580506_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ อบายโลกอย่างพิสดาร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข21 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580506_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง อบายโลกอย่างพิสดาร

พ่อครูว่า...วันนี้วัน พุธที่ 6 พฤษภาคม 2558 ก็มี คำถามจาก ผึ้ง พิมพ์เพชรรุ้ง และจากผู้ชมรายการ ... กรณีชาวโรฮิงญา ที่ต้องเร่ร่อน พลัดถิ่นฐาน ไปไหนก็ถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหง ดูว่าจะได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน พวกเขาเคยทำกรรมหนัก แบบนักการเมืองที่โกงกินบ้านเมืองตัวเองมาก่อนหรือคะ? ถึงต้องรับกรรมเช่นนี้ … พ่อครูตอบ… ถามอย่างนี้อาตมาก็จนปัญญาตอบนะ แต่ว่าเราเรียนมามันก็มีวิบากได้สารพัด สรุปคือทำชั่วก็ออกผลชั่ว ทำดีก็ออกผลดี ก็คาดคะเนตีความไปได้ ซึ่งเป็นจริงได้ หรือไม่ใช่อย่างนั้นอย่างนี้ไม่ตรงเสียทีเดียว ที่ตายแล้วเกิดมารับหนี้วิบากไป อาตมาก็เคยบอกว่าเป็นได้ทั้งนั้น ฆ่ากันไปกันมาก็ได้ แต่อาจไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียว ท่านที่มีภูมิธรรมสามารถหยั่งรู้ได้เข้าใจได้จริงก็ตอบได้ ส่วนอาตมาไม่คอยจะตอบสิ่งเหล่านั้นเพราะไม่ได้รู้ชัดแน่จริง แต่จะตอบโดยหลักวิชาว่าชาวโรฮิงยานั้น ดูช่างเป็นคนที่ไม่เหมือนคนทั่วไป ดูไม่มีอิสรเสรีภาพเลย เขามีการค้าคน เอาคนมาซื้อขายกันอย่างไร อาตมาก็ไม่ได้ตามข่าวมากนัก คนเหล่านี้อพยพมาเป็นกลุ่มก็อาจไม่ได้ทำวิบากร่วมกันหรือไม่ก็ได้ แต่ช่างรู้สึกเป็นเวรภัยมาก เขาหนีมาคนบริสุทธิ์อยากช่วยก็ไม่ได้อีก ผิดกฎระเบียบของโลกอีก ในชาตินี้เขาคงไม่ใช่คนทำชั่วแล้วหนีหอบกันมาเป็นหมู่กลุ่มนะ แล้วมีหลายหมู่กลุ่มด้วยที่อพยพมานี่ มันเหมือนกับคนไร้ถิ่นฐาน โลกนี้ไม่มีที่ให้เขาอยู่ เกิดมาแล้วนะ ดูแล้วน่าสังเวชใจก็ช่วยกันยาก โดยสัจจะเกิดมาเป็นมนุษย์อย่าไปทำชั่วเลย แต่ใครก็คงไม่อยากไปทำไม่ดี แต่ก็ตัวเองนั่นแหละเป็นผู้ทำ มันก็มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ทำอย่างไรจะสู้กับอำนาจที่ทำให้เราทำชั่ว แม้เราไม่อยากทำ เหมือนกับเรามาปฏิบัติธร

อ่านต่อ

รม ก็ไม่อยากให้เกิดกิเลสในใจ หรือไม่อยากไปทำกรรมชั่ว มันไม่อยากโดยปฏิภาณ แต่ก็มันก็มีอำนาจที่ซ้อนให้เราต้องทำ ก็มีอาการนี้ทุกคนรู้ดี สำนึกมันรู้ว่าไม่ควรทำ แต่กิเลสมันก็พา ทำ เราต้องฝึกเรียนรู้ล้างให้ละเอียดละออจนสิ้นเกลี้ยงเลย พระพุทธเจ้าแบ่งให้เป็นสองความหมายใหญ่ๆคือ โลก กับ อัตตา อยู่ในชีวิตที่วนเวียนในวัฏฏสงสาร วนเวียนรอบสั้นรอบยาว มีหลายนัย มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ถ้า 1. เหตุ กับ 2. นิทาน รวมกันปรุงแต่งเป็นสังขารคือ 3 อีกอัน แล้วต่อไป เป็นอประ อื่นอีกไม่จบ เป็น 4 ท่านก็สรุปไว้ว่าเป็น เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ก็เป็นนิยายนิทานซับซ้อนของโลก ที่อาตมาก็บอกแล้วว่า เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย นี่แหละ อาตมาหยิบมาเขียนเป็นหนังสือธรรมะเล่มใหม่กำลังเขียน ได้ประมาณ 20 หน้าแล้ว โลก 6 ได้แก่ 1. อบายโลก 2. มนุษยโลก 3. เทวโลก 4. ขันธโลก 5. ธาตุโลก 6. อายตนโลก (พระไตรปิฎก เล่ม 29 ข้อ 14) 1. อบายโลก คือภาวะที่ชีวิตินทรีย์ในจิต ยังเป็นรสสุขรสทุกข์เวียนวนอยู่ กับอบายมุข หยาบสูงสุดสำหรับตน และอบายที่หยาบรองลงไปเป็นลำดับ ได้แก่ ความต่ำทราม ความทุจริตอกุศล ความโกง ความหลอกลวง การพนัน ความเสื่อมเสีย ความเสียหาย ความหยาบ ความรุนแรง ความจัดจ้าน ความมากความใหญ่ความหรูหราเกินเหมาะเกินควร ที่เสียมากกว่าได้ แม้รู้ว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ควรเกี่ยวข้อง แต่ก็ยังอดไม่ได้ รู้แล้วแต่อดไม่ได้ ยกตัวอย่าง อบายมุข อาตมาขอเรียกว่าอบายมุข 2 นิทาน นิทานเรื่องหนึ่งคือ ดารา เขาก็แสดงเก่ง มีความรู้สามารถจัดจ้านมาก เขามั่นใจว่าเขาให้ความสุขกับประชาชน คนนี้อยู่ในโลกอบายสร้างสิ่งมอมเมาให้คนติดยึดในอารมณ์ เป็นนรกปหาสะ เขาหลงจริงว่าเขาให้ความสุขแก่ประชาชน เขาไม่รู้นะ ไม่เข้าใจว่าเขาผิดอะไร ทั้งโลกเขายอมรับนับถือนะ เด่นดัง อีกอาชีพ คือนักการเมืองโกง เขารู้ว่าเขาโกงนะแต่เขาก็ไม่หยุด และเขาไม่เห็นว่าอันนี้คืออบายมุข เพราะคนทุกวันนี้เข้าใจอบายมุขแค่ เล่นไพ่ กินเหล้า ฟ้อนรำ การพนันสิ่งเสพติด คบคนชั่วเป็นมิตร อย่างเกมการกีฬาเขาก็ไม่รู้ว่าคืออบาย เหมือนพวกดารานะ โลกนี้อบายมุขครอง แล้วเขาไม่รู้ อย่างดารา นักกีฬาคนก็นิยม แห่เอาเงินทองไปให้เขา เหมือนไม่รู้ กินเหล้ากินยา คือสิ่งเสพติดก็รู้ว่าตนติด แต่ก็ให้ทำกันอยู่ในประเทศ ไม่รู้ว่าคืออบายมุข ให้ทำสัมปทานกันจนรวยเละ ความหมายของคำว่าอบายมุขที่ร้ายแรงมากขณะนี้ ในอบายที่ทำกันในระดับโลก กีฬาโอลิมปิกและกีฬาอื่นๆ อีก เอเชี่ยนเกมอีก แล้วถือว่าภาวะเงินที่หมุนจากกระเป๋าคนไปนั้นเขาว่าเงินสะพัด เศรษฐกิจนั้นมองตื้นๆว่า ทำให้เงินหมุน แต่หมุนแล้วทำให้เกิดโทษภัยก็ไม่เห็น โลกอบายเขาไม่รู้ ก็เลยไม่พากเพียรจะให้เลิก เขาไม่รู้ ไม่ตั้งใจดับชีวิตินทรีย์กิเลสให้ตายไป เขาไม่ทำเพราะเขาหลงว่ามันไม่ใช่ แม้เขาไม่หลง เขารู้นะ เขาไม่ตั้งจิตจะล้างชีวิตินทรีย์ที่หมุนวนอยู่เลย ในโลกอบายมุข เขาก็ไม่หยุด เมื่อเขาไม่คิดหยุด โลกอบายอย่างนี้อยู่ในสังคมประเทศใด มันก็ไม่มีทางหมดไป อาตมาถือว่าอาตมาทำสำเร็จที่พาพวกเราออกจากโลกอบาย ทำมาหลายสิบปีแล้ว ตรวจจิตใจพวกเราก็ไม่ได้โหยหาอาวรณ์ ทั้งที่มันก็มีอยู่ในโลกให้เราเห็นอยู่ เป็นโลกาภิวัฒน์ ชีวิตสัตว์อบายไม่มีในจิตเราแล้ว เรามีโลกสมุทัยที่ดับแล้ว มีแต่โลกนิโรธ นี่คือคนมีนิพพานไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่ลึกซึ้งเรียนรู้ได้ ปัจจุบันก็สามารถ ปฏิบัติได้เป็นอกาลิโก แต่เขาเพ้อฝันว่านรกอยู่ตอนตาย คำว่าสวรรค์ในอกนรกในใจมันแค่เปรียบเทียบ แต่นรกสวรรค์ต้องไปหลังตาย ทั้งที่พระพุทธเจ้าสอนให้มีอายตนะ 6 มีผัสสะ 6 มีเวทนา 6 มีตัณหา 6 มีอุปาทาน 4 ที่ว่ามี 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณเปิดรับอยู่ทุกปัจจุบัน มีสัมผัสเป็นปัจจัยเกิดนรกสวรรค์ เราก็สามารถอ่านได้ อ่านเหตุที่เกิดความเป็นสัตว์ รู้กายของสัตว์นรกเป็นเช่นนี้ เราก็เรียนรู้ได้ เลิกละได้ เมื่อเราละสิ่งหยาบได้ ได้วิธีการนี้แล้วก็ทำต่อในสิ่งที่ละเอียดต่อมากว่าหยาบ อันต่อมาจากอบายก็ทำต่อเป็นลำดับๆ หรือแม้แต่มันจัดจ้านก็เรียกอบาย มันมากใหญ่ หรูหราเกินเหมาะควร หลงในลาภ ยศ หนักจัดจ้าน ก็ต้องรู้ว่ามีชีวิตินทรีย์ ก็ต้องรู้ว่ามีน้ำหนัก อินทรีย์ของความยึดติดเป็นตัวกูของกู เป็นอัตตา เราก็เรียนรู้จนดับโลกอบายได้ โสดาบัน ปิดโลกอบาย คุณแต่ละคนอาตมาว่าตรวจเถอะ เป็นเรื่องๆที่เราเคยติด สิ่งที่เราไม่เคยติดก็คือทำได้แล้วไม่ต้องพิจารณามาก แต่ทบทวนสิ่งที่เราเคยติด มันเคยอยู่กับเรา แต่เดี๋ยวนี้สัมผัสอยู่ เมื่อนั้นเมื่อนี้ มันกระทบสัมผัส มันก็ทำให้เราทบทวนตรวจจุตูปปาตญาณ แล้วเราใจเราจำได้ไหม ระลึกชาติดูว่า กิเลสเราเกิดไหม? แล้วคุณได้ปฏิบัติให้มันดับไปไหม เดี๋ยวนี้มันเกิดไหม หลายทีสัมผัสแล้วเดี๋ยวนี้มันไม่เกิด แล้วเรามั่นใจมันหรือยังว่ามันจบ ตัดสินได้เด็ดขาดหรือยัง ตรวจสอบจริงๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมตรวจได้ คือเรื่องปรมัตถธรรมของพุทธพูดกันรู้เรื่อง ปฏิบัติได้ เอาตัวเองมาพิสูจน์ได้ คนใดที่เขาไม่รู้เป็นของสูง โอปนยิโกเป็นเรื่องสูงส่ง แต่ไปแย่งโลกธรรมได้ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์มันไม่ใช่ของสูงหรอก อันนี้ต่างหากมาลดละเลิกได้มันคือความสูงจริง คนเราก็จะเข้าใจกันไม่ได้ มักเข้าใจว่าวรรณะทิพย์ คือความสูงเป็นพวกเริดหรู ยศชั้นวรรณะ เป็นดาวดึงส์ แต่เรามาเรียนรู้แล้วกลับว่าไม่ใช่ เราไม่ต้องมีลาภ ยศ มากมายเช่นนั้นก็ได้ แต่ในนัยลึก คนมีภูมิปัญญาในโลกุตระภูมิก็จะนับถือเคารพในคนเช่นนี้ เรานับถือคานธี คานธีตายแล้วมีทรัพย์สมบัติเล็กน้อย ไม่มียศอะไรทางการเมือง ไม่เคยมีตำแหน่ง แต่คนเคารพนับถือยกย่องมีเกียรติเป็นยศ สัจจะมันซ้อนแม้แต่พระพุทธ เจ้า ท่านทิ้งลาภยศสรรเสริญ เรากลับเคารพพระองค์ยิ่งกว่าเป็นจอมจักพรรดิ์อีก แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง มีประธานธิบดีอุรุกวัย ได้เป็นประธานธิบดียศสูง แต่ไม่ได้ติดในยศ ก็ทำหน้าที่ไม่ติดในลาภ แสดงชัดเลยว่าไม่เอา รถประจำตำแหน่งก็ไม่ใช้ บ้านก็อยู่กระต้อบของฉัน อย่างอาตมาก็ไม่มียศชั้นอะไรนะ ไม่ได้สักเปรียญเลย แต่เขามีจบปริญญาโทนะ เป็นเปรียญนะ เป็นเจ้าคุณนะ อาตมาก็ไม่ได้โหยหาอาวรณ์อะไรไม่ได้อยากได้นะ สรุปคืออบายโลกมันซ้อนอยู่ในโลก ที่ดูเหมือนเด่นดังสูงส่ง ทั้งดารา นักการเมือง นักกีฬาก็ตาม ทั้งที่เห็นชัดๆ ก็ไม่เอาผิดกัน บางประเทศเขาสำนึกจนฆ่าตัวตายไปก็มี โลกอบายจึงมากขึ้น นี่คืออบายโลกที่คนไม่เรียนรู้ ไม่รู้วิธีที่จะออกจากโลกอบาย ไม่มีเนกขัมมะ ไม่ได้ทำจิตให้หมดชีวิตสัตว์อบายเลย กายนี้คือจิต คือมโน คือวิญญาณ ไม่ขาดจากนอกนะ ก็เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติกับดิน น้ำ ไฟ ลมภายนอกทั้งนั้น แต่ชีวิตรูปที่เป็นชีวิตสัตว์อบายของเรามันมีอินทรีย์เท่าไหร่ มันยังแรงอยู่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่รู้จักกาย ก็ไม่รู้ชีวิตของสัตว์เหล่านี้ นี่คือเขาเรียนกันมาไม่ครบ เขาท่องจำได้เก่งกว่าอาตมาด้วยซ้ำ แต่ไม่สัมมาทิฏฐิก็ปฏิบัติไม่ถูก ไม่สามารถทำให้ชีวิตสัตว์นี้ดับไปได้เลย 2. มนุษยโลก คือภาวะที่ชีวิตินทรีย์ในจิตยังเป็นมนุษย์ชมพูทวีป และสามารถทำใจในใจ(มนสิการ)ของตน ให้ลดความเป็นเทวดาดาวดึงส์ หรือเทวดาเสพกามไปจากจิตได้เป็นลำดับ จนเป็นที่สุดดับได้สำเร็จบริบูรณ์ มนุษย์อุตตรกุรุทวีปสำเร็จสูงสุด ก็คือภาวะที่เป็นคน มีชีวิตอยู่บนโลก ชีวิตยังเป็นมนุษย์โลกีย์ หรือต่อๆไป เป็นมนุษย์โลกุตระก็ได้ เป็นคนมีอาการ 32 แล้วเรียนรู้อาการ 33 เป็นได้ทั้ง ปุถุชน กัลยาณชน โลกุตรชน กัลยาณชนนั้นอาจหยุดทำชั่วได้ พยายามทำแต่ดีแต่ไม่ใช่โลกุตระ เพราะไม่สามารถชัดเจนแยกแยะโลกุตระออกจากโลกียะ ได้ อาจดีมากก็ได้ สะกดจิตได้ไม่ให้มีอาการจิตที่ชั่วได้ แต่จิตถูกกดข่มไว้เป็นอนุสัย เป็นอาสวะ เหมือนยีสต์ ในอนุสัยเป็นพลังงานฝังลึก potential energy มันมีพลังงานแต่คุณรู้มันไม่ได้ กัลยาณชนหรือปุถุชนทำดีได้ แต่ไม่รู้โลกุตระ ไม่สามารถทำความสุขที่สงบ ชนิดที่ล้างกิเลสออกจริงๆ ได้กำจัดกิเลสให้เกิดจิตสงบสุขอย่างอุบัติเทพ แต่ผู้ไม่ได้ปฏิบัติเขาก็เสพสุขขัลลิกะ สุขหลอก เป็นดาวดึงส์ เสพโลกียรส ส่วนพวกปฏิบัติธรรมก็สุขแบบกดข่ม ละเอียดกว่า เพราะไม่ได้เสพกามคุณ 5 แต่เสพในภพ นั่งสมาธิหรือจิตกดข่มได้ ดูเหมือนอยู่เหนือลาภ ยศ สรรเสริญ แต่เขาไม่ได้รู้จักกิเลสในจิตที่ล้างมาเป็นลำดับจนหมดอนุสัย เขาไม่รู้ระดับเวทนา 5 ที่เป็นตามลำดับไม่รู้ เขาไม่ชัดเจน ไม่มีกายสักขีสมบูรณ์ ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เป็นกายสักขี ตั้งแต่ภพนอก ทั้งกามภพ แล้วก็ทำต่อในรูปภพ อรูปภพต่อไปเป็นไปตามลำดับ จนเสร็จเรียบร้อย สำเร็จอิริยาบถอยู่ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เขาดูเหมือนดับเหมือนอรหันต์เลยได้ เจ้าตัวก็หลงง่ายด้วยพฤติกรรมเหมือน อรหันต์ที่เงียบสะอาด พวกนี้จะมองว่าอรหันต์จะมาคลุกกับโลกไม่ได้ คนมาถามอรหันต์ว่าคืออย่างไร อาตมาก็ว่าคือคนปกติ แต่ใครจะรู้กับท่านได้ ท่านก็อนุโลมอยู่กับโลก ไม่จำเป็นต้องบอกคุณด้วย ท่านทำงานบริสุทธิ์ใจกับคุณไป คือความซับซ้อนที่เข้าใจยาก อรหันต์จริงจะเข้าใจท่านยาก แต่อรหันต์เต๊ะท่าจะเข้าใจง่าย ดีไม่ดีอรหันต์เก๊ด้วย สารรูปดีมาก สมณสารูปดีมาก สงบเรียบร้อยไม่กระทบใครดูดี อย่างนั้นไม่ใช่อรหันต์หรอก แต่อรหันต์คือผู้หมดตัวหมดตน ก็จะไม่เต๊ะท่าหรอก จิตคนไม่รู้แม้ดาวดึงส์ ที่เป็น สุขทิพย์ วรรณะทิพย์ อายุทิพย์ แท้จริงคือ สุขเท็จ วรรณะเท็จ อายุเท็จ คนก็หลงทิพย์ปั้นสวรรค์วิมาน ที่จริงคือทุกข์โลกีย์เป็นสามัญ ปุถุชนก็จะเอาดาวดึงส์ตลอด เป็นอปรโคยานที่จะไปคว้าดาวดึงส์อยู่ตลอด คุณอยากจะนั่งสบายๆ ก็คือหาสุขทิพย์ นั่งไม่สบายแล้วก็ลุกเดิน ไปเดินเฉยๆ ก็ไม่สบายก็เต้นร้องเพลง ก็คือไปหาดาวดึงส์ทั้งนั้น แต่คุณไม่รู้ก็เสพก็อาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบของชีวิตที่ดำเนินไปอยู่ ทำกรรมกิริยาเพราะต้องการให้เป็นทิพย์ ให้เป็นดาวดึงส์ ให้อาการ 33 อยู่ตรงนี้ จะต้องเป็นอายุทิพย์ทุกขณะที่ไม่ตาย ยังไม่ตายฉันก็ต้องได้ภูมิได้ภพ ได้อาศัยทิพย์คือดาวดึงส์โลกียรสตลอดเวลา บำเรออารมณ์ที่ต้องการน่าได้น่ามีน่าเป็น จิตคนปุถุชนจะต่อเนื่องต้องการใฝ่หาดาวดึงส์มาอาศัยตลอดเวลา ไม่อยากให้เป็นนรกเลย ไม่อยากให้เป็นสิ่งไม่ชอบใจ จะเอาสิ่งชอบใจทั้งนั้นตลอดไป อิริยาบถเช่นนี้ไม่ชอบใจก็เปลี่ยนไป อันไหนไม่ชอบก็เปลี่ยนไปให้อยู่กับอิฏฐารมณ์ตลอดเวลา ต้องเสพอารมณ์ชอบพอใจ คือแดนดาวดึงส์ คนได้ฟังอาจมองว่าอาตมามองโลกในแง่ร้ายเกินไป พูดลงโทษคนเกินไป แต่นี่คือสัจจะไม่ใช่หลอกลวง ในความวนหลอกลวง ก็ต้องหายานคือพาหะที่อวิชชา พาคุณโคจรไปก็อประไปเรื่อยๆ ไปหาอื่นๆอีก โดยจะต้องเอาที่ฉันเป็นสุข ฉันน่าได้น่ามีฉันพอใจ ที่ไม่พอใจไม่เอา อันนี้น่าพอใจกว่าก็ไปหาน่าพอใจกว่าอีกแล้วพาคุณหมุนวนต่อไป คนปฏิบัติพอปฏิบัติแล้ว วนสูงขึ้นๆ ก็จะเล็กลงๆ แต่คนที่วนแล้วไม่ได้ปฏิบัติถูกต้อง ก็จะวนแบบบานจากปากหอยไปปากเหวเลย บานไปเรื่อยๆเหวก็ยิ่งลึกด้วยไม่รู้จบ ออกนอกโลกบานเป็นปากกรวยไป อปรโคยานของอวิชชามีพาหนะนำพาไป จนกว่าจะมามีจิตมีทิศทางที่จะดับโลก หยุดโลก มาเป็น อมรโคยาน ที่จะทำความเกิดนี้ไม่ให้หยุดเกิด ให้มันตายก็ต้องมารู้จักอัตตาของตนที่เป็นโอปปาติกสัตว์ แล้วกำจัดมันก็จะเป็นอมรโคยาน เป็นยานที่จะพาไปสู่ความไม่ตายจนเป็นอุตรกุรุทวีป จนเป็นอรหันต์ก็คือจบในความเป็นโลก เป็นอัตตาได้ สัตว์นั้นมีอบายสัตว์ สัตว์เทวดา มีตั้งแต่จาตุมหาราชิกา เป็นยักษ์มีเขี้ยว ล่าให้แก่ตน ได้ดาวดึงส์ให้ได้นานๆ เป็นยามา แล้วจำต้องพักยกเป็นดุสิต ไม่ได้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา แต่ไม่ทุกข์ไม่สุขแบบเคหสิตอุเบกขา แล้วก็สร้างให้ตนสมใจเป็นนิมมานรดี จนเป็นผู้สมบูรณ์แบบด้วยความเป็นใหญ่ในกามคือปรนิมมิตวสวัตตี คือเทวดาสมมุติเทพ เมื่อไม่เข้าใจสิ่งที่เราต้องไล่เสพตลอด ไม่รู้ไม่เข้าใจก็หลงมัน มีอุปาทานเป็นวิมานเช่นนั้นก็ต้องทำ ถือว่าเป็นชั้นสูงเป็นเทวดาเป็นทิพย์ก็ดิ้นรนเป็นเช่นนี้ เสพโลก เสพอัตตา ก็วนเช่นนี้ ไม่ให้ทุกข์มาคั่น ต้องหลบทุกข์แสวงหาสุขตลอดเวลา นี่คือความอวิชชา วนอยู่อปรโคยานตลอดไป อันไหนน่าได้น่ามีน่าเป็นยิ่งกว่าก็ไขว่คว้าหาไปเรื่อยๆ พุทธทุกวันนี้เป็นศาสนาบรรเทาทุกข์แค่นั้น มีการให้มาสวดมนต์ ปิดปากให้ปากมาพูดแต่มนต์ เป็นมนตรยาน ก็หยุดการสั่งสมบาป ทางกายกับวาจาก็คือมาสวดมนต์เสียนี่คือหยุด ศาสนาพุทธก็ได้แค่นี้แล้วก็ยังไปสร้างจิตให้ไปได้เดรัจฉานวิชาเขาว่าได้บุญ แล้วจะเป็นพลังช่วยคนได้อีก นี่คือศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นศาสนาพุทธที่จะมาลดละหน่ายคลายกิเลส ผู้ทำหน้าที่สืบสานศาสนาคือพาสวดมนต์ แล้วก็ยังหากินกับการสวดมนต์อีก พวกสวดมนต์ก็ยังดีกว่าพวกเดรัจฉานวิชา แล้วพวกปฏิบัติธรรมก็มีแค่เดินจงกรมกับนั่งสมาธิ ถ้าจะสอนก็สอนอย่างที่ตนเข้าใจ สอนเดรัจฉานกถา พูดสวรรค์วิมานไป เป็นภาษาที่งมงายลึกลับไม่มีจริง นั่งสมาธิมีมโนมยอัตตา ก็มาพูดเป็นเดรัจฉานวิชาเละไปหมดนี่คือวงการพุทธ ที่มีให้คนอาศัยจะเป็นโล้เป็นพายหน่อยก็คือเผา พระก็ไม่เผาเองหรอก มีสัปปะเหร่อเผาให้พระก็นำไปแค่นั้นแล้วได้ค่ามาสวด สรุปคือศาสนาพุทธทุกวันนี้คือที่พักใจ ได้สวดมนต์กับนั่งสมาธิเดินจงกรมคือได้พักชั่วคราว เขาถือว่าเป็นบุญใหญ่นะ เขาว่าเป็นพรอันประเสริฐ มันก็ซ้อนคือเอาบทคำสอนพระพุทธเจ้าอันยิ่งใหญ่มาสวด แต่พระพุทธเจ้าก็ห้ามไม่ให้แสดงธรรมโดยบท ตั้งแต่สองรูปขึ้นไปนะให้โยมฟัง สงสารศาสนามากๆ เพราะมันเพี้ยนไปไกลมาก จนไม่ได้ประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ แล้วก็ยังมอมเมากันอีก ดันทุรังไปอยากจะแก้ไขก็ได้แค่นี้ สงสัยชาตินี้ก็ปรับปวาทะ ดั่งที่พระพุทธเจ้ามอบหมายก็จะได้หรือเปล่า? ก็จะดันทุรังอยู่ไปอีก 70 ปีนะยังหวังจะทำได้ จะว่าหลงตนก็ไม่ว่า อาตมาก็จะพากเพียรไป ก็ขอบอกขอเตือนอย่างศาสนาพุทธลัทธิธิเบต ความสุขของเขาก็คือได้สวดมนต์ โอมมณีปัทเมหุม กราบไปกราบไปอยู่เช่นนั้นเขาก็สงบ เขาไม่เอาเวลาแรงงานไปแย่งชิง เขาก็พออยู่พอกิน มันก็กลบเกลื่อนโลกธรรมเป็นเทวนิยม ก็ทำให้คนสงบพอได้ อินเดีย ธิเบต มีศรัทธาสูง เขาเชื่อบาปบุญ เชื่อลงลึกใน DNA อินเดียเขายอมรับวรรณะ จัณฑาลเขาก็ยอมอยู่ของเขาๆมีมากแต่ไม่กบฎนะ ส่วนจีนไม่ได้เป็นสายศรัทธาแบบอินเดีย ต่อไปจะแตกก่อนอินเดีย อินเดียอยู่ได้เพราะมีเจโต ศาสนาพุทธในเมืองไทย ถ้าไม่มีสวดมนต์กับนั่งสมาธินะ รับรองฆ่ากันหมดแล้ว ศาสนาพุทธแท้ที่จะมาลดละกิเลส เป็นลำดับไม่เหลือแล้ว ในโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย หากเป็นพลังงานแบบโลกๆหมุนวน โลกธรรมแรงระดับอบายก็คืออำนาจโลกาธิปไตย และอัตตาที่โง่จมในอบายก็คืออวิชชา ใครมีอธิปไตยเป็นอำนาจมากก็แย่งชิงอำนาจโลก กับอัตตาไปได้มากแม้โกงก็ตามเขาก็ทำอยู่ CEOทุกวันนี้ก็คืออัตตาธิปไตยที่ซ้อนเชิง ว่าคือผู้มีอำนาจเต็ม เมื่อไม่เข้าใจโลกไม่เข้าใจอัตตาก็จะเป็นทาสโลกกับอัตตา ต่อเรื่องมาล้างโลก ล้างอัตตาก็มีอธิปไตยที่เป็นธรรมะเท่านั้น สูงสุดคือหมดกามหมดอัตตาก็เป็นธรรมาธิปไตยสูงสุด ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้มีธรรมาธิปไตยก็คือเป็นพุทธ โลกกับอัตตาจึงเป็นพยัญชนะที่พระพุทธเจ้านำมาสอน เมื่อใครได้เรียนรู้หยุดเสพโลก หยุดเสพอัตตาที่หลงว่ามาก ว่าใหญ่ว่าสูง ลดลงมาเป็นลำดับ ที่สุดเป็นมนุษย์อารยะหรืออริยะที่แท้คืออาริยะ ถ้าเข้าใจแล้วจะไม่หลงไปกับอารยะกับอริยะ มนุษย์โลกทุกวันนี้ก็ได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ กามเป็นอำนาจ ส่วนพวกนักธรรมะก็นึกว่าได้ธรรมะ แต่ได้อัตตาเป็นอำนาจ ได้นิพพานก็เป็นวิมานทางรูปภพ อรูปภพ มีด้านใสกับด้านดับปี๋คืออาภัสสรากับสุภกิณหา ที่มีอยู่ทุกวันนี้พูดนี่เป็นวิชาการการศึกษานะ คนเป็นมนุษย์ชมพูทวีป มีสุรภาโว หรือสูรกาโย มีสติมันโต มีสิ่งที่เป็นทวัตติงสาการ คืออาการ 32 ครบพร้อมสัญญาและใจ เป็นมนุษย์ชมพูทวีป ก็ทำตนให้เป็นอิธพรหมจริยวาโส คือแดนนี้ภพนี้ที่จะปฏิบัติพรหมจรรย์สูงสุดได้ ก็ปฏิบัติให้ได้อย่าเสียความเป็นผู้มนุษย์ชมพูทวีป ถ้าใครล้มล้างอปรโคยานมาเป็นอมรโคยาน จนเป็นมนุษย์ชมพูทวีปจริง เป็นอุตรกุรุทวีป เท่ากับล้มล้างเทวดาดาวดึงส์ไปได้เรื่อยๆ ก็เป็นมนุษย์อมรโคยาน เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วสังคมไหนที่เป็น มนุษย์อมรโคยาน เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปได้ เลิกหลงดาวดึงส์ ถ้ามีมนุษย์เช่นนี้ได้มากเท่าใด แผ่นดินนั้นก็คือแผ่นดินชมพูทวีป คือมนุษย์ที่มีคุณสมบัติอาริยะมากเท่าใด ในประเทศไหนประเทศนั้นคือชมพูทวีป โสดาบันไม่ได้เก่งกว่าศาสดาของศาสนาเทวนิยมอื่นๆนะ ไม่ได้เก่งเท่ากัลยาณชนที่ทำประโยชน์ได้มากนะ แต่โสดาบันที่เก่งๆก็มี ถ้าปฏิบัติได้สัมมาทิฏฐิ เป็นลำดับจะเป็นประโยชน์มากได้ มนุษย์โลกีย์ระดับที่ไม่เข้าใจจริงๆ จึงหลงทางมาก อย่างเป็นอยู่ทุกวันนี้ กลายเป็นตนเองเป็นตัวก่อเกิดไปเอาวิมานมาหลอกคน ให้หลงวิมานเทวดาดาวดึงส์ เป็นบาปซ้ำซ้อนหนักเข้าไป ยิ่งติดยึดหลงเป็นเทวดาดาวดึงส์กลายเป็นอบายภูมิ เพราะเพ้อเจ้อฝันในฝัน เพ้อไป จริงๆสร้างวิมานให้ติดยึด คนถูกสะกดจิต หลงเชื่อตามแล้วจะสั่งอะไรก็ได้ เก่งกว่ารัสปูติน ไม่ใช่ใส่ความนะเรื่องจริง ถ้าเข้าใจสภาพจริงโดยสัจธรรม ไม่รู้จักกาย ไม่รู้สักกายะ ไม่รู้โอปปาติกะ ก็เลยไปเนรมิตสัตว์เป็นอปรโคยานไปเรื่อยๆ เป็นศิลปินสร้างวิมานยิ่งกว่าหิมพานต์ มีสัตว์ที่ยิ่งกว่าหิมพานต์หรือสัตว์ในแดนสุขาวดี คือสร้างใหม่อีก ฟรุ้งฟริ้งยิ่งกว่าที่มันเคยมีอีก คือพวกAbstract ที่ไม่มีจริงเป็นนามธรรม สร้างภพชาติ จินตนาการ โดยอวิชชาแท้ๆ เขาไม่รู้ภพชาติ แต่สร้างภพชาติให้คนหลงนะ เขาเป็นศิลปินที่เก่งนะ ไม่มีใครเหมือน แล้วรวยมากเพราะคนหลงตาม คนเขาหลอกได้ไม่เท่าไหร่แต่นี่เขาหลอกได้หลายนัย รวยได้เป็นแสนล้านเลย ผู้ปฏิบัติธรรมแล้วได้มีสภาวธรรมโลกุตระ จะเห็นว่าโลกีย์เขาก็มีอยู่ เราไปห้ามเขาก็ยาก ถ้าเราจะไปว่าเขาไปโจมตีเขา เขาก็จะโกรธได้ จะเห็นจะเข้าใจว่าสิ่งนั้นเหรอ เราบุพเพนิวาสานุสติญาณดูว่าที่เราเคยเป็นมาเทียบจะเกิดโดยอัตโนมัติ เวลาฟังธรรมเราจะรู้ว่าอะไรเกิดหรือดับ หรืออะไรเกิดแล้วไม่ดับ ฝังภพปุพพวิเทหะเราไปเรื่อย ออกมาเป็นอปรโคยานไปเรื่อยๆเลย มนุษย์อวิชชาก็ไปเช่นนี้เขาไม่รู้ตัว แต่พอเข้าใจมาก็จะรู้หยุดระงับ ยิ่งเรียนรู้เห็นโทษภัยชัดเจน ผู้ที่พิจารณาเสมอ แล้วก็ไม่ให้สติตกสัมผัสกับอะไรเราก็อยู่ในสิ่งที่เราเปรียบเทียบ จะได้รู้ว่าอันไหนสัจจะ อันไหนอสัจจะ จะทำให้เราเข้าใจเกิดปัญญาสั่งสมพลังปัญญา ช่วยให้เราเจริญสูงขึ้นๆแท้จริง นี่คือสัจจะที่อาตมาพา ทำมันเป็นเช่นนี้ เราปฏิบัติธรรมสัมมาทิฏฐิไม่ต้องกลัว พากเพียรไป อาตมามั่นใจว่า อรหันต์ 9 รูป ได้แน่ไม่ช้าไม่นาน ก็พากเพียรไป ใครคิดว่าตนเองจะเป็นอรหันต์ 1 ใน 9 ก็พากเพียรไป...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน