360111 รู้จิตคิดชั่วแล้วตัวจะทำอย่างไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
360111 รู้จิตคิดชั่ว แล้วตัวจะทำอย่างไร? (อบรมนักเรียนสัมมาสิกขา) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
รู้จิตคิดชั่ว แล้วตัวจะทำอย่างไร? (อบรมนักเรียนสัมมาสิกขา) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2536
เป็นกรรมของตน มีกรรมเป็นของของตน และเราก็รับมรดกของกรรมนั่นของตน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอย่างนี้ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีการขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล ขอให้พระเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เราไม่เห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ แต่เราจะรู้ความจริงว่าเราจะต้องกระทำเอาเอง เพราะฉะนั้นการตั้งจิตนี่ก็คือตั้งจิตตั้งใจแต่ละวันๆ ตั้งแต่เช้าขึ้นมา สวดมนต์เสร็จเราก็จะตั้งจิตให้ดีว่าเราจะทำอะไรวันนี้ ต่อไปเราจะแก้ไขอะไร หรือเราจะทำสิ่งดีอะไร ที่ควรพึงทำให้แก่ตน ตนจะได้เจริญ ตนจะได้เป็นสุข ตนจะได้พ้นทุกข์ เป็นคนที่มีประโยชน์คุณค่า มีบุญ เราก็ตั้งใจทำของเรา จะตั้งใจทำซ้ำๆซากๆ วันแล้ววันเล่าก็ได้ ในเรื่องเดียวกัน หรือว่าจะตั้งใจวันนี้ๆ ก็ตั้งใจเรื่องนี้นะ พรุ่งนี้ก็ตั้งใจอีกเรื่องหนึ่ง หรือตั้งใจเมื่อใดก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะตอนนี้ตั้งใจดีๆ การตั้งใจดีๆหรือการอธิษฐานนี่ เป็นบารมี อธิษฐานบารมี หมายความว่า เราก็ต้องสร้างฐานะของเราให้ดีขึ้น เจริญขึ้น ด้วยการตั้งใจทำและก็พากเพียรทำ ตามที่เรากระทำนั้นๆ พึงกระทำดู หนึ่งนาทีในการตั้งใจ ก็มาฟังวันนี้ เราจะมีงานวันเด็กกันใช่ไหม อาว เด็กๆก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนะ และก็เป็นผู้ที่เราจะต้องเห็นความสำคัญในความเป็นเด็ก เพราะถ้าเผื่อว่าเป็นเด็กที่ได้รับการอบรมดี เป็นเด็กที่ตัวเด็กเองก็เป็นเด็กที่เอาใจใส่ เท่าชีวิต แม้แต่สัตว์นี่นะ เขาเอามาเลี้ยงๆแล้วเขาก็จับเอามาฝึกหัด จับฝึกหัด บางทีก็ต้องล่ามโซ่ๆ ใช้วิธีจะต้องทรมานบางสิ่งบางอย่าง แล้วก็ค่อยๆฝึกหัด ค่อย
อ่านต่อ
ๆหัด จากสัตว์ป่าสัตว์เถื่อนที่มันดื้อ ก็ตามใจมันเหมือนกัน สัตว์นี่ก็ต้องตามใจมัน จนกระทั่งเขาก็ใช้วิธีการทุกอย่างแหละที่จะให้มันดี ลงแส้บ้าง ลงปฏักบ้าง ตีบ้างหรือพูดดีๆบ้าง เวลาเขาสอน เขาก็พูดดีๆด้วยเหมือนกัน เราจะเคยเห็น ลงโทษ ก็ลงแน่นอน ลงโทษ ลงแน่ๆเลย ลงก่อนเลยนะ ใช้ตี ใช้ตรึง ใช้มัด และก็พยายามทรมานบ้าง อย่างช้างนี่ ฝึก โอ ครั้งแรกนี่ เขาจะเอาเข้าหลักมัดตรึงให้อดอาหาร อะไรต่างๆนานาก่อน แล้วก็ค่อยๆ หลายอย่าง ด้วยวิธีหลายๆประการ เขาก็สามารถอบรมฝึกหัด แม้แต่สัตว์ป่า สามารถให้สัตว์ป่า มีพฤติกรรมดี มีพฤติกรรมที่เป็นสัตว์เชื่อง บอกได้สอนได้ ทำงานเป็นทำงานได้ ทำอะไรดีได้ สามารถหัดได้ เป็นธรรมดาธรรมชาติของสัตว์โลก ที่เราฝึกหัดพัฒนาได้ คนรู้ดี จนกระทั่งคนจน สามารถไปเอาสัตว์มาฝึกได้นี่แหละ คนนี่แหละรู้ดีกว่าสัตว์ ฝึกได้ เพราะฉะนั้นคนเองที่เป็นคนนะ มันต้องฝึกได้ พูดอย่างนี้ใครก็ต้องเชื่อ เพราะว่าเป็นเรื่องจริงๆ เป็นเรื่องมีมาแต่ไหนๆ หัดได้ ฝึกได้ จากนิสัยไม่ดี เอาแต่ใจตัว มีกิเลสหนา มีกิเลสหนัก มีกิเลสแรงอย่างไรก็ตาม ก็สามารถที่จะฝึกฝนอบรมให้แก้ไขปรับปรุงเป็นคนดีได้ คนเรานี่มาจากสัตว์นี่ โง่ คนเรานี่เกิดมาก็ค่อยๆพัฒนาจากสัตว์เดรัจฉาน ถึงค่อยๆมาเป็นตัวคน นานหลายชาติมาก กว่าจะได้มาเป็นคน มาเป็นคนแรกๆใหม่ๆ ก็เป็นคนที่ยังสมองไม่ดีหรอก วิญญาณยังไม่เจริญ ก็เป็นที่พัฒนามาจากสัตว์ แล้วจากสัตว์มาเป็นคน จากสัตว์พัฒนาขึ้นมาเป็นคนได้ มีบุญ มีทางเจริญมา จนกระทั่งมาเป็นคน เมื่อมาเป็นคนที่ยังไม่เจริญ เป็นคนโง่ๆ เป็นคนยังใช้สมองไม่เก่งยังไม่ฉลาด ยังไม่รู้อะไรลึกซึ้ง ก็ได้เท่านั้นนะ ปฏิบัติอะไรหรือมีกิริยา มีการกระทำ มีสมมรถภาพ มีสมรรถนะหรือไม่รู้คุณธรรม ไม่รู้ในความเป็นคน หรือเป็นสัตว์โลกนี่ มีประโยชน์ จะมีคุณค่าต่อโลก ต่อสังคม ต่อมนุษยชาติ อย่างไร แค่ไหน ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ จนกระทั่งเจริญขึ้นมาหลายกัปหลายกัลป์แล้ว โลกนี้มีการหมุนเวียน อย่างเกิดมาในโลกนี้ ก็เกิดมาสอน มาแนะนำความเจริญของสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์ก็เป็นสัตว์โลก แนะนำให้เจริญขึ้นๆ จนถึงขั้นโลกุตระ เจริญขึ้นจนกระทั่ง สละความ เห็นแก่ตัว ไม่เอาแต่ใจตัว ไม่เสพติดที่ตัวเอง เลิกละสิ่งที่ตัวเองติด ติดกิน ติดนอน ติดเล่น ติดสนุกสนานอะไรก็แล้วแต่ ติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ติดอะไรต่ออะไร หรือแม้ติดภพ อย่างของพระพุทธเจ้านี่ เป็นปราชญ์นี่ เรียนรู้เรื่องภพได้ลึก เรื่องภพนี่เป็นเรื่องนามธรรม เป็นเรื่องของจิต เราคิดเช่นใดก็เป็นความติดของเรา เราฝังความติดเรียกว่าอุปาทาน อุปาทานนี่แปลว่า ฝังความติดและฝังความยึด ความติดลึก ยึดความเห็นของเราเอาไว้อย่างนั้นแหละ ดี และเราก็จะได้จะเป็นอย่างนั้นนะ เราจะทำตัวเองให้เป็นตัวที่เรายึด ถ้าเป็นการยึดที่เลว หรือเป็นการยึดที่สมใจตนเท่านั้น ไม่เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่นเลย เราก็ได้ยึดสิ่งนั้นอย่างเหลวไหล ยึดแล้วก็ทำตามใจเรายึด ทำตามใจเราปรารถนา ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนเท่านั้น เห็นแก่ตนเท่านั้น อันนั้นก็เรียกว่าภวตัณหา อยากจะเป็น สมมุติง่ายๆ ฉันอยากจะเกเร อย่างนี้เป็นต้น อย่างง่ายๆนะ มีนะบางคนนี่ประชดชีวิต จะเป็นคนเกเร แล้วก็ทำจริงๆ ยึดแรง เป็นจริงๆ ใครห้ามไม่ฟัง พ่อแม่ห้ามไม่ฟัง จนกระทั่งไม่อยู่บ้านอยู่เรือน กลายเป็นคนเกเร คล้ายเป็นคนเสียเด็กไปเลย เราก็เคยได้เห็น อย่างนี้เป็นต้น นั่นแหละยึดภพของตนเอง อุปาทานยึดถือว่า ฉันจะเป็นอย่างนี้ และก็เป็นอย่างนั้นไปได้ จนกระทั่งเสียหาย มีมากมาย มันมีตัวอย่างมากมาย ทีนี้ถ้าเรายึดดีนี่ ถ้าเราจะทำอย่างนี้ดีให้มันเจริญ คำว่าดีคำนี้นี่ อาตมา จะสรุปให้ฟัง ดี คือตัวเรามีประโยชน์ต่อผู้อื่นเท่านั้นเอง คำว่าดีนี่ เกิดมาเป็นสัตว์โลก เกิดมาเป็นชีวิตนี่ เรามีความดี เรามีประโยชน์ต่อผู้อื่น ความดีนี่ คนเราติดภพติดจิตของเราเอง ยังอยากอยู่เฉยๆ นี่ก็เป็นภพ อยากอยู่เฉยๆ ว่างดี เบาดี ง่ายดี เสร็จแล้วก็ตื่นเช้ามา เราก็กิน หายใจเอาอากาศเลี้ยงชีวิต แล้วก็ดี หาเองเป็น ก็ไม่เป็นหนี้ ไม่หาเอง ไปเที่ยวกินของคนอื่น กินของคนอื่นก็เป็นหนี้ และไม่ทำอะไร หรือทำอะไรไม่คุ้มค่าที่ตัวเองต้องกินต้องใช้ ใช้น้ำใช้ไฟ ใช้สถานที่นั่งที่นอนที่เดิน ใช้เสื้อใช้ผ้า ใช้ข้าวใช้ของ อุปโภคบริโภค ใช้อะไรก็แล้วแต่ วันหนึ่งๆ เราใช้ไม่น้อยเหมือนกัน เสร็จแล้วเราไม่ทำประโยชน์ คุณค่าอะไรเลย มันก็เป็นหนี้ ไม่คุ้มนะ เพราะฉะนั้นคนเราจะต้องนึกถึงว่า เราเองเรามีชีวิตอยู่นี่ เราจะต้องมีชีวิตที่มีคุณค่า มีประโยชน์ สร้างสรร ออกแรงงาน จ่ายแรงงานออกทำโน่นทำนี่ เพราะเราศึกษาแล้ว พระพุทธเจ้าสอนว่า กรรมนี่แหละเป็นทรัพย์ เราทำอะไรละ เราทำอะไรที่เป็นประโยชน์คนอื่น เสียสละให้คนอื่นไปได้ อันนั้นก็กรรมเป็นทรัพย์ เรียกว่าเราได้เสียสละนั่นแหละ เราได้ให้ไปนั่นแหละเป็นของเรา เป็นกรรม เป็นกุศล เป็นวิบาก เป็นผล ถ้าเราเอามา โลภมา โดยเราเอามาไม่พอดี อย่างที่พูดไว้ตอนแรก คือเราไปเอามากิน เอามาอาศัย อุปโภค บริโภค ต้องนั่นต้องนี่ แต่เราไม่ได้ทำงาน เราไม่ได้สร้างสรรอะไร หรือไม่ได้มีประโยชน์คุณค่าอะไรให้แก่ใคร อะไรที่จะพอคุ้ม เราก็เป็นหนี้ เหมือนคนในโลกนี้เป็นหนี้ ยิ่งไม่ เข้าใจทฤษฎีหลัก ที่อาตมาพูดซ้ำพูดซาก ทฤษฎีกำไรขาดทุนของอาริยชน ที่เราสร้างอะไรก็ตาม หรือเราจ่ายแรงงาน แรงงานทางกาย หรือแรงงานทางความรู้ หรือทางสมองก็ตาม จ่ายออกไปให้แก่คน แล้วเราก็คิดค่าแรงงานคืน หรือเราสร้างอะไร มีผลผลิตอะไรให้แก่ใครไป คือขายและแล้วเราก็แลกเปลี่ยนเอากลับคืน เอาค่าของมันคืนมา ทุนมันพันหนึ่งก็เอาคืนมาหมด และแถมไม่ขายเท่าทุนด้วยนะ ก็ขายเกินทุนด้วย นี่นักธุรกิจขี้หมา นี่นะบาป เป็นหนี้ทั้งนั้นเลย จำไว้นะ จะไปเป็นนักธุรกิจนี่ ระวังนะ จะเป็นบาป ทุนนี่เราสร้าง ราคาทุนนี่มันพันนึง หรือเราจะขาย ไอ้ทุนนี่เขาคิดอะไรบ้าง รู้หรือเปล่า คิดหมดเลยค่าโสหุ้ยคิดหมด ค่าวัสดุที่จะเอามาสร้าง ค่าแรงงาน ค่าความคิด ค่าความรู้ ค่าคนออกแบบ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสึกหรอของเครื่องจักร ค่าขนส่ง ลงค่าโฆษณา ค่าแม้ค่าคิดหมดหรือยัง เอ๊ สงสัยมันจะไม่หมดนะ เรียกว่าค่าเผื่อไว้ เผื่อมันอย่างขาดหกตกหล่น เขาเรียกว่า error ไอ้ error นี่ บวกเข้าไปอีก 5 เปอร์เซนต์ 3 เปอร์เซนต์ 8 เปอร์เซนต์ อะไรก็แล้วแต่ใครจะบวก ยังบวกเอาไว้อีกนะ บวกค่าอะไร มันยังคิดไม่ออกหวะ เดี๋ยวบวกเอาไว้ก่อนเผื่อหลงนะ เรียกว่า error นี่เขาก็บวกเป็นทุนเหมือนกัน คิดหมด ค่าอะไรคิดหมด รวมแล้วสมมุติว่าเฉลี่ยออกมาได้แล้วชิ้นนี้ พันหนึ่ง เราลงทุนไปทำ สร้างขึ้นมาทั้งค่าแรงงานและทุน จะให้ใครไป เป็นประโยชน์แก่โลกเขา ได้ใช้ผลผลิตอันนี้ ถ้าพันหนึ่งก็ขอคืนมาพันหนึ่ง พอ จริงๆ ไม่ขอคืนพัน ขอคืนมากกว่าพัน นี่เป็นวิธีการขายอยู่ในโลก นักธุรกิจพวกการค้าทั้งหลายใช่ไหม จะต้องขายเกินพัน ก็มันเกินค่าของมันแล้ว ค่ามันพันหนึ่งเอามาหมดแล้ว ฉันขอคืนมาหมดแล้วและยังมานั่งคุยว่านี่ ยังมีประโยชน์แก่โลก ฉันสร้างให้โลกใช้วันนี้ ขี้หมา หมานี่มีประโยชน์ ไม่มีคุณ ไม่มีประโยชน์ และคนเขาทำอยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นคนในโลกนี้ขายผลผลิตก็ตาม มีแรงงาน มีสมรรถนะ มีความสามารถ จ่ายความรู้ให้เขา บรรยายก็ตาม เป็นครูก็ตาม นี่เอาค่าสอนแล้วนะ ไปจ่ายแรงงาน ลงแรงทำงาน เอาค่าแรงหมดแล้ว เอาเกินด้วย จะต้องตั้งค่าแรงให้ตัวเองแพงๆด้วย ฉันเก่งนะ ฉันสามารถนะ เอาคืนมาหมด เพราะฉะนั้นคนพวกนี้เอาอะไรคืนมา เอาอะไรแลกเปลี่ยนคืนมานี่ พวกนี้หมดแล้ว หรือเป็นค่าแรงงาน หรือเป็นได้ที่แลกคืนมา หรือรับคืนมา รายรับเกินค่าของตนเอง นั่น คนเหล่านี้ ไม่เป็นประโยชน์คุณค่าอะไรในโลกเลย นอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว บวกคิดเกินเสียด้วย จะขายก็ขายเกินทุน ค่าแรงก็คิดเกิน ค่าความรู้ก็คิดเกิน คนฉลาดนี่แหละ ชอบจะคิดค่าความรู้ตัวเองแพงกว่าควรเสมอ มีเหตุผลมาก เรื่องนั้นเรื่องนี้มาก เอาราคาค่าตัวสูง นักธุรกิจชั้นสูงๆนี่ เงินเดือนนี่หลายแสน กินข้าวเป็นเม็ดทองคำรึยังไม่รู้ ถึงคิดค่าตัวแพงขนาดนั้น ทำไมต้องเอาแพงถึงขนาดนั้นก็ไม่รู้ เป็นนักธนาคารอยู่บริษัทธุรกิจใหญ่ของเขานี่ ที่เขาประมูลไปทำงานเก่งๆ คนหนึ่งเงินเดือนเป็นล้านก็มี เงินเดือนหลายแสน ซึ่งเกินความจริงไปหมด เกินความจริง หาวิธีการทำให้คนอื่นเขารู้ว่า ฉันทำอย่างนี้ก็ได้ ก็สร้างวิธีการระบบพวกนี้ก็สร้างได้ สร้างเสร็จแล้วตัวเองก็เอามา โดยเขาไม่เข้าใจความจริงอันนี้ มีแต่บาปกับบาป เกิดมาแล้วตายไป เป็นวัวเป็นควายชดใช้หนี้เขาไป อีกหลายชาติพวกนี้ตาย เกิดชาติหน้าเป็นวัวเป็นควาย เพราะว่าชาตินี้ไปเอาเปรียบเอารัดเขามาจริงๆ อาตมาเห็นพ่อค้าก็ดี นักธุรกิจก็ตาม หรือแม้แต่ข้าราชการเช้าชามเย็นชาม ทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือนหรอก ขึ้นเงินเดือนมาทุกปี เดี๋ยวนี้เงินเดือนของข้าราชการแพงลิ่วเลยนี่ ภาษีประชาชนประมาณห้าแสนล้าน ของประเทศปีนี้ ห้าแสนล้านกว่า ไปเป็นเงินเดือนของข้าราชการทั่วประเทศกว่าครึ่งกว่าค่อน ซึ่งข้าราชการพวกนี้เหมือนเป็นนายประชาชน กินเงินประชาชนนะ กินภาษีของประชาชน ทำงานไม่คุ้ม ทำงานก็แลก มีวิธีการซับซ้อน มีวิธีการฉลาดที่จะทำนี่ ที่จะได้มายิ่งกว่านั้นอีก ได้ลาภ ได้ยศ เงินเดือนก็ไม่พอ ก็ยังจะต้องมีผลประโยชน์อื่นที่จะต้องได้มาอีก อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งความขี้โลภแบบ นี้ คือเป็นบาป ชาวอโศกเราโดยเฉพาะอาตมา แต่ก่อนก็ทำโง่ ก็ทำอย่างเขาทำนั่นแหละ เห็นแล้วมันเป็นบาป ถึงเลิกมาๆ ทำงานนี่แล้ว ก็มาสอนกัน แนะนำกัน ให้พวก เราได้รู้สัจจะความจริง เกิดมาไม่รู้กี่ชาติ มีแต่โลกๆ อย่างนั้นแหละ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ไม่มีสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ สอนเอาไว้ก็เป็นหนี้เป็นสินอยู่อย่างนั้นทั้งนั้น เป็นหนี้บาปเกิดมาเป็นคนชาติหนึ่ง ได้ชาติหนึ่งแล้วก็ไม่รู้จักสัจธรรม สร้างแต่หนี้บาปให้แก่ตัวเอง ตายไปแล้วไม่ได้ เกิดมาเป็นคนอีกหรอก พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสไว้ ยืนยันเอาไว้ เกิดมาเป็นคนหรือเกิดเป็นเทวดา ตายจากชาตินั้นแล้ว จะได้กลับเกิดมาเป็นคนอีกนั่น น้อยนัก จริงๆ เห็นไหมเล่ามีเต็มบ้านเต็มเมือง ที่จะได้เกิดมาเป็นคนอีกนี่ มีพวกเรานี่แหละพูดกันหยิ่งๆนี่แหละ พวกเรานี่ได้เสียสละจริงๆ สร้างจริงๆ โดยเฉพาะยิ่งทำงานก็ฟรี และก็ทำใจให้บริสุทธิ์ไม่ต้องไปคิดโลภโมโทสัน เอาอะไรแลกเปลี่ยนคืนมา เพื่อความจริงว่าเราได้เสียสละนี่แหละ คือความดีของมนุษย์ คือเรามีคุณค่า เรามีประโยชน์ในโลก เราขยันหมั่นเพียรฝึกปรือ เราก็สามารถชำนาญ แล้วเราก็ทำไอ้โน่นเป็น ทำนี่เป็น ทำนั่นได้เชี่ยวชาญ ทำอันนี้ได้ดี ทำอันนี้ได้เก่ง เราก็ทำ ทำแล้วก็แจกจ่ายเจือจาน ไม่ต้องมาแลกมาเปลี่ยนเอาอะไรแลกคืนมา ให้มันหมดค่า หมดบุญ แลกคืนมามันก็หมดบุญ หมดประโยชน์ หมดค่าทั้งนั้น ยิ่งพวกเรานี่ เด็กๆนี่ อาตมาว่ามีบุญนะ ได้มารู้ ได้มาเข้าใจ จะได้เข้าใจ จะได้ฝึกฝนตนเอง จะได้มีชีวิตไปข้างหน้า ตอนนี้ก็ยังจะเล่นมากกว่าทำงาน ระวังเถอะ ซนมากกว่าทำงาน วันๆหนึ่งนี่ มันคุ้มค่ากินๆ บางทีก็เอาไปซุกกิน แอบกินด้วยนะ ระวังเถอะ ชอบแต่ซุกๆ ระวัง เราฝึกอะไร เราหัดนิสัยอะไร หัดนิสัยซ่อนๆซุกๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ระวัง ขอพูดหน่อยเถอะ พระบิณฑบาตมาก็เลือกๆซุกๆใส่ตะกร้าใส่อะไรไป แล้วก็เอาไปกินเองหรือเอาไปขายก็ไม่รู้ บาป ไม่ใช่ไม่บาป โดยเฉพาะยิ่งของพระบิณฑบาตมานี่ บางทีนี่เลือกก่อนแล้ว อาหารอะไรก็ตาม เอาก่อนแล้วซุกๆ แอบๆทำน่ะ แล้วพวกเราก็เกรงใจกัน บางคนเห็น รู้ อยู่แต่ไม่บอกกัน ปล่อยให้ทำบาปอยู่ได้ บอกกัน เห็นกัน เตือนกันดีๆ บอกกันพูดกันดีๆได้ พูดมีเหตุมีผลว่า รู้อะไรบาปอะไรบุญ อะไรดีอะไรชั่วก็รู้กัน อย่าทำเลย อดใจเถอะ กิเลสเป็นอย่างนั้น เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ เห็นแก่เล็กแก่น้อย สร้างบาป โธ่ ไม่คุ้มกันเลย กินก็มีกิน อยู่ก็มีอยู่ ใช้ก็มีใช้ ทำไมจะต้องแอบซุกนั่นซุกนี่ โลภโมโทสันอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่เข้าเรื่อง มันไม่ดีนะ เราจะฝึกนิสัยอย่างไร ทำกรรม กรรมนี่คือการกระทำ กระทำอย่างไรที่ดี อันนั้นก็สัจจะ ไม่มีใครมาลบนะ เอายางลบลบได้ไหม ฮ่า เอาน้ำยาลบ มีน้ำยาลบๆไหม ปล้นกันได้ไหม กรรมนี่เราทำแล้วบอกว่าไม่ใช่ของเราหรอก ขอให้รอได้ไหม เออ เข้าใจนี่หัวเราะเลย เราทำอย่างนี้เป็นความชั่วที่เราทำ พฤติกรรมที่เลวที่เราทำ จะต่อหน้าหรือลับหลัง คนเห็นหรือไม่เห็นมันก็เป็นของเราทั้งนั้น จะไปแบ่งให้ใคร ไปหยิบยื่นให้คนนั้นคนนี้ ฉันทำนี่ฉันไม่ได้ทำหรอก โกหกก็ไม่ได้ เราทำเป็นของเรา เราทำแล้ว แล้วบอกว่า ฉันไม่เอาละ เธอเอาไปเถอะ ได้ไหม โดยเฉพาะยิ่งทำชั่วแล้วนี่ มันก็ไม่อยากได้ไว้ แต่มันต้องได้ ทำดีก็ได้เป็นของเรา ทำชั่วก็เป็นของเรา ในศาสนาพุทธของเรานี่ เป็นกรรมสัจจะ เป็นกรรมนิยม ทำดีก็ดี ทำชั่วก็ชั่วเป็นของๆตน ภาษาพระว่าอย่างไร กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท นั่นเราเป็นทายาทของกรรม กัมมัสโกมหิ หรือ กัมมัสกตาก็ได้ แปลว่ากรรมเป็นของของตน กัมมัสโกมหิก็ได้นะ แปลว่ากรรมเป็นของของตน เราทำแล้วเป็นของของตน กรรมใดเราทำเป็นของเรา เลี่ยงไม่ได้ จนกว่าเราจะปรินิพพาน กรรมนี่เป็นกำเนิด กรรมนี่เป็นเผ่าพันธุ์ กรรมนี่แหละเราจะต้องอาศัยกรรมไปจน กระทั่งปรินิพพาน มีชั่วมีดีไปถึงไหนๆ เกิดอีกกี่กัปกี่กัลป์ ก็กรรมนี่แหละตามเราไปเป็นวิบาก เป็นผลของสิ่งที่เราทำ ทำดีมาก ก็มีดีมาออกฤทธิ์ ดีมากและก็ได้สุข ถ้าทำดีน้อย ทำชั่วมาก ชั่วก็ออกฤทธิ์เหมือนกับขวดน้ำ อาตมาเคยอธิบายให้ฟังหรือเปล่า เหมือนขวดน้ำ หรือแก้วน้ำนี่ สมมุติว่า ดี=สีแดง ชั่ว=สีน้ำเงิน ถ้าทำดี สีแดงก็ใส่ลงไป ถ้าทำชั่วเอาสีน้ำเงินใส่ลงไป มันไม่ไปไหน มันไม่ได้หายไปไหน มันไม่มีล้มล้าง ระลึกได้นะ ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติธรรมสูงๆนะ โอ้โฮ กรรมแต่ปางโน้นปางนี้ เราได้สะสมมาชาติโน้นชาตินี้ ใช้ยังไม่หมดง่ายๆเลย หรือตามหนี้บาปหนี้บุญตามให้แก่เราระลึกชาติได้ เราจะเห็นเลย แล้วมันก็ยังตามมา ขนาดพระพุทธเจ้าวิบากกรรมยังตามมาเลย เกิดเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนะ มีบุญตั้งมากมาย ยังมีวิบากบาป วิบากอกุศล ยังมาทำให้พระพุทธเจ้า ทุกข์ ถูกหินทับพระบาทนี่ อย่างนี้เป็นต้น วิบากเท่าที่ยังสั่งสมมา มาถึงมาออกฤทธิ์ได้ ขนาดทำดีมากแล้ว เหมือนกับอาตมากำลังอธิบายนี่ ดีคือสีแดงใส่ลงไป ชั่วคือสีน้ำเงินใส่ลงไปอยู่ในนั้น มันไม่ออกไปไหนหรอก ถ้าทำดีมาก สีแดงก็มากๆ สีน้ำงินก็หมดฤทธิ์ ไม่มีฤทธิ์ออกมาได้ มันก็ได้อาศัยสีแดงนั้นหรือได้อาศัยฤทธิ์ดี ได้สิ่งดีนี่อยู่เป็นสุข อยู่เป็นเจริญงอกงาม สร้างบุญสร้างกุศลได้มาก ถ้าเราชั่วมาก น้ำงินมากในแก้วน้ำนี่ ก็ออกฤทธิ์สีอะไร เมื่อสีน้ำเงินมาก มันก็จะขับเด่นออกน้ำเงินมามาก เราก็ได้อาศัยชั่ว อาศัยทุกข์ อาศัยร้อนนั่นแหละ ตามวิบาก อย่างคนเราจะเห็นวิบากไม่เท่ากัน โอ้โฮ บางคนทุกข์ร้อนทั้งชาติ ไอ้โน่นก็ดี เป็นทุกข์เป็นภัยอยู่ตลอดเวลา ดิ้นไม่ค่อยหลุด เหมือนกับ เออ ดูดี วิบากดีก็ดูเหมือนง่ายๆ เหมือนกับสบายๆ เหมือนกับอะไร เหมือนของเขาทำมาเอง ทั้งนั้น ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ทำของเราเอง ไปเกิดกับพ่อแม่ที่มีเงินมีทอง เกิดกับพ่อแม่ที่ดี เกิดกับพ่อแม่ที่ไม่ดีอะไร มันเป็นวิบากของเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจะไปโทษพ่อโทษแม่เราเองนั่นแหละ จะต้องมาเกิดกับพ่อแม่ที่เกิด บางคนเกิดกับพ่อแม่ปากร้าย เออ วิบากคุณนั่นแหละ ทำมาเอง ไม่ใช่ว่าพ่อแม่นั่นแหละทำให้เราเกิด จริงพ่อแม่สมสู่ทำให้เราเกิด แต่เรามาอาศัยท้องพ่อแม่เกิด โดยวิบากของเราจะต้องเกิดกับพ่อแม่อย่างนี้ จะต้องเกิดกับพ่อแม่ที่ดี หรือพ่อแม่ที่ไม่ดี เราเป็นตัวเจ้าของวิบากทั้งนั้นที่จะต้องเกิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราได้พ่อแม่ไม่ดี สมมุตินะ นี่จะไปคิดว่าพ่อแม่ไม่ดีไปหมดล่ะ พอพูดอย่างนี้ แม้จะเป็นอย่างนั้นจริง เราก็ต้องพยายามปรับปรุงของเรา ใช้หนี้เมื่อมีวิบาก เราต้องใช้หนี้ เราต้องทำอดออมให้ได้ และอดทนให้ได้ พยายามดีดีกับพ่อกับแม่แม้แม่ไม่ดี เราก็ต้องดี ต้องใช้บาป เพราะมันเป็นของเรานะ เราจะต้องมาเกิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดสร้างแต่บาปๆ อย่าว่าแต่พ่อแม่เลย อยู่กับหมู่กับฝูงที่เลว จะอยู่กับใครก็อยู่ในสังคมที่เลว ไม่มีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีหรอก และมีแต่เจอไอ้เวรไอ้ภัย เจอแต่ไอ้โจร เจอแต่ไอ้คนเกเรเกกมะเหรก เออ เราจะต้องอยู่อย่างนั้นนะ ดีไม่ดีเราก็จะต้องมีแนวโน้ม แนวคิดไปกับคนเลว และกลายไปเป็นคนเลวกับกลุ่มคนเลว สร้างชั่วสร้างบาปเสริมซ้อนเข้าไปอีก ซวยไหมน่ะ ทีนี้เรามาอยู่กับกลุ่มคนดี มีมิตรดี สหายดี และเราก็มีโอกาสได้ทำดีเอาไว้ รู้ไหมว่าจะเกิดกันอีกกี่ชาติ ปรินิพพาน ไม่มีใครรู้ และรู้ไหมว่าเกิดมากี่ชาติแล้ว ก็ไม่รู้ ที่จริงๆพวกเราบุญดี อาตมาก็บอกแล้วว่า ที่ได้มาพบสิ่งแวดล้อมดี มีมิตรดีสหายดี มีพี่ดีน้องดี มีพี่ป้าน้าอาดีๆนี่เยอะแยะ เจอกันอยู่ดี พวกรวมกลุ่มรวมหมู่ มาได้รวมหมู่รวมกลุ่ม อยู่ในแวดวงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีนี่ รวมกันไปหมด โดยเฉพาะคนที่เรียกว่า บุคคลสัปปายะ เรียกคนที่อยู่รวมกันนี่ เป็นคนที่ดีก็ได้ เห็นดีได้ ซึมซับไปในสิ่งที่ดี ไม่ดีเขาก็ติ อันไหนบกพร่องเขาก็เตือนเรา แม้จะเตือนปากร้ายปากแรงมากหน่อย บางคนจริตเป็นอย่างนั้น ก็เตือน ก็เป็นผู้ที่มองเห็นว่า เออ อันนี้มันไม่ดี ก็เตือนด้วยใจ ให้ปรับปรุงแก้ไขตัว อย่าไปมองว่าคนที่ดุเราว่าเรา ติเตียนเรา เป็นคนที่ปรารถนาเลวร้าย อย่าไปคิดอย่างนั้น โดยเฉพาะพวกเรานี่เข้าใจกันอยู่แล้ว แล้วก็มาฝึกฝนกันอยู่แล้วนะ เพราะฉะนั้นการติเตียน หรือผู้ใหญ่จะติเตียน หรือคนที่จะติเตียน แม้แต่พวกเราเองติเตียนกันเองนี่ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราติเตียนเขานี่ เพื่อที่จะให้เขาเลวเมื่อไหร่ ใช่ไหม จริงๆแล้วบอก เออ ทำอย่างนี้ ไม่ เรารู้แล้วว่าอันนี้ไม่ค่อยดี แล้วเราก็ท้วงกันติกันอย่างนี้ นั่นก็เป็นปรารถนาดี บางทีแม้จะแรงไปหน่อย ติธรรมดาตัดเลย หยุดอย่าไปทำอย่างนี้ อะไรอย่างนี้ แรงไปหน่อย ผัวะไปแล้วอย่างนี้ก็ตาม ก็อย่าพึงไปรีบโกรธ จะต้องดูว่าเขาปรารถนาดีนะ แต่ก็บอกเขาเลยว่า แม้ปรารถนาดี หนักมือไปหน่อย เบาหน่อยซิ ปรารถนาดี พอพูดปั๊บ มือถึงผัวะเลย อย่างนี้มันแรงไป ปรารถนาดีอย่างนี้มันเจ็บนะ ปรารถนาดีเบาๆก็ได้ เออ ถ้าเราถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่วู่วามกันแบบนี้นะ สังคมเราก็จะอยู่เย็นดี ไม่มีอะไรแรง แล้วก็ฝึก คนที่จะติเขานี่ ก็ผัวะเลย ก็ตี บางทีก็ตุ๊บเลยอย่างนี้ แหม อย่างนี้ต้องปรับนิสัย จะติเตียนกันทีมัน โอ้โฮ รุนแรงเกินไปแล้ว เอ้า วันนี้วันเด็ก จะมีงานวันเด็กกัน วันเด็กที่ก็เป็นวันเด็กของประเทศนะ นี่คำขวัญของวันเด็ก เห็นยัง อ่านออกไหม ว่าอย่างไร ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วม ใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม นี่คำขวัญของนายกชวน หลีกภัย คำขวัญปีนี้ 36 ของนายกชวน หลีกภัย ยึดมั่นประชาธิปไตยนะ และประชาธิปไตยคืออะไรหา ประชาธิปไตย เดี๋ยวเราจะได้พูดกันบ้าง เด็กๆเราก็เรียนความรู้ทางประชาธิปไตย หรือความรู้ทางรัฐศาสตร์ การเมืองพวกนี้บ้างก็ได้ ร่วมใจกันพัฒนา นี่เข้าใจง่ายอยู่แล้ว ข้อสำคัญอย่ามัวแต่วิ่งเล่นมากนัก ไม่ได้พัฒนากันพอดีนะ พัฒนาพูดแสลงลงไปเลย พูดเล่นๆ ร่วมใจกันพัฒนาเลยไปเข้าป่าไปเลย ไม่ต้องไปทำอะไรดีเลย ไม่ได้เป็นนก เป็นป่า เป็นดง เป็นที่รกที่ร้างไปเลย เราต้องร่วมใจกันพัฒนา ไอ้นี่คงพอเข้าใจได้ พัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม เด็กอโศกไม่รู้ก็เอาหัวทิ่มพื้นนี่เลย ไม่รู้จักความหมายรักษาสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่รู้ก็จะต้องอธิบายกันพอสมควร ก็ยึดมั่นประชาธิปไตยนิดหน่อยนะ สำหรับคำขวัญของเด็กปีนี้ของนายกฯ เป็นผู้บริหารประเทศ เป็นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่สูงสุดในประเทศ แต่ละยุคแต่ละคราวของประชาธิปไตย เราก็ถือนายกฯ เป็นข้าราชการหรือหัวหน้านำผู้บริหารในประเทศที่สูงสุด อาตมามีคำขวัญบ้างนะ นายกอาตมา นายแบกๆ อะไรบ้างนะ อาตมาแบกอะไรบ้างรู้ไหม แบกคนโง่ ไปแบกทำไมคนโง่ แบกคนทั้งโลก อาตมาแบกคน ไม่แบกทั้งโลกหรอก อาตมาเลือกคนแบกที่ควรแบก คนที่อาตมาไม่แบก ปล่อยโยนทิ้งไม่เอาใจใส่ละ พวกเราเหมือนกันแหละ อาตมาเห็นว่าคนนี้ไม่ต้องไปแบก ปล่อยทิ้งเลย จะเป็นจะตายช่างหัวมัน อาตมาไม่แบกละ คนที่ไม่ควรแบก อาตมาจะแบกคนที่ควรแบก ระวังเถอะ ใครเป็นอีกคนหนึ่งที่อาตมาจะไม่แบก ก็หมายความว่าอาตมาโยนทิ้งเลย ภาษาพระท่านเรียกว่าพรหมทัณฑ์ หมายความว่าคนนี้ จะดีจะชั่วอย่างไร เหมือนกับไม่มีคนนี้ ดูไม่ช่วยไม่เหลือนี่เรียกว่าพรหมทัณฑ์ นี่แหละคือการไม่แบกละ ระวัง อาตมาเอง อาตมาเห็นว่าเกิดมามีชีวิตนี่นะ ถ้าเราจะได้ช่วยเหลือใครอยู่ อบรมสั่งสอนแนะนำพากเพียรทำ พากันทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐสูงสุด อบรมไปให้รู้ แล้วก็ให้ฝึกฝนตน เป็นคนดีไปแต่ละชาติๆ ถือว่างานนี้เป็นงานดีที่สุด เหมือนคนที่เขาฝึกหัดสัตว์ ที่เล่ามาแต่ต้น เขาฝึกได้แค่สัตว์ขึ้นมารู้อะไรบ้าง ได้ดีบ้าง ดี แต่คุณประโยชน์ของสัตว์นั่นได้เท่าที่สัตว์ทำได้ คนนี้ถ้าทำคุณประโยชน์นี่มากกว่าสัตว์ได้หลายเท่าทีเดียว จะเป็นคุณประโยชน์ที่เป็นทรัพย์ที่ซับซ้อนต่อเนื่องขึ้นไปอีก ให้แก่คนในสังคมไปได้อีกมากมาย แม้ที่สุดก็ไปช่วยสัตว์ด้วยนะ ช่วยคนนี่แหละ คนมีเมตตาอย่างนี้ เดี๋ยวก็ไปช่วยสัตว์ต่อ มีเมตตาจริงๆ ให้คนมีสมรรถภาพ ให้คนรู้ดีรู้ชั่วได้สำคัญ แล้วก็ละชั่วประพฤติดีจริงๆ และคนก็จะไปทำอะไรต่อในสังคม กว่าจะหมดอายุนี่ ถ้าเป็นคนดีก็สร้างสรร เป็นคุณค่าประโยชน์ซับซ้อนได้มากมายนะ ทีนี้คำขวัญของอาตมาบ้าง อ่านดังๆซิ รู้จิตคิดชั่ว แล้วตัวจะทำอย่างไร ? เออ ไม่เหมือนของนายกฯ เลยหนอ ของอาตมาไม่เหมือนของนายกฯ เลย ไม่ยาว นักของนายกฯ สามประโยค ของอาตมานี่สองประโยค ตอบซิในใจ ต้องเลิกชั่วให้ได้ และต้องรู้นะ ต้องพยายามรู้นี่ คำขวัญเป็นสิ่งที่จะต้องอธิษฐานเอาไว้ ตั้งใจเป็นคำขวัญนะ เดี๋ยวเอาไปติดไว้วันงานนี่เอาไป หรือใครชอบของนายกฯ ก็เอาของนายกฯ ทำไมของนายกฯก็ดี เอาทั้งสองเลยนะ เอาของนายกฯ แล้วก็เอาของนายกแบกไป เอ้า ฟังคำขวัญของอาตมา อาตมาจะไม่อธิบาย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อมล่ะ พวกเราก็คงเข้าใจอยู่ เราร่วมใจกันพัฒนาได้สมบูรณ์หรือยัง ยัง เข้าใจว่าพัฒนาอะไร และเราก็ยังทำได้อยู่ต่อ รักษาสิ่งแวดล้อมล่ะ รักษาสิ่งแวดล้อมได้สมบูรณ์หรือยัง ยัง เราทำต่อได้ รู้แล้วความหมาย ยึดมั่นประชา ธิปไตย ทีนี้เข้าใจประชาธิปไตยกันพอหรือยัง ยัง เรายึดมั่นประชาธิปไตยหรือเปล่า พวกเราน่ะยึดมั่นตัวกูของกู เอาตามใจกูมากหน่อย ประชาธิปไตยนี่หมายความว่า ประชาชนหรือคนส่วนรวม ประชาชนคือคนทั้งหลายส่วนรวมให้ส่วนรวมนี่รวมกันแล้วก็พยายามมี จะมีความต้องการ จะมีความปรารถนาอะไรของประชาชนของคนทั้งหลายนี่ เขามีความปรารถนารวมกันอย่างไร เขาต้องการอย่างไร อยู่ในความปรารถนานั่น และมีนัยซ้อนลงไปอีก ในคำว่าประชาธิปไตย ที่อาตมาจะอธิบายนี้ ทุกวันนี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive