆ อย่างเมืองในกรุงนี่ เดี๋ยวนี้นี่นะ ของที่พวกเราผลิตนี่นะ จะเป็นกสิกร จะเป็นอุตสาหกร เป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือว่าเป็นกสิกรรมอะไรก็แล้วแต่ เป็นผลผลิตที่ทำแล้วเสร็จ ทางในเมือง หรือในกรุงเทพฯ มีอำนาจเงินซื้อ ให้ราคาดี ของดีๆ จะได้ไปกินที่นั่น ไปใช้ที่นั่นหมด ผลิตแล้วในเมืองนี่ อำนาจเงินเรียกไปหมด เพราะฉะนั้นของดีต้องกินก่อน ชาวสวนชาวไร่กินผลไม้เน่า ลูกชาวสวนกินผลไม้เสีย ผลไม้ดีส่งขายเอาเงินหมดเลย นี่คือความเสื่อมโทรมของชีวิต เราผลิตเอง แต่เราได้กินลูกไม้เน่าๆ เสีย ลูกไม้ดีต้องส่งไปขายก่อนลูกเอย อำนาจเงินมันคุมอย่างนี้เลย เราจะต้องแก้กลับคืน พวกเรานี่แหละกินผลไม้ดีก่อน ผลไม้รองส่งไปขายในกรุงเทพฯ ส่งไปขายในเมือง ขายให้ถูกๆด้วย อย่าไปขูดรีดอะไรคุณหรอก ดีไม่ดีแจกคุณฟรีด้วย จะกินหรือไม่กินล่ะ ถ้าอยากกินมาทำ ถ้า อยากกินของดี ไม่อยากกินของดีก็อยู่อย่างนั้นแหละ อำนาจเงินไม่ใหญ่ ฟังไว้ อาตมาค่อยๆพูด ค่อยๆอธิบาย อะไรต่อมิอะไรไป มันจะเป็นอย่างที่ไม่ใช่ว่าแก้แค้นกันนะ แต่ที่พูดนี่คือสัจจะ พูดให้เห็นสัจจะ ทุกวันนี้มันไม่เป็นสัจจะ ทุกวันนี้มันเป็นการเอาเปรียบ ที่เอาชนะอย่างน่าเกลียดหน้าโง่ ชาวไร่ชาวนาอุตสาหกรรมก็ตาม อุตสาหกรก็ตาม เป็นคนง็อกๆ สร้างให้เขา ไอ้พวกนั่นมีเงินมีทอง สร้างให้เขา เครื่องยนต์ดีๆ เครื่องอย่างนี้พวกโน้นใช้หมด ทางด้านนี้ของดีๆ ไม่ได้ใช้ ใช้แต่ของเก๊ๆ ของโกโรโกโส ของดีๆต้องส่งไปขายทางโน้น ได้เงินได้ราคา มันหลงเป็นทาสน้ำเงิน เป็นทาสอำนาจอะไรๆ เป็นศักดินาทุนนิยมไปหมด มันไม่ถูกต้อง ก็เราทำด้วยมือแท้ๆ อุตสาหะวิริยะ แล้วดันไปผ่าไปใช้ของเลว ส่วนคนที่ไม่ได้ทำเลย แต่ไปเอาอำนาจเงินนี่ ตักก้อนเงิน นี่เอามาเป็นอำนาจ ต่อไปอำนาจไม่ได้สำคัญกะพวกเราหรอก ถ้ายิ่งเราไปแลกเปลี่ยนกลับคืนมา เรายิ่งขาดทุน หรือเรายิ่งเป็นหนี้ใช่ไหม เราไม่ต้องแลกเปลี่ยน เราเห็นความจริงอันนี้ให้ชัดขึ้น ไม่ต้องแลกกลับ ไม่ใช่คุณค่า ไม่ใช่เรื่องดิบดีอะไร เพราะฉะนั้นการจะแลกกลับ เป็นเพียงหลักฐานการหมุนเวียนทดแทนนิดหน่อย ถ้าเราไม่พอ ก็เอาสิ่งเหล่านี้ทดแทน ขอคืนบ้าง ถ้ามันพอเราก็จะให้ ถ้ามันไม่พอ ขอคืน ก็แลกเปลี่ยนทดแทนตัวเลขพวกนั้นมา เอาอำนาจแห่งการซื้อแห่งค่าของมันมาบ้าง คืนมาบ้าง เรายังไม่พอ ทุนเรายังไม่มีแรงงานที่จะพอ ก็ขอทุนคืนมาบ้าง แต่ถ้าเผื่อว่าพอแล้ว ก็ไม่เป็นไร ก็ขาดทุนให้ หรือว่าสละให้ได้ และเราก็อยู่ได้ เราอยู่ได้ สังคมของเราอยู่ได้ สร้างอยู่ได้ มันจะซับซ้อนอย่างนี้ อาตมาก็ถึงบอกว่า ระบบพวกนี้เป็นระบบที่พวกเราจะเห็นชัดขึ้น แล้วมันจะเป็นไปได้เอง ถ้าคนมีน้ำใจ ถ้าคนมีจิตใจ มีปัญญาที่เข้าใจจริง และเราก็รู้ว่าเราทำอะไร เราเป็นผู้ที่แบกหาม เราเป็นผู้ที่เลี้ยงโลก เราเป็นผู้อนุเคราะห์โลก เราเป็นผู้มีบุญ เราเป็นผู้มีคุณค่า เราเป็นผู้มีคุณประโยชน์ที่แท้จริง บุญกุศลทางนาม ธรรม ก็เป็นของแท้ที่เราได้ ปัจจุบันธรรม เราก็เข้าใจสัจธรรมถูกแล้ว เราเป็นผู้ ให้ที่จริง เรามีคุณค่าจริงๆ มีประโยชน์จริงๆ และเป็นผู้ที่น่าภาคภูมิ ถ้าจะภาคภูมิ หลงเป็นกิเลส อุปกิเลส มันก็น่าภาคภูมิ เป็นผู้ที่เขาจะเคารพบูชาหรือไม่น่าเคารพ บูชา ก็เรียนลึกซึ้งเข้าไปอีก เขาจะมายกย่องบูชา ชูเชิดสรรเสริญเราหรือไม่ ไม่ แปลก สัจจะมันก็น่าบูชา เพราะฉะนั้นถ้าคนมีปัญญาเห็น เขาก็ยกย่องบูชาเอง คนนี้มีคุณค่า คนนี้แข็งแรง คนนี้ขยัน คนนี้สร้างสรร มีประสิทธิภาพ สร้างแล้วก็แจกจ่ายเจือจาน ก็เป็นคนเจ้าบุญเจ้าคุณ ก็ต้องยกย่องเชิดชู ก็ต้องเคารพ เป็นผู้ มีคุณค่าแท้ ใช่ไหม สัจจะมันชัดๆ เพราะฉะนั้นคนไหนเขาไม่เคารพนับถือ เขาไม่ยกย่อง เขาไม่เข้าใจ ไม่ให้คุณค่า ก็ไม่เป็นไร คนโง่เขาก็ไม่รู้จักคุณค่า หมารู้จักคุณคนไหม ฮ่า หมามันก็ยังรู้จักคุณคนมั่ง บางตัวมันยังรู้จักคุณคน เพราะฉะนั้นคนที่มันโง่กว่าหมา ก็อย่าไปถือสา คนที่มันแย่กว่าหมา คือหมาไม่รู้จักคุณคน มันไม่รู้จักคุณค่าของคนนะ ไม่เข้าใจจริงๆแล้วก็ไม่ให้เกียรติ ไม่ให้คุณค่า และอย่าไปถือสาได้หรือ คนที่ไปถือสาคนที่โง่ คนบ้า คนเมา คนไปถือสาคนโง่ คนบ้า คนเมา คนอะไรอีก ดูเหมือนมันมี 4 ลักษณะ คนไปถือสา คนโง่ คนบ้า คนเมา คนไร้เดียงสา คนนั้นโง่กว่าคนโง่ กว่าคนบ้า คนนั้นโง่กว่าคนเมา คนที่ไร้เดียงสากับคนไม่เดียงสา จริงๆนะ จริงๆ อยากจะบอกพวกเราซ้ำอีกอันหนึ่ง อะไรก็ตามแต่ ที่เขาแสดงออกสัตว์แสดงออก คนแสดงออก เขาก็แสดงออกอย่างไร เขาบอกตัวเขาแก่เราอย่างนั้นว่า เขาเป็นอย่างนั้นๆ คือเขาบอกความจริง เพราะฉะนั้นคนที่เขาแสดงอะไร อย่างไรแก่เรานี่ เขาจะเสแสร้ง เขาจะแสดง โดยเขาจะแสดงจริงอย่างไร ก็ตามแต่ สัตว์เดรัจฉาน มันแสดงจริงยิ่งกว่าคนๆ ที่ยิ่งไม่แสดงจริง ยิ่งเสแสร้งซับซ้อน อำพราง มีเล่ห์เหลี่ยม ก็คือเขาแสดง คนแสดงตรงๆ แสดงอย่างนั้น อย่างนี้ก็คือ เขาแสดง เขาจะขี้โกรธ เขาก็คือเขา เขาจะขี้โกรธ ก็คือเขาๆ เขาจะมีน้ำใจ เขาก็คือเขา เขาจะแล้งน้ำใจ เขาก็คือเขา เราเข้าใจเขาให้ได้ แล้วก็รู้เขา ว่า เออ คนนี้เราจะช่วยได้อย่างไร อย่าไปโกรธคนขี้โกรธ อย่าไปโกรธคนขี้โลภ อย่าไปโกรธคนเลว เขาแสดงความเลวของเขา เขาแสดงความจริงของเขาอย่างนั้น เออ เราก็รู้ความจริงของเขาว่า ไอ้อย่างนั้น คนนี้เลวอย่างนี้นะ เลวจนกระทั่งร้ายกาจ เราเข้าไปใกล้ เราแก้ไขไม่ได้ ถ้าเข้าไปใกล้ เราโดนแน่ๆ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใกล้ ก็จะต้องมีวรยุทธป้องกันตัว ต้องระวัง ถ้าไม่มีวรยุทธป้องกันตัว เข้าไปใกล้เขา เจ็บตัวนะ เขาจะทำร้าย หรือเขาจะทำอะไรไม่ดีกับเราขึ้นมา เราก็อย่าไปเปิดโอกาสให้เขาทำร้าย แต่เราจะช่วยเขาไหม ถ้าเรามีวรยุทธ มีความสามารถจะช่วยกันได้ ก็ช่วยกัน ผู้รู้ โพธิสัตว์นี่เข้าใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่โกรธหรอก คนนั้นเขา แม้แต่เขามาด่าเรา เขามาทำร้ายเรา เราก็ต้องรู้ เออ เขามาด่าเราก็คือ เขามาแสดงตัวเขาให้เรารู้ว่า เออ คนนี้ด่าแม้แต่เรานะ ถ้าเราเป็นคนดีนะ เราก็จะรู้ว่า เออ คนนี้ด่าแม้แต่เรา ก็ขนาดเรา คนดีอย่างเราเขายังด่า เขาไม่รู้เรื่อง เขาก็ต้องโง่แหละ นี่สมมุติความจริงนะนี่ สมมุติยกตัวอย่าง ความจริงก็เราดีนะ อย่างอาตมาว่าอาตมาเป็นคนดีนะ และเขาก็มาด่าอาตมาอย่างนี้ เออ เขาก็บอกให้เรารู้ว่า เขามาด่าอาตมา เขาก็ด่า เขาก็มีภูมิแค่นี้แหละนะ เขาก็โง่เท่านี้ ฉลาดเท่านี้ คนที่ฉลาดรู้จักอาตมาดีก็มีนะ คนที่เขาไม่ฉลาด เขาก็ไม่ฉลาด เขาแสดงความจริงให้รู้ เราเองนี่เราจะไปโง่ โกรธเขาดูถูกเรา อัตตามานะ อัตตาตัวกูของกู เบ้งขึ้นไปรับ มีอาการโกรธ นอกจากอัตตาตัวกู ออกไปรับ ก็ยังไม่พอ โง่อีก ไปโกรธให้มันโง่ โง่ขึ้นเมื่อไหร่ เรากำลังเจริญหรือกำลังเสื่อม เราโง่ขึ้นเมื่อไหร่ เรากำลังเจริญหรือกำลังเสื่อม กำลังเสื่อม ก็ไปสร้างอาการโง่ อารมณ์โง่มาใส่ใจทำไม พระพุทธเจ้าท่านสอนเหรอ ไม่เคยสอน สมเด็จพ่อไม่เคยสอน ลูกนอกคอก ไม่ใช่คนของเรา ไม่ใช่คนภายใน เป็นคนภายนอก เพราะฉะนั้นอย่าไปโกรธ อาตมาพยายามเน้นเรื่องโกรธนี่ให้มาก อย่าโกรธ พวกเรานี่ไม่โกรธได้ดีที่สุด เมื่อไม่โกรธแล้วเป็นยังไง นี่มีคำถามมา อธิบายตรงๆนี่แทรกเข้าไปต่อ ถามว่า คำว่า ธุลีหมอง ธุลีเริง ช่วยอธิบายด้วย ตอนก่อนที่พ่อท่านเคยอธิบายแล้ว ดูเหมือนว่าทำให้เราชาวอโศก ที่ไม่กล้าร่าเริง กลัวจะมีธุลีเริง ทุกวันนี้ อาตมาว่าร่าซ่าขึ้นเยอะ หัวเราะมีเสียงดัง ไม่ใช่เสียงดังหรอก เสียงลงลูกคอ อึกๆๆๆ เยอะ แต่ก่อนนี้ไม่มี เดี๋ยวนี้ก็ อาตมาก็อนุโลมเยอะ ให้มันเป็นรูปร่างอะไรต่ออะไร เราต้องรู้ ถ้าเผื่อว่าเราไม่รู้หรอก สังวรก่อนดี หัดเป็นคนไม่หัวเราะ เป็นคนไม่ร่าซ่าอะไร ให้มันอะไรต่ออะไร ควรจะสังวร และเราก็รู้จิตใจของเราไม่หัวเราะเลยนี่นะ จิตก็สงบ เบิกบานดี และมันเป็นยังไง มันขาดไหม มันไม่ร่าเริงนี่ขาดไหม เราไม่ได้หัวเราะ เราไม่ได้ชื่นอกชื่นใจ ไม่ได้ร่าซ่าเหมือนชาวโลกนี่ ก็เรารู้สึกว่ามันสงบแล้วนะ มันก็เรียบๆ นิ่งๆ เงียบๆ มันดีไหม ดี ก็ดีได้แล้ว เข้าใจแล้ว ทีนี้เราจะสัมพันธ์กับสังคมคนบ้าง มียิ้มแย้ม มีหัวเราะนิดๆหน่อยๆ ไม่ใช่หัวเราะร่าซ่า หัวเราะจนกระทั่งเอิกเกริกเฮฮา บ้าๆบอๆ กรี๊ด ภาษาสมัยใหม่ กรี๊ดๆๆๆ นี่ จะบ้าแล้ว เราก็ไม่แล้ว ไม่ ก็พอเรารู้ว่า ถ้าเราจะหยุด ถ้าเราจะไม่หัวเราะ เบิกบาน ทำยิ้มแย้มเหมือนกะยังโลกๆ ร่าซ่านี่ เราก็ไม่เป็นไรนี่ ใจเราก็สบาย จะเบิกบาน ก็เบิกบาน ถ้าการเบิกบานมันก็ไม่ขุ่นมัว ไม่ได้หม่นหมอง ไม่ได้เศร้าสร้อย ไม่ได้เกร็ง ไม่ได้เซ็ง ไม่ได้เบื่อ มันก็น่ารื่นรมย์ มันก็ไม่ใช่ว่า มันอึดอัด ไม่น่าอยู่ มันก็ไม่มี มันก็สบายๆ ว่างๆโล่งๆ ดี ถ้าจะโน้มน้อมมาในจิต โน้มน้อมไปในทางเบิกบาน ร่าเริง มียิ้มแย้ม มีลักษณะสัมพันธ์อันดีกับมนุษย์อื่น เราก็ทำได้ เป็นสมมุติสัจจะที่เราก็ทำได้ ไม่ใช่จะทำหน้าเคร่งเหมือนถมึงทึง ถ้า มันต้องควบคุมเหมือนกัน ก็เพราะว่าตัวเราเองนี่ ถ้าไม่เคร่งคุมไว้นี่ มันจะร่าซ่ามันจะแรงไป และมันก็หลงระเริงไปกับรสอร่อยร่าซ่า รื่นเริงนี่มาก เราก็ต้องหัดคุมบ้าง แล้วก็หัดปฏิบัติธรรม จนกระทั่งจิตใจของเราไม่ได้หลงระเริงไปในรสการ เสพสม ไม่ใช่ว่าเราเสพสม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ความสบายใจ ความพอ ใจ สมใจ อย่างไหนก็แล้วแต่ ถ้าความสมใจมีขึ้นนี่นะ มันจะสบายใจ มันจะชอบ ใจนะ รสอัสสาทะ รสของโลกียรส สมใจแล้วมันก็เออ สบาย แล้วอร่อย สมใจ มากๆ ก็เบิกบานมาก เบิกบานร่าเริงมาก กรี๊ดขึ้นมาได้เลย สมใจ มันมาก มัน ดีเว้ย อร่อยดี จัดๆเท่าไร มันก็บ้ามากขึ้นเท่านั้น แต่เราก็รู้แล้วว่า เออ ก็ดีแล้ว อย่างนี้ก็ดี สมเจตนารมณ์ที่ดี แต่ไม่ใช่บำเรออาการของจิตใจด้วยกาม ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ด้วยที่เสพสมตามราคะของตัณหา เราอยากได้สิ่งนี้มาเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นก้อนเป็นกำ เราผลิต หรือคนอื่นเขาผลิตมาให้ก็ตาม เราก็เลยยิ่งคนอื่นเขาเอามาให้นี่ เราไม่ได้ทำเองเสียด้วยซ้ำ เราก็ยิ่งชื่นใจ ดีเราได้ฟรี นั่นเป็นความหลงผิด ฟรียังไงเป็นหนี้เขานะ ไปเอาของเขาทำไม ของฟรีๆนะ เราเข้าใจแล้วไม่ต้อง เราทำเอง ทำเองได้สำเร็จสมใจ มันก็ร่าเริง ร่าซ่าดีได้เหมือนกัน ไม่ต้องกรี๊ดหรอก มันดีแล้วล่ะ แต่เราก็ เออ เอาละนั่นเรื่องของภวตัณหา เป็นวัตถุ อาตมาอธิบายให้ฟัง ถ้าเราสร้างขึ้นมาได้สมใจ เออ ดี แล้วก็ร่าซ่า ไม่ต้องร่าซ่าหรอก ดีแล้วก็ดีแล้ว การร่าเริงสบายใจ ก็พอแล้วนะ อุปกิเลสก็มีลักษณะซ่านขึ้น สมใจในกามตัณหา สมใจในภวตัณหา หรือแม้แต่ไปช่วยคน เป็นวิภวตัณหา ช่วยเหลือเฟือฟายคนอื่น สร้างสรรช่วยคนอื่นแล้ว เราก็สร้างสรร ช่วยคนอื่นได้สำเร็จ เราดีใจ เป็นอุปกิเลสของวิภวตัณหาอีกเหมือนกัน ตัณหา อุดมการณ์ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองสร้างสรรช่วยเหลือผู้อื่น เกื้อกูลผู้อื่นได้ดีแล้ว ถูกแล้ว เป็นวิภวภพ เป็นวิภวตัณหา ก็ไม่ต้องไปมีอุปกิเลส จะต้องร่าซ่า ใครเขาบอกว่าดีแล้ว ก็เออ เบิกบานร่าเริงก็พอแล้ว เบิกบานร่าเริงในใจ รู้สึกจะ ยิ้มแย้มเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องกรี๊ด ไม่ต้องร่าซ่า ไม่ต้องมันสะใจอะไร มันต้องบำเรอตน ด้วยอารมณ์บำบัดตัณหา 3 ทั้งกามตัณหา โดยเฉพาะยิ่งกามตัณหาไม่ต้องก็ได้นี่ เราจะสร้างรูป จะสร้างรส จะสร้างกลิ่น จะสร้างเสียง อย่างอาตมานี่แต่งเพลงให้คนฟัง เขาว่าเพราะ เขาชื่นใจ ก็ไม่ต้องหลงดีใจ เราเองเราสร้างเสียงให้เขาได้รับกามรสทางเสียง ไพเราะแล้ว เราก็ชื่นใจ ระเริงใจ ไม่ต้อง ยินดีเขารับได้ เราต้องการให้เขาเพื่ออะไร อาตมาแต่งเพลง ไม่ใช่เพื่อให้เขาติดรสเพลงเท่านั้น แต่มันเป็นกระสายน้ำเนื้อหาเท่านั้นไปให้เขา เขารับเนื้อหาอันนี้ได้ เป็นคุณค่าพัฒนาตนโดยต้องอาศัย เพราะคนพวกนี้ ถ้าไม่มีกระสายพวกนี้ให้ สอนแต่ธรรมะ เนื้อหาเปล่าๆ มันไม่เอา มันต้องใช้กระสาย สวดมนต์ใส่ทำนองเพราะๆ เป็น ขนาดสวดสังคหะ โอ๊ย มันไม่น่าฟังแล้วเดี๋ยวนี้ ต้องใช้เพลง เขาสวดสังคหะนี่ คน เราต้องตายน้อยอะไรอย่างนี้ กระแทกตาลปัตรอะไร และก็เนื้อหาเข้มๆ เนื้อหา ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาโน่นนะ และมันมาฟังไหม ต่อให้มีงานๆ ศพมาฟังซิ จ้างคนสวดสังคหะชั้นหนึ่งมา ร้องให้ฟังนะนี่ มันไม่มาฟังหรอก ฟังมันก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร มันก็ต้องไปกะสังคมกว้าง ใช้เพลงเนื้อหาได้แค่นี้ ก็ขนาดนี้ ก็ยังเห็นไหมละ ที่อาตมาบอกเมื่อวานนี้ เพลงชุดใหม่นี่ ไปให้นายห้าง ที่เขาจัดจำหน่ายเพลงฟัง โอ้โฮ เพลงตลับนี้นี่ร้อยบาท ผมก็ต้องซื้อ ดี และช่วยจัดการจำหน่ายด้วยไหม เขาเป็นบริษัทจำหน่าย เขามีความสามารถ แต่ว่าไอ้เรื่องจัดจำหน่ายนี่ผมต้องคิดก่อน แน่ะ แต่เพลงนี้ดีนะ เยี่ยม ทั้งทำนองก็ดี เนื้อหาเราก็แน่ๆ เราแทรกไปอยู่แล้ว เนื้อหาเราแทรกไปอยู่แล้ว ก็เพราะเนื้อหานี้แหละๆ ทำนองเขาไม่เกี่ยงแล้ว ฟังดีนะดนตรีดี แต่เพราะเนื้อหานี่แหละ ผมต้องคิดดูก่อน อาตมาพูดกะทางผู้ติดต่ออีกทีหนึ่ง บอกว่า อาตมารู้ว่า เขาเกี่ยงอะไร ไม่เป็นไรหรอก เพลงนั้นมันในเกินไป มันในๆกะพวกเราเกินไป อย่างเพลงอยู่บ้านเถิดลูก เอาออกก็ได้ ก็เอาเพลงอื่นเปลี่ยน ก็เพลงว่ามันเกินไป เขาไม่รู้เรื่องกะเราหรอก หรือว่าเพลงเนื้อหาและมันไปบาดหัวใจของเขามากนัก ด่าเขาแรงไป ก็เอาออกก่อน ก็ได้น่า อย่างนี้เป็นต้นนะ เอาก็บอกเอา เอาที่มันได้ เราก็มีหลายเพลงนะ เปลี่ยนแทรกๆ เอาซิ จัดจำหน่าย ก็มันแล้วนี่ อย่างนี้เป็นต้นนะ อะไรกันบ้าง ที่จริงมันระดับกาม มันได้ให้เสียง มีเสียง แต่คนสมัยนี้ปล่อยเขาน่าสงสาร มันจะใช้เสียง มันจะใช้เสียงเพลง ใช้กามจะใช้กาม ก็กามที่ปลุกเร้าจริงๆนะ มันไม่ได้สาระอะไรเลย มีแต่มอมเมากันหนักหน้าขึ้นไปอีก เราก็เอาในระดับโลกุตระบ้าง ในระดับของเขาเพื่อชีวิตก็พอได้เหมือนกัน เพื่อสังคม เพื่อชีวิตก็มีขึ้นมาบ้าง เอาล่ะ อันนั้น อาตมาไม่ต้องเข้าไปแตะ อย่างเพลงเพื่อต้นไม้ เพลงเพื่อชีวิตอะไรพวกนี้ ไม่เท่าไหร่ละ ไอ้เพลงพวกนี้เขาอย่าง และจะไปอะไรนักหนา อะไรกะเขา อย่างที่พวกเราทำ จัดๆจ้านๆ อย่างนั้น อาตมาก็จะแฝงโลกุตระไปมากหน่อย ในระดับอย่างนี้ ซึ่งมันต้องมีขึ้นไป บอกแล้วว่า จะให้มาสวด มาร้องสรภัญญะ ขยายไปจนกระทั่งถึงสวดสังคหะ เอ๊อเอิงเอยนี่ อาตมาไม่เคยร้องกับเขา ลองดูเท่านั้นเอง คงไม่เหมือนเท่าไหร่หรอก เขาสวดกับตะโกนเล่นทำนองลงลูกคอ เออ เอ๋อ อะไรโอ๊ย มันก็ร้องนั่นแหละ มันก็ร้องรำทำเพลงนั่นแหละ แต่เขาไม่ฟังหรอก เขาไม่มาเอาเนื้อหา ก็ดีนะ สวดสังคหะนี่เขาก็พูดถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรต่อมิอะไร ไม่เลวหรอกนะ แต่มันก็อย่างนั้น ก็ได้แค่นั้นนะ และมันไม่ได้กว้างอะไรไป และคนก็บางทีดูบ้าด้วย มันไม่เหมาะสมกะพระมาร้องๆ เสียเองด้วยไม่เข้าท่า แต่เดี๋ยวนี้ เขาก็เอา รู้สึกจะไม่มีแล้ว เอาพระร้อง เอาไปให้พวกชี ก็แรงไม่แรง ชีก็แบบผู้หญิงแหละนะ ไปให้พวกผู้ชายนักร้องเขา ก็ว่ากันไป แต่มันก็บานปลายไป แต่เขาไม่นิยมกันเท่าไหร่ ก็เพราะว่าพวกเราก็ยังชัดๆอยู่บ้างนา ไม่เหมือนกะทางศาสนามหายานโหยหวน ร้องมีปี่ มีกลอง มีฉาบ มหายานไปกันใหญ่นา ซึ่งมันก็รูปเรื่องเดียวกัน แต่มันจัดแจงผสมผสาน เขาก็แบ่งหมวดเอาไว้เหมือนกัน แต่ที่จริง อันนี้มันก็คืออันเดียวกัน ถ้าต่อเนื่องกันก็คือ ทางเสียงสำเนียง ทางเสียงทางกาม ทางหู ทางเสียงอะไร อย่างนี้เป็นต้น ส่วนเราจะฉลาดว่า เราจะให้เกิดการเรียนรู้ หรือว่าเกิดการใช้ประโยชน์สำนึกได้หรือไม่ได้ ถ้าทำได้มันก็เกิดคุณค่า เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในฐานะหลายฐานะนะ จะต้องอาศัยขนาดนี้ ก็ต้องทำกันไปบ้างนะ ผู้จะอนุโลม ผู้จะเข้าใจพวกนี้ก็ต้องเข้าใจจริงๆ จะทำรูปก็ดี ทำรสก็ดี ทำ กลิ่นอะไร แม้แต่เราไปทำอาหารมังสวิรติ ต้องปรุง ต้องให้รสให้เขา ต้องขนาดนั้นขนาดนี้ ก็ได้ขนาดหนึ่ง ค่อยๆรักษา ค่อยๆ ให้คนเขาค่อยพัฒนามาอีกระดับหนึ่ง งานของเราก็กว้างสู่สังคมรอบกว้างขึ้นไปตามลำดับนะ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่เป็นแก่นเป็นแกนอีก เราก็จะต้องเป็นแก่นเป็นแกนที่สำคัญ ต้องพัฒนาตัวเราเอง รู้ว่าตัวเรานี่มันมีส่วน มันมีเศษอะไร เมถุนสังโยคในระดับนั้นระดับนี้ ละเอียดขึ้นมาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องสังวรระวัง อย่าติดแป้น พยายามพากเพียรขึ้นเถอะ แล้วเราจะอนุโลมเขา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน