580722_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง พลังงานของจิตอาริยะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580722_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง พลังงานของจิตอาริยะ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า... วันนี้วันพุธที่ 22 ก.ค. 2558 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8 พวกเราได้เรียนรู้สิ่งที่ดี เอาไปปฏิบัติให้ได้จริง เราได้อธิบายมามากเรื่องรูป เรื่องนาม เรื่องกายที่เป็นองค์ประกอบของรูป นาม พระพุทธเจ้าว่าเราจะอ่าน นามรูป จะอ่านสิ่งที่ถูกรู้เป็นนามธรรม ซึ่งอาการข้างนอกนั้นเป็นกาย วาจา ก็อ่านไม่ยาก อ่านของเราเป็นหลัก ของคนอื่นเป็นเหตุปัจจัยที่เราจะได้เรียนรู้ประกอบไปด้วย แต่ของเราเองต้องอ่านชัดว่า ใจของเราทำอย่างนี้ข้างนอก เราพูดออกมาอย่างนี้มาจากใจมาก่อน ใจเป็นประธานทั้งนั้น แล้วเราก็รู้จากส ิ่ งที่มันเป็นรูป เป็นสิ่งที่ถูกรู้ตั้งแต่ภายนอก สัตว์ บุคคล เราเขา กรรมกิริยา จนถึงรูป อรูปที่เป็นนามธรรม ต้องรู้วิญญัติ ที่เป็นอาการ การอ่านอาการนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทสคือที่อาตมาเอามาอธิบายขยายความ จนเราเข้าใจ อ่านอาการ ความแตกต่างของสองอย่างขึ้นไปเรียกว่า เทวธัมมา ในพระไตร ปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมะทั้งสอง เรียนรู้เข้าไปในธรรมะสอง รูปกับนาม มีรูปต้องมีนาม จึงเป็นกาย จะเป็นรูปที่มหาภูตรูป แล้วก็มีใจเราไปสัมผัสเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เป็นภาวะที่สามเรียกว่าภาวรูป ปรากฏ (ภาวะ) การรู้อย่างนั้นเป็นวิญญาณ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯ ทุกส่วนก็คือกาย แม้แต่ข้างในอาการอีก 32 ที่เป็นองคาพยพของการประชุมของดิน น้ำ ไฟ ลม ข้างใน เป็นเลือด หนอง เสลด ปัสสาวะ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสัมผัสแล้วมีจิตร่วมจึงเรียกว่า อาการ ถ้าไม่มีจิตร่วมไม่เรียกว่าอาการของสิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นองค์ประชุม มันไม่เป็นรูปกาย (องค์ประชุมที่ถูกรู้) ของหลายอย่างที่ประชุมกัน แต่เราไม่มีจิตไปรู้ มั
อ่านต่อ
นมีแต่องค์ประชุม นาฬิกาก็ประชุมของมัน แต่ไม่มีใครไปรู้ไ ม่มีนามไปรู้ก็ไม่ใช่กาย ในวิโมกข์ 8 ข้อ 1 รูปี รูปานิปัสสติ รูปที่ต้องมีคนไปปฏิบัติเพื่อเห็น(ปัสสติ) รูปมันไม่มีอะไรไปเห็น มันต้องมีคนไปเห็น เมื่อมีรูป นาฬิกานี้เป็นรูป อันหนึ่งข้างนอก ขวดนี่เป็นรูปให้เรารู้ แล้วเราก็ไปสัมผัสเกิดสามสภาพ ตากระทบรูป ตอนนี้จมูกกระทบกลิ่น มันเดินทางมาสู่จมูกเรา รูปของกลิ่น เสียงมันลอยมาเข้าหูเราก็เกิดการรับรู้รูปของเสียง มีรูปของรส รูปของกาย ทุกส่วน ตาไปสัมผัสก็เช่นกัน ผิวหนังไปสัมผัสก็เป็นการรู้ เป็นโผฏฐัพพะ รู้ได้ด้วยการสัมผัสเสียดสี ว่ามันเป็นตามความรู้สึกของเรา นี่มันนุ่ม อ่อนแข็งเย็นร้อนตามสัมผัสนั้นๆ เรื่องการศึกษาที่จะเกิดกิเลสต้องมีสัมผัส มีผัสสะ จึงจะเป็นของจริงให้เรียนรู้ได้ อาตมาพยายามอธิบายหากไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตจะไปรับรู้ก็ไม่ได้ ไม่มีสรีระ ก็ไม่มีรสจริง ไม่มีรูปจริง รูปของตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่เกิดจริง หรือข้างในก็ตาม ข้างในที่เป็นอวัยวะอาการ 32 ซึ่งมีส่วนที่เราไม่รู้ได้มาก ก็พอรู้ว่ามันเคลื่อนมันเดิน แต่ที่จะรู้ชัดคือ ลมในท้องมันเดิน ก็รู้ชัด เราจะสามารถรู้ส ิ่ งที่เราเรียกว่าส่วนประสาท ธาตุรู้เข้าไปร่วมกับประสาท ส ิ่ งใดมีธาตุรู้เข้าไปรับรู้ทางประสาทรับรู้ เราก็รู้ได้ ธาตุที่รู้เราเรียกว่าวิญญาณ เกิดจากผัสสะ 3 คือมี รูป นาม และวิญญาณ เป็นสามเส้า แล้วก็จะเรียนรู้อันนี้เป็นของจริง ตายไปไม่มีของจริงให้เรียนรู้ได้ การปฏิบัติต้องมี ทวาร 5 มาให้เรียนรู้ เป็นมนุษย์ชมพูทวีป สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส หากไม่ครบ 32 ก็ไม่เป็นสุระ ไม่สมบูรณ์ แม้มีสุรภาโต แต่สติไม่เต็ม ไม่มีสติมันโตก็ไม่ได้ แม้สติเต็มแต่ปัญญาไม่ถึงไม่เป็นเวไนยสัตว์ ไม่สามารถเข้าใจเรื่อง นามรูป ได้ก็เป็นอเวไนยสัตว์แท้ จะเรียนรู้ธรรมะได้ต้องเป็นมนุษย์ชมพูทวีป ตายไปหรือนอนหลับไปสติก็ไม่เต็มที่ ควบคุมไม่ได้ แต่นอกจากผู้ที่ฝึกจิตดีก็ได้ไปตามภพที่เราต้องการ แต่ก็มีรายละเอียดว่าควบคุมได้ไม่ครบเท่ากับตอนตื่นเต็ม ที่สุดครบสติมันตะ คือสติ + อันตะ คือสติมันโต จึงเป็นสภาพปฏิบัติบรรลุธรรมได้ ตายไปแล้วไปรับวิบากของกรรม ที่เราได้สร้างไว้ไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติได้มากมาย พระพุทธเจ้าเอามาสอนไว้ชัดเจน แต่ตอนนี้ศาสนาพุทธเพี้ยนไปหมด แม้จะปฏิบัติ รูปี รูปานิปัสติ ผู้มีรูป จะรู้รูป คือวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 ผู้ปฏิบัติฌานสำรวมใจเพ่งใจ ต้องรู้ว่ามันมีสิ่งที่ถูกรู้ เอาข้างนอกก่อน ข้อ 2 ก่อน อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ คือละไว้ว่าต้องเห็นรูปแล้ว แล้วก็กำหนดรู้ตั้งแต่ข้างนอก แม้เข้าไปข้างในถึงอรูปสัญญีก็ต้องกำหนดรู้ เขาแปลกันว่า ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายในย่อมเห็นรูปในภายนอก เช่น ตอนนี้เราไม่มีทุเรียนอยู่ตรงนี้ มันไม่มีรูป ก็คือไม่มีรูปที่เราต้องไปรู้ รูปีรูปานิ ผู้มีรูปต้องเห็นรูปทั้งหลายประดาที่เราสัมผัสได้ ถ้าสัมผัสไม่ได้ก็คือไม่มี แต่ที่ไม่มีนี้ดันอุปาทานให้มีได้ เหมือนตอนอาตมาเล่นตอนสะกดจิต ให้มีเสือก็ได้ เขาเห็นได้ เมื่อมีรูปก็เห็นรูป รูปีคือผู้มีรูป ก็เห็นแยกแยะว่านี่ดอกลั่นทม นี่ดอกชบา นี่ดอกพิกุล นี่ขวด นี่นาฬิกา พอมาข้อ 2 ก็กำหนดรู้ไปถึงภายใน แม้ภายนอก แม้เห็นส ิ่ งภายนอกแล้วก็ตาม ตามข้อ 1 แต่ ฝึก มากำหนดรู้รูปอื่นๆภายใน ตั้งแต่รูปาวจรจนถึงอรูปาวจร เช่น มีแสงมากระทบจอประสาทตาเราแล้ว เราก็เห็นภาพจริง แต่ว่าพอเราหลับตา เราก็ยังจำได้ ยังนึกได้ว่ารูปนั้นคืออย่างไร ก็คือมโนมยอัตตา หลับตาแล้วก็สร้างของเรา คนอื่นจะสร้างก็เรื่องของเขา แต่ถ้าลืมตาก็เห็นด้วยกัน สมมุติร่วมกันก็พูดกันรู้เรื่องเป็นสัจจะร่วมกัน แต่ถ้าไปสร้างวิมานเหมือนธรรมกาย คนก็จะเห็นเป็นรูปร่างตามสมมุติ พยายามสร้างกันนั่งสะกดจิตแล้วเชื่อว่าสวรรค์มีรูปเช่นนั้นจริง ปั้นจนสำเร็จด้วยจิต คืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มโนมยอัตตา เป็นรูป ส่วนมากก็เป็นรูป สวรรค์ ต่างๆ ของพุทธปฏิบัติแบบลืมตา สำนวนของท่านประยุตต์ คือผู้เป็นอนาคามีเท่านั้นถึงมีนิโรธได้ นิโรธอย่างลืมตา แต่ความ ดั บของกิเลสหมดแล้ว จิตเหนือแล้ว เร ิ่ มแต่อนาคามีเป็นต้นไป ก็นิโรธในกามภูมิ ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ดูดไม่ผลักแล้ว การเข้าๆออกๆของนิโรธ ผู้ใดยังเข้าๆออกๆ ผู้นั้นมีมิจฉาทิฏฐิแบบหลับตาเข้าๆออกๆ ถ้าผู้มีฌานมีสมาธิแบบพุทธไม่ต้องเข้าๆออกๆ ถ้าไปอ่านพระไตรปิฎกแล้วไม่มีภูมิรู้จริงก็จะเข้าใจผิดได้ อาตมาได้อธิบายที่พระพุทธเจ้าสอน นามรูปคืออะไร นามคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รูปคือ มหาภูตรูป 4 ที่เกี่ยวข้องกับอุปาทายรูป 24 รวมเป็นรูป 28 ที่ต้องเข้าใจทำให้สมบูรณ์แบบ ก็ไล่มาจนถึงขั้นอากาศ ปริเฉทรูป แล้วก็เป็นวิญญัติรูปอีก 2 วิการรูปอีก 4 เรียงลำดับมาอย่างดี ข้างบนจากปริเฉทรูป เป็นชีวิตรูป เป็นอาหารรูป หทยรูป ภาวรูป โคจรรูป ปสาทรูป เราต้องมีญาณไปรู้สิ่งเหล่านั้น เช่น รู้กายในกายต้องรู้ รูปกาย คือองค์ประชุมของรูป แล้วต้องมีนามธรรมเข้าไปรู้จึงพูดกันรู้เรื่อง รูปก็ดี รสก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี เป็นบัญญัติเรียกอาการที่เกิดให้เราเห็น รูป กลิ่น เสียง รส สัมผัส รูปเขาเรียกเห็น เสียงเขาเรียกได้ยิน ลิ้นเขาเรียกรับรส จมูกเรียกว่าได้กลิ่น สัมผัสทางร่างกายเขาเรียกว่า เย็นร้อนอ่อนแข็ง ฯลฯ สัมผัสเสียดสี เรียกเพื่อให้ชัด เราสามารถเรียน จิต วิญญาณ มโน ที่ท่านแจก ถ้าเป็น วิญญาณก็เป็นองค์รวมภายนอก เมื่อได้อันนี้ก็ไปหารูปกับจิต หรือรูปกับนาม ก็มาเรียนจิตสังขารที่ประชุมกันเป็นกายสังขาร เป็นผีหรือเป็นเทวดาปุ๊ปเลย เสร็จแล้วก็อ่านจิตนี้ทั้งหมดที่สังขารเมื่อเราสามารถเรียนรู้จิตลึกถึงปลายก็เรียกว่ามโน ไม่ได้ขาดจากกันแต่ว่าเชื่อมกัน อะไรที่ผ่านไปก็คือล่วงเลยไป จริงๆท่านไม่ได้ไปทำร้ายอะไรเลยทั้งรูปธรรมนามธรรม จะเรียกว่าปหานหรือฆ่าก็ไม่ได้ทำร้าย เป็นแต่เพียงเปลี่ยนตัวชอบหรือชัง เปลี่ยนจนมันไม่มีอาการ มันหมดก็เรียกว่าฆ่าอาการนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นภาษาบอกชัดเจนก็เท่านั้นเอง จริงๆคือนามธรรม ตายแล้วไม่มีซาก ไม่มีอะไรเหลือ ฆ่าตายก็หาย เหลือแต่จิตสะอาด สิ่งที่หายไปก็ไม่มีในจิตเรา สุญญตา อากาศ มันว่าง จะเรียกว่า 0 ก็เป็นไวยพจน์ เป็นภาษาแทนกันได้ ถ้าเข้าใจจะชัดไม่สับสน ภาษาพวกนี้ต้องสนใจเรียนรู้ หากไม่เรียนภาษา แล้วปฏิบัติ แล้วจะปฏิบัติอย่างไรก็สะกดจิตอยู่กับกสิณไม่ให้ดิ้น เป็นบทเรียนตื้นๆของโลกที่มีอยู่ตลอดกาลนาน สมาธิแค่นี้ มีอยู่ประจำทุกศาสนามี เป็นของสากลทั่วไป ไม่ลึกลับ ไปทำฝึกฝนก็ได้ ดีไม่ดีมีอุปาทานร่วมด้วย แล้วแต่ศาสดาสอนไป ความจริงที่พระพุทธเจ้าสอนคือเป็นมนุษย์มีทวารประสาทรับรู้แล้วไปสร้างในจิต ไม่ต้องไปสร้างวิมานเพ ิ่ มเข้าไปอีก ซวยจริงๆ อย่างสำนักธรรมกายนี่เวรจริงๆไปสร้างวิมาน นรกอะไรนี่ ก็เข้าทีทำให้คนกลัวนรก แต่ไปอยากได้สวรรค์วิมานสร้างเอง ตอนนี้แม้ชื่อว่าพุทธด้วยกันแต่ว่าต่างกัน มีการสร้างลัทธิให้คนมาเป็นบริวารได้เยอะ ก็เป็นภัยต่อศาสนาพุทธ เป็นพลังงานสังคมรวม ดูสิ พอเริ่มต้นว่าไปจัดการก็คาราคาซัง ไม่ชำระปาราชิก หลักฐานก็มีอยู่ ขออภัยยกตัวอย่างของตน เราไม่ดื้อด้านแต่เราเอาสัจจะที่จริง ถ้าผิดก็แบ่งกันไป ผิดทางโลกหรือทางธรรม ทางธรรมเราก็ไม่ผิดหรอก แต่ว่าทางโลกเขาจะเอาผิด บางอย่างเราก็ตามไม่ไหว เช่น สมมุติว่าจะสั่งให้ใครสึกไม่ได้ เกินพระพุทธเจ้าบัญญัติ เพราะพระพุทธเจ้าว่าพระที่จะให้สึกได้มี 11 อย่าง กับไม่สึกก็ต้องสึก คือปาราชิกนั้นขาดจากพระเลย แต่ไม่มีให้อำนาจผู้ใดผู้หนึ่งสั่งสึกได้ แต่กฎหมาย 2505 ให้สมเด็จพระสังฆราชสั่งให้สึกได้ บัญญัติต่างจากพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ แต่กฎหมาย 2505 ก็มีไว้ว่า ถ้าข้อใดข้อหนึ่งขัดแย้งกับธรรมวินัยข้อนั้นโมฆะ กฎหมายที่เขาใช้ว่า ถ้าสั่งให้สึกแล้วไม่สึกก็ผิดกฎหมาย อาตมายืนยันว่าไม่สึก ก็เลยผิดกฎหมาย ก็ยืนยันว่าอาตมาไม่ได้สึก อาตมาตอบว่าไม่ขอตอบใดๆ หมู่ใหญ่ทำผิดธรรมวินัยแล้ว แล้วก็ตอนนี้มาทำแบบสมีอุ้มสมีอีก อาตมาก็ว่าคิดถูกแล้วที่ลาออกมา ก็ทำได้แต่ปฏิกโกสนา คือตำหนิกันได้คือปากหอก มุขสตี แต่ไม่ถึงไปทำอธิกรณ์กัน ปฏิกโกสนาคือคัดค้านอย่างจัง ท่านประยุตต์ท่านแปลไว้ ตอนนี้ท่านผู้ตรวจการก็รื้อฟื้นคดีขึ้นมา แต่พวกเขาก็ใช้พวกมากมากดดันว่าไม่ให้ทำต่อ ซึ่งถ้าไม่จัดการคราวนี้ก็ยาก ประเทศไทยไม่เจริญต่อ ผีจะคะนอง จะเล่นแรงหนักขึ้นมากมายเลย เพราะชัดทั้งหลักฐาน พระวินัย ทั้งองค์ประกอบครบสัมมุขาวินัย ถึงขั้นอย่างนี้ ถึงขั้นว่าจำเลยต้องเข้าไปพร้อมหน้าโจทย์จำเลย มีหลักฐานประกอบ ท่านสมเด็จพระสังฆราชทำแล้ว จนท่านเขียนไว้ว่าปาราชิกแล้ว เป็นหน้าที่ของท่านพาทำจบ ให้คณะสงฆ์ทำต่อ แต่คณะสงฆ์ก็ซูเอี๋ยไม่ทำ จนมาหยิบมารื้อฟื้นตอนนี้ แล้วก็จะมีพระราชทานเพลิงพระศพอีก ถ้าไม่เสร็จก่อนก็ไม่สวยนะ ธัมมชโย เป็นสมีที่อยู่อย่างมังกุ คือเก้อยาก มีความเป็นอลัชชีสมบูรณ์แบบ เอาอำนาจทั้งเงินและยศศักดิ์ อกุศลมาต่อต้าน ตอนนี้อำนาจรัฐาธิปัตย์ต้องตัดสินต้องทำ จะมาบอกว่าฆราวาสจะมาจัดการสงฆ์ได้อย่างไร ถ้าสงฆ์จริงก็ว่าไป แต่นี่ไม่ใช่สงฆ์จริง ถ้าทำก็จะได้กุศลแรง ถ้าอาตมาพูดไปนี่ท่านเป็นพระมังกุ อลัชชีสมบูรณ์แบบ มีอุปกิเลสครบ ศาสนานี้ถ้าปล่อยไปจะหนักกว่านี้มีมวลมากกว่านี้หยุดไม่ได้ เหมือนการเมืองก็ปล่อยไม่ได้ ยิ่งคะนองสืบทอดกันเหมือนหลายประเทศที่บรรลัยหมดแล้ว ทางการเมืองพอเข้าใจแต่ศาสนากินลึกกว่านั้น เมืองไทยทั้งการเมืองและศาสนากำลังเข้าหัวเลี้ยวหัวต่อ ดีมาก สามสถาบันของประเทศ สถาบันกษัตริย์ ชาติ ศาสนา สถาบันชาติกับศาสนากำลังปรับให้สะอาด มีบริสุทธิ์ผ่องใสแต่สถาบันกษัตริย์ที่ได้ทรงทศพิศราชธรรมานานจนพระชรา ท่านได้ทำไว้สมบูรณ์แล้ว ตอนนี้รัฐมี ด าบอาญาสิทธิ์ทำได้ทั้งชาติศาสนา อย่าไปฟังเสียงมารที่มาบอกไม่ให้ทำอย่าไปกลัวเลย ถ้าจัดการคราวนี้ได้อาตมากล้าสับธงได้เลย อาตมาว่า ถ้าจะมีม็อบออกมา เราก็จะแรลลี่ออกไป จะอธิบายถึงธรรมะสอง ต่อ เป็นบทความที่เรียบเรียงมา พลังงานชีวะก็มีนิวเคลียส ใน cytoplasm พอพลังงานแตกตัวก็มีโครโมโซม พลังงานสองคือจีโนม จับตัวเป็นธาตุหนักคือ DNA แล้วก็แบ่งเป็นสองคือ Gene กับ DNA ได้อีกเป็นภาวะสอง มันรวมตัวกัน เป็นโครโมโซมนับได้ 22 คู่ ที่จริงมันจับตัวกัน ลงตัวกันได้ก็เลยเข้ากันได้เป็น 22 แต่สุดท้ายมันต้องมีภาวะสองต้องมีความต่าง พอคู่ที่ 23 มันก็เป็น Y X แล้ว มุมหนึ่ง X ดีกว่า y อีกมุมหนึ่ง Y ก็ดีกว่า X เขาก็ได้แค่นี้ แต่ของพระพุทธเจ้าแยกสภาพต่างกันได้ ท่านย่นย่อที่เวทนมา คืออารมณ์ความรู้สึก ปรุงแต่งกันแล้ว สังขารกัน ก็เป็นเวทนา เป็นอารมณ์ แล้วมันก็มีอาการทีเรียนรู้ได้ อย่างนักปฏิบัติธรรมเรียนรู้ได้ อาการหนึ่งชอบใจ อาการอีกอย่างหนึ่งไม่ชอบใจ ก็มีลักษณะดูดกับลักษณะผลัก ก็มีที่ไม่ดูด ไม่ผลักอีกอัน คือเวทนา 3 พระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ) มีสองทั้งนั้น ที่สองนี้มีความต่าง มีเพศ คุณต้องเรียนรู้ตามลักษณะที่คุณจะอ่านได้ เช่น ลักษณะอย่างนี้มันเป็นผี ลักษณะอย่างนี้เป็นเทวดา เทวดาคืออารมณ์พอใจ ผีคืออารมณ์ไม่พอใจ ต้องการเอาออกขจัดออก ทำลายทำร้ายต้องการไปเชิงไม่ชอบใ จ อนิฏฐารมย์ ถ้าเป็นเทวดาก็ชอบใจ ยึดมั่นมาเป็นเราเป็นของเราเลย นี่คือเอาภาษามาขยายสภาวะให้ละเอียด พระพุทธเจ้าท่านสอนเวทนาเป็นหลักเลย การพิจารณาสติปัฏฐาน 4 คู่ที่สำคัญสุดคือกายกับเวทนา ส่วนจิตกับธรรมเป็นปัจจัย มันต้องรู้กายก่อน จับสองอย่างเข้าทุกที กายต้องมีสองทุกทีเป็นเทวธัมมา แล้วก็มาศึกษาให้หยั่งลงถึงความรู้สึกทุกคู่ เอาองค์ประกอบ เหตุ นิทาน สมุทัยปัจจัย องค์ประกอบ อันไหนเป็นพวกไหน พวกแดง พวกเหลือง พวกถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว คุณหรือโทษ ต้องมีวิธีขจัดส ิ่ งไม่เอา ปหานมัน มีทั้งกดข่มดื้อๆ หรือมีปัญญา ไฟฌานเป็นอุณธาตุมีฤทธิ์กำจัดสัตว์ที่เป็นตระกูลเดียวกัน เช่นจิตอกุศลก็ต้องใช้ปัญญาและเจโตเข้ามาจัดการไฟที่เป็นไฟราคะไฟโทสะ คือกามกับพยาบาทก็เอาก่อน ก็ทำพลังงานของปัญญาเพราะฌานต้องมีปัญญา ฌานไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน ก็คือไฟฌาน เป็นสองในหนึ่ง เป็นหนึ่งในสอง เมื่อทำได้ก็สลายไฟราคะไฟโทสะได้ เช่น เด็ก รู้ว่าไฟร้อนด้วยปัญญา พอเห็นไฟ มันไม่จับ มันร้อนฉันใด ไฟก็มีพลังงานปัญญา จิตก็มีพลังงานแบบที่เด็กรู้ รู้ว่าส ิ่ งนี้เป็นโทษภัยไม่ใช่คุณ เป็นต้น มันร้อนแตะไม่ได้ พวกที่อวดดีไปจับไฟ จนทนได้ เป็นอิทธิฤทธิ์เหมือนกันแต่สามัญ มันควรไหมก็ไม่ควร เช่น ขี้หมามันเหม็น คนเห็นไม่แตะ ไฟปัญญามันรู้ว่าไม่เอา พระพุทธเจ้าบอกว่าผู้หญิงเอามาให้ท่าน ท่านบอกว่ารังเกียจ เราไม่ปรารถนาจะแตะแม้ปลายเท้าด้วย พูดเหมือนยกตนแต่เป็นสัจจะ มีไฟปัญญารู้ เป็นพลังพิเศษ อธิบายได้อย่างนี้ใครพิสูจน์ด้วยปัญญาแล้วไม่เอาไม่ยึดมัน ปล่อย อยู่กับโลก โลกเขาติดยึด แต่ผู้มีพลังปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละก็หลุดพ้นอยู่เหนือ ไม่ได้ทำร้ายทำลายเขา ใครหลงติดก็สะสม ใครไม่หลงติดก็เลิก แล้วก็ช่วยคนที่หลงติดด้วย เห็นว่าเขางมงายอยู่ คนรู้ก็จะเลิก คนจะใส่ความว่าโพธิรักษ์ มันเก่งหลอกคนให้มาจน กล้วยหวีเดียวทำงานทั้งวัน พวกนี้ก็งมงายรับใช้โพธิรักษ์ได้ คุณไปกินกล้วยทำงานให้โพธิรักษ์ทั้งวัน กับคุณกินหูฉลามอาหารเหลาทั้งวันกับธรรมกายคุณจะไปอยู่กับใคร จะกินกล้วยหรือหูฉลาม ขออภัยพูดให้ชัด ป่านนี้เขาคงโกรธ พวกเขามากกว่าเยอะนะ อาตมาไม่ถือว่าพวกมากไม่ใช่ส ิ่ งถูกต้อง ต้องว่าไปตามสัจจะ ไฟปัญญาหรือความมีภูมิปัญญา ก็ต้องสร้างปัญญาที่รู้เท่าทันว่าดีหรือชั่ว เมื่อรู้โทษเราก็อย่า รู้คุณ แม้สิ่งเป็นคุณเป็นส ิ่ งดีก็อย่าไปหลงติดสิ่งดีเป็นเราเป็นของเรา ใช้เพียงส ิ่ งอาศัยทำคุณให้กับโลก ใครอยากได้ดีก็เอาเลย ใครจะแย่งเอาคุณค่าเอาไปเลยไม่ว่า เราสร้างใหม่ได้ เราทำสิ่งดี กุสลสูปสัมปทา เราไม่สร้างสิ่งบาปแล้ว เราก็สร้างสิ่งดีใหม่ได้ หรือเราทำไม่ได้แล้วแก่แล้วก็ให้คนอื่นทำต่อ แม้อาตมาจะเป็นอัมพาต ให้ประโยชน์อะไรไม่ได้ก็ไม่อยู่แล้ว ถ้ามีประโยชน์ก็ให้เขาเลี้ยงไว้ เราก็ให้ประโยชน์เขา พยายามไม่เป็นภาระเขา อาตมาพิสูจน์ธรรมะมาถึงวันนี้ไม่กลัวตาย ไม่กลัวไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ อาตมายืนตามสัจจะ แล้วก็ให้พวกเราพิสูจน์ว่าทำไมคุณจะไม่รู้ว่าลาภ ยศ สรรเสริญ หรือของอร่อย คุณก็วางได้ พ้นแล้วตามลำดับ นี่คือสัจจะใจใครใจมัน อาตาจะสอนไปอย่างนี้อีก 70 ปีก็จะพูดเช่นนี้ ผู้มีมรรคผลจะทนอยู่ได้ ผู้ไม่มีมรรคผลก็ทนไม่ได้เบื่อ ก็จะให้มาจนแบบนี้แบบในหลวง แล้วจะพิสูจน์ลัทธิคนจน ที่อยากอยู่ไปอีกถึง 151 ปีเพื่อพิสูจน์ลัทธิแบบคนจนแบบในหลวงนี่แหละ
พลังงานของจิตอาริยะ “จิต”หรือ “วิญญาณ”ของคนนั้น ก็คือ “พลังงาน”โดยแท้ แต่ละเอียดและซับซ้อนได้สุขุมประณีต และ “ดับ”หรือ “นิโรธ”ได้ยิ่งกว่า “พลังงาน”(energy)ของ “สสาร”(mass)เท่านั้น ซึ่งก็สามารถเรียนรู้จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโดยการ “สัมผัสอาการ”ของสภาวะนั้นๆแม้จะเป็น “นามธรรม”ลึกล้ำละเอียดถึงขั้น “นิพพาน”(นิปุณา) ทางวัตถุหรือ “อุตุนิยาม”ก็มี “องค์รวมของธรรม 2 ” ในจักรวาลในสรรพสิ่งของความเป็นเอกภพว่า “สสาร”(mass) กับ “พลังงาน”(energy) ทางจิตวิญญาณหรือ “จิตนิยาม”ก็มี “องค์รวมของธรรม 2 ”ในโลกในสรรพสิ่งของความเป็น “กาย”ว่า “รูป”(ภาวะที่ถูกรู้ = object) กับ “นาม”(ภาวะที่เป็นผู้รู้ = subject)” ทางวัตถุหรือ “อุตุนิยาม”มีภาวะที่เกิดจับตัวกันขึ้นในรูปของปฏิกิริยาทางเคมี เช่น มวล,ก้อน,กลุ่ม,แท่ง,ธาตุ ฯลฯ คือ ด้าน “สสาร”(mass) ซึ่งเป็นภาวะด้าน chemistry ส่วนภาวะที่เกิดจับตัวกันขึ้นในรูปของปฏิกิริยาทางฟิสิกส์ เช่น ความร้อน,แสง,เสียง,แม่เหล็ก,ไฟฟ้า,การเคลื่อนไหว,แรงงาน,แรงกล คือ ด้าน “พลังงาน”(energy) ซึ่งเป็นภาวะด้าน physics ทางวิญญาณหรือ “จิตนิยาม”ก็มีภาวะที่เกิดจับตัวกันขึ้นในรูปของปฏิกิริยาทางเคมี เช่น มวล,ก้อน,กลุ่ม,แท่ง,ธาตุ ฯลฯ คือ ด้าน “สสาร”(mass) ซึ่งเป็นภาวะด้าน chemistry เยี่ยงเดียวกันกับ “รูป”(ภาวะที่ถูกรู้ = object) ส่วนภาวะที่เกิดจับตัวกันขึ้นในรูปของปฏิกิริยาทางฟิสิกส์ เช่น ความร้อน,แสง,เสียง,แม่เหล็ก,ไฟฟ้า,การเคลื่อนไหว,แรงงาน,แรงกล คือ ด้าน “พลังงาน”(energy) ซึ่งเป็นภาวะด้าน physics เยี่ยงเดียวกันกับ “นามรูป”(ภาวะนามที่เป็นตัวรู้ = subject ; ภาวะตนเองเป็นนามที่ถูก “สัญญา”หมายรู้ได้ เป็นต้น) นามก็ถูกรู้ได้ เช่นความรู้สึกอยากคือตัณหา (คำว่าตัณหาคืออธิวจนะที่เราอ่านอารมณ์นี้ออก อ่านอาการของความรู้สึกอยากได้ สัมผัสแล้วเกิดปฏิฆสัมผัสโส มันเคลื่อนไหวให้เห็นจะรู้ได้ หากไม่เคลื่อนก็ไม่รู้ได้ เคลื่อนก็เป็นฆนะ จับอ่านปฏิฆสัมผัสโสได้ แม้เป็นนามกายก็จับอ่านได้ เช่น อาการสัมผัสอ ั นนี้แล้วก็รู้สึกว่าสวยอยากได้ แต่ถ้าคุณไม่รู้อาการมาตั้งแต่ข้างในแล้วจะเรียกออกมาข้างนอกว่าอยากก็ยาก เพราะไม่รู้ ไม่สัมผัสอาการเลย ว่ามันมีอาการอยากได้ คุณไม่รู้ ก็ได้แต่สัมผัสเฉย หรือแม้มันอยาก คุณก็ไม่มีชื่อเรียก เพราะไม่รู้ว่าอาการอย่างนี้เรียกว่าอยากตามนามกาย ภาษาไทยก็ว่าอยาก ภาษาอังกฤษว่า desire ภาษาจีนก็อีกอย่าง หากไม่รู้อาการก็ยากเลย การเรียนรู้พวกนี้สรุปแล้วต้องมีสัมผัสรู้อย่างแท้จริง แม้จะเร็วเท่าไหร่ คุณก็สามารถกำหนดรู้สภาพให้มันน ิ่ งได้ แสดงว่าคุณมีพลังงานที่เร็วมาก ถ้ายิ่งเร็วของแสงก็จับทัน คุณระลึกอดีตได้หมดเลย คุณวิ่งได้เร็วกว่าแสงเลย นามไปรู้ตัวถูกรู้ที่คือรูป เช่น ตัวรู้นี้รู้เหลืองๆแดงๆนี้ แล้วก็รู้เกินกว่าความจริงคือไปชอบ แต่ถ้ารู้ความจริงตามความเป็นจริงก็รู้ว่าเหลืองว่าแดง รู้ว่ามีก้าน มีรูปเช่นนี้ก็พอ แต่นี่มีอารมณ์รู้แถมว่าชอบหรือไม่ชอบซ้อนไปในตัวรู้ที่รู้ตามจริงของมัน เพราะถูกครอบงำว่าต้องชอบหรือชัง ต้องผลักหรือดูด เมื่อไหร่คุณเจออะไรใหม่แล้วคุณไม่ดูดไม่ผลัก ไม่ชอบหรือชังก็คือรู้ความจริงตามความเป็นจริงแล้วก็รู้ว่ามีประโยชน์หรือโทษก็ทำตามที่ควรทำ แล้วทำงานไปตามความเป็นจริง ไม่ได้มีอารมณ์เฟ้อเกิน พูดเช่นนี้พวกคุณก็รู้ได้ แต่จิตมันอดไม่ได้ ว่าทำอย่างไรจะไม่มีอารมณ์พวกนี้ มันก็ขึ้นลง ก็ต้องศึกษาว่าสิ่งเหล่านี้มันของไม่จริง รสที่ชอบหรือชังนี่ผีหลอก อันไหนไม่ชอบก็หาทางขจัด บางอย่างทำรุนแรงก็ไม่ได้ เช่น คนที่มาอยู่ร่วมกันจะทำแรงก็ไม่ได้ เดี๋ยวหาว่าโหดร้าย แต่ก็จำนนต้องอยู่ไป แต่ถ้าวางได้ก็ไม่ทุกข์หากวางได้ก็ไม่ทุกข์ คำว่า “นามธรรมหรือนามธาตุ”นั้น เป็น “อรูป” ธรรมคือสิ่งทรงไว้ แม้ที่สุดเป็นภาพอยู่ข้างใน เช่น ดอกลั่นทม คุณนึกเห็นภาพก็มี แต่ถ้าหยุดนึกมันก็หายไปไม่มี คือรูปที่สำเร็จด้วยจิต แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่ชอบก็นึกให้มันอยู่กับเรานานๆ พอใครมาสะกิดก็หายไปแล้ว พอสนใจอย่างอื่นอันนั้นก็ปล่อยไป มันไม่มีจริง อารมณ์เพลินมันอนัตตาไม่มีของจริงหรอก ที่พูดนี้เข้าใจกันนะ แต่สัมผัสแล้วมันชอบอันนี้อยู่ ทำไมมันไม่ไป นี่ต้องพิจารณาเสมอว่าจริงๆถ้ามันชอบมากๆอยากได้ มันก็ บั งคับให้คุณแสวงหาแย่งชิง ก็ตุวังตุวัง กูกูมึงๆถือมีดถือไม้ไปแย่งอีก ถ้าเผื่อว่า เราเองไม่เรียนรู้รายละเอียดแล้วพิจารณาปล่อยวางให้จริง มันไม่สามารถที่คุณจะวางได้หรอก การพากเพียรของพระพุทธเจ้าคือเอาใจใส่ พิจารณา ต้องสัมผัสแล้วพิจารณาจริงไม่ใช่นึกเอา ให้สัมผัสกับเพื่อนฝูงนี่แหละ ไม่ใช่ไปนั่งนอนหรือหลบโจทย์จะช้า ไม่มีโจทย์ปฏิบัติ พวกที่พากเพียรปฏิบัติคนเดียว หลีกอยู่แต่คนเดียวไม่ได้บรรลุหรอก แต่ถ้ามีโจทย์จะรู้ประมาณว่าเหมาะกับเราไหม เราสู้ได้ไหม ต้องมีสัมผัส มีผัสสะเป็นปัจจัยในการปฏิบัติ ไม่ใช่นั่งอยู่แต่ผู้เดียว ต้องขยันหาสิ่งที่เหมาะควรแก่เรา อย่างที่ได้พิจารณาในการเกิดเวทนาแล้วทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ผู้ใดมีสัมผัส มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัยแล้วพากเพียรปฏิบัติไม่ช้าไม่นานก็บรรลุอรหันต์ นาม คือ จิตนิยาม ส่วน อรูป คือ อุตุนิยาม มีความต่างหรือมีลิงคะ กันไปตามอาการ ตามนิมิต อาการไม่มีรูปร่างเส้นเสียงสีสันแต่รู้ได้ด้วยการเคลื่อนไหว หรือวิญญัติ หรือกัมปติ มันมีความต่าง เป็นอาการที่ต่างกันแล้วกำหนดความต่างกัน ต่างกันอย่างไรคุณกำหนดเอง ธรรมะสองอันหนึ่งคือเพศชาย อันหนึ่งคือเพศหญิง ลักษณะของเพศชายมีความเป็นหนึ่งมากกว่า 2 เสมอ แข็งแรงกว่าเสมอ ดุ๊กดิ๊กน้อยกว่าเพศหญิง แข็งแรงกว่าเพศหญิงเสมอ “ธรรมะ 2 ” ทางฟิสิกส์ หมายถึง 2 หน่วยของสสารหรือ 2 หน่วยของพลังงานกับสสารก็ได้ พลังงานกับพลังงานก็ได้ แต่ไม่มี “นาม”คือ “จิตนิยาม”เข้าร่วมด้วย จึงมีสถานะเป็นแค่อุตุนิยาม ถ้าเป็น “ธรรม 2 ” ทางธรรมที่เป็น “ปรมัตถธรรม”จะต้องมี “นาม”ร่วมด้วยเสมอ จึงจะสามารถปฏิบัติถึงภาวะนิพพาน เพราะนิพพานเป็น “อารมณ์หรือความรู้สึกและความรู้ยิ่ง”ที่เป็นคุณสมบัติของ “จิต”มนุษย์ที่เป็นได้ บรรลุถึงภาวะแห่ง “ความจริง”นี้ได้แท้ ในความเป็นมนุษย์ ถ้าไม่มีความรู้สึกเป็นนิพพานไม่ได้ ถ้าไม่มี “นาม”หรือ “จิต”ร่วมเป็น “ธาตุรู้”อยู่ด้วย ภาวะ“นิพพาน”ก็ไม่มี (นิพพานไม่ใช่ส ิ่ งดับมืด ไม่มีอะไรเลย ไม่ใช่) แม้จะเรียกปัจจัยแห่งความเป็นนิพพานว่า ความตายบ้าง ความสูญบ้าง ความว่างบ้าง ความไม่เป็นตัวตนบ้าง ความดับไม่เหลือบ้าง ความพ้นทุกข์บ้าง ความประเสริฐสุดยอดที่คนพึงบรรลุธรรมแบบนี้บ้าง นั้นก็ล้วนแล้วเจ้าตัวผู้บรรลุธรรมที่เป็น “นิพพาน”ต้องมี “ธาตุรู้”ของตนเอง รู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวะที่เรียกชื่อว่า “นิพพาน”นี้อย่างสิ่งมีจริง ต้องมี “ธาตุรู้”คือ “นาม” และต้องรู้อย่างแจ้งสว่าง เห็นอยู่หลัดๆ โทนโท่ เป็นปัจจุบันธรรม มีภาวะของ “นิพพาน” และผู้บรรลุผลก็มีสติสัมปชัญญะรู้แจ้งเห็นจริงภาวะนิพพานนั้นอยู่โทนโท่ หลัดๆ “เห็นอยู่รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียว” ตามพระบาลีที่ว่า ชานโต ปัสสโต วิหรติ ชัดๆเจนๆแจ้งๆ ไม่ใช่ “รู้”อย่างคลุมเครือ “รู้”อย่างไม่ใช่ปัจจุบันขณะ ดังนั้น คำว่า “กาย”ในปรมัตถธรรม จึงจะต้องเป็นมี “นาม”เข้าร่วมประกอบด้วยเสมอ ตั้งแต่มี “ธรรม 2 ”ขึ้นไปเป็น “ธรรม 3-4-5-6 อนันตัง(ไม่มีกำหนด)”จึงจะสามามารถศึกษานิพพานได้ เพราะหากมีเฉพาะอุตุนิยาม ไม่มีนิพพานในอุตุนิยาม แม้แต่ในพีชนิยาม นิพพานจึงมีได้ที่ “จิตนิยาม”เท่านั้น “ธรรม 3 ”หรือเริ่มจาก “Atom” เป็นต้น โครงสร้างของ “อะตอม”(Atom) ครบสภาพความเป็น “สังขารธรรม” มี “ธรรมะ 3 ”( 3 ภาวะ) คือ “ภาวะ 3 เส้า” ได้แก่ อีเล็คตรอน(electron) 1 โปรตอน(proton) 1 และนิวตรอน(neutron)อีก 1 นี้คือ พลังงานในเรื่องของ “อุตุนิยาม”เต็มสภาพความเป็น “อะตอม”หรือหน่วยของความปรุงแต่งกัน(สังขารธรรม)อยู่ใน “สังสารวัฏฏะ” ซึ่งมีทั้งโลกของ “สสารกับพลังงาน” และแม้แต่ในโลกที่เป็นเรื่องของ “จิตนิยาม”ของ “กายกับจิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive