580723_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ต้องปราบอลัชชี ให้เหลือเนื้อดีแท้ของพุทธ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580723_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง ต้องปราบอลัชชี ให้เหลือเนื้อดีแท้ของพุทธ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 และก็เดือน 8 ที่สอง ปี 8 ด้วย รายการนี้เราได้ชื่อว่าธรรมาธรรมะสงคราม คำว่าสงครามหมายความว่า คือการต่อสู้กัน ธรรม า ธรรมะก็คือ ธรรมะกับอธรรม ทำสงครามกัน ตอนนี้จริงมาก ที่ว่าธรรมะกับอธรรมสู้กันมาก อาตมาคิดว่าน่าจะเป็นรอบสุดท้าย Final แล้ว ถ้าไม่ตัดเชือกจบให้ได้ อาตมาว่าเมืองไทยนี้รับรอง อาตมาไม่ได้พยากรณ์นะ ถ้าคราวนี้ไม่ตัดเชือกให้เป็นความถูกต้องชนะ สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นสิ่งชนะสิ่งบริสุทธิ์ควรชนะ ความจริงที่อาตมาต้องกล่าว แม้ไม่อยากพูด กล่าวแล้วก็ไม่มีเสียงสะท้อน หมายความว่าอะไร ที่พูดคือขณะนี้ ศาสนากระแสหลัก อุ้มสมี คืออุ้มคนปาราชิก แล้วมันจะทำอย่างไร ศาสนาจะเป็นอย่างไรอยู่อย่างไร อาตมาว่าอาตมาใช้ภูมิปัญญาของอาตมาเท่าที่มีตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นเช่นนั้น สมเด็จพระสังฆราชก็ตัดสินแล้ว อะไรหลายอย่างหลักธรรมวินัยชัด ผู้เอาของคนอื่นในลักษณะขโมย เคลื่อนออกจากที่แค่ 1 องคุลี นี่คือน่าสมเพศเวทนาของผู้รักษาธรรม อาตมาก็ขอยืนยันว่าอาตมาเอาชีวิตมาทิ้งทางนี้มา 45 ปีแล้วก็จะดันให้ยาวยืนไปอีก ไม่ออกไปไหน เรื่องนี้อาตมาต้องออกตัวแรงหน่อย โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่เต็มสิทธิ์ ก็ควรทำให้เกิดประโยชน์แก่ชาติ จะเป็นกุศลเหลือหลาย ครั้งนี้หากไม่จัดการเด็ดขาด อาตมาว่าไม่ว่าด้านโลกหรือด้านธรรมตอนนี้ต้องเผด็จศึก หากไม่ทำ อาตมาว่าประเทศไทยอยู่ยาก มีคำถามมาจากสมณะบินก้าว ...คำถามจาก ส.บินก้าว 22 ก.ค. 2558 มีประเด็น โยมมาถาม ผมยังไม่กล้าตอบ น่าจะถวายพ่อท่าน หรือ รายการที่ครูบาอาจารย์ หรือ ท่านเองพอจะกลั่นกรองตอบได้... _ จาก กรณี พระพุท
อ่านต่อ
ธอิสระ เดินหน้าเรื่องธรรมกาย...ประเด็น พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชที่ฟันธงว่า ธัมมชโย ปาราชิก สอดรับต่อจากผู้ตรวจการแผ่นดิน...ฟันธง ถ้าหากไม่ดำเนินตามนั้น จะทำให้สมเด็จพระสังฆราช ก่อนเผาร่างท่าน มัวหมองไปด้วย ตามพระวินัย หมวด สังฆาทิเสส ข้อ 8 . แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ข้อ 9 . แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล นั้น... โดยจริง จะเกี่ยวข้องได้ หรือไม่ ? แล้วจะปฏิบัติอย่างไร ? แม้ว่า กรณีที่เกิดนี้ มีมูล มีหลักฐานชัดเจนแล้ว... จะอย่างไร ?
พ่อครูว่า … มันเป็นเรื่องใหญ่มากนะ ทุกคนก็พยายามช่วย เอาหลักฐานยืนยัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น หากทำให้พระสังฆราชมีข้อผิดอันนี้ติดพระองค์ไป สังฆาทิเสสคือลงโทษติดคุกนะ อาตมาว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ผู้ที่ฟังเรื่องนี้ก็เอาไปยืนยัน อาตมาว่าเรื่องนี้ผู้ที่คิดมีปฏิภาณไหวพริบเลย เพราะมีเหตุเกิดจริงแล้ว สมเด็จพระสังฆราชตัดสินจริง ทีนี้อาตมาก็ไปเจอบทความจากไทยโพสต์ วันนี้ ธัมมชโยUntouchable Man!
แม้เวลานี้ กระแสเรียกร้องให้มีการดำเนินการใดๆ กับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะกลับมาอีกรอบ แต่เชื่อเถอะว่าสุดท้ายเรื่องนี้ก็คงจะเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คือแล้วเรื่องก็จะเงียบหายไป และทางธัมมชโยก็จะดำรงสภาพการเป็นผู้ที่ใครก็แตะต้องไม่ได้ในวงการสงฆ์ไทยต่อไปเหมือนทุกครั้ง เพราะขนาดเมื่อช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ที่ผลพวงจากคดีการปล่อยเงินกู้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งมีการโยงไปถึงพระธัมมชโย หลังสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ยื่นฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำเลยที่ 1, พระเทพญาณมหามุณี หรือพระธัมมชโย จำเลยที่ 2 และวัดพระธรรมกาย จำเลยที่ 3 เพื่อติดตามทรัพย์สินของสหกรณ์ฯ 814 ล้านบาท แต่สุดท้ายก็มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและตกลงกันเมื่อ 16 มีนาคม 2558 โดยคณะศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายยอมจ่ายเงินเยียวยาให้กับสหกรณ์ฯ เป็นเงินทั้งสิ้น 684.78 ล้านบาท โดยช่วงที่เรื่องนี้กำลังเป็นข่าวครึกโครม กระแสสังคมได้ตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างธัมมชโย กับศุภชัย ศรีศุภอักษร อย่างกว้างขวาง จนต่อมามีการขยายผลในคดีอาญาดังกล่าวโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งสุดท้ายพนักงานสอบสวนได้มีการเรียกธัมมชโยมาให้ปากคำที่ดีเอสไอ แต่พระธัมมชโยก็เลื่อนการให้ปากคำ 2 ครั้ง ก่อนที่สุดท้าย เมื่อ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนของดีเอสไอต้องยกคณะไปสอบปากคำพระธัมมชโยในฐานะพยานคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กรณีรับเช็คจากนายศุภชัย ถึงวัดธรรมกาย นับจากวันดังกล่าวถึงตอนนี้ คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ปรากฏออกมาให้เห็นมากนัก โดยหลายคนก็เชื่อว่า สุดท้ายคดีนี้ก็อาจเงียบหายไปเอง! ก็เหมือนเช่นเดียวกับเวลานี้ ที่เรื่องธัมมชโยกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลัง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาว่าการที่นายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด มีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีพระธัมมชโย ถูกฟ้องคดีต่อศาลอาญาในความผิดเกี่ยวกับซื้อขายที่ดินเมื่อปี 2549 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขอให้ใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการร่วมสองฝ่าย ประกอบด้วยคฤหัสถ์ และบรรพชิต เพื่อศึกษาประเด็นทางพระธรรมวินัยของพระธัมมชโยที่ยังไม่ได้ข้อยุติ และพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ จนทำให้เรื่องราวของธัมมชโยกลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนอีกครั้ง แต่พลันที่พลเอกประยุทธ์ตัดบทเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว กับข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน มันก็ทำให้หลายคนก็มองว่า สุดท้ายธัมมชโยก็คงรอดพ้นจากการถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐอีกคำรบ “เรื่องพระธัมมชโย เรื่องมาตรา 44 มันมีวิธีการตั้งเยอะแยะ กฎหมายปกติก็มีอยู่ จะใช้มาตรา 44 ไปจับพระอย่างนั้นหรือ ให้มันรู้เรื่องกันบ้าง จะมาเร่งอย่างนั้นอย่างนี้เดี๋ยวก็ลุกขึ้นมาต่อสู้กัน” (พลเอกประยุทธ์ 21 ก.ค. 2558) ยิ่งเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายวัดพระธรรมกาย ที่มีการจัดตั้งอย่างรวดเร็วเพียงแค่ 1 วันหลังมีคำแถลงของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อคัดค้านท่าทีของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีการยกคณะไปยังหน้าที่ทำการของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมกับออกแถลงการณ์ในนาม “กลุ่มลูกศิษย์รักหลวงพ่อ” ที่ย้ำว่าความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินดังกล่าวเป็นการตัดสินโดยใช้อคติ อาจนำไปสู่ความแตกแยกของพุทธบริษัทและชาวไทยได้ อีกทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว แต่กลับไปรื้อฟื้นคดีที่จบไปแล้ว ปฏิกิริยาจากฝ่ายธัมมชโย ที่ก่อตัวอย่างรวดเร็ว มันแสดงให้เห็นถึงการจัดตั้งของฝ่ายธรรมกายว่า พร้อมพรึ่บได้ตลอดเวลา หากมีใครแตะธัมมชโย ไม่นับรวมกับเครือข่าย-คอนเน็กชั่น ที่อยู่ฝ่ายธัมมชโยอีกจำนวนมากในหลากหลายวงการ ไม่เว้นแม้แต่กองทัพ โดยเรื่องเหล่านี้ พลเอกประยุทธ์และฝ่ายความมั่นคงก็มีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้ว ถึงได้วิเคราะห์ไว้แต่ตอนต้นว่า ปัญหาธัมมชโย ยังไงเสียก็ไม่มีใครอยากไปยุ่งเกี่ยว แม้แต่กับรัฐบาล คสช.เองก็ตาม เพราะหลายปัญหาที่รัฐบาลกำลังประสบ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ-ภัยแล้ง ก็หนักหนาอยู่แล้ว คงไม่อยากรับปัญหาอะไรเพิ่มโดยไม่จำเป็น คนจึงเชื่อว่า สุดท้าย คสช.ก็คงลอยตัวแล้วก็ปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินไปเอง จะไม่ใช้อำนาจพิเศษอะไรตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ข้อเสนอแนะ แม้ล่าสุด ฝ่าย “พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย” จะออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้อีกรอบด้วยการไปยื่นหนังสือให้บิ๊กตู่เร่งรัดดำเนินการเอาผิดกับธัมมชโย เมื่อ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยหลวงปู่พุทธะอิสระยกเหตุขึ้นมาว่า ธัมมชโยได้นำเงินออกจากบัญชีเงินฝากของวัดพระธรรมกายไปซื้อที่ดินแล้วใส่ชื่อตนเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ “จึงขอให้นายกฯ ควบคุม สั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดกับพระธัมมชโยด้วยการให้สึก” ข้อเรียกร้องจากฝ่ายต่างๆ ให้พลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายกฯ สะสางปัญหาธัมมชโย ที่เกิดขึ้นเวลานี้ สุดท้ายจะเป็นแค่คลื่นกระทบฝั่ง แล้วก็เงียบหายไปเหมือนทุกครั้งหรือไม่ ก็ต้องรอดูกันไป ทว่า หากให้ประเมินก็เชื่อว่าธัมมชโยคงเป็นผู้ที่ใครก็ไม่อยากแตะต้อง เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แม้แต่ในยุค คสช.ตอนนี้ก็ตามที.
พ่อครูว่า... มันยิ่งกว่ากองขี้ไม่มีใครอยากแตะ แต่ก็แย่กว่ากองขี้มันเป็นพิษ กระทบต่อสังคม ลึกถึงรากสังคม คือจริยธรรมศีลธรรม ธรรมะของคนในเมืองไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนกว่า 95 % แล้วคนทำผิดปราชิกตั้งหลายครั้ง ทั้งที่หลักฐานชัดยิ่งกว่าชัดก็ยังปล่อยไว้ อาตมาไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ใช่นักวินัย ธร แต่ว่านี่ก็ชัดแล้ว ทำไมปล่อยให้ขบถต่อสัจธรรม แล้วประเทศไทยที่มีพุทธศาสนิกชนมาก มีอิทธิพลต่างๆ มีบทบาทในประเทศนอกประเทศในเรื่องพุทธที่เลอะเทอะ มักมากใหญ่โต ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าว่าธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักมากใหญ่โตไม่ใช่ธรรมของเราตถาคต แล้วคนไทยก็ตกเป็นเหยื่อได้ แต่เขาเก่งใช้วิธีให้นั่งสะกดจิตแล้วพูดเย็นๆ อาตมาเคยทำมาก็รู้ เขาใช้โวหารภาษาสะกดจิต ผู้ตกเป็นเหยื่อคือถูกสะกดจิตทั้งสิ้นแล้วถูกจูงจมูกยิ่งกว่ารัสปูติน นี่แหละคือรัสปูตินในยุคนี้ในเมืองไทยนี้ ตอนนี้ก็ขอบอกว่าให้หลวงปู่พุทธอิสระติดตามใกล้ชิดเลย แล้วส่งข่าวมา อาตมาจะออกไปร่วมหากถึงเวลา ประเทศไทยตอนนี้ถึงทางสองแพร่ง ต้องให้ชัด ไม่มีสามแพร่งสี่แพร่งต้องเด็ดขาดต้องตัดสิน คาราคาซังต่อไปประเทศไทยบรรลัยจักร ไม่ใช่เดานะ แต่ถึงที่สุดแห่งที่สุดแล้ว ในเรื่องของธรรมะ อาตมาก็ขอพูดเรื่องนี้ก่อน ว่าสังคมมนุษย์ เรื่องธรรมะเป็นภาษากลางๆ เป็นจริยธรรมคุณธรรมของมวลสังคมตั้งแต่สังคมจับกลุ่มกันแต่โบราณมีหัวหน้าเผ่าดูแล เขาก็ใช้ธรรมะใช้คุณธรรมตามประสาเขา ซึ่งต่างกันเดรัจฉาน ที่มันไม่รู้หรอก แต่สมัยโบราณก็ใช้สภาพอำนาจ แล้วก็ใช้สิ่งที่ชวนให้คนต้องศรัทธาเลื่อมใส คือต้องใช้สิ่งเก่งกาจในทางรูปธรรม ในทางนามธรรม แต่จิตวิญญาณก็ดูว่าเก่ง ลึกลับคนตามไม่ทัน แสดงออกเหมือนผู้วิเศษ คนก็ศรัทธา ส่วนรูปธรรมก็เข้มแข็งปกครอง ปราบคนรุกรานได้ พาคนชนเผ่าไปได้ไกล ใครมาแย่งชิงรุกรานไม่ได้ คืออำนาจรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็มีความศักดิ์สิทธิ์เชิงหมอผี สมัยโบราณก็ใช้ พร้อมกันนั้นก็พัฒนาการ จนทุกวันนี้เป็นคุณธรรมที่พิสูจน์ได้ ว่าไม่ใช่อำนาจลึกลับ แต่เป็นสิ่งดีงามเมตตา เสียสละ เป็นความรักมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะชนในเผ่าก็ช่วยดูและมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพรหมวิหารธรรม ที่เริ่มเข้าใจแล้วพัฒนาพรหมวิหารมาตลอด จนทุกวันนี้เข้าใจแล้วว่าผู้ยิ่งใหญ่คือมีพรหมวิหารที่แท้ ซึ่งก็เพี้ยนไปเพี้ยนมา ต่อมากลายเป็นเรื่องลึกลับความหมายก็ตื้น แต่อาตมาเป็นพุทธอธิบายว่า เมตตาคือปรารถนาให้คนอื่นพ้นทุกข์หรือเป็นสุขอย่างปรมังสุขัง เป็นสุขอย่างนิพพาน เมตตาคือตัวทีต้องการให้คนพ้นทุกข์หรือเป็นสุขอย่างวิเศษ กรุณาคือลงมือช่วย นี่คืออธิบายแบบพุทธ แต่อธิบายทั่วไปคือ เมตตาคือให้คนพ้นทุกข์ แต่กรุณาให้คนเป็นสุข มันก็ต่างกันตรงไหนก็เหมือนกัน แล้วก็รอ เพื่อมุทิตา หรือวางเฉยไปเลย อุเบกขา ไม่สัมพันธ์กันเลยนี่ข้อนี้ แต่เมตตาของพระพุทธเจ้าคือต้องการให้เขาพ้นทุกข์แล้วกรุณาคือช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ได้แล้วก็ยินดีกับเขา แต่ไม่ยึดเป็นตัวเป็นตน วางได้เลยอุเบกขา แต่คนทุกวันนี้ไม่ได้อธิบายเช่นนี้ ปฏิบัติไม่ได้ผล นี่คือคุณธรรม พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้เป็นคุณลักษณะเช่นนี้ สรุปที่สาราณิยธรรม 6 แล้วมีพุทธพจน์ 7 1 .ระลึกถึงกัน ไม่ใช่ไม่ต้องระลึกถึงอะไร หมดจบ อิสรเสรีภาพ นิพพานแล้วนิโรธแล้วไม่ต้องห่วง ถ้าไประลึกถึงใครก็กิเลส ไม่ใช่เลย สาราณิยะคือระลึกถึงกันเพื่อจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ว่าระลึกเพื่อจะได้เอาเปรียบเขา ได้ลาภ ยศ สรรเสริญไม่ใช่ แต่ระลึกเพื่อช่วยเขาหากเขาทุกข์ ถ้าเขาสบายดีแล้วก็ไม่เป็นปัญหา 2 . ปิยกรณะ คือความรักกัน ความหมายของความรักก็ยิ่งใหญ่ ในความรัก 10 มิติต้องทำให้เป็นมิติที่สูงขึ้น สมบูรณ์ขึ้น เป็นความรักที่อยู่อย่างเป็นเพื่อนพี่น้อง พึ่งแก่ เจ็บ ตายกันได้จริง ทำได้จริงด้วยไม่ใช่แค่พูดเอา ชาวอโศกมารวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ พึ่งพากันได้จริง พึ่งแก่เจ็บตายกันได้ นอกจากคุณเป็นคนที่เข้าตระกูลพุทธนี้ไม่ได้ เพราะคุณหยาบเลวชั่วเกิน คนละตระกูลกัน แต่ถ้าคุณไม่เป็นก็มาปรับให้เป็น DNA พุทธแท้ๆได้ ก็ต้องศึกษาว่า DNA คืออะไร สภาพจิตที่จะอ่าน DNA ก็พิสูจน์ได้ ทุกวันนี้ที่ขยายความเพื่อพิสูจน์สารณิยะ 3 . คุรุกรณะ รู้จักเคารพกัน โสดาบันเคารพสกิทาฯ สกิทาฯเคารพอนาคาฯ อนาคาฯเคารพอรหันต์ อรหันต์เคารพโพธิสัตว์ หรือเคารพตามสมมุติฐานะเช่นเด็กกับผู้ใหญ่ แม้พระบวชใหม่มีคุณธรรมสูงกว่าก็ต้องกราบพระบวชก่อน ยิ่งมีวรรณะที่ต่ำบวชก่อน แล้ววรรณะสูงมาบวชทีหลัง พระวรรณะสูงก็ต้องกราบพระวรรณะต่ำที่บวชก่อน แม้วัยวุฒิก็ตาม แม้คุณธรรมก็ตาม ก็ต้องกราบตามสมมุติ แล้วโดยคุณธรรมที่แท้จริง เราก็ต้องเคารพ จะอายุมากหรือน้อยก็แล้วแต่ จะหล่อหรือไม่หล่อก็ตามใจ แต่คุณธรรมเราต้องเคารพ ไม่ใช่ว่าเสมอภาคเล่นหัวกันได้ทุกคน ต้องเท่าเทียมไม่มีศักดินา ไม่ใช่ ต้องรู้สมมุติโลก หรือสิ่งที่ควรเข้าใจในโลก สมมุติสัจจะ มีความรักกัน เคารพกัน มีความเกื้อกูลช่วยเหลือกัน 4 . สังคหะ คือสงเคราะห์ ช่วยเหลือกันมีน้ำใจ 5 . อวิวาทะ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีความขัดแย้งกันตามธรรมชาติ คนออกความเห็นไม่เหมือนกันหรอก แม้ฝาแฝดก็ต่างความคิดเห็น ก็ตกลงกัน ไม่วิวาทกัน อยู่ด้วยกันอย่างประสานสัมพันธ์ปรองดอง คือคุณสมบัติที่จริง อย่างน้อยอาตมาทำงานกับอโศกมา 46 ปีแล้วสังคมเราไม่แตกแยก แต่เป็นพี่เป็นน้องกัน พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้ พวกเรามั่นใจว่าพึ่งพาญาติธรรมได้ นี่คือเครื่องชี้บ่งว่า คือคุณสมบัติของมนุษยชาติ สังคม ความเป็นญาติไม่ได้หมายถึงคลอดออกมาตามสายเลือด แต่ความเป็นญาติคือพึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้คือญาติ แต่แม้จะมาทางสายเลือดแต่พึ่งพากันไม่ได้ก็ไม่ใช่ญาติกัน พวกเราใช้เงินกระเป๋าเดียวกันสาธารณโภคี 6 . สามัคคียะ พร้อมเพรียงกัน 7 . เอกีภาวะ เป็นปึกแผ่น นี่คือลักษณะ 7 อย่างที่เห็นได้เป็นรูปลักษณ์ อาตมาว่าของอโศกนี้มีแล้ว ถ้าปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิจะเกิดเช่นนี้ อาตมาว่าอาตมาตายวันนี้ก็ไม่เสียดาย ทำได้แล้ว มันเป็นเรื่องยากที่จะเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาพิสูจน์ แต่อาตมาเกาะพระไตรปิฎกแจ เขาล้มได้ยาก อาตมาก็ทำตามอุตสาหะเต็มที่ มีพุทธพจน์ 7 จึงเกิดสาราณ ี ยธรรม 6 เมตตา นี่ทะลุถึง กรุณามุทิตา อุเบกขาเลย ทั้งกาย วาจาใจ ใน 3 ข้อของสาราณ ี ยธรรม 6 4 . มีลาภธัมมิกา เอาลาภโดยธรรมมารวมกันเป็นสาธารณโภคี แล้วกินใช้ร่วมกัน ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชนพิสูจน์ได้ในสาธารณโภคี เงินทองทรัพย์สมบัติที่ดินเป็นของส่วนกลาง มีทุกภาค ไปพักที่ไหนได้สบาย ชาวอโศก มีบ้านพี่เมืองน้อง ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ เจ็บป่วยมีคนช่วยรักษา ฯ 5 .ศีลสามัญตา เช่นทุกคนมาอยู่นี่ต้องถือศีล 5 เป็นอย่างต่ำ ไม่มีอบายมุข สังสวิรัติเท่ากันหมด แต่ผู้จะสูงกว่านี้ก็ได้ ถ้าต่ำกว่านี้ไม่ได้ ในมหาศีล เป็นเครื่องชี้บ่งว่าเป็นศาสนาพุทธเลย แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้เป็นกันได้เลย เขาก็ว่ามีแต่ในพระไตรปิฎก เขาว่ามีแต่ศีล 227 ซึ่งมันเป็นวินัยเป็นกฎหมายลูก แต่ว่าธรรมนูญของศาสนาพุทธคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ศีลไม่มี สมาธิก็เพี้ยนไปเอาแต่นั่งหลับตา กายก็ไม่รู้ เวทนาในเวทนา จิตในจิตก็เละ แม้โลกุตระ 37 ก็ไม่รู้เรื่อง คือกายในกาย ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ อาตมาขอบคุณท่านพุทธทาสมากที่ท่านประกาศว่าศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ ไม่ใช่ว่าเอาแต่เปลือกศาสนาพุทธต้องเรียนรู้อาริยสัจ 4 ต้องศีล สมาธิ ปัญญา ต้องโลกุตรธรรม ถามว่าศาสนาพุทธมีกัลยาณธรรม คุณงามความดีไหมก็มีเหมือนศาสนาทั่วไป แต่ไม่ใช่เนื้อแท้ของพุทธ เนื้อแท้ของพุทธ คือ 1 .โลกุตรธรรม 2 .อเทวนิยม ต้องเรียนรู้สภาวะของโลกุตรธรรมและอเทวนิยมแล้วปฏิบัติตาม ต้องรู้ธรรมะสอง ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เวทนาเป็นตัวหลัก พระพุทธเจ้าแจกไว้ถึงเวทนา 108 ลักษณะ ต้องเรียนรู้ รวมให้เป็นหนึ่งให้ได้ หรือจะเรียกว่า 0 ก็ได้ ถ้าทำถึงกาละ 3 อดีต ปัจจุบัน อนาคตก็หยั่งลงให้เป็น 0 ให้ได้ อดีตก็ 0 ปัจจุบันทุกปัจจุบันก็ 0 ทำให้พยากรณ์อนาคตได้เลยว่าก็ 0 ในอวิชชาข้อที่ 7 คืออดีตกับอนาคต คือ 0 พิสูจน์อันนี้ได้แข็งแรง จนอนาคตได้จากการพิสูจน์เวทนา 36 ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นบารมี ที่ตกผลึก ควบแน่น เป็นฐานของพระอาริยเจ้าองค์ใดก็แล้วแต่ ฐานนั้นคือเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ซึ่งท่านก็แตกแยกวิภังค์ไว้คือปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา ไม่เห็นมีสำนักไหนอธิบาย สำนักอโศกมาจากไหนไม่มีอาจารย์ เขาว่าผู้รู้เอ ง โดยไม่มีครูบาอาจารย์ก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าอย่างเดียวเขาว่า แต่ผู้รู้เองระดับสยังอภิญญาก็มีอยู่ ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ในพระไตร ปิฎก เล่ม 14 อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาจำได้แม่น เข้ากับเรา เพราะเราก็มาอย่างไม่มีอาจารย์ ในยุคใดก็ตามที่มีผู้มีสัมมาทิฏฐิ มาประกาศโลกนี้โลกหน้า ด้วยภูมิรู้ของตนเอง ก็คือสยังอภิญญา อาตมาก็พาประพฤติกมาว่าสัมมาทิฏฐิเป็นเช่นนี้ แม้แต่พูดไปเมื่อกี้นี้ว่าอุเบกขามีแจกไว้ในธาตุวิภังคสูตร อาตมาสะดุดในภาษาไทยที่เขาแปลมาแล้ว ว่าบริสุทธิ์ ผุดผ่อง อ่อน ควรแก่การงาน ผ่องแผ้ว อาตมาก็ไปดูในพระไตร ปิฎก ภาษาบาลีว่า ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา เขาแปลมุทุว่า อ่อน หรือแปลว่าสุภาพ จริงๆก็คือ จิตหัวอ่อน จิตเชิงปัญญาก็แววไว ปรับได้ไว ทางเจโตก็ปรับให้เป็นเช่นนั้นได้ง่าย จิตเจริญคือง่าย คือคุณลักษณะอาตมาก็มีสภาวะของอาตมา จึงเห็นว่าต้องเป็นลักษณะเช่นนี้ เมื่อจิตมันดีสะอาดคืออยู่กับสังคมเกี่ยวข้องกับสังคมเขา อยู่กับโลกสัมผัสกับโลก แต่จิตไม่หวั่นไหว ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ นี่คือสภาพอุเบกขา หรือเป็นอนุรักขณาปธานหรืออเนญชาภิสังขาร สัมผัสกับโลกธรรม ก็ผ่องแผ้วสะอาดผุดผ่องอย่างเก่าไม่เปลี่ยนแปลง แล้วอนุโลมทำงานกับโลกเขาได้ ปรับอย่างมีสัปปุริสธรรม ช่วยโลกได้ไม่พาเขาตกต่ำ ไม่ถูกโลกดึงลงไป แล้วช่วยเขาได้ด้วย จิตใจก็แข็งแรง ประภัสสรา ผ่องแผ้วตลอดนี่คือคุณสมบัติ 5 ของอุเบกขายิ่งใหญ่มาก แม้วิชชา 8 อธิบายเขาก็อธิบายกันเป็นเทวนิยมไปหมด พาซื่อกันไปหมด อาตมาอธิบายได้ในความหมายของนามธรรม พิสูจน์ได้หมด เลยดูเหมือนอาตมาตั้งลัทธิใหม่ แต่เป็นคำสอนเก่าของพระพุทธเจ้าแล้วทำได้ด้วยอธิบายได้ด้วย แต่ของคุณอธิบายแบบเหาะได้ดำดินได้ ทะลุภูเขากำแพงได้คุณก็ทำให้ได้สิ แต่ของเราอธิบายแบบพุทธที่ว่า เราเดินผ่านกองกิเลสได้เหมือนผ่านไปในที่ว่าง กองโลกธรรมเราก็ไม่สะดุด ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ว่างสบาย เราแปลอย่างนี้แล้วปฏิบัติได้ด้วย ส่วนคุณจะแปลแบบคุณก็ลองเอาหัวไชกำแพงดูเลย ทะลุไหวไหม หรือแม้แต่ เอโกปิ หุตวา พหุทา โหติ หรือพหุทา ปิ เอโกติหุตวา คือทำหลายอย่างให้เป็นหนึ่ง แล้วปฏิบัติได้ เวทนาคุณมีกี่เวทนา ก็เรียนรู้ เวทนา 108 มีหลักฐานในพระไตรปิฎกเอามาปฏิบัติแล้วพิสูจน์ได้ แม้เวทนา 2 คือ กายิกเวทนากับเจตสิกเวทนา ถ้าคุณเข้าใจกายไม่ได้ก็เข้าใจว่าอารมณ์แค่ร่าง เช่น อารมณ์คันหัวก็ไม่ชอบใจ พอเกาหรือเอายาทาก็หาย ก็หมดทุกข์ทางกาย มันไม่ใช่ มันไม่ได้หมายถึงเวทนาอาริยสัจ ปรมัตถ์ กายมันแปลว่าองค์ประชุมของรูปนาม ถ้ามันเกิดไม่ชอบใจมันทุกข์ ด้วยอะไร มันเป็นรูปนามปรุงแต่งเป็นทุกข์แล้วคุณก็ทำให้ทุกข์นั้นหายเป็นการพ้นกายยิกทุกข์ แต่พอมาภายในตอนนี้พ้นทุกข์ภายนอก แต่่ว่าทุกข์ภายในยังต่อเนื่องจากภายนอก ทิ้งไม่ได้ อย่างอนาคาหมดทุกข์ในกามภพก็หมดกาย เหลือแต่เจตสิกทุกข์ ตามลำดับ แต่ไม่รู้ก็เอากายแค่ นั่งสมาธิปวดขาว่าเป็นกายิกทุกข์ พยายามกดข่มให้มันหาย แต่แค่ขยับมันก็หายแล้วไม่ใช่กายิกทุกข์ มันเป็นแค่ทุกข์ของร่างเนื้อไมใช่องค์ประชุมของรูปนาม การไปนั่งสมาธิเขาจะหมายแค่ร่างทุกข์ ไม่ได้ไปอ่านเวทนาที่เป็นสุข ทุกข์ อุเบกขาในกายในจิต องค์ประชุมรูปนามก็เกิดจากกาย ดับตั้งแต่กายภายนอก จนเหลือแต่ภายในจิตก็คืออนาคามี เป็นอรหัตตมรรค เหลือแต่ทุกข์สุดท้ายอนุสัยสุดท้าย บางองค์เป็นปัญญาวิมุติ ดับแต่อาสวะ เหลืออนุสัยก็เป็นอุภโตภาควิมุติ เป็น อจฺฉริยา อพฺภุตา อาตมาภาคภูมิใจที่ได้เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ไม่สามัญธรรมดา เป็นเรื่อง 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 )
พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้คุณจะอยู่ท่ามกลางใครๆก็สงบได้ ไม่มีเพื่อนสอง สงบจากกิเลส การสงบแบบตื้นๆนั่งหลับตานั้นมันโลกียธรรม ไม่ต้องอาศัยภูมิพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของธรรมดาที่รู้ง่ายๆ ผู้รู้เองเป็นสยังอภิญญาต้องรู้มาจากผู้รู้มาก่อนอีก พระพุทธเจ้าเป็นธรรมสามี คือเจ้าของธรรมะ พระพุทธเจ้าก็รับมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนอีก ศาสนาพุทธไม่มีรู้ได้เองโดยไม่รับมา ถ้าได้มาเป็นของตนอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้เอง แล้วถ่ายทอดให้สาวกคือผู้ฟัง จนได้เป็นของตนมีปัจจัตตังมีในตนแล้วสั่งสมเปิดเผยให้คนอื่นได้เป็นปัจเจก เป็นของตนเอง ในระดับต้น ต่อจากเป็นของตนเองมากขึ้น คนที่ได้ตนเองในชาตินี้ ชาติหน้าจะไม่ใช่จำได้ ต้องหลายชาติกว่าจะดึงออกมาได้ อย่างอาตมานี่ไม่มีครูอาจารย์ไม่เหมือนสำนักไหนด้วย ยืนยันว่าของตนเองจริง ถ้าอาตมาพูด ท่านก็ผิด ถ้าท่านถูกของอาตมาผิด ตอนนี้มันกร่อนจนไม่เหลือ แล้วเขาก็นับถือสิ่งผิดเป็นสิ่งถูกแล้ว ถ้าคุณธรรมของพระพุทธเจ้าเขาทำได้จริงรับรองว่าสังคมไม่เป็นเช่นนี้ แค่มาจนกับมารวยนี่ มาจนคือเป็นไปตามคำสอนพระพุทธเจ้า ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักน้อยธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต ก็คือให้มาจน อย่างในหลวงเราก็เป็นสยังอภิญญานะ ท่านกล้าประกาศว่าต้องมาเอาแบบคนจน ประกาศต่อโลกเลยนะ เขาหูหักกันเป็นแถว มันต่างกับที่เขายึดถือกันนะ มันทวนกระแส คนละทางกันเลย แล้วไม่พูดแต่ปากด้วย ปฏิบัติได้ด้วยนะ มาแบบคนจนแล้วจะเจริญ อาตมาพาทำมา 40 กว่าปีก็เห็นได้ว่าอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้ แม้ไม่ได้ปลูกเอง เขาปลูกเหลือก็เอามากัน ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องพิสูจน์ ทุกวันนี้กลียุคแล้วลำบากมาก ต้องเอาธรรมะพระพุทธเจ้าเอามาประกาศให้คนประพฤติ แล้วบรรลุธรรมให้ได้ พระพุทธเจ้าว่าธรรมะนี้อกาลิโก ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ แต่เขาเข้าใจเป็นอรหันต์เก๊ เต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชชา หรือเต็มไปด้วยกามของเสพติดเขาก็ยังว่าเป็นอรหันต์ก็น่าสงสารที่ถูกหลอก แล้วจะพัฒนาได้อย่างไร เสร็จแล้วก็สอนกัน ให้ศรัทธายึดถือ ที่กระดาษเช็ดขี้มูกก็เอามาเก็บ จบป.โท เอามาอวดอาตมา สำลีเช็ดเสลดของอาจารย์อรหันต์ อาตมาก็บอกว่าคุณเอ๋ย มันเกินไปแล้ว ถ้าไร้การศึกษาก็พอว่า แต่จบป.โทเลยนะ เอากามระดับสิ่งเสพติดไปจับก็ยังมีอยู่ ติดบุหรี่หมากพลู น้ำเปรี้ยวน้ำหวาน กาแฟ กินอยู่ประจำ ถอยไม่ได้ หากไม่ได้กินก็หาว แค่นี้ยังเสพติดไม่รู้ว่าจิตยังดูดดึงกับกามหยาบๆตื้นๆ ขั้นอบายแล้วบอกว่าเป็นอรหันต์ ก็ทำอย่างไร เบื้องต้นก็ไม่ได้เลย จะไปเป็นอรหันต์ได้อย่างไร พูดไปเหมือนดูถูก ลบหลู่ คนเขาเคารพกันทั่วเมือง ดีไม่ดีผูกเรื่องให้อาตมาไปดูถูกคนอื่นอีก ทุกวันนี้การศึกษาธรรมก็ดีขึ้น ฟังกันได้ เหลือแต่ปฏิบัติให้ได้ ศึกษาเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย ตั้งแต่โลกุตระข้อที่ 1 คือกายในกาย ก็ทำให้ได้ก่อนเลย แล้วมารู้เวทนาในเวทนา ให้ดูเวทนาสองรวมเป็นหนึ่งที่เวทนา ดูทวาร 5 กระทบรูปแล้วเกิดการกระทบสัมผัสเกิดเวทนาที่เกิดจากสังขาร อันเป็น กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ก็ไล่ไป ถ้าเข้าใจแต่พยัญชนะก็ไม่ได้ ยึดติดพยัญชนะก็จะไม่รู้เรื่อง แต่ใครฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญาต้องอ่านสังขารให้ออก เมื่อรู้นามรูปก็รู้กายที่เกิดจากการสัมผัส แล้วรู้สภาวะสองอย่างคือสภาวะบรรลุ(ปุริสภาวะ) กับสภาวะไม่บรรลุคืออิตถีภาวะ มันเกิดที่หทยรูป สัมผัส อาการ ลิงค นิมิต มันเกิดที่ไหน เช่น ปวดใจจริง ใจอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ที่สูบโลหิตนะ แต่อยู่ในร่างนี้ เมื่อกระทบแล้วเก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive