580726_วิถีอริยธรรม สันติฯ เรื่อง ธรรมะสองรวมสู่ความเป็นกลางที่ศูนย์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580726_รายการวิถีอริยธรรม ที่สันติ อโศก เรื่อง ธรรมะสองรวมสู่ความเป็นกลางที่ศูนย์ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ส มณะ เพาะพุทธ … วันนี้พ่อครูจะได้เทศน์เรื่องอาริยสัจ 4 ตามที่ได้รับนิมนต์จาก คุณไพศาล พืชมงคล และวันนี้มีชาวแพทย์วิถีธรรม มาฟังธรรมมากกว่า 300 ชีวิตที่จะมาในวันนี้ เป็นผู้ที่อยู่ง่าย กินง่าย อยู่ง่ายๆ ทำงานง่วนๆ พ่อครูว่า … อย่างที่ท่านเพาะพุทธเกริ่นว่าจะได้เทศน์ตามที่คุณไพศาลได้อาราธนามาทางอากาศ ...พอถึงวันนี้แล้วได้อ่านบทความของคุณสิริอัญญาเขียนในแนวหน้า หัวข้อว่า …
วันนี้ในปีตรัสรู้...พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน? เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจของบรรดาชาวพุทธทั้งหลายที่กิจการพระพุทธศาสนาของประเทศไทยในขณะนี้ตกต่ำย่ำแย่ จนราวกับว่ามิได้มีพระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศนี้ เพราะบัดนี้ใกล้ถึงวันอาสาฬหบูชาแล้ว แต่หามีใครใส่ใจไม่ คงเงียบเป็นเป่าสากไม่รู้ร้อนรู้หนาว อยู่กันไปแบบเปลืองข้าวสุก เสียข้าวสารชาวบ้านทั้งสิ้น วันอาสาฬหบูชาปีนี้ เป็นวันเพ็ญ เดือน 8 หลัง ตรงกับวันที่ 30 กรกฎาคม 2558 คนบางจำพวกที่เคยเรียกร้องให้เขียนรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ไฉนเล่ากับเรื่องสำคัญและวันสำคัญในพระพุทธศาสนาคือวันอาสาฬหบูชา กลับหาได้ใส่ใจ ใ ยดีแต่ประการใดไม่ เทียบไม่ได้กับพี่น้องชาวคริสต์ ที่ป่าวร้องประกาศกิจกรรมสำคัญๆ ในคริสต์ศาสนา เช่นวันวาเลนไทน์ เป็นต้น เทียบไม่ได้กับพี่น้องชาวมุสลิมที่ป่าวร้องประกาศกิจกรรมสำคัญๆในศาสนาอิสลาม เช่น การถือบวชหรือ ถือศีลอดในเทศกาลรอมฎอน เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการพระพุทธศาสนาทุกหน่วยทุกคนในบ้านเมืองของเรานี้ ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ได้สำนึกในหน้าที่และไม่ได้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเล
อ่านต่อ
ย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ชาวพุทธทั้งหลายจะต้องบอกกล่าวเล่าขานกันเอง บอกต่อๆ กันเองว่าบัดนี้วันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของวันสำคัญของพระพุทธศาสนาใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้ววันเพ็ญเดือน 6 เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือได้ว่าเป็นวันของพระพุทธเจ้า วันเพ็ญเดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา จึงถือได้ว่าเป็นวันของพระธรรม ในขณะที่วันเพ็ญเดือน 3 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประชุมพระอรหันตสาวกครั้งใหญ่ที่สุดในโพธิกาล เพื่อแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ คือประกาศหลักธรรมและวิธีการอบรมสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่พระอรหันตสาวกตามประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงถือได้ว่าเป็นวันของพระสงฆ์ แท้จริงแล้ววันเพ็ญเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา หรือวันที่ชาวพุทธกระทำการบูชาพระรัตนตรัยในเดือนอาสาฬหะนั้น เป็นยิ่งกว่าวันของพระธรรม เพราะเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์สามเป็นครั้งแรกคือพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ทรงแสดงพระธรรมแก่เวไนยสัตว์เป็นครั้งแรก และมีพระสงฆ์องค์แรกอุบัติขึ้นด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา รัตนะจึงครบองค์สามในวันเพ็ญเดือน 8 ของพรรษาแรกของโพธิกาลของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า วันนี้คือวันที่ 26 กรกฎาคม 2558 เป็นวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8 จึงควรที่ชาวพุทธทั้งหลายจะได้ตั้งความสังเกตว่า วันนี้ในพรรษาแรกแห่งการตรัสรู้นั้น พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จากนั้นทรงเสวยสุขจากการตรัสรู้อยู่ในที่ใกล้ๆ กับที่ทรงตรัสรู้นั้นถึง 7 แห่ง แห่งละ 7 วัน รวมเวลา 49 วัน และทรงตัดสินพระทัยที่จะประกาศสิ่งที่ทรงตรัสรู้เพื่อประโยชน์และความสุข เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ แม้ว่าสิ่งที่ทรงตรัสรู้นั้นมีความลึกซึ้งและยากแก่ความเข้าใจของคนทั่วไปก็ตาม แต่ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น เมื่อตัดสินพระทัยเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงดำริว่าจะสอนธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นแก่ผู้ใดก่อน ก็ทรงเห็นว่าอาจารย์เก่า 2 รูป มีภูมิธรรมขั้นสูง คือ อาฬารดาบสและอุทกดาบส หากได้ฟังธรรมก็อาจจะบรรลุธรรมได้โดยง่าย แต่ก็ทรงทราบว่าพระอาจารย์ทั้งสองได้ละสังขารไปก่อนแล้ว จึงทรงรำลึกถึงปัญจวัคคีย์ซึ่งเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมและเคยถวายการรับใช้พระองค์มาเป็นเวลานาน ว่ามีภูมิธรรมอันสูง สามารถรู้ธรรมได้โดยง่าย ก็ทรงทราบว่าปัญจวัคคีย์ขณะนี้พำนักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี แคว้นมคธ จึงเสด็จพระดำเนินโดยพระบาทจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีนั้น และเสด็จถึงป่าดังกล่าวในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 คือก่อนวันแสดงปฐมเทศนา 1 วัน ดังนั้นในวันนี้ของปีแรกแห่งการตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอยู่ระหว่างการเสด็จพุทธดำเนินในเส้นทางระหว่างตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กับป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี และเหลือระยะเวลาอีกเพียง 4 วัน ก็จะเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนั้น การเสด็จพุทธดำเนินด้วยพระบาทตลอดเส้นทางอันขรุขระทุรกันดารในปีที่ 45 ก่อนพุทธศักราชนั้น จึงไม่ใช่เรื่องสะดวก จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และเต็มไปด้วยความยากลำบาก และอันตรายนานัปการ แต่ด้วยพระบารมีและด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จโดยแน่วแน่ตรงไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อเสด็จไปใกล้ถึง พวกปัญจวัคคีย์เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินมาแต่ไกลๆ ก็หารือกันว่าเจ้าชายสิทธัตถะผู้ละความเพียรจากการบำเพ็ญทุกรกิริยาเสียแล้วกำลังเดินมาหาเรา กำลังจะมาหลอกเราให้กลับไปปรนนิบัติหรือจะมาหลอกลวงเราประการอื่นใด ย่อมไม่เป็นความดีแก่พวกเรา ดังนั้นพวกเราจะไม่ต้อนรับ ไม่ปฏิสันถาร และไม่พูดจาด้วยเป็นอันขาด ตกลงกันดังนั้นแล้ว ปัญจวัคคีย์ก็พากันนั่งนิ่ง ไม่สนใจ ใ ยดี ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าที่เสด็จมาจากระยะทางอันไกลและทุรกันดารก็เสด็จถึงและกำลังจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ว่านั้น
พ่อครูว่า… เนื้อหาคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา มีสองคำประกอบกัน คำแรก มัชฌิมาคือผล ส่วนคำว่า ปฏิปทาคือมรรค สูตรนี้คือสูตรแจ้งวิธีปฏิบัติและผลของศาสนาพุทธ ผลคือ โลกนี้ตกอยู่ในสองฝ่ายคือ สุขัลลิกะ กับกิลมถะ เรียกว่า กามสุขัลลิกะ กับอัตตกิลมถะ พระพุทธเจ้าให้เราหลุดพ้นออกจากโลกสองฝ่ายไปสู่ความหมดโลกทั้งสองฝ่ายไปสู่ความเป็นกลาง แต่ศาสนาเพี้ยนไป ไปแปลคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ว่าทางสายกลาง คนก็เข้าใจว่าเดินกลางๆอย่าแวะซ้ายขวา แทนที่จะเรียนรู้ลดทั้งสองฝั่ง จนเหลือน้อยลงๆ เป็นอรูปจนหมดเลยไม่มีซ้ายหรือขวา หมดอันตา มัชฌิมาคือผล ปฏิปทาคือมรรค คำเช่นนี้ก็เพี้ยนไปไกล เขาก็จมกันแม้มรรคองค์ 8 ก็ไม่เข้าใจ ในพระไตร ปิฎกเ ล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูตร เป็นสูตรที่ท่านได้อธิบายสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่สมาธิทั่วไป คือปฏิบัติจิตให้เป็นหนึ่งสมบูรณ์แบบ เป็นจิตที่ได้ล้างกิเลสไปสิ้นเกลี้ยง ของโลกเขาก็มีวิธีปฏิบัติแบบนั่งหลับตา ที่มีอยู่คู่โลกมานาน ไม่ได้เรียนรู้ตามลำดับ ก็มีแต่จมกับจม หรือพวกที่เรียนผิดแบบฟู ก็ฟุ้งซ่านเป็นความรู้เอาอะไรมาใส่ในศาสนาพุทธเต็มไปหมด มรรคองค์ 8 ก็เร ิ่ มด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นประธานในมรรค 7 องค์ ที่ทำแล้วจะรวมเป็นสัมมาสมาธิ แต่เขาเอาสมาธิเลยไม่ได้ปฏิบัติมรรค 7 องค์เลย สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นประธาน ทินนัง ยิตถัง หุตัง ต้องให้เกิดผลลดกิเลสได้ คือทาน ศีล ภาวนา ต้องทำกรรมให้เกิดผล จะเกิดผลโลกีย์หรือโลกุตระก็จากกรรมที่เป็นประธานใหญ่ เมื่อไม่รู้ว่าทานจะทำอย่างไรให้มีผล อัตถิทินนัง แต่ทุกวันนี้สอนทานกันอย่างผิดๆให้เกิดความโลภ ให้หลงวิมาน จมในโลกียะ ทั้งจมทั้งฟูออกนอกกรอบความถูกต้องไปหมด แม้ศีลพรต หลักการประพฤติคือยิตถังก็ไม่รู้โลกียะ โลกุตระ จิตจะเกิดผล อย่างไรก็แยกไม่ออก ศานาพุทธถึงหมดโลกุตระ มีแต่โลกียะ ถูกอำนาจโลกธรรมครอบงำ ตกเป็นทาสกันหนัก ถึงขั้นนำเอาหัวหรือพุทธองค์รวมกระแสหลักเป็นทาสของสมี อาตมาพูดตามปรากฏการณ์จริงที่มีอยู่ มีหลักฐานปรากฏแท้ๆ คาราคาซังจนถึงบัดนี้ องค์รวมผู้รับผิดชอบพระพุทธศาสนาของพระเทศตกเป็นทาสของสมี ศาสนาพุทธอัปยศอดสูหนัก เหลือแต่โลกียะกัลยาณธรรมแรงอ่อนจึงถูกสมีครอบงำได้ ด้วยประการฉะนี้ ผู้ใดประกาศหลักฐานใกล้เคียงพระไตรปิฎก ไปถามผู้รู้ท่านพรหมคุณาภรณ์ ได้เลย พระไตรปิฎกฉบับเถรวาท ทุกประเทศยืนยันรับรองว่าเป็นฉบับดีสุด ยังรักษาความสะอาดของพุทธได้มากที่สุด ผู้ใดเอาหลักฐานพระไตรปิฎกยืนยันอธิบายให้เกิดปฏิบัติตามมรรคผลจริงอันนั้นยืนยันได้ว่าทำตามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแจกเบื้องต้นให้อธิบายคือ อนุปุพพิกถา 5 ตั้งแต่ทาน ทานอย่างไรให้เกิดผลจิตเจริญเป็นสรรคะ คือสวรรค์ ก็คือจิตเจริญ แล้วเจริญได้สองนัย เจริญโลกียะกับเจริญโลกุตระ คนเข้าใจโลกุตระไม่ได้ก็อธิบายแต่โลกียะ การเจริญทางจิตเป็นเทพก็เลยได้แต่สมมุติเทพ เทพที่จะต้องเกิดอย่างบริสุทธิ์อย่างหลักสูตรพระพุทธเจ้าก็ไม่อุบัติ จึงหาวิสุทธิเทพไม่ได้ พระพุทธเจ้าเร ิ่ มโลกุตระคือให้รู้ กายในกาย ในโพธิปักขิยธรรม 37 ที่เป็นหลักสูตรเต็มรูปในการปฏิบัติสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า แม้แต่ข้อ 1 ก็ไม่เข้าใจ กายในกาย มิจฉาทิฏฐิในกาย ก็ไม่เกิดผลโลกุตระ 9 สติปัฏฐาน 4 มี กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สัมมัปปธาน มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน แต่เขาไม่ได้มีผัสสะไปดับผัสสะก็ไม่ได้ปหานอะไรไม่รู้อะไร ก็ไม่พ้นความเป็นสัตว์ในสัตตาวาส 9 เพราะไม่รู้กายในกาย หรือมิจฉาทิฏฐิในคำว่ากาย ไม่เข้าใจกายสังขารที่มีทั้งรูปทั้งนาม แล้วจึงลึกหาจิตสังขาร วจีสังขาร จึงปฏิบัติอภิสังขาร 3 ไม่ได้ คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ที่แม้พยัญชนะก็เข้าใจกันผิดแล้วว่าอปุญญาภิสังขารคือสังขารเป็นบาปไปเสียอีก ความเข้าใจกาย เราก็จะปฏิบัติได้ลดกิเลส ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เกิดรู้แจ้งทั้งนอกและใน รู้กายของสัตว์ในโลกทั้งโลกกาม ล้างแล้วเหลือรูปโลกอรูปโลกก็ล้างต่อ จนพ้นความเป็นสัตว์ในสัตตาวาส 9 แต่เพราะไม่รู้จักกาย ก็ปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 ไม่ได้ ไม่รู้อัตตา 3 เลย ไม่รู้แจ้งในองค์ประชุมของรูป นาม แยกไม่ออกว่า นามกาย รูปกาย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านแจกในพระไตร ปิฎก เล่ม 10 ข ้อ 60 ว่าเป็นธรรมะสองอย่าง แล้วจะสัมผัสสัมพันธ์กันเกิดรูปกาย นามกายอย่างไรเขาไม่รู้เรื่อง แม้จะเป็นธรรมะสองอย่างก็ทำให้เป็นหนึ่งได้ แล้วอาการที่จะต้องรู้อย่างสำคัญคือเวทนา ท่านตรัสไว้ชัดยิ่งใหญ่มาก หากไม่เข้าใจอันนี้ได้สมบูรณ์แบบ ก็ไม่บรรลุอรหันต์ ถ้าไม่รู้ธรรมะสองแล้วเข้าใจเวทนาในเวทนา ที่พระพุทธเจ้าแตกเป็นเวทนา 108 แล้วแยกโลกียะกับโลกุตระออกชัดสุด ออกจากโลกียะก็เป็นเนกขัมมะ อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส อ่านอาการของนามธรรม โดยเฉพาะอาการของรูปนาม อ่านแล้วปฏิบัติจน รูปที่เนื่องจากภายนอกหมดที่เป็นโอฬาริกอัตตาหมดไป ก็เหลือแต่รูปโลกอรูปโลกภายใน เป็นมโนมยอัตตา ก็ล้างอีก จนเหลืออรูปอัตตาก็ล้างจนสิ้นอาสวะที่สุดสิ้นอนุสัยได้ ทำเวทนาให้เป็นหนึ่งคือปุงลิงค์ ถ้าเป็นสองก็เป็นอิตถีลิงค์ คือต้องมีคู่ ขาดคู่ไม่ได้ อยู่เดี่ยวไม่ได้ต้องพึ่งพาเพศชายเป็นหลัก อันนี้ไม่ได้กดขี่ทางเพศนะ แต่เป็นสัจธรรมไม่ว่าศาสนาไหนก็ตามรู้ดี แต่คนสมัยใหม่จองหองผยองนึกว่าต้องเสมอภาคเท่ากัน ก็ดันทุรังไป ผู้สามารถรู้สภาวะสอง แล้วของพระพุทธเจ้านี่ท่านจะสอนเป็นลำดับๆ เรียนรู้รูปกาย นามกายแล้วก็เรียนรู้อัตตา มีอัตตา 3 ล้างอัตตาหมดแต่ก็ยังต้องรู้ว่าอัตตาต้องมีอาศัย เราต้องมีอรหัตตา คืออัตตาที่รู้แจ้งหมด ใช้อาศัยในโลกแต่ท่านไม่มีกิเลสไม่มีพิษภัยแล้ว ท่านปรารถนาให้โลกดีขึ้น ท่านก็ทำไป ช่วยคนอื่นไป บางท่านก็จะช่วยแล้วช่วยอีก จนคนอื่นจะบรรลุด้วย เอาสิ่งประเสริฐแก่มนุษย์ พระพุทธเจ้าให้แบ่งอัตตามาทำการลดละ แบ่งเป็น 4 อย่าง 1. อัตตามีรูปเป็นกามาวจร(กามาวจร แปลมาจากปริตตัง) 2. อัตตามีรูปหาที่สุดมิได้(อนันตัง) 3. อัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร(จำกัดขนาด) 4. อัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้
ก็ศึกษาไปตามลำดับ แม้กามาวจรก็มีอบายภพที่ต่ำสุดที่ต้องตีกรอบทำเป็นอันแรกสุด แม้กระนั้นท่านก็กำชับว่าจะปฏิบัติละอัตตาต้องปฏิบัติละอัตตาในกาลบัดนี้ ปัจจุบันนี้ มีรูปหรือหรืออรูปก็กำหนดรู้ในปัจจุบัน อย่างอรูปนี้ มันแทบไม่มีรูปให้รู้แล้วแต่ก็รู้ได้ ต้องปฏิบัติในกาลบัดนี้แล้วบัญญัติได้ว่าคืออัตตาแบบไหน ในปริตตังที่เรากำหนด ว่าเป็นโอฬาริกอัตตา หรือมโนมยอัตตาหรืออรูปอัตตา ต้องกำหนดขอบเขตไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าว่าคือความมหัศจรรย์ในศาสนาพุทธที่มีการบรรลุไปตามลำดับไม่วกวนไปมา หากไม่เข้าใจก็ปฏิบัติตามใจตนหลงไปตามใจก็เป็นวิตักกจริต ใช้เวลานาน 80 อสงไขยเศษแสนมหากัป สายปัญญา 20 อสงไขย เศษแสนมหากัป สายศรัทธา40 อสงไขย เศษแสนมหากัป สายวิตักกจริต 80 อสงไขย เศษแสนมหากัป ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ แต่แม้ธรรมะของพุทธในไทยเผยแพร่โลกียะก็ยังได้รับการยอมรับ เสียดายยิ่งหากเผยแพร่โลกุตระก็จะดีกว่านี้อีก เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้โลกุตระ ส่วนโลกียะก็ผ่านมีได้ โลกุตระรู้อัตตาทำอนัตตาได้ ส่วนโลกียะไม่รู้จักอัตตาแต่มีอัตตานิรันดร พวกเทวนิยมก็มีแต่อัตตา ไม่มีสูญเป็นปรมาตมันอยู่ไปนิรันดร พุทธแก้ปัญหาการวนเวียนอยู่นิรันดรได้ เลิกจบตัดขาดสูญได้แม้สูญได้แล้วในความเป็นจิตนิยาม ในความเป็นเชื้อชีวะในมหาจักรวาล โลกจะแตกไปกี่ลูก ก็มีจิตวิญญาณนิรันดร์ได้จนกว่าตนเองจะจัดการตัดสันตติ ตัดชีวะของตนได้ อรหันต์เป็นต้นไปทำได้แล้ว ท่านอยู่ก็มีน้ำใจอัปปมัญญา น้ำใจที่หาที่สุดมิได้ มีคุณสมบัติ พรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องอาศัย อาศัยอาการของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอาการของนามธรรม ซึ่งผู้ศึกษา อาการ ลิงค นิมิต อุเทส จะรู้จักส ิ่ งเหล่านี้ว่าคืออาการอย่างไรแล้วก็รู้ยิ่งใน อัปปมัญญา 4 โดยเฉพาะอุเบกขาอันไม่มีประมาณที่มีคุณสมบัติเจริญได้มาก เจริญด้วย ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา สามารถพัฒนาจิตตนให้มีแต่ประโยชน์ท่านอย่างบริสุทธิ์ไม่แอบแฝงหลอกล่อ ช่วยโลกมนุษย์อยู่ เป็นศาสนามีเมตตาอันไม่มีประมาณ เมตตาคือต้องการให้คนหมดทุกข์อยู่เป็นสุข ก็กรุณาคือลงมือทำ จนเขาพ้นทุกข์อยู่เป็นสุข ก็ยินดีกับความพ้นทุกข์กับเขาคือมุทิตา แล้วตัดรอบอุเบกขา จิตอย่าไปนึกว่าเป็นบุญคุณไม่หลงตัวว่าเก่งอะไร จบงานก็จบ งานอื่นควรทำก็ทำ แล้วไม่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ทำแต่สิ่งดี สิ่งไม่ดีไม่ทำ ล้างบาปหมด ก็หมดบุญไปด้วย อรหันต์ขึ้นไปไม่มีบุญไม่มีบาป แล้วคำว่าบุญนี้เข้าใจผิดว่าคือสิ่งที่จะต้องได้ ไม่ใช่ แต่บุญคือเครื่องมือปราบอกุศลจิต หรือบาป จนหมดบาปก็หมดบุญ ส่วนที่ทำแล้วในอดีตก็มีวิบากมาออกฤทธิ์ได้ วิธีของพระพุทธเจ้าคือทำกุศลให้เป็นกำแพงกั้นไม่ให้อกุศลวิบากตามทัน พระพุทธเจ้าให้ทำแต่กุศลเป็นกำแพงต่อไปเรื่อยๆ หมาไล่เนื้อจึงไม่มีสิทธิ์วิ่งไล่ตามทัน แต่ก็มันมีอีกซ้อน แม้จะสร้างกุศลให้มากแบบไม่ให้ธุลีละอองเศษกัมมันตภาพรังสีตามทันได้ ก็ยากมาก แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็มีเศษวิบากตามมาได้ โลกุตระขั้นต้นคือ กายในกาย ถ้าใครไม่เข้าใจกาย ที่คือองค์ประชุม รูปกับนาม ทางวิทย์เขาเรียกว่าสสารกับพลังงาน แม้ชีวะเขาก็ศึกษาแต่เขาไม่รู้จะเรียกอะไร เพราะนามธรรมเขาเข้าไม่ถึง เขาก็เรียกจิต แต่ไม่รู้สภาวะสูงสุดของจิต ของวิญญาณ พระพุทธเจ้าชัดเจนให้ศึกษาวิญญาณในกาลบัดนี้ มีเหตุปัจจัยสองอย่างกระทบกันแล้วปฏิกิริยาเกิดนามธรรม มีตัวรู้คือนามของเรา ต้องร่วมกับรูป สัมผัสกันเรียกว่าปฏิฆสัมผัสโส ต้องสัมผัสอย่างมี Action and reaction แล้วเกิด ฆ หรือฆนะ คือก้อนของวิญญาณสิ่งเกิด ในการประสูติต้องมี กลละ (กะละละ) ก่อน จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ (คะนะ) จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม (ปัญจสาขา) แม้หมดความหยาบแล้วก็ต้องมีมนายตนะกับธรรมายตนะ คืออายตนะ 2 ที่สภาวะอนาคามีหรืออรหันต์จะเข้าใจได้ ท่านให้เรียนแต่สังโยชน์ 1 คือต้องรู้สักกายะ ถ้าเข้าใจกายก็เข้าใจรูปนามองค์ประชุมนี้ไม่ได้ที่มีปฏิฆสัมผัสโส มีวิญญาณเกิด จะศึกษาต้องเอาวิญญาณขณะกระทบสัมผัส แม้เล็กละเอียดขนาดกัมมันตรังสี ที่มีทั้งโทษและประโยชน์ หรือคุณหรือโทษ คนทั่วไปแยกไม่ออก แต่ผู้ใดมีอำนาจในตน อยู่เหนือพลังงานนิวเคลียร์เล็กละเอียด ขั้นจิตนิยามเป็นพลังงานนิวเคลียร์ละเอียดมากยิ่งกว่าทางวิทย์ค้นพบ มิเตอร์ที่จะจับพลังงานนี้ได้ประดิษฐ์เอาไม่ได้ ต้องเอาสรีระของมนุษย์นี้ใช้เป็นอุปกรณ์ ในสรีระนี้มีอาการ 32 ที่ทำให้เกิดอาการได้ ที่เรียกว่าอาการต้องมีธรรมะสองทั้งนั้น ต้องมีนามธรรมร่วมแต่ถ้าไม่มีนามธรรมร่วม เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นามธรรมไปรับรู้มันไม่ได้ ส่วนที่เลยประสาทแล้วไม่ใช่กาย หรืออุจจาระอยู่ในร่างกายก็เป็นอาการ 32 เป็นกาย แต่ถ้าออกมาแล้วหลุดร่วงออกมาแล้ว อุจจาระปัสสาวะก็ไม่ใช่กาย หรือไข่หรือเลือดเมนส์ถ้าอยู่ในร่างก็เป็นกายแต่ถ้าออกมาเป็นระดูก็เป็นอุตุนิยาม ไม่เป็นกายแล้ว พระพุทธเจ้าละเอียดชัดเจน อธิบายอาการ 32 แล้วสามารถอธิบายอาการ 33 คนที่เก่งสามารถควบคุมอาการ รักษาอาการเจ็บป่วยในอาการ 32 ได้ อาการต้องมีพลังงานทำงานกับรูปนามชีวะนั้นๆหากหลุดออกมาไม่เป็นอาการแล้ว อาการ 33 คือตาวติงส์ แต่มาบวชเป็นไทยแล้วเป็นดาวดึงส์ คืออาการจิตที่เกิดจากการปรุงแต่งของรูปนาม ของอาการ 32 นี่แหละ แล้วเกิดวิญญาณ ท่านเรียกว่าจิตสังขาร แต่ถ้ารวมกับรูปนามเรียกว่า กายสังขาร แต่ถ้ามีบัญญัติภายในเรียกว่า วจีสังขาร แต่ถ้าไม่มีบัญญัติก็เป็นสภาวะแต่ก็เป็นวจีสังขารได้ อยู่ภายใน กายสังขารที่มี ทั้ง ภายในภายนอก วจีสังขารและจิตสังขารมีแต่ภายใน ส่วนกายสังขารขาดภายนอกไม่ได้ ผู้ศึกษาจะต้องมีภายนอกด้วยแล้วอยู่เหนือภายนอกเหนือกาย วจีจะตามหลังจิต เพราะวจีคือการปรุงแต่งสภาวะ ถ้าเราไม่สามารถรู้ เราก็ควบคุมการปรุงแต่งจิตไม่ได้ จิตปรุงแต่งด้วยอวิชชา การดับนิโรธต้องดับวจีสังขารก่อนแล้วจึงเป็นกายสังขารจิตสังขาร เมื่อดับผีร้ายแล้วจะมาปรุงเป็นภาษาออกภายนอก การเกิดหลังนิโรธ จึงเกิดจิตสังขารก่อนแล้วจึงเป็นกายสังขารแล้วออกไปเป็น วจีสังขาร ที่จะมีชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ การไม่รู้จักกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คนนั้นปฏิบัติธรรมไม่บรรลุ จะทำอภิสังขารไม่ได้ จะปรุงแต่งกำจัดส่วนเสียหายที่เป็นอกุศลไม่ได้ หากไม่รู้สังขาร 3 จะเกิดได้ต้องมีอายตนะ มีผัสสะครบพร้อม ทั้งรูป 28 ที่จะถูกรู้ได้ครบ ไม่เช่นนั้นนึกเอาปั้นเอาไม่ได้ ต้องมีคนอื่นรับรู้ได้ด้วย เป็นสักขีพยานว่าอยู่เหนือโลกเป็นลำดับได้ การเหนือโลกได้ไม่ได้ไปข่มเขา แต่ยิ่งรับใช้เขา ยิ่งผู้อยู่เหนือโลกคือรับใช้โลก ช่วยคนอื่นได้คือคนเหนือ คนช่วยคนอื่นไม่ได้ทำแต่ของตนเองคนนั้นไม่อยู่เหนือ แต่ทำเพื่ออัตตาตัวเอง หลอกกันเต็มไปหมด เป็นทาสโลก ทาสอัตตา หากคนอยู่เหนือจะไม่แย่งโลกธรรมจะลดลง แล้วสอนคนอื่นให้ลดโลกธรรม ไปช่วยคนอื่นต่อ คือคนที่สามารถทำอภิสังขารให้เจริญ ก็ต้องฆ่าตัวสมุทัยไป ก็ต้องรู้ตัวมัน มันปรุงแต่งเป็นสัตว์อบาย หมดอบายของอบายก็ทำอบายของกามภพ ทำอบายของรูปภพ แล้วทำอบายของอรูปภพอีก เป็นภาวะขั้นตอนลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลไม่ขรุขระอะไรเลย ราบเหมือนกระจกก็คือของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าได้ศึกษา สสาร พลังงาน รูปกับนาม คนกับสังคมนี่แหละที่ท่านศึกษา การศึกษามนุษย์นี่ให้เลี้ยงตนรอดก่อน แม้สัตว์เดรัจฉานมันก็เลี้ยงตนรอด คนศึกษาตามธรรมพระพุทธเจ้าจึงเป็นคนมีประโยชน์แก่ผู้อื่น หมดภัยต่อคนอื่นไปตามลำดับ ตั้งแต่โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ เป็นอนาคาฯหมดภัยต่อคนอื่นมีแต่ภัยส่วนตน ถ้าเป็นอรหันต์หมดภัยทั้งตนและผู้อื่น ท่านจะอยู่ต่อก็แล้วแต่ท่าน ท่านจะยังชีพอยู่ก็มีทรถะคือมีทุกข์ของอรหันต์ ถ้าอนาคามีได้เป็นคนรับใช้โลก เป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือนักธุรกิจจะไม่ขี้โลภ เห็นแก่ได้เหมือนคนอื่นที่เขาทำกันแบบทุนนิยม ท่านไม่ทำ สัตว์โลกมีวิบากของแต่ละสัตว์ เยอะมาก เกิดมารับวิบากด้วยอำนาจของรักและชัง ตั้งแต่เซลล์พอรวมกันเกิดเวทนาในแต่ละสัตว์ สัตว์ชั้นต่ำไม่มีเวทนา รักหรือชังไม่ได้ จนเป็นสัตว์ชั้นสูงมีเวทนาก็เร ิ่ มก่อตัวเป็นภาวะดูดหรือผลัก มันพัฒนาหรือหายนาด้วยอวิชชา ได้สัตว์เดรัจฉานที่ไม่ถูกครอบงำมากก็ไม่โตด้วยอวิชชาเร็ว แต่ถ้าไปกับหมู่อวิชชาก็พัฒนาอวิชชาเร็ว ธรรมะสองแล้วขยายไปนับไม่ถ้วน แล้วร่วมสร้างร่วมทำ ประชุมกันเป็นหมู่พรรคพวกกลุ่ม แล้วก็มีสองค่าย สูงที่สุดจะแยกค่าย 3 ก็มีอยู่ เขานึกว่าเป็นกลาง แต่ไม่กลางจริงหรอก กลางจริงต้องหมดอัตตกิลมถะและหมดกามสุขัลลิกะ เป็นหนึ่งเป็นปุงลิงค์เอกบุรุษ จนทำให้เป็นนปุงสกลิงค์เป็น 0 สามารถทำ 1 หรือ 0 ก็ได้กลายเป็นผู้มี 1 ใน 2 หรือเมื่ออาศัย 1 ก็มี 2 คือ 0 กับ 1 แต่ถ้ามี 0 ก็เป็น 1 ไม่มีพิษภัย ไม่มีตัวตนแต่อาศัยตัวตนทำประโยชน์ ไม่มีโทษแล้ว ถ้าคนไทยได้ศึกษาจิตนิยาม ควบคุมได้อยู่เหนือโลก เป็นอนาคามีเป็นต้นไปก็มารับใช้ประชาชน ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ประเทศมี civilization แบบโลกุตระ แต่ทางโลกรู้แต่ civilization แบบโลกียะ ที่ไม่รู้จักจิตตัวประธานต้นทางแห่งทุกอย่าง ทุกสิ่งทั้งโลกและอัตตา จิตนี้รู้อัตตา ไม่เป็นโทษภัยต่อโลก ถ้าเป็นอนาคามีเป็นต้นไปก็เหมาะจะมารับใช้โลก สกิทาฯ โสดาฯ ก็มีตัวตนมาก ยิ่งกัลยาณชนก็ตัวตนมาก ได้แต่สะกดจิตตนไป ไม่เที่ยงกลับไปกลับมาได้หากถูกอำนาจโลกธรรมมากๆก็เป๋ได้ คนไม่มีโลกุตรธรรมจริงๆ อย่างคุณทักษิณนี่เจตนาดี เพราะทำงานธุรกิจมีเงินแล้วคิดเอาเงินมาช่วยโลก จะมาทำงานการเมือง แต่พอไปทำแล้วเจอบ่อทองยิ่งกว่าที่ตนมี เป็นขุมทองนักการเมืองเพราะเอางบประมาณประเทศไปทำ ยิ่งอนุมัติสัมปทานก็ได้ ก็ตาโตเลย นี่คือความไม่เที่ยง ทักษิณมีเจตนาช่วยประเทศเพราะตนรวย แต่ไม่มีโลกุตรธรรม พอมาเจอบ่อทองบ่ออำนาจโลก ก็ไปเลย จนบัดนี้ยังโงหัวไม่ขึ้นเลย ไม่ได้ว่าเขานะแต่เขาเป็นตัวอย่างให้ยืนยันของจริงได้ ตัวโลกุตระแรกคือรู้กายในกาย ในโพธิปักขิยธรรม 37 แม้กายตัวแรกก็ไม่รู้แต่ถ้าเป็นกายในกายยิ่งไปไม่ออกใหญ่เลย กายนี่แหละคือจิต ธรรมะต้องสอง ก็คือกาย ต้องมีสอง แล้วทำปริตตังไปเรื่อยๆจนปริตตังสุดท้ายก็จบ ในขณะเป็น 1 ก็ทำ 0 ทำนปุงสกิลิงค์เป็นฐาน มี 0 เป็นกองสมบัติพลังงาน แล้วใช้ 1 ทำงาน ตัว 0 คืออุเบกขา ตัว 1 คือเมตตา จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน
ส มณะ เพาะพุทธ... วันนี้พ่อครูพูดถึงการทำอิตถีลิงค์ให้เป็นปุงลิงค์แล้วทำให้เป็นนปุงสกลิงค์ ที่อรหันต์จะสามารถใช้ทั้งปุงลิงค์และนปุงสกลิงค์ วันนี้พ่อครูพูดถึง "การเหนือโลกได้ไม่ได้ไปข่มเขา แต่ยิ่งรับใช้เขา" เราต้องจัดการ อบายของอบาย อบายของกามภพ อบายของรูปภพ อบายของอรูปภพอีก พ่อครูให้ศึกษาสังขาร 3 เป็นกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร พ่อครูว่า … ดาวดึงส์เป็นอาการ 33 ของสวรรค์ คนอวิชชา มีแต่สวรรค์ลวง คนไม่รู้จึงมีอาการ 33 ที่แท้จริงมันไม่มี แต่คนไปสมมุติอุปาทานเอาทั้งนั้น ส มณะ เพาะพุทธ... ปฏิปทาน เป็นมรรค ส่วน มัชฌิมาเป็นผล ไม่ใช่ทั้งสองอย่างรวมกันเป็นทางสายกลาง ไม่ใช่ เราต้องทำให้หมดทั้งกามและอัตตาจนเป็นมัชฌิมา จบ