360418 ความสุภาพที่ไม่เจริญ ตอน 1-2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
360418 ความสุภาพที่ไม่เจริญ ตอน 1-2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ความสุภาพที่ไม่เจริญ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ขยายความต่อนะ เพราะว่ามันควรจะได้ฟังกันต่อลึกๆนะ สูตรที่ได้อ่านในวันสุดท้ายนั่นน่ะ และไม่ได้ขยายอะไรมากนักคือ สูตรจากพระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 288 จ่าหัวไว้ว่า ไร้โพธิปักขิยธรรม ไร้นิพพาน ที่จริงอันนี้ก็ตั้งกันเองแหละแต่สูตรนี้ท่านก็เน้นอปัณณกธรรม และก่อนจะเน้นอปัณณกธรรม ท่านก็ย้ำเตือนถึงเรื่องของการเสพสุข ซึ่งมันเหมาะกับพวกเรามากทีเดียว พวกเรานี่อยู่ในฐานะนี้ทั้งนั้นเลย ตกอยู่ในฐานะนี้ อยู่ในฐานะเสพสุข เสยยสุขัง ปัสสสุขัง มิทธสุขัง 3 คำนี้ ที่ต้องการจะขยายให้พวกเราได้เข้าใจกันจริงๆ อสุขัง 3 คำนี้ต้องการจะขยายให้พวกเราได้เข้าใจกันจริงๆ ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่ามาด่ามาดุอะไรหรอกนะ แต่ว่าที่พูดนี่ เป็นการศึกษาจริงๆเลย พวกเรานี่เป็นนักศึกษานะ อย่าลืมว่าเราเป็นนักศึกษาพากเพียรเราไม่ได้สอบเอาปริญญา เราไม่ได้สอบเอาใบประกาศนียบัตรอะไรหรอก แต่เราก็จะต้องเอาผลเอาประโยชน์ เอาจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายของเราไม่ได้นั่งเรียน หรือว่ามาเรียนกันเพื่อจะได้ใบประกาศนียบัตรมารองรับ เพื่อที่จะได้ไปทำงานทำการ ไปเลื่อนขั้น ไปเลื่อนฐานะอะไร ไม่ใช่ แต่ว่าเราก็จะต้องรู้ว่าเราเอง เรามาศึกษากำลังปฏิบัตินี่ ชีวิตก็ทั้งชีวิตแหละ อาตมาว่ายังไม่บรรลุอรหันต์อยู่เมื่อไหร่ เราก็จะต้องพยายามพากเพียรเอาจุดหมายให้ได้จริงๆ ทีนี้คนที่มาอยู่ มาปฏิบัติธรรมนี่ อาตมาก็บอกแล้ว เมื่อเกิดผล เกิดฐานะที่มันเจริญขึ้นพอสมควรแล้ว และมันก็จะติดแป้น ที่เตือนแล้วเตือนอีกๆ นี่ไม่ใช่เตือนเล่นเลยนะ เป็นเรื่องที่จะต้องสังวรจริงๆ ถ้าไม่สังวร ไม่พยา
อ่านต่อ
ยามพากเพียรกระทำจริงๆ แล้วละก็ มันก็ติดแป้นอยู่อย่างนั้นจริงๆ แล้วก็จะเคยตัว เคยนิสัยไปนานเลย ธรรมะใดที่เป็นไปเพื่อความเนิ่นช้า ธรรมะนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต พวกเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ขอยืนยันว่าเป็นจริงๆ ถ้าไม่สำนึกสังวร มันไม่เจริญขึ้นอีกหรอก ตั้งแต่สมณะไปเลยนะ เอ้า ฟังดูความตรงนี้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟังมาแล้วว่า สมณะหรือพราหมณ์ที่จริงท่านก็ว่าสมณพราหมณ์ด้วยซ้ำไป ท่านไม่ได้ไปสอนฆราวาสหรอกอันนี้ แต่สมณพราหมณ์นั้น ผู้ที่สงบ ผู้ที่เจริญ ผู้ที่พัฒนาขึ้นมา ตามสัมมาอริยมรรคของพระพุทธเจ้า ฆราวาสเราก็ได้พัฒนาขึ้นมาตามนั้นจริง ก็ได้เลื่อน ฐานะขึ้นมาจริงนะ สมณะหรือพราหมณ์ ประกอบการนอนสบาย นี่ท่านพยายามแปลกัน สำนวนที่ท่านแปลนี่ เอามาจากพระไตรปิฎก การประกอบการนอนสบาย เสยยสุ-ขัง เอนข้างสบาย ปัสสสุขัง นอนหลับสบาย มิทธสุขัง ตามประสงค์ หมายความว่า ท่านขึ้นหัวไว้เลย จ่าเอาไว้เลยว่า ท่านไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟังมาเลยว่า อันนี้ใช้ภาษาเป็นประโยค Past perfect tense เป็นประโยคว่า ไม่ได้เคยได้ยินมาแล้ว ผ่านมาแล้ว ไม่ได้เคยได้ยินมาแล้วเขาพูดเอาไว้เมื่อไหร่ๆ ก็ไม่รู้ล่ะ ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย และไม่เคยได้ยินมาแล้วว่า ใครก็ตาม อย่าไปเอาแต่สมณ-พราหมณ์เลย ใครก็ตามที่ประกอบการนอน เอนข้างการนอนสบาย เอนข้างสบาย นอนหลับสบายตามประสงค์ โดยไม่คุ้มครองทวารและอินทรีย์ทั้งหลาย 1 อันนี้ เป็นอปัณณกธรรม ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรม ทั้งเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งวันคืน แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปโดยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ หมายความว่า ท่านบอกว่าท่านไม่เคยได้ยินมาเลย ว่าใครก็ตาม ที่มัวแต่ประกอบการนอนสบาย เอนข้างสบาย นอนหลับสบาย ตามประสงค์โดยไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติในหลักต่างๆที่ว่านี่ แล้วจะเป็นผู้ที่กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ หมายความว่า บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ สรุปง่ายๆ นิพพานนั่นเองน่ะ ยังไม่เคยได้ยิน ยังไม่เคยได้ฟัง ยังไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลย ถ้าเผื่อว่าไม่ประกอบมัวแต่เอาแต่นอนสบาย เอนข้างสบาย นอนหลับสบาย หรือว่าหลงใหลในเรื่อง เดี๋ยวอาตมาจะขยายภาษาบาลี คำว่าเสยยสุขัง ปัสสสุขัง มิทธสุขัง นี่อีกว่า มันควรจะมีนัยลึกซึ้งกว่าที่พูดนี่ ไม่แปล ไอ้นี่ท่านแปลเอาแต่การนอน เอาแต่ลักษณะนอน ซึ่งก็จริงอยู่ จริงด้วยนะ และมันจะมีนัยว่าการนอนมันติดอะไร เสยยะก็ตาม ปัสสะก็ตาม มิทธะก็ตาม นี่ สรุปแล้วใน 3 คำนี่ ไม่ควรจะเป็นความหมายตื้นๆ แต่แค่ว่านอนเอนหลับๆซึ่งเราพูดๆนะ ใช้ภาษาสะแลงมาเรียก เลบานอน อิสราเอน อาหรับ อาเหลิบอะไรกันมา เล่นกับพวกเราอะไรนี่เท่าไหร่ๆ ก็เฉย เหมือนม้าตด ไม่สะดุ้ง ไม่สะเทือน ไม่สำนึก เมื่อไม่สะดุ้งไม่สะเทือน ไม่สำนึก มันก็ธรรมดา มันก็เป็นอย่างนั้นเองแหละ มันจะไปไหนรอด พวกเรานี่ อยู่กินมันก็เหมือนคนที่เหมือนฐานะดี เหมือนชาวบ้านที่ร่ำรวยจะกินจะนอนอะไร มีกินก็มีกิน ถึงเวลาหลับ จะเอนจะนอน เวลากลางวี่กลางวัน ถ้ามันไม่มีหลัก ไม่ให้นอนกลางวัน สงสัยพวกเรานี่ ระเนระนาดกันนะ ซุกตรงนั้น ซุกตรงนี้ จริงๆ นะ ถ้าไม่ได้ตั้งหลักอันนี้เป็นวัฒนธรรมของชาวอโศก เรามา อาตมาแน่ใจเลย ว่าพวกเรามาปานนี้ รับรองจุกอยู่ตรงนั้น จุกอยู่ตรงนี้ คือไปเจอนาคน่ะ นาคหางโผล่ออกมาจากประตูน่ะ สมัยโบราณเขาใช้ภาษาเรียกว่านาค นาคหางโผล่ออกามาจากประตู เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ ศาสนานี่น่ะ ศาสนาลัทธิไหนก็แล้วแต่ นี่เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องนอน โดยเฉพาะ ยิ่งสายพัก สายสงบ คุณไปดูเลย สายที่นั่งหลับตานั่งสมาธิ คุณไปดูไดัเลย ไปอยู่กับเขาได้เลย นอนเป็นเกณฑ์เลย นั่งหลับตาสมาธิและเขานอนก็ไม่ว่ากันนอนกัน วันๆกินๆแล้วก็นอน นั่งหลับตาสมาธิ แล้วก็นอน เดินจงกรมแล้วก็นอนๆ กันเป็นเกณฑ์เลย ไปไม่รอดหรอก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากเลย และก็เห็นว่าอันนี้คือความสงบ เห็นว่ามันสอดคล้องกับความสบาย ที่จริงมันเป็นภวตัณหาที่ร้ายกาจ มันติดภพตรงนี้ ภพหลับ ภพพัก ภพหยุดภพว่างนี่แหละ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมากเลยตีไม่แตกตรงนี้ ไอ้ตัวนั่งหลับภพสมาธิก็ตาม มันไปตามกันกับนอน นั่งสมาธิหลับตานี่ มันไปด้วยกันกับนอน หนักเข้าเวลาสติมันดี แข็งแรง มันไม่ติดถีนมิทธะ มันก็นั่งสว่างว่าง ว่าอย่างนั้นนะ นั่งสว่าง นั่งว่าง มันก็ไอ้เหมือนหลับนั่นแหละ แต่ว่าหลับอย่างมีสติๆ มีสติ ฝึกเข้าก็ได้ ทีนี้นอนนี่ มันก็ปล่อยเลย ไม่ต้องไปนั่งทรงสภาพอะไร นอนมันก็หลับ ถ้าสติมันดีๆ มันก็หลับโพลงได้ ถ้าถีนมิทธะไม่กินนะ มันก็นอนโพลงๆ สว่างตื่นใสเหมือนกับนั่งสมาธิ ถ้าถีนมิทธะกินก็ไปเลยๆ ลงใต้บาดาลเลย หางยาวเฟื้อยเลย มันก็คืองูนั่นเอง นอน งูนี่มันจะยืนก็ไม่ได้ นั่งก็ไม่ได้ งูนี่เอานอนลูกเดียว งูนี่อยู่ในอิริยาบถนอนลูกเดียว เป็นสภาพเลื้อยยาว วางยาว ตัวระนาบกับพื้น งูนี่ นาคเขาก็เอามาเรียกแทนงูๆ นั่นแหละ นาคแปลว่างู แปลว่าช้างก็ได้ นาคงูใหญ่ นอนตะพึดตะพือ มันเป็นการถ่วงความเจริญในการปฏิบัติธรรมอย่างร้ายกาจที่สุด โดยเฉพาะหลายลัทธิไม่รู้เท่าทันจุดนี้ ไม่รู้เท่าทันที่หลับติดๆจริงๆ แล้วมันก็สบายจริงๆสบายแบบโลกียรส อัสสาทะ เป็นอัสสาทรส เป็นโลกียรสจริงๆ ขอยืนยันนะ ท่านก็มาเน้นมาย้ำ เสยยสุขัง ท่านบอกว่านอน ปัสสสุขัง ท่านบอกว่าเอนข้าง สบาย นอน นอนมันก็ไอ้พอๆกันแหละ ไอ้อันหลัง มิทธสุขัง ท่านบอกว่านอนหลับเลย แปลเป็นไทยหมด นอนหลับสบายนะ ค่อยขยายความอันนี้ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่คุ้มครองอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรม ไม่ประกอบการเจริญในโพธิปักขิยธรรม นี่อันนี้ก็เป็นหลักวิชาอยู่แล้ว อธิบายกันมามากมาย แต่คราวนี้อยากจะเจาะลึกยิ่งกว่านี้นะ ท่านก็ย้ำอย่างสุภาพพอ ท่านขึ้นต้นท่านบอกว่าไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ฟัง มาแล้วเลยว่าใครในการปฏิบัติธรรมนี่ และมัวแต่ประกอบการนอน เอนข้าง เรียกว่านอนหลับสบายตามประสงค์ นี่ และไม่คุ้มครองอินทรีย์ และไม่ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรม ไม่ประกอบการเจริญในโพธิปักขิยธรรม ทั้งเบื้องต้น และเบื้องปลาย แห่งวันคืน เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งวันคืน คือ ตลอดวันนะ แล้วก็ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา-วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ ก็สรุปเลย ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ว่าอย่างนั้นเถอะ ท่านก็เตือนสุดท้ายว่า ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุอย่างนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลาย จักเป็นผู้คุ้มครองในทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย จักเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ จักเป็นผู้ประกอบความเพียร จักเป็นผู้เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย จักประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรม ทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งวันคืนอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย พึงศึกษาอย่างนี้แล เสียงนี้ไปทั่วทิศ อาตมาก็ไม่รู้ ไอ้ที่นอนหลับไม่ตื่นอยู่ทั้งหลายแหล่ ไอ้ที่หลับเฮือกอยู่ทุกวันขณะนี้ไม่รู้จักกี่คน ไม่ได้ยินหรอก ที่หลับๆมันก็ไม่ได้ยินหรอก ไอ้ที่หลับพอได้ยินเสียงบ้าง ก็สะดุ้งบ้าง ก็ยังดี ก็พอเป็นไป สำนึกแล้วก็เลยขึ้นมานั่ง จะมาฟังก็อาย จนป่านนี้ลงมานี่ เพื่อนก็เห็นแล้วมันโก้ยๆ ลงมา ตอนนี้ ก็แน่นอนแล้ว เราโดนเข้าแล้ว ก็เลยสำนึกมา ที่จริงน่ะดี เป็นผู้สำนึก แล้วก็ยอมรับเสีย มันเป็นการลดละอัตตามานะชั้นหนึ่งด้วย เป็นการลดละอัตตามานะอีกชั้นหนึ่งว่า เออ เรารู้ตัว มาสำนึกเอาตอนโดนว่า โดนจวกแล้ว ตอนนี้โดนเข้าจังเบอร์อะไร อย่างนี้ เราก็รู้สึกตัวๆ เราก็สำนึก พากเพียรสังวรขึ้นมา และเราก็ลงมาด้วย อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ลงมาเดินมา เพื่อนฝูงใครๆจะเห็นอะไร ก็มันเป็นการลดละอัตตา มานะอีกชั้นหนึ่ง นอกจากจะไม่ติดถีนมิทธะแล้ว ก็ยังลดละอัตตามานะอีกน่ะ ลองมาดูที่เสยยสุขัง นี่นะ ภาษาบาลีเขาว่าเสยยะ ในความหมายของมันมีอะไรบ้าง มันลึกซึ้งนะ ท่านตรัสจากพระบาลีนี่ ทีนี้ท่านก็มาแปลเป็นไทย มาแปลกันเป็นไทยว่า นอนน่ะ แปลกันว่านอน ไสยะ หรือเสยยะ เราได้ยินแต่ภาษาไทยกันมากๆว่าไสยยะ นอน ภาษาบาลีเขาก็ว่าเสยยะ อันเดียวกันล่ะ ภาษาบาลี เขาไม่ค่อยได้ใช้สระไอ มาเป็นไทยแล้วมาใช้ไสยยะ เสยยะจากพจนานุกรมนี่ บอกว่าความหมายของมันเยอะนะ ดีกว่าประเสริฐกว่า ก็ว่าหมายความถึงความดี ความสุข ความอยู่ดีกินดีนี่ ถึงความดึถึงความสุข ความอยู่ดีกินดี ฟังดีๆนะ ผู้ที่เป็นเสยยะสุขังนี่ แล้วมันก็มีความอยู่ดีกินดี มีความสุข มีความดีขึ้นมาแล้ว เห็นไหมอย่างที่อาตมาพูดว่าเราได้ดีขึ้นมาแล้วว่ามีสุข แล้วเสพสุข อยู่ดีกินดีก็มีความหมายชัดเจน ก็เหมือนคนที่ฐานะดี มันก็ติดแป้น มันก็เสวยการหยุด การพัก การผ่อน การนอน การหลับ การเอน การอะไรได้ทั้งนั้นเลย ความหมายพวกนี้ มันขึ้นมาดีกว่า ประเสริฐ มีความหมายตอนต้นดีกว่า ประเสริฐกว่า คือมันดีขึ้นมาแล้ว ดีกว่า ก็ดีขึ้นมาจากที่เราเมื่อก่อนไม่ดี ดีขึ้นมาอีก หมายความว่าเราเจริญขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งแล้ว ดีกว่าประเสริฐกว่า ก็หมายความว่ามันเจริญขึ้นมาจากเก่า ดีขึ้นมากว่า ดีขึ้นมาแล้ว ก็มาติดตรงนั้นตรงนี้ นี่แหละมาติดตรงเราเจริญขึ้นมานี่แหละ อะไรอีกลองดูความหมายนัยอื่น อีก ก็ความหมายอันนี้ ส่วนใหญ่ก็ดีกว่าขึ้นมาเท่านั้นแหละ ทีนี้มาถึงเสยยะกะพระบาลีตัวต่อมา แปลว่านอน แปลว่านอนเลย ก็ด้วยเสยยกะแปลว่านอน แต่ถ้าเสยยะเฉยๆ แปลว่าดีกว่า ท่านก็เลยเอาตัวเสยยะนี่ แปลอยู่ในนี้มา พระบาลีแปลว่า เสยยะสุขัง ท่านก็เอาคำว่านอนไปแปลเลย ก็เอาไสยยะจากไสยยา เสยยาโดยตรง เสยยาแปลว่านอนนะ เสยยามีความหมายอื่นอีกนะ มีความหมายถึงว่าเตียง เก้าอี้นอน เสยยานี่ เสยยังกับเปตินอนลง และเสยยาอะไรอื่นอีกก็ใช้ในคุณศัพท์ หมาย ความว่านอนลงหรือพักผ่อน สรุปแล้วได้ความเพิ่มจากคำว่านอนอีกคำหนึ่งว่านอนว่าเราอยู่ดีมีสุขนะ อยู่ดีกินดี หรือว่า ดีกว่าฐานะเดิม เสยยสุขัง เห็นไหม ได้ความหมายขึ้นมาชัดไหม มันสื่อภาษาพยัญชนะ พระบาลีนี่ สื่อให้เห็นเลยว่า เมื่อผู้ใดติดสุขในการเจริญขึ้นมานี่ดีกว่าเก่า หรือว่าอยู่ดีกินดีนะหรืออยู่สุขอยู่สบายใจขึ้นมาแล้วนี่ แล้วมันก็จมอยู่ตรงนี้ และนัยที่ท่านบอกว่า ผู้ใดหลงใหลติดยึดอยู่ในฐานะนี่แย่ ติดสุขังนี่แหละ ยึดสุขๆด้วยการที่มีฐานะนี้ แล้วก็ไม่ขวนขวายที่จะตั้งตนอยู่บนความลำบาก พากเพียร ประพฤติ ปฏิบัติ คุ้มครองในอินทรีย์ทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ อย่างคนฐานะดีนี่ มีทรัพย์ มีฐานะดีพอสมควร ก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสด้วยอะไร สัมผัสด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็ฐานะพอใช้ได้ ก็ซื้อก็หา ก็เอามาเสพสม สุขสมไป ฐานะดี นี่มันก็เป็นเสยยสุขัง อย่าว่าแต่นอนท่าเดียวเลย เสพสมสุขสม ด้วยการอยู่ในฐานะพอเป็นพอไปได้ แล้วก็ไม่คุ้มครองอินทรีย์ ก็ปล่อยทวารอินทรีย์ทั้งหมดนะ อยากจะได้อะไรทางทวาร 5 ข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสอะไรพอใจก็เอามาเสพมาสมไป บำเรอตนไป โดยการหลงเป็นสุข ตามที่ฐานะดี อยู่ดีกินดี อยู่ดีมีสุขนั่นแหละ ก็เป็นไปเสพไปติดไป ยิ่งอีกเป็นภวตัณหา กามตัณหาก็ทวารทั้ง 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่คุ้มครองอินทรีย์ ทวารทั้ง 6 ก็กามตัณหาก็ทวารข้างนอกสมใจ ไม่ต้องไปทำอะไรมาก เรามีอยู่มีกินแล้ว ดอกเบี้ยในแบงก์ก็งอกให้พอกิน หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็นอน ทำๆ นอนๆ ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรพัฒนา ไม่ทำงานทำการอะไร ถึงจะทำก็อย่างนั้นแหละ เหลาะๆแหละๆ คือว่าพอกินนะ ฐานะพออาศัยได้ สิ่งเหล่านี้แหละ จะเป็นคนที่เป็นฆราวาส เป็นสมณะ หรือเป็นอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่สังวรทั้งกามภพ ทั้งกามตัณหา โดยไม่คุ้มครอง ไม่สังวร ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้ง 6 เราก็ไปทำอย่างนั้น นี่เรียกว่าผู้ที่ปล่อยปละละเลย เสพสุข เสยยะตัวเดียว ส่วนปัสสะนั้น แปลว่าข้าง หรือข้างหลัง ปัสสะนี่ที่จริงแปลว่าเห็นนะ แปลว่าด้านข้าง หรือข้างหลัง ท่านเลยแปลว่าเอนข้างสบายนะ เอนข้าง ท่านเอาความหมายนอนมาใช้หมด นอนๆ เอนๆ หลับๆ เอนๆ เอียงๆอะไรไปนี่ ซึ่งก็ใช่ด้วยๆ ทีนี้ปัสสะนี่ข้างก็หมายความว่า เราเองเราไม่เต็มตัว ข้างก็ไม่เต็มตัวนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราสุขๆ ก็อยู่แต่แค่ได้สุขมาส่วนหนึ่ง ได้สุขมาส่วนหนึ่ง และก็เสพสุขส่วนข้างๆนี่แหละ ส่วนเคียงๆข้างๆ นี่แหละ ไม่ได้ส่วนที่เต็มตัว นี่อาตมาตามประสาพัฒนาตามปัญญาของอาตมา อาตมาก็มองให้เห็นว่าท่านขยายทำไม ท่านใช้ทำคำเหล่านี้มาขยายความ ทำไมเวลาอาตมาบรรยายธรรมะอธิบายให้พวกเราฟังนี่ อาตมาจะมีคำหลายๆคำ ก็ขยายกัน ใช้คำนั้นคำนี้ คำนั้นขยายๆเรื่องออกไปนี่ มีเรื่อง แล้วก็บอกขยายอย่างนั้นอย่างนี้ ออกข้างๆไป ก็มีเจตนารมณ์ หรือมีสภาวะนั้น อ่านมันออกมาทุกๆมุม ออกมา อ่านออกมาให้ได้ ให้มีมันครบ เพราะฉะนั้น เราจะพูดไปปากเปล่าๆให้มันยาวฟุ่มเฟือยยุ่มย่ามไป มีภาษาอะไรก็ใส่ไป เละๆเทะๆ ไปเฉย ไม่ใช่นะ ถ้าภาษาเหล่านั้นมันสื่อสภาวะมันบอกมุมเหลี่ยมของสภาวะได้ มันก็บอกมุมเหลี่ยมของสภาวะที่ครบครัน ที่มากมุม เหลี่ยมขึ้น สื่อให้เราได้รับรู้ชัดขึ้น ครบสภาวะ ยิ่งเป็นนามธรรมแล้ว ยิ่งยาก หาภาษามาสื่อบอกสภาวะให้มันครบๆ นัยเดียวกัน อาตมาว่า พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ท่านตรัสนี่ ท่านก็จะต้องสื่อสภาวะออกมา ใช้ภาษามัน ไม่ใช่ให้มันฟุ่มเฟือยเล่น จะไปยืดเยื้อทำไม ถ้าเผื่อว่า มันเท่านั้นก็จบ แค่นั้นมันไม่ควรจะมีอะไรขยาย มันก็ไม่น่าจะต้องไปยุ่มย่ามฟุ่มเฟือยภาษาให้มันไม่เข้าท่านะ เพราะฉะนั้นนี่ ก็หมายความว่า ท่านเองท่านบอกว่า เสยยสุขัง ปัสสสุขังนี่ ก็หมายความว่า ในฐานะที่เรายังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เต็ม ยังได้แค่เคียงๆ ข้างๆ ได้แค่ส่วนหนึ่ง ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เต็มยังไม่ครบ มันก็น่าจะต้องพยายามพากเพียรศึกษา จะไปเสพสุขที่ได้เว้าๆแหว่งๆ เว้าๆ ได้ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง หลงอยู่แค่นั้นเอง มันไม่พอนะ ทีนี้ มิทธะ มาดูคำว่ามิทธะมั่งนะ มิทธะหมายความว่า เทียบๆ หมายความว่า อันหนึ่ง เทียบความหมายก็คือ จุดประสงค์คือแข็ง ขออภัยไม่ใช่เทียบ เป็นคำบรรยายเป็นคำขยายความ เทียบความหมายก็คือตรงจุดประสงค์ กล่าวคือแข็ง ดังนั้นความหมายของคำจึงเหมือนกับถีนนะ มิทธะนี่ หมายเหมือนกับถีนะ แข็ง ความเซื่องซึม ความงงงุน ความเฉื่อยชา คือ ถ้าเผื่อว่า ตรงกันข้ามกันคือหมายความว่าไม่ขยัน ไม่กระตือรือร้น มิทธะนี่ ความเซื่องซึม ความมึนงง ความ เฉื่อยชา ความไม่ขยัน ความไม่กระตือรือร้น มิทธินแปลว่า เซื่องซึม แปลว่าง่วงนอน แปลว่าเฉื่อยชา โดยตรงเลย มิทธะ นี่แหละ มิทธะ มิทธสุขัง เพราะว่าในที่นี้ ท่านแปลว่า นอนหลับสบาย แปลเอาความ แปลว่านอนหลับสบาย มิทธะสุขัง ก็ถูก นอกจากนั้นแล้ว เรามาดูความหมายเพิ่มเติมขึ้นอีก อาตมาเคยแปล ถีนมิทธะนี่ว่า แข็งตีไม่แตก ตกผลึก และท่านก็แปลถีนัง แปลว่าตกผลึก แปลว่าเกาะแน่นติด แข็งกระด้าง ไม่เกิดสภาพเคลื่อนไหว ไม่เกิดสภาพแตกตัว ไม่เกิดสภาพเปลี่ยนแปลง หมายความว่า เกาะยึดติดแน่นอยู่อย่างนั้น ทรงสภาพอยู่อย่างนั้น ถีนังมิทธัง แข็ง หรือกระด้าง ตกผลึก ไม่เปลี่ยนแปลง ทีนี้ในลักษณะอ่อนกว่านั้นก็เฉื่อยๆ เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ไม่ขยัน เซื่องซึม ง่วงงุน ถ้าจะเอาความกันจริงๆแล้วก็หมายความว่า เป็นคนเซ็งๆเฉยๆ เฉื่อยๆ ไม่มีพฤติกรรมอะไรที่กระปรี้กระเปร่า ไม่มีพฤติกรรมอะไรที่สำนึกสังวร สดชื่นเบิกบานขึ้นมานั่นเอง โดยความหมายทั้งหมด และมันอร่อย หรือว่ามันเป็นสุขเสียด้วย ว่ายังงั้นนะ อันนี้มิทธสุขัง สุขเพราะว่าได้เฉื่อยชา ใช้วันๆ ให้มันเรื่อยๆเลี่ยงๆ ไปวันๆ ง่อยๆๆ เอ๊ ง่อยก็คงจะกินจริงๆแหละนะ อาตมาว่ามิทธะมากๆนี่ ง่อยก็คงจะกินน้อยๆฉ่อยๆเฉื่อยๆน่ะ แล้วทีนี้ท่านใช้ว่าสุขัง ท่านหมายความว่า มีอาการชนิดหนึ่ง ชอบนี่แหละ สุขนี่มันอร่อยล่ะ มันเป็นสุขล่ะ ไอ้ชอบอารมณ์อย่างนี้ ชอบอาการอย่างนี้ อาการจะโดยทางกายก็เห็นแล้วนี่ ง่อยๆหงอยๆ เหมือนไก่หงอย เงื่องๆ เซื่อยๆ อะไรนี่ มันดีโว้ย ว่ายังงั้น สุขนี่นะ มันดีโว้ย หงอยๆ จืดๆ เฉื่อยๆ เรื่อยๆ อาตมาว่าอย่างนี้หามไปลงหลุมเลยดีไหม มันพอๆ กันน่ะ คนๆนี้ จวนตายแล้วๆ นี่อาตมาพยายามขยายความตามอาการ ตามความหมายให้ชัด ว่าคุณลักษณะพวกนี้ อาตมาจะเรียกว่าคุณลักษณะเลย กระดากน่ะ มันไม่น่าจะเรียกว่าคุณลักษณะเลย มันน่าจะเรียกโทษลักษณะนะ โทษลักษณะ มันไม่น่าจะเรียกคุณลักษณะ มันเป็นลักษณะ มันไม่เจริญแล้ว มันเสื่อมแล้วนะ ทีนี้เอาจากอารมณ์ทางจิตเลย จิตมันเซ็ง จิตมันเบื่อ จิตมันอะไรล่ะ จิตตก จิตมันอะไรต่อมิอะไร คือคนเรานี่ 2 สภาพ สภาพที่อาตมาบอกแล้ว สดชื่นเบิกบานนี่ มันสัมผัสจะมีเรื่อง จะมีราวอะไรก็ ถึงแม้จะเอาใจใส่ จะเอาใจใส่เรื่องราวอะไร สนใจสังขารปรุง เข้มข้นหนักหนาอะไรอยู่ มันก็จะไม่ใช่ลักษณะเฉื่อย เซ็ง เบื่อ แข็ง มันจะไม่เลย มันก็เป็นลักษณะปรุง เป็นลักษณะกระปรี้กระเปร่า ลักษณะจึงจะขึงๆ ขังๆนะ ลักษณะอะไรขึ้นมาก็ตาม มันก็ไม่ใช่ลักษณะที่กล่าวแล้วเมื่อกี้นี้ว่ามันลักษณะกระด้าง แข็งซึม มันจะไม่ตกไปฝั่งนั้น มันก็จะเป็นฝั่งจะวูบวาบ จะเร็วไปหาร้อนเอาด้วยซ้ำนะ ลักษณะปรุง ลักษณะพวกนี้ เพราะฉะนั้น คนที่จะลักษณะที่เจริญแท้นั้น แม้จะถึงขั้นเป็นพระอรหันต์ สุขเย็น คำว่าสุขเย็น นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า เย็นชืด ไม่ได้หมายว่าเฉื่อย เพราะลักษณะพระอรหันต์เจ้าจริงๆแล้วนะ จะไม่เย็นเฉื่อย แต่เราไปมองกลับตีความหมายเอนเอียงไปข้างฝ่ายฤๅษี ข้างฝ่ายสงบแบบนิ่ง แบบหยุด แบบช้า เราก็เลยมองไปว่า เออ ผู้สงบ พระอรหันต์หรือสมณะนี่ผู้สงบ ผู้สงบจะต้องช้าๆ เซื่องๆ กรีดกราย นี่อาตมาทำท่าทีลีลาให้ดู ทางเทปไม่เห็นน่ะ เทปไม่มีรูป ไม่ได้ดูด้วยตา นี่คนฟังฟังอยู่นี่ อาตมาแสดงท่าทีเฉื่อยๆช้าๆ และว่าสุขุมประณีต เราขี้มักจะมีความรู้สึกใช่ไหม มีความรู้สึกแนวโน้มไปว่า ผู้สุภาพ ผู้เป็นพระอริยเจ้าที่เย็นๆ พระอรหันต์เจ้าสุภาพ ทั้งท่าทีกาย ต้องเดินช้าๆ เซื่องๆ ซึ่งเข้าใจ อาตมาเข้าใจ แล้วก็เคยเดินเซื่องให้ดูมาแล้ว เดินเซื่องๆก็ทำได้ เดินคล่องก็ทำได้ แต่ก็ไม่ใช่คล่องอย่างลุกลี้ลุกลนอะไรเกินไป ก็ไม่สุภาพนี่และถ้าเซื่องได้ ได้เซื่องๆได้ ถ้าเผื่อว่าในวาระที่ควรเซื่องๆ ทุกวันนี้ไม่ทันกินแล้วนะ เซื่องๆนี่ไม่ทันงาน เพราะฉะนั้น เราก็เร็วขึ้น นี่กำลังขยายความ นี่ไม่ได้แก้ตัวนะ ฟังดีๆนะ แต่สุภาพนะ สุภาพก็หมายความว่าไม่ทุจริต สุภาพ สุนี่แปลว่าดี ไม่ทุ สุภาพมีภาวะดี สุภาพะ หรือสุภาวะ หมายความว่ามีภาวะดี มีภาวะที่เจริญ มีภาวะที่สร้างสรร มีภาวะที่ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง ไม่มีอารมณ์กิเลสโลภ โกรธ หลง แม้แต่อย่างละเอียดละอองธุลีอะไรไม่มีเลย นั่นแหละ สุภาพ ต่อให้กิริยากาย วาจานี่ จะคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็วอย่างไรก็ตามแต่ เร็วรี่เหมือนกัน แหม ลูกข่างนอนวันเลย เร็วจี๋แต่นิ่งในตัว จิตนิ่ง แต่กิริยากาย วาจา นั่นคล่องปรี๊ดเลยก็ได้ อย่างนี้เย็น อย่างนี้สงบเย็น อย่างนี้แหละไม่แข็ง อย่างนี้แหละไม่กระด้าง อย่างนี้แหละไม่เซื่อง อย่างนี้แหละไม่เฉื่อย อย่างนี้แหละขยัน กระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า คล่องแคล่ว ตรงกันข้ามกับมิทธัง เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยู่ในลักษณะมิทธัง ติดสุขอย่างนั้นอยู่ ก็เซื่อง เฉื่อย มันดี อร่อยดี แล้วหลง คือโดยปัญญานี่หลงได้ด้วย โอ๋ย เราจะไปเกินนี่นะ เราอย่าไปเกินความเฉื่อย เราอย่าไปเกินความเซื่อง เราอย่าไปเกินความช้านะ ถ้าขืนเกินความช้านี่ ไม่สุภาพแล้ว ฟังดีๆนะ อาตมากำลังขยายความละเอียดลออนะ เพราะฉะนั้น ผู้นั้นก็จะเฉื่อยอยู่ตลอดเวลา จะรีบก็ไม่ได้ จะเร็วก็ไม่ได้ จะคล่องก็ไม่ได้ เพราะมันจะผิดลักษณะสุภาพ อาตมาก็เลยบอกว่า โดยความหมายของมิทธะนี่ มันจัดเข้าในหมู่นี้แหละ มิทธะมันจัดเข้าอยู่ในพวกมิทธสุขัง คือตัวกำหนดรู้ ตัวปัญญาญาณ ไปกำหนดผิดว่า โอ้ สุภาพนี่จะต้องเฉื่อย สุภาพนี่จะต้องเซื่อง สุภาพนี่จะต้องช้า สุภาพนี่จะต้องไม่กระตือรือร้น ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่คล่องแคล่ว คล่องแคล่วไม่ได้ ถ้าคล่องแคล่วกระปรี้กระเปร่า ผิด ฟังให้ดี เพราะฉะนั้น ในกาละอย่างไร เวลาอย่างไร ฐานะขณะใด อันควรที่จะคล่อง- แคล่ว อันควรที่จะเร็วได้ ไม่ใช่พาซื่อเถรตรง จะต้องเมื่อไรก็เซื่องๆนะ เมื่อไหร่ก็เฉื่อยๆ เมื่อไหร่ก็ช้าๆ ถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจโดยปัญญา จัดเข้าอยู่ในมิทธะ และติดเป็นสุขัง ก็ยิ่งก็จะเร่งทำไม ก็เราพอแล้ว นะ เรายังไงก็พอแล้ว ที่จริงโอกาสและเวลากาละนี่ เราต้องใช้โอกาส ใช้เวลากาละให้เป็นประโยชน์ที่สุด สร้างสรร จะต้องดูความเหมาะสมตามกาละและตามขนาดอย่างที่ว่านี่ ต้องการเร็วก็เร็ว ต้อง การที่โอกาสนี้จะต้องคล่องแคล่ว กระตือรือร้นกระปรี้กระเปร่าอะไร ก็ทำให้เหมาะสม เพราะฉะนั้น ในลักษณะนี้ที่บอกว่า นอนหลับสบาย ตีความไปหมด ก็นอนหมดทุกอย่างแล้ว ก็พอดีทีเสยยะก็นอน ปัสสะก็เอนข้าง ก็คือนอน มิทธะก็คือนอน ก็จบเรื่องอธิบายความนอน ทีนี้มานัยที่ละเอียดลออ มาถึงขั้นเข้าสู่มิทธะ สุขังนี่ ควรจะเข้าใจได้ละเอียด- ลออ ถึงขนาดนี้ด้วย ว่าเราจะไปติดสุขในการเข้าใจผิด ในความเห็นว่า เราเห็นว่ายังติดสุข หรือว่ายังเห็นดีเห็นชอบ ว่าเราเห็นดีว่า เออ ถ้าเราเป็นผู้สงบ เป็นผู้พ้นทุกข์ เป็นผู้สุภาพ นี่ละก็ เราจะคล่องแคล่วไม่ได้ จะต้องทรงสภาพเฉื่อย สภาพช้า สภาพเซื่องๆ ภาษาไทยจะว่ายังไงอีก มีภาษาอะไรอีก เซื่องๆนี่ มันก็น่าจะครบแล้วนะ คือเดินก็เซื่อง ไปก็เซื่องๆไอ้ซึมมันก็ชัดอยู่แล้ว ซึมๆนะ ทื่อๆ ไม่ใช่หงอย ใช่ แต่ว่าที่ต้องการนี่หมายความว่า คือลักษณะคนนี้ มันอืดอาด มันอืดอาด มันยืดยาด มันทื่อๆ นี่ นั่นน่ะ นัยเดียวกันแหละ ความหมายที่มีมุม เหลี่ยมต่างๆ ที่อาตมาจะใช้ภาษาไทยขยายความให้พวกคุณได้ฟังว่า มันไม่ควรจะทำตนเอง ฝึกหัดตนเองให้เป็นคนลักษณะนั้น ถ้าเราลึกซึ้งแล้วนะ ในการอบรมสำรวมคุ้มครองทวารอินทรีย์ คุ้มครองทวารอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือทั้งหมด กาย วาจา ใจ และทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราทั้งหมด ไม่ใช่ว่าให้มันเซื่อง ให้มันช้า แต่ให้มันคล่อง คุ้มครองฝึกฝนอบรมให้มันคล่อง สัมผัสแล้วรู้ทันเร็ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจรู้ทันเร็ว คล่องแคล่ว มีมุทุภูเต ไว แววไว ปรับได้ไว อ่อน เร็ว อ่อนคือหมายความว่า ไม่แข็ง ไม่กระด้าง อ่อนนะ อ่อนนี่ตรงกันข้ามกับมิทธัง ตรงกันข้ามกับคำกระด้าง มุทุนี่ เพราะฉะนั้น มุทุภูเตที่อาตมาสอน แนะนำ พยายามขยายความให้ฟังนี่ อาตมาแปลเอาว่า แววไว เอาว่าโดยพยัญชนะ มันคล่องตัวไปหมด มันเร็วไวๆ ทั้งกาย วาจา ใจด้วย แต่ถ้าเราไปอธิบาย ภูตะ มันหมายถึงจิตวิญญาณ แล้วมุทุนี่สุดท้าย ท่านก็ตัดคำว่ามุทุในอุเบกขายังไง อุเบกขานี่ ไม่มีภูตะ มีมุทุคำเดียว ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสราใช่ไหม องค์คุณของอุเบกขา 5 มุทุคำเดียวไม่มีภูตะหรอก มันลักษณะที่ตรงข้ามกับคำแข็ง คำกระด้าง คือมิทธะ ถีนะนี่ ตรงกันข้ามกัน มันเป็นลักษณะที่ไว เร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive