580726_โอวาทพ่อครูให้กับชาวแพทย์วิถีธรรม ที่สันติอโศก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580726_ ให้ โอวาทกับชาวแพทย์วิถีธรรม ที่สันติอโศก โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … ใครเขาจะหาว่าอาตมาหลงใหลพระพุทธเจ้า แต่อาตมามั่นใจความรู้ยิ่งที ่ พระพุทธเจ้าค้นพบ อย่างอาริยสัจ 4 เป็นความรู้ย ิ่ งของมนุษย์ อาริยะคือเหนือปุถุชน เป็นความเห็นทวนกระแส ปฏิโสตัง ทวนกระแสเป็น 180 องศา ในความสุข ความทุกข์ที่เป็นอาริยสัจ จึงเป็นทุกข์ที่จริง พระพุทธเจ้าเรียกสุขัลลิกะคือสุขเท็จ ส่วนทุกข์นั้นเรียกอาริยสัจ แต่ที่จริงมันไม่จริงทั้งสองอย่าง สุขไม่จริง มันก็คู่กับทุกข์ที่ไม่จริงเป็นคู่ เป็นความหลอกของสองข้างเท่านั้นเอง เราเรียนรู้ความสุขกับความทุกข์สองข้างนี้ สุขไม่มีแต่ต้นเรียกสุขัลลิกะ แต่ทุกข์เป็นอาริยสัจ ผู้เป็นอาริยะจะรู้สัจจะคือทุกข์ เป็นเรื่องที่เที่ยงกว่า สุขนั้นไม่เที่ยงเลย ชั่วแวบวาบ หลอกให้คนหลงอารมณ์ไม่เที่ยง จริงๆมันก็เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน เหมือนพยับแดด เหมือนหยวกกล้วย ทุกข์ต้องเรียนมากกว่าสุข เพราะสุขเป็นของหลอก แต่ คนจะเห็นว่าสุขเป็นของหลอกนั้น ยากกว่าคนจะเห็นว่าทุกข์เป็นของจริง ทุกข์จึงเรียนยากกว่าสุข แต่สุขคนจะทิ้งมันยากกว่าทุกข์ โลกโลกีย์คนไม่รู้ทั้งสุขและทุกข์ ความหลุดพ้นเรียกว่าไม่ทุกข์ไม่สุข หรือ อทุกขมสุข หรือไวยพจน์มีว่า อุเบกขา กลางๆ อาการของจิต ที่รู้สึกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ หรือสุขหรือทุกข์เรียกว่าเวทนา หรืออารมณ์สุขหรือทุกข์ คนที่อวิชชาก็ไม่ได้เรียนจนเข้าใจจริงๆ ว่าสุขไม่จริง พระพุทธเจ้าว่าไม่ให้เลิกสุข แต่ให้ไปเลิกเหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์ก็หาย สุขก็พลอยหายไปด้วย แต่คนไม่ค่อยทิ้งสุข แต่ดับต้นเหตุมันก็จะจางลงๆ ใครมีสภาวะจะเข้าใจ อะไรที่เราเคยคิดสุข แล้วเราทิ้งได้ แต่แม้ทิ้งได้ไม่ขวนขวายต่อ แต่เห็นมันผ่านมาก็จะเห็นร่องรอย แต่ให้ดิ้นรนไปหาไ
อ่านต่อ
ม่เอาแล้ว แต่ถ้ามาก็ยังบอกว่าได้ก็ดี ได้ก็ดี แต่จะให้เสียเวลาทุนรอนแรงงานต้องเอาให้ได้อย่างเคยไม่ได้ อันนี้เสียชาติเกิดเลย มันไม่มีแล้วแบบนั้น มันก็จะไล่เรียงไปเรื่อยๆ เราเรียนรู้สุขทุกข์แบบนี้ ที่เรียกว่าสุขเป็นของหลอก แล้วทุกข์เป็นอาริยสัจเพราะ ทุกข์เป็นตัวฝังอุปาทนานว่าจะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นอย่างนี้แหละจึงสุข ที่จะได้ว่าสุขนี่เป็นสิ่งยึดเป็นอุปาทาน มันเลยจริงเพราะยึดว่าต้องได้อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้คนเราถูกสุขหลอก ตลอดเวลาคุณบำเรอสุขตลอด ถ้าหายใจไม่คล่องทุกข์ หายใจคล่องสุข อยู่แบบนี้เมื่อยก็ทุกข์ ได้ขยับก็สุข ได้บำเรออาการดั่งใจตลอดเวลา อะไรก็แล้วแต่ อยากแย่งเขามา แย่งได้ก็สุข ได้ดังใจ ทั้งที่จะแย่งก็ต้องทุกข์ก่อนนะ มันเกเรมาก สรุปแล้ว การไปยึดเป็นอุปาทานแล้วฝังในอนุสัย มันจะอยู่ก้นบึ้งของจิตเรียกว่าสัจจะ ถ้าผู้อารยะจะรู้เท่าทัน ว่าโง่เองยึดเอง ผู้ใดฟังถึงบัดนี้ ที่เคยยึดกามคุณโลกธรรม อัตตา เข้าใจแล้ววางได้เป็นอรหันต์เดี๋ยวนี้เลยได้ ถ้าจริงแล้วเป็นอรหันต์เลย เราจะเรียนรู้ทุกข์อาริยสัจ ได้ตามสูตรต่างๆของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสโลกุตรธรรม ก็คือ มรรค 37 ผลอีก 9 เป็นโลกุตระ 43 เราต้องเข้าใจสัจจะโลกุตระอันนี้ เร ิ่ มแต่ข้อแรกเลยคือ กาย แล้วก็เรียน กายในกาย ที่เป็นรูปกาย นามกาย ก็รู้ได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส พระพุทธเจ้าอธิบายขยายความว่า ถ้าผู้ที่ไม่มีอาการ ลิงค นิมิต อุเทส เมื่อไม่รู้จักหรือไม่มี คุณก็ไม่สามารถจะมีปฏิฆสัมผัสโส ที่จะเรียกว่านามกาย นามกายต้องมีรูปกับนามสัมผัสกัน มี action and reaction ที่เกิดสภาพ ฆ หรือฆนะ ไม่เช่นนั้นไม่มีนามกาย คำตรัสปริเฉทนี้ท่านก็ต่อไปอีกว่า เมื่อคุณไม่รู้จักอาการ ปฏิฆสัมผัสโสไม่เกิด เมื่อไม่รู้ตั้งแต่ต้นแล้วจะไปรู้แม้แต่ชื่อ เรียกว่าอธิวจนสัมผัสโส ในองค์ประชุมที่ถูกรู้ เช่น ตากระทบรูป แล้วจะเรียกนามกาย ว่า ทุก ขเวทนา สุขเวทนา หรืออทุกขมสุขก็ดี เป็นภาษาเรียนสภาวะนี้ รูปที่คุณไปสัมผัสแล้วก็เรียกชื่อมันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า จะให้ชื่อหรือจะรู้มันได้ เพราะไม่รู้แม้อาการทางจิตที่เกิดจากการ กระทบ รูปกายก็ไม่รู้ได้ เมื่อสังคมผิดเพี้ยนในเรื่องของความเข้าใจคำว่ากายก็ปฏิบัติไม่ถูก กายต้องมีปสาทรูป โคจรรูปครบ มาสัมผัสกันมีนามร่วมด้วย แม้อาการ 32 ก็มีกาย ต้องเรียนรู้ได้ครบจึงเป็นหมอที่ดี แล้วก็มีอาการที่ 33 ที่ต้องเรียนรู้อีก อาการ 32 ให้พวกคุณศึกษาว่า เมื่อไหร่มีกายรวน มันมีจิตร่วมด้วย จนกว่าจะพัฒนาจิตจนมีพลังงานจิตดี เอาจิตไปทำให้ไม่เจ็บปวด ให้หายอาการป่วยได้เลยนะ ดาวดึงส์หรืออาการ 33 เป็นอาการจิตโดยตรง ส่วนอาการ 32 เกี่ยวเนื่องกับร่าง รูปธรรม ธาตุวัตถุอยู่ ส่วนจิตไม่มีธาตุวัตถุแล้ว เป็นนามธรรมล้วน แล้วจับตัวกันเป็นภพชาติ ไปมีเป็นสัตว์เรียกว่าสัตว์นรก สัตว์เทวดา สัตว์พรหม หรือสัตว์มนุษย์ เป็นต้น ไม่มีวัตถุ จิตเป็นตัวที่จะยอมรับแล้วก็ร่วมจับตัวกันเป็นสัง ข ตธรรม อันนี้เราต้องอาศัยมันมาก หากเป็นสังขตธรรมที่ดี แล้วเราก็อาศัยทำประโยชน์ เราอาศัยกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมา วจีสังขารปรุงแต่งขึ้นมาภายใน ถ้าออกมาข้างนอกก็เป็นวจีกรรม เป็นกายกรรม ส่วนมโนกรรมเป็นภายใน ปุถุชนไม่เข้าใจว่า ดาวดึงส์คืออาการของสุขในกามาวจร 6 ชั้น จตุมหาราชิกา เป็นเทวดาเที่ยวล่าลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ใช้กำลัง ดุเดือดแรง ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา พอได้มาก็สมใจเป็นสวรรค์ในกาม ในโลกธรรม เป็นอัตตา เป็นดาวดึงส์เป็นแดนสวรรค์ สุขัลลิกะ มีจิตจตุมหาราชิกา คือล่าเอาทั้งสี่ทิศมาเป็นของเรา วาดออกมาเป็นยักษ์เขี้ยวงอกตาโปน มีอาวุธ ได้สุขมาก็ต้องรักษาไว้ให้ยาวนานทั้งวัตถุประกอบและอารมณ์ที่เคยสุข แต่มันไม่เที่ยง แวบสัมผัส หมดสัมผัสมันก็ไม่มี แต่ก็ไม่เข้าใจ สรุปแล้วคนก็หลงสุขเพ้อพกไปตลอดกาล คือปุถุชน พระพุทธเจ้าก็ว่าต้องไปล่า แย่งชิงเบียดเบียนเดรัจฉานไม่สะสมมากมายเหมือนคนเลย คนมากักตุนแล้วเรียกว่าถนอมอาหารแล้วก็ คนที่ได้เปรียบมา เรียกว่าได้หนี้ทั้งสิ้น ... ทุกคนเคยเป็นมา ขนาดพระพุทธเจ้ายังใช้หนี้วิบากไม่หมดเลย เป็นเศษธุลีวิบาก ถึงบอกว่าอย่าไปสร้างเลย กรรมชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลย ทำแล้วเป็นของตนไม่เอาไม่ได้ แบ่งคนอื่นไม่ได้ ถ้าแบ่งบุญได้ก็แบ่งบาปได้สิ อย่ามาหลอกกันเลย คนรู้ไม่ทันก็ถูกหลอก ดาวดึงส์เป็นอารมณ์เปล่าๆ ถ้าความรู้ว่าแดงก็แดง หวานก็หวาน หอมก็หอม เหม็นก็เหม็น คนประสาทไม่พิการ สัมผัสก็รู้เหมือนกันหมดแต่ภาษาเรียกต่างกัน สภาวะตรงกันหมด สัมผัสพริกก็เผ็ดเช่นกัน แต่ภาษาเรียกต่างกันเท่านั้น แต่อารมณ์ที่มันไปชอบก็เป็นสวรรค์ อารมณ์ชังก็เป็นนรก ผู้ล้างความรู้สึกชอบหรือชัง นรกสวรรค์ได้คือผู้ได้นิพพาน ทำเวทนาให้เป็นหนึ่ง เป็นปุงลิงค์ จนเป็นนปุงสกลิงค์ ทำได้เป็นนิพพาน ถ้าหมดอาสวะเหลืออนุสัยก็ต้องมาล้าง เป็นอรหัตตมรรค ก็ปล่อยท่านไปเถอะ คำว่าดาวดึงส์ถ้ามีแล้วก็อยากให้อยู่นานๆ ใช้สัญญาจำไว้ ๆ ถ้าหมดสัมผัสมันก็หายไปแต่ไม่หายเพราะคุณไปสัญญาจดจำไว้ ไม่หายไปจึงเรียกมันว่าสัจจะ ทั้งที่ถ้าไม่หลงก็ไม่เป็นสัจจะ เมื่อเป็น ยามา รักษาไว้ให้ได้นานๆเพราะมันดีมันชอบ ก็ได้เท่าที่ได้แล้วก็หาไปอย่างอื่นแทน นั่งสบายก็ไปยืนสบาย เต้นสบาย อะไรทุกข์ก็ไปหาอันอื่นให้สุข ให้พอใจไปเรื่อยๆ มีแต่อิฏฐารมย์ซ้อนกลบทุกข์ไปเรื่อยๆ ไปหาสุขบำเรอตนไปเรื่อยๆ กลบไว้หมด ถี่มากเลย นี่คือความรู้อาริยสัจ แต่ถ้าแม้คุณบำเรออย่างไรก็ต้องมีช่วงพักยกคือไม่ต้องการอะไรแล้ว กินอิ่มแล้วไปนอนเถอะ ชักไม่สุขเพราะมันอิ่มมันล้นแล้ว ไปหาอันอื่นเปลี่ยนไป ถ้าไม่ไปเลยก็พัก ก็นอนนั่นแหละสุขแล้วพอพักยกหรือบางทีมันเซ็ง เบื่อๆพักยกคือเคหสิตอุเบกขา เฉยพักยกมีบ่อย แต่ไม่รู้ก็เลย มีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละ จนถึง นิมมานรดี เป็นกามาวจรที่ 5 นิมมานแปลว่าสร้าง นรดีคือชื่นใจพอใจ หรือนิมมาน รตี คนอวิชชาจะสร้าวรสกิเลส ไปล่ามา แล้วได้สุข ก็ต้องการให้ยาวนานแล้วพักยกไว้ สร้างมาเอามาสะสมไว้ ถ้าไม่มีก็ต้องหามาสร้างมาให้ได้ เพื่อบำเรอ รตี รสอร่อยชื่นใจๆ ถ้าหามาสร้างให้ตนก็เก่ง แต่มีเก่งกว่านั้นคือให้บริวารสร้างให้ ตอนนี้สุดยอดแล้วไม่ต้องออกล่าเองแล้วไม่ต้องเป็นจตุมหาราชิกาแล้วให้คนอื่นล่าให้ ทั้ง 6 ชั้นนี้ อธิบายมาขนาดนี้ ใครยังอยากได้อยากมีอยากเป็นเทวดา 6 ชั้นนี้อีก โลกมีเช่นนี้แหละ กามาวจร ผู้ศึกษาก็ไม่เอาแล้ว สูงกว่าเทวดานี้ เป็นอุ ปปั ติเทพ วิสุทธิเทพ เป็นเทพเจ้าสูงสุดเรียกว่าพรหม คือผู้สะอาดจากกิเลส คือผู้ล้างกิเลสอย่างเป็นลำดับ คือพุทธ หากล้างกิเลสไม่เป็นลำดับได้ชั่วคราวไม่เป็นพุทธ ของพุทธต้องรู้อาการลิงค นิมิตอุเทสที่เกิดชีวิตินทรีย์กิเลส ถ้าไม่เป็นลำดับก็เป็นพรหมเก๊ไปอีก 36 ชั้น พรหม 3 ชั้นแรกคือ ปริสัชชพรหม กับ ปุโรหิตาพรหม ปริสัชชาแปลว่าบริวาร ส่วนปุโรหิตาคือครู ผู้ใดควบคุมได้ทั้งนายและครูเรียกว่า มหาพรหม จริงๆพรหมก็มี 3 เท่านี้ แต่ทีนี้มีรายละเอียดแตกไปเป็นอ ี ก 13 ชั้น ได้แก่ ปริตาภาพรหม อัปปมาณาภาพรหม ประภัสสราพรหม ปริตตาสุภาพรหม อัปปมาณาสุภาพรหม สุภกิณหาพรหม เวหัพผลาพรหม อตปา อีก 2 พรหม รวมเป็น 11 พรหม พรหมมิจฉาทิฏฐิก็อธิบายเป็นแสงไปหมด เป็นแต่เพียง ปริตตาภาพรหม อัปปมาณาภาพรหมก็เป็นระดับเล็ก จนมีผู้ใหญ่กว่าก็เป็นมหาพรหม เป็นสภาพสภาวะจิต พอมาถึงอาภาคือแสง สุ แปลว่าดี ภา แปลว่าแสง หรือแปลว่าน่าพึงใจ ก็มีปริตตา แปลว่ามีขนาดกำหนดได้ กับอัปปมาณาภาพรหมก็คือไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีขอบเขต สามตัวแรกเป็นภา สามตัวหลังเป็นสุภา ผลของภาคือประภัสสรา แต่ผลของสุภาคือ สุภกิณหา สุภกิณหาคือดับดำมืด เป็นโชคร้ายของเขา เขาเข้าใจเช่นนี้ว่านิโรธต้องดับเวทนา ดับสัญญา กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกันเลย แล้วเขาว่าคือนิโรธ ทิฏฐิเขาเป็นเช่นนี้เลย แต่นิโรธของพุทธอีกอย่างต่างกันในทิฏฐิแต่กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกันคือ วิญญาณฐีติข้อที่ 4 นะ แค่กายเขาก็ไม่ได้แล้วจะมีหวังนิพพานได้อย่างไร ผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจก็ไปดับ ดับสองแบบคือ แบบสว่างกับแบบมืด อย่างหมอเขียวนี่เป็นปุโรหิตาพรหม นอกนั้นก็เป็นบริวารพรหม หรือหมอเขียวก็เป็นปุโรหิตาพรหม คนอื่นก็เป็นมือเป็นไม้ต่อไป เป็นปริสัชชาพรหม เป็นบริวารไป พอมาปฏิบัติสองสาย สายมืดหรือสว่างก็นั่งหลับตา มีสายอ าจารย์ มั่นกับสายธรรมกาย ขอยกตัวอย่างขอขอบคุณ ณ ที่นี้ ผลที่ได้ก็ได้สว่างในภพ นั่งนิ่งๆ มองไปให้เห็นใสๆๆ มันเป็นอุปาทานปั้นภพชาติ ธรรมดาหลับตาก็ไม่มีแสง แต่อรหันต์หลับตาไม่เห็นแสงเห็นรูปอะไร แต่คนปั้นเอาก็เห็นจริง แม้อรหันต์เบื้องต้นก็ยังมีเล็กน้อย แต่ถ้าชัดเจน หลับตาก็มืด ลืมตาก็สว่าง นอกจากหลับตาแล้วมีแสงผ่านเปลือกตามาก็เห็นแสง แต่ถ้ามืดแล้วไม่เห็นอะไร แต่เขาไปปั้นสว่างจนหาที่สุดมิได้ พวกอากาสาฯไม่ใช่อาภัสรา แล้วก็เป็น เวหัปผลาภูมิ อสัญญีสัตตาภูมิ อีก 2 พรหมที่ยังไม่รู้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิพรหม เต็มๆ จนที่สุดเลยจากพรหม 11 ไปอีกเรียกว่า สุทธาวาส 5 จบ