580505_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง ฉีกหน้ากากศิลปินจอมปลอม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข21 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580505_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง ฉีกหน้ากากศิลปินจอมปลอม

พ่อครูว่า... ขอบคุณทุกคนที่ใส่ใจเรียนรู้ศึกษาฝึกฝน เพื่อจะได้สิ่งที่ควรได้อย่างยิ่งในความเป็นมนุษย์ แม้ว่าพวกเราจะไม่มีอามิสอะไรล่อ เรามานั่งเรียนก็ไม่ได้ปริญญาบัตร หรืออะไรรับรองเลย แต่เราก็มาเรียน ก็เพราะเรารู้ว่าสิ่งที่เราเรียนไปนี้ จริงๆ แล้วเราจะได้อะไร … คนเราหากบอกว่าไปเรียนแล้วไม่ได้อะไร หรือได้สิ่งที่ตนไม่ต้องการ ก็ไม่อยากเรียน ถูกบังคับได้ไม่นานก็เลิก แต่ผู้ที่ยิ่งรู้ว่า ยิ่งเรียนไปก็ได้สิ่งประเสริฐ ก็จะมาเรียนๆๆ ไม่เกี่ยวกับได้เงินทอง ลาภยศ หรือใบรับรองอะไรต่างๆนานา ไม่ต้องเลย แล้วอาตมาก็ตั้งใจจะสอนไปอีก 70 ปีกับอีก 1 เดือน วันนี้วันที่ 5 พฤษภาคม อาตมาเกิด 5 มิถุนายน อีก 1 เดือนพอดีเลย ถ้าไปถึง 151 ปีก็ยังเหลืออีก 70 ปีกับ 1 เดือน อาตมาก็จะสอนให้ถึง ถ้าอายุถึงแล้ว ยังทำงานได้สอนได้ ก็สอนจนกว่าวาระสุดท้าย เพราะอาตมาเห็นว่าการกระทำอันนี้ การสอนหรือบอกสิ่งที่อาตมามั่นใจว่า เป็นความจริง และเป็นความประเสริฐ เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรได้อย่างยิ่ง ในชีวิตที่เกิดมาเป็นชีวิต ในมหาจักรวาล ธาตุที่ไม่มีชีวิตก็คือ อุตุธาตุ ยังไม่มีชีวะ อุตุคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ เริ่มตั้งแต่พีชะ จะเป็นชีวะแล้ว แต่ยังเป็นพลังงานที่ยังไม่ถึงรอบของจิตนิยาม ซึ่งพีชะ มีแต่รูป สัญญา สังขาร มันปรุงแต่งกันสังเคราะห์กัน อย่างเคมีธาตุที่เขาเรียนกันว่าพีชะ มีแค่ รูป สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนา ไม่มีสุขทุกข์ ชอบ/ชัง รัก/โกรธ จึงไม่มีบาปเวรภัย ปรุงแต่งของมันอยู่อย่างนั้น พวกศึกษาเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ เขาสงสัยว่า ที่ปรุงแต่งกันอยู่ อันหนึ่งเป็นสรีระ อันหนึ่งเป็นชีวะ มันอยู่กั น อย่างไร ชีวะก็อย่างหนึ่ง/สรีระก็อย่างหนึ่ง หรืออันเดียวกัน

อ่านต่อ

ก็มีคนสงสัย เพราะโลกมีดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นรูปธาตุ แล้วมาเกี่ยวกับนามธาตุคือชีวะอย่างไร? เกี่ยวเข้าไปแล้วมันอยู่อย่างไร? แล้วจะไปจัดการ ไปเรียนรู้อย่างไร? พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้จากการศึกษา จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ รู้ว่ามันปรุงแต่ง เกิดเป็นชีวะ ซึ่งจะดิ้นไปตามแรงสัญญาความจำ แล้วจะมีการยึด การยึดเป็นภาษาที่ไม่ง่ายที่จะรู้ แต่รู้อย่างตื้นๆ ได้ง่าย เช่น พืชผัก มันก็มีสัญญา มันรู้ว่าธาตุไหนจะเอาหรือไม่เอา ชีวะมันมีดิน น้ำ ไฟ ลม และมีชีวะอยู่ เมื่อมันแตะสัมผัสกันเข้า มันรู้ว่าอันนี้ใช่มันก็เอา แล้วเกิดวงวนเป็นอันที่สาม มันรู้ว่าอันนี้จะเอาหรือไม่เอา ก็เกิดสภาพสามเหลี่ยม รูปกับสัญญา แล้วก็เป็นสังขาร ก็เกิดเป็นสามเส้า วงวน เกิดตัวตนของชีวะ แต่แค่พีชะ เราก็ไม่เรียกว่าตัวตน มันก็จะเรียกว่ายึดเกาะกันได้ แต่สลายไปมันก็ไม่ทุกข์ร้อนหวงแหน แต่เกิดวงวนแล้วเรียกว่า “ โลก ” เป็นตัวตนก็เรียกว่า “ อัตตา ” พระพุทธเจ้าสอนเรื่องพลังงาน อธิปไตย พลังงานมากขึ้นเรียกว่ามีโลกกับอัตตา แล้วพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ความหมุนวนของโลก หมุนแล้วยึดเป็นตัวตนอัตตา หากเป็นชีวะระดับพีชะ มันมีแค่รูป สัญญา สังขาร เป็นชีวะวงวนหมุน มีอัตโนมัติของมัน อัตภาพของมัน แต่ไม่ได้บัญญัติเป็นอัตตาเหมือนชีวะระดับจิตวิญญาณ ก็เป็นแค่ รูป สัญญา สังขาร วนอยู่เช่นนั้น ความหมุนวนของมันคือโลก ถ้ามันยังมีความหมุนอยู่ตราบใดก็เป็นชีวิตินทรีย์ ถ้าไม่หมุนแล้วหมดพลังงาน มีแต่จะ ส ลายเป็นอุตุไป ต่อเมื่อมีการแตกหน่อไปเป็น หกหรือ เจ็ด เป็นอื่นไป เป็นอปรโคยานไปเรื่อยๆ เวทนา -สั ญญา - สังขาร สามเจตสิก หากทำงานครบก็เป็นวิญญาณเต็ม แต่พีชะไม่มีเวทนาจึงเกิดวิญญาณไม่ได้ จึงเรียกว่าอนุปาทินนกสังขาร ไม่มีกรรมเป็นวิบากในพีชนิยาม ชีวะของอันไหนก็เป็นอันนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน อันอื่นไม่มีพยาบาท ไม่มีรัก แต่ชีวะระดับจิตขึ้นไปมี กรรมวิบาก มีชัง/รักได้ เช่น รักมะม่วงหรือชังมะม่วงนี้ไป อยู่ในฮาร์ดดิสก์ สั่งสมในคลังสมบัติ เป็นอุปาทาน อนุสัยในนั้น เป็นต้น ซึ่งที่อาตมาเอามาพูดได้ และเรียนมาตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า อาตมาก็เอามาอธิบาย พวกคุณฟังแล้วเห็นความจริงที่ว่าเป็นนามธรรม ระดับจิต วิญญาณ เวทนา ที่ปรุงแต่งกันเป็นกาย ฟังแล้วเห็นของตนเองไหม? ทุกอย่างที่สั่งสมไปไม่หาย แต่บางทีลืมกุญแจ ไขไม่ออก เปิดเก๊ะไม่ได้ แต่สักวันมันก็แสดงฤทธิ์ของมันเอง ไปขังมันไม่อยู่หรอกอนุสัย ถึงเวลามันออกมาเล่นงานเรา มันก็ออกมา พระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้ชัดเจน เรื่องที่คนเรายึดติดเป็นอัตตา ยึดจนไม่รู้ว่าเป็นอะไร คนที่อยากรู้มี อยากรู้โลก และอยากรู้อัตตา และในโลกในอัตตา มีชีวะ มีสรีระ แล้วชีวะที่อาตมาว่า มีชีวะระดับ พีชะ/จิต สรีระก็คือส่วนประกอบ ก็เลยเป็นสิ่งที่มนุษย์อยากรู้ พระพุทธ เจ้าอุบัติมาสอนทิ้งไว้ ความรู้เหล่านี้พราหมณ์ ฮินดูโบราณ ก็สอนเป็นศาสนาหลัก ซึ่งฮินดูกับพุทธนี้อันเดียวกัน พอมันไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจดีก็เป็นฮินดู พอเข้าใจดีก็เป็นพุทธ แต่พอเลือนไปก็กลายเป็นฮินดูหรือพราหมณ์ จนมีผู้รู้มาฟื้นความรู้ ที่จริงก็เป็นวิญญาณธาตุอันเดียวกัน แต่มันเลือนเพี้ยนไป จนทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทยหรือในโลกเพี้ยนไปมาก จนไม่มีคุณสมบัติโลกุตระหรืออาริยะ ที่เป็นประโยชน์สูงสุด เป็นผู้รู้จักกรรมที่แยก กุศล/อกุศล ออกแล้ว จนแยก กุศลโลกุตระ/กุศลโลกียะ แล้วทำให้ทรงไว้ในปัจจุบัน เป็นวิญญาณธาตุ แล้วเราทำให้อกุศลธาตุที่เป็นชีวะ กระทบสัมผัสส ิ่ งต่างๆ แล้วเกิดชีวิตินทรีย์ จนเรียนรู้อกุศลธาตุทุกปัจจุบันที่สัมผัส ที่สั่งสมเป็นวิบากนั้นก็เป็นแล้ว แล้วจะทำงานของมัน วิบากบาป/บุญ หรือรัก/ชัง อยู่ในปุพพวิเทหะแล้วแก้ไม่ได้ ต้องเรียนรู้ทุกปัจจุบัน มาล้างอกุศล เมื่อสัมผัสแล้วเกิดอะไร ก็เรียนรู้ล้างเหตุของอกุศล จนเรียนรู้ตัวตน อกุศลในอัตภาพตั้งแต่โอฬาริกอัตตา จนเหลือรูปเป็นมโนมยอัตตา กระทบข้างนอกไม่ปรุงแต่งเป็นอกุศลแล้ว รู้หมดแล้วในอกุศลภายนอก ทำกุศลภายนอก อกุศลภายนอกไม่ทำ เป็นความซื่อสัตย์และมีปัญญาแท้จริง เข้าใจกรรมวิบาก ทำแล้วเป็นอันทำ อย่างพืชมันปรุงแต่งแล้วเป็นอันทำ แต่ไม่มีผลวิบาก จองเวรภัยหรือดูดดึงอะไร มันมีกรรมแต่ไม่มีวิบากต้องไปใช้หนี้ มันไม่มีอื่นอีกจากธาตุชีวะของมัน แต่จิตนิยามนี่มีอื่นอีก ไม่รู้กี่พันกี่ล้านชนิด พระพุทธเจ้าเรียนรู้ค้นพบแล้ว มีวิธีปฏิบัติเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ให้มาศึกษาตั้งแต่สัตว์ชั้นต่ำเรียกว่าอบาย จนถึงสมมุติเทพ มาเป็นอุบัติเทพ จนถึงวิสุทธิเทพ เป็นพลังงานหมดบาปหมดบุญได้ เป็นอรหัตตผลทุกปัจจุบัน จึงพิสูจน์ที่ปัจจุบัน อนาคตไม่เคยมีไม่เคยมาถึง พอถึงอนาคตก็เป็นปัจจุบัน อนาคตเป็นเพียงภาษาบัญญัติ พอถึงก็เป็นปัจจุบัน อดีตเป็นความจริงที่เปลี่ยน แปลงไม่ได้ วิธีที่จะทำให้ไม่ออกฤทธิ์วิธีกัน แม้เอ็งจะมีชีวะอยู่เท่าไหร่ พระพุทธ เจ้า ก็มีวิธีไม่เติมหมาไล่เนื้อที่จะมา มีแต่สร้างกุศลเติมเข้าไปอีก ใครเผลอประมาทสั่งสมอกุศลกรรมก็ระวังให้ดี หมาไล่เนื้อที่ควบอยู่ก็รอตลอดเวลาที่ทำ กรรมชั่ว พระพุทธเจ้าถึงว่ากรรมชั่วแม้นิดแม้น้อยอย่าทำเสียเลย อรหันต์จริง ท่ านเชื่อ ไม่ทำบาปเลยทำแต่กุศล ผู้สำเร็จแล้วทำแต่กุศลท่าเดียวไม่ทำบาปอีกแล้ว มีหลักประกันที่จะทุกข์น้อยลงๆ ขนาดนั้นฤทธิ์ของหมาไล่เนื้อมีมาก ยังควบตามทัน แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วหรือเป็นโพธิสัตว์มันก็ตามมาได้เรื่อยๆ โพธิสัตว์ระดับใหญ่ขนาดหนึ่งวิบากบาปตามไม่ทัน ทันก็เบาบางแต่ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าแน่ พวกเราเชื่อกรรม กรรมเป็นของๆ ตน กัมมัสโกมหิ แล้วกรรมนี่แหละเป็นนิยายที่สร้างเป็นเหตุนิทาน สมุทัย ปัจจัยไปเป็นนิทานไม่รู้จบ สร้างกับคนนี้ไม่พอก็สร้างกับคนอื่น สร้างกับสัตว์อีกก็เล่นนิยายไป เราไม่กินเนื้อสัตว์ เราไม่ฆ่าสัตว์ เราตัดนิยายของชีวิตไปเยอะเลย เบาว่างง่ายมากขึ้นเยอะเลย ใครมากินมังสวิรัติแล้วไม่เด็ดขาด ฟังดีๆ ยังอยากจะไปมีนิยายอีกกี่ชาติก็เชิญ อดรนทนไม่ได้ก็ไปกินอีก ถ้ามีปัญญาพอแล้วไปกินทำไม ที่กินเพราะตกเป็นทาสของ กามคุณ 5 ของมัน ถ้าไม่ติดแล้วไปกินมันทำไม? แล้วกัมมัสสกตา กรรมเป็นของๆตน แบ่งใครไม่ได้ด้วย กัมมะพันธุ กัมมะโยนิ กัมมะปฏิสรโณ กรรมวิบากเป็นอจินไตยบอกไม่ได้หลายอย่างซับซ้อน แม้พระพุทธเจ้าก็รู้ได้มากแต่อาตมารู้บ้างไม่อธิบาย ไม่อวดดีเหมือนบางคนว่า เพราะกรรมนี้จึงเป็นเช่นนี้ อาตมารู้มากกว่าเขาด้วยแต่ไม่เสียเวลาอธิบายและเยอะที่ไม่รู้ ที่อาตมารู้ปรมัตถ์ รู้ย ิ่ งกว่ากรรมวิบาก และเป็นประ โยชน์กว่าก็ไม่เสียเวลาอธิบายกรรมวิบาก เราเชื่อกรรมเป็นของๆตน ในความเชื่อ 4 อย่าง กัมมสัทธา (เชื่อกรรมเป็นเหตุ) วิปากสัทธา (เชื่อผลวิบากของกรรม) กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็น สมบัติแท้ของตน กรรมเป็นพระเจ้าบันดาลแท้) ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อความตรัสรู้ของตถาคต) ( ข้อ 4 มีใน พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 4 ) เราเชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง อย่างในพระไตร ปิฎก อาตมาอ่านแล้วเชื่อว่าเป็นความจริง ของพระพุทธเจ้าจริง เพราะคนธรรมดาไม่บังอาจรู้ได้ แล้วบางทีรู้นะแต่อธิบายไม่ได้ เป็นฐานะที่คนธรรมดาบัญญัติไม่ได้ ความเชื่อว่าพระพุทธ เจ้ามีจริง จึงยิ่งเชื่อ หมานี่เราไปสอนให้มันรู้ภาษา สะกด ก สระอา กา ไม่ได้ ฉันเดียวกันกับ คนไม่มีภูมิปัญญา รู้โลกุตรธรรมก็เช่นกัน กับสอนหม า ให้รู้ภาษาได้ แม้แต่ผู้ลบหลู่พระอาริยะ มีวิบาก 11 ประการ ก็เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอน แม้จบดร. แปด ใบ แต่ไม่มีภูมิรู้เรื่องกรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ ไม่สามารถเข้าถึงรู้ได้แต่โลกียธรรม รู้กรรมโลกียะได้ แต่ไม่รู้กรรมโลกุตระแยกโลกสองโลก โลกโลกียะกับโลกโลกุตระ มันแบ่งพลังงานตรงไหน? เขาไม่รู้ คนรู้โดยเหตุผลว่าโลกโลกุตระไปทางนี้ ทวนกระแสอย่างนี้ รู้ง่าย ดร.รู้ แต่ว่าดร.ไม่รู้จักพลังงานจิตที่เป็นเวทนา ไม่รู้กายในกาย เป็นสักกายะที่เป็นเวทนา แล้วเวทนาที่มีอารมณ์เป็นเคหสิตะ แล้วเวทนาที่เป็นเนกขัมมะ อาการที่มันจะออกจากการดูดดึง เสพอารมณ์เคหสิตะ แล้วให้มันลดลงเป็นเนกขัมมะ ลดด้วยกดข่มก็รู้ ลดด้วยปัญญาก็รู้ เห็นความจางคลายเป็นปัญญา ผู้จบดร.ร้อยใบ แต่ไม่เข้าถึงกายในกาย เวทนาในเวทนาก็มีเยอะ แม้ดร.ทางพุทธศาสนบัณฑิต เขาอาจเข้าใจภาษาที่อาตมาพูด แต่ไม่เข้าถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน มีการสัมผัสแล้วเกิดวิญญาณ เป็นกาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นกายวิญญาณ คือ องค์ประชุมของรูปนาม ให้เรียนรู้ เวทนา สัญญา สังขาร แล้วพระ พุทธเจ้าแตกเป็นนาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เมื่อผัสสะก็ เกิดวิญญาณหรือเกิดใจ พอเกิดธาตุรู้ตัวนี้ เราก็ทำใจในใจหรือทำจิตในจิต ตัวนี้รวมเรียกว่าทำใจในใจ (มนสิกโรติ) ทำให้ถูกต้องถ่องแท้ ทำนะไม่ใช่คิดพิจารณา แต่การทำต้องมีพิจารณาด้วยพิจารณาเห็นความจริงตามความเป็นจริง ว่ามีอาการทุกข์ สุข เป็นเวทนา คืออารมณ์ สุขเป็นอารมณ์อย่างไร ทุกข์เป็นอารมณ์อย่างไร แต่ถ้าสุขก็เป็นอารมณ์สมใจเรียกว่า “ อิฏฐารมย์ ” หรือ ทุกข์เป็นอารมณ์ที่ไม่สมใจ เรียกว่า “ อนิฏฐารมย์ ” เราก็ต้องแยกออกได้ อาการ อนิฏฐารมย์ท่านบอกว่าเป็นทุกข์ ไม่ชอบ ไม่สมใจ คุณก็ไม่เอา แต่ส ิ่ งที่คุณชอบใจคุณก็เอา ได้แล้วฝังไว้ในใจ ใส่กุญแจไว้ด้วย ชอบมากก็ใส่กุญแจไว้หลายชั้น ชอบมากขึ้น หนักขึ้นก็ใส่กุญแจไว้เป็นร้อยชั้น แต่มันเป็นพลังงาน potential energy ในนั้น มันก็จะขึ้นมาทำงานเมื่อถึงเวลา ทุกปัจจุบัน คุณดึงมันออกมา แล้วให้มันทำงาน แต่ถ้าคุณไม่จำไว้ ไม่ติดใจเลย จะสัมผัสอีกทุกปัจจุบันก็ไม่เกิดรสนั้น เพราะไม่เกิดรสชอบหรือชัง รสชังคุณทิ้งไปได้เลยไม่ใส่ไว้ในฮาร์ดดิสก์เลย แต่อะไรจำนี่สิ อวิชชาไม่ได้ล้างออกง่ายๆ อวิชชามันจำแล้วหลงว่าจริง ตัวเหตุที่จะพาให้สมใจ ถ้าขึ้นมาทำงานก็ให้เราไปแสวงหาไปเสพ เสพแล้วก็ตกตะกอนจำไว้ในอนุสัยไปเรื่อยๆ แล้วถ้าไม่ได้รสนี้คุณก็ไม่พอใจ แต่ถ้าทุกปัจจุบันคุณทำให้ไม่เกิดสุขทุกข์ได้ ซึ่งการรับรู้นั้น แท้จริงมันก็รับรู้ตามธาตุของมัน เช่น สัมผัสมะม่วงนี้ ก็รู้ว่ามันมีธาตุ มีสารอะไรใช้ประโยชน์ได้ ก็เอามาใช้แต่ใช้ไม่ได้ก็ไม่เอามาแค่นั้นเอง ไม่ได้ชอบหรือชังไม่ได้ผูกพยาบาทเลย แล้ว รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอื่น เราก็ทำใจให้เหมือนพีชะ คือไม่สุขไม่ทุกข์มีแต่อุเบกขาตลอด เราก็ไม่เป็นภาระที่ต้องบำเรอให้ได้สิ่งที่ชอบ หรือผลักสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ต้องเลย พลังงานก็ไม่เสีย ไม่ต้องขวนขวายไปบำเรอกิเลส หรือเป็นภาระไปจัดการ พลังงานจิตนิยามที่ไม่หลงกับสิ่งที่เขาว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นวรรณะทิพย์ แล้วอยากให้อยู่กับเรานานๆ เป็นอายุทิพย์ เป็นตัวเราของเรา ไม่พรากจากกันไปอีกนานเลย เหมือนคู่รักโรมิโอจูเลียต หรือกามนิตกับวาสิฏฐี ชาติไหนก็ต้องคู่กันตลอดนิรันดร เขาก็เป็นของเขาจริงเขาสร้างเอง อันนี้ก็เหมือนกันต้องติดมะม่วงระกำ ไปชาติไหนก็ต้องกินมะม่วง ระกำนี้ หรือหนังจีนก่อนจะตายก็บอกให้ลูกศิษย์แก้แค้นแทน หรือแก้แค้นแทนพ่อหน่อยนะ หนังจีนเขาก็ทำนิยายให้มันสนุก ใครดูหนังจีนมันส์ก็ถูกครอบงำ ให้มันส์กับรสชาติ เหมือนคนถูกหลอกไปดู ฟ ล อยด์กับปาเกียวน่ะ ชกกันแล้วคนก็ว่าไม่มันส์ เลยสงสัยว่ามวยล้มต้มคนดู ก็เลยจะมีเกมส์ล้างตา เพราะมันได้เงินมากจากการชก ทำไมมันจะไม่เอา คนเห็นเขาก็ว่าอยากได้ตามเขา แต่ผู้ที่เข้าใจแล้วก็จะเห็นว่าไร้สาระ ยิ่งได้เงินมาแบบนี้ด้วย ไม่เอาแน่ ซึ่งความสนุกเพลิดเพลินพอใจ พระพุทธเจ้าเรียกว่านรกปหาสะ แต่เขาไม่รู้เรื่องหรอก เขาว่าเขาให้ความสุขกับประชาขน ก็มีรสซาดิสม์กับมาซูคิสม์ คือรสนรกปหาสะทั้งสิ้น อันไหนเรามีปัญญารู้ว่าเราเป็นทาสมันมาก่อน แต่ก่อนมันปรุงแต่งเมื่อสัมผัสเกิดสนุกสนานเพลิดเพลินพอใจ แต่เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องปรุงแต่ง อย่างวาดภาพไปหลอกคน ตามที่เขาคิดออกมา ไม่เหมือนใครในโลก ก็ว่าฉันคิดได้ แล้วมีคนหลงไปชอบ เท่าไหร่ก็ซื้อ เอาไปติดบ้านโชว์ โง่คนเดียวไม่พอ หลอกคนอื่นไปติดอีก แล้วเป็นอัตลักษณ์ของศิลปินใหญ่ด้วยนะ หาอัตลักษณ์ของตนแล้วหลอกให้คนหลงนิยมมาก คนมาหลงมาก็ขายได้ด้วย ก็ให้เรียนรู้ว่ามันเป็นธรรมชาติของมัน ไม่ต้องคิดใหม่ด้วย สิ่งใหม่คือส ิ่ งที่พระพุทธเจ้าสอนนี่แหละ ให้เรียนรู้อันนี้ เป็นมงคลอันอุดม พาไปเจริญ เป็นศิลปินใหญ่ที่แท้จริง ไม่ใช่ศิลปินหลอกลวงคน อย่างแวนโก๊ะ แกเองก็มีความหลงว่า ต้องมีอัตลักษณ์ของตน ก็ดิ้นรนทำ แต่แท้ จริงแกหลงทำแบบนี้มาหลายชาติ แต่พอชาติที่เป็นแวนโก๊ะ แกก็สร้างอัตลักษณ์ของตนสำเร็จ แต่เขาตายไปก่อนที่คนจะนิยม แต่ว่าต่อมามีคนมาเห็นแล้วก็ว่าเป็นสิ่งที่แปลก แล้วไม่มีอีกแล้ว เป็นของแวนโก๊ะที่ตายไปแล้ว คนก็เห่อไปได้ อย่างเขียนดอกทานตะวันเหี่ยวๆ ขายเป็นพันล้าน ซึ่งแวนโก๊ะไม่ได้บาป เพราะเขาตายไปแล้ว แต่คนที่ปรุงปลุกเร้าออกข่าว จนคนหลงยึดงานแวนโก๊ะ คนนั้นบาปแต่แวนโก๊ะไม่บาป แกตายไปก่อนคนนิยมด้วย แต่แกก็รับบาปที่ได้ทำงานด้วยความหลง แล้วสร้างส ิ่ งที่ให้คนเอาไว้หลอกกันอีก อาตมาเรียนมาทางเขียนนะ แต่ไม่มีผลงานเหลืออยู่เรื่องเขียนเลย แต่มีอันหนึ่งที่เก็บมาได้ คุณไม้ร่มเอามาชุบชีพไว้ เหลืออยู่อันเดียวซึ่งก็ไม่ได้มีเสน่ห์อะไร แต่เป็นหลักฐานงานที่ทำทางจิตรกรรม แล้วไม่ได้อยากให้ใครมาหลง ติดยึด กลาย เ ป็นงานมีราคาเหมือนแวนโก๊ะ ไม่เข้าท่าแต่มีความหมายนะภาพนี้ มัชฌิมา คือจิตที่แข็งแรงตั้งมั่น อุเบกขาตลอด แม้ถูกกระทบกระเทือนอย่างใดก็ตาม ก็ตั้งมั่นไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะอนุโลมไปกับโลกได้ ต้องมีสังขารุเปกขาญาณ คุณจะปรุงแต่งกับเขาต้องมีแกนอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แข็งแรงตั้งมั่น เหมือนคุณช่วยคนตกบ่อ ต้องแน่ใจว่าน้ำหนักคนในบ่อไม่ดึงคุณตกบ่อ ต้องมี สัจจานุโลมิกญาณได้ ถ้าคุณอนุโลมปรุงแต่งกับโลกธรรม แต่ถ้าคุณไม่มีแรง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนาเพียงพอ แรงโลกีย์จะดึงคุณตกบ่อได้ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้พระอรหันต์ ท่านจะอนุโลมช่วยคนอย่างประมาณตน เพราะไม่ยึดในโลกธรรม ไม่อยากได้ส ิ่ งเหล่านี้ตอบแทน แม้จะอวดดีว่าตนเก่งท่านก็ลดได้จริง ในอนาคามีจะฝึกอันนี้มากเลย จะฝึกอนุโลมปฏิโลมช่วยคนมากเลย พระพุทธเจ้าบอกว่าลาภยศสรรเสริญเป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้พระอรหันต์ นี่คือคำเตือน แต่อรหันต์จริงที่ปฏิบัติตามลำดับ ท่านจะทำไปทำไม เพราะท่านไม่เอาอามิสแล้ว แต่ที่ทำอยู่นี่คือ ตัวไม่จริง ตัวจริงจะไม่ทำ ท่านจะมีสัปปุริสธรรม ความโต่งไม่กลางนั้น มันจะมีตุ่มหรือแตกออกไปจากกลางไป แม้น้อยเท่าไหร่ก็คือไม่กลาง มีจุดทศนิยมก็คือไม่กลาง แต่มัชฌิมาคือไม่มีอะไรโต่งออกไปเลย หมดกาม หมดอัตตา ผู้ปฏิบัติจะทำให้หมดกามก่อน แล้วมาล้างอัตตาที่เหลือให้หมด ต่อไป ทำอย่างเที่ยงแท้ถาวร เป็นหลักประกันของมนุษยชาติด้วย แล้วอยู่กับโลกธรรม ได้มีลาภ ยศ สรรเสริญ ได้ แต่ไม่ทำอย่างนายปาเกียว หรือฟ ล อยด์ที่ต่อยกัน ไม่สร้างทั้งหนังบู๊กับหนังรัก หรือหนังโมหะมั่ว หลอกกันไป ให้คนติดตามสิ่งที่มั่วๆ หลอกกันไปสร้างความเป็นอะไรวะ? ให้แก่คนก็คือโมหะ นี่คือ นักสร้าง คือทำให้มันไม่รู้นี่แหละ กูเองก็ไม่รู้ แล้วไปหลอกว่านี่คือ ศิลปะ เอาแผ่นกระดาษแล้วให้หมาไปย่ำ หรือทำอะไรก็ตาม เขียนออกมา แล้วได้ราคา เอาช้างมาให้มันจับพู่กันเขียน แล้วที่มันพอเป็นรูปร่างก็ราคาแพงเลย ว่ามันเก่งก็ทึ่งกันหลอกกันสารพัด อาตมาเคยว่า งานศิลปะที่เขาประกวดเหรียญทอง เขาได้เหรียญทองแต่ว่าไม่รู้ว่าที่ตนเขียนสื่ออะไร? นี่คือศิลปิน เยอะที่เป็นเช่นนี้ บางคนเล่นสีเก่ง ก็เป็นศิลปินแห่งชาติไป ทำได้เยี่ยมคนดูแล้วทำไม่ได้อย่างแกทำ อาตมาดีนะที่อาตมาเรียนศิลปะตามระบบกับเขาบ้างก็เลยเข้าใจ แล้วมีภูมิตนที่เข้าใจศิลปะอันอุดม ซึ่งเขาเขียนภาพเขาก็ยังไม่รู้ความหมายเลยแต่กรรมการให้เหรียญทองนะ ของพระ พุทธเจ้าให้เป็นหมอที่รักษาคน โดยมีวิธีให้เขามากินยาแต่ใช้สุนทรียศิลป์ แต่เราใส่ยาทิพย์เข้าในนั้น เพื่อให้เขาหายจากโรค คนติดสีก็ใช้สี คนติดน้ำตาลก็ใช้น้ำตาล เพื่อให้คนกินยา แต่ถ้าใส่สีมากใส่น้ำตาลมากเกิน เขาก็ไม่กินยา กินแต่น้ำตาลเสียเลย แต่ทุกวันนี้มีแต่เปลือกของหลอก ไม่มีสาระเลย สายธรรมกายหลอกวิมานกันนั่นแหละ คืออปรโคยาน หลอกกันว่าสวยงามใส ใสอย่างนี้โสดาบัน ซึ่งมันก็ใสขนาดนั้นแหละ มันไม่มีอีกหรอก แต่หลอกกันว่าใสกว่าอีก ในแสงนั้น ถ้าจะแยกสเปคตรัมก็จะได้อีกตั้งเยอะแยะเลย เอาไปใช้งานได้ ทุกวันนี้ เช่น รังสี x-ray แต่เดี๋ยวนี้มีมากว่า x-ray แต่แสงสามัญเท่าที่ประสาทมนุษย์จะมีประสาทรับแ ส งได้ สเปคตรัมหนึ่งเท่านั้น แต่สัตว์หลายชนิดรั บ แสงได้ไม่เหมือนคน หรือมากกว่า ค นอีก ในองค์ประชุมของคนก็จะเห็นได้ในระดับหนึ่ง รับความถี่ได้แค่นี้ เมื่อหลับตาแล้วไม่มีแสง แต่คนหลับตาแล้ว ปั้นแสงในสัญญา เนรมิตแสงขึ้น จนเป็นอุปทานว่าเป็นแสง คนที่หลับตาแล้วมีแสงนั้น อรหันต์ขึ้นไปโดยเฉพาะสายเจโต จะไม่มีแสงหรอก แต่สายปัญญาจะให้มืดสนิท ไม่ง่าย แต่สายเจโตทำได้ ถ้าเป็นอรหันต์สายเจโตจะไม่เห็นแสง แม้อนาคามีก็เห็นมืด แต่ถ้าจะเห็นแสงก็มีในสายปัญญา

ตอบประเด็น _คุณไม้ร่มแสดงทัศนะเรื่องศิลปะว่า ศิลปะของตนเรียนรู้กับพ่อท่าน ก็ไม่ได้หลงไปจนออกนอกขอบเขตเกินกว่าคนจะรู้ตามได้ พ่อครูว่า … Abstract นั้นสมมุติไปให้อนันตังก็ได้ สรุปไว้ที่อาภัสสรา กับ สุภกิณหา คือสว่างกับมืดเท่านั้น ซึ่งมืดนั้นไม่มีทางไปแล้วแต่สว่างไปได้อีกเยอะคืออนันตัง เพราะมืดคือดับเวทนา มันสุดดับแล้ว หมดเวทนาก็ทำความต่อไปไม่ได้ แต่ความสว่างจะต่อไปอีกเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีประมาณ อัปปมัญญา หรืออนันตัง ก็ได้นิรันดร Forever, Infinity สารพัด การสมมุติหรือว่าเอาความรู้สึกของเรา แล้วสมมุติให้คนอื่นรับรู้ พระพุทธเจ้าว่าเป็นอปรโคยาน เป็นอปรันตะคือ หาที่สุดมิได้ อนันตะ คือไปในอนาคตเรื่อยๆ แต่ปุพพันตะ มีสิ่งที่คุณทำจริง แล้วสั่งสมเป็นอดีต ส่วนอปรันตะไปไม่มีที่สิ้นสุด ในส ิ่ งที่สมมุติร่วมกัน พระพุทธเจ้าว่าให้เอาสิ่งที่สมมุติร่วมกันได้ แต่จะไปสมมุติอื่นๆอีก ไปจนเป็นอัตลักษณ์ของคุณ จนคนอื่นไม่รู้ตามได้ ก็เป็นอัตลักษณ์ของตน ให้คนอื่นบ้าไปตามคุณ ให้คนอื่นยึดติดได้ ก็เป็นอุปาทานตามกันไป สิ่งนั้นมันยิ่งได้ยากได้น้อยคนแล้วก็ประมูลกันให้ราค า สูง ทางทุนนิยมก็ใช้เป็นส ิ่ งล่อคนก็โง่ตาม เมืองไทยเร ิ่ มโง่ตาม ส่วนเมืองนอกหลอกกันมานานแล้ว อาตมาเคยประทับใจหนังเรื่องหนึ่ง ดูตั้งแต่เด็ก เรื่องมัจจุราชจำแลง เรื่องคือ มีนักบิน บินมาแล้วเครื่องบินเสีย แต่ไม่ตก มันก็ส่งสัญญาณไป ปรากฏว่า นางเอกเป็นพนักงานรับสัญญาณ นักบินก็ระบายมาว่าจะตกแน่ นางเอกก็ซาบซึ้ง จีบกันทางเครื่องบิน แล้วเครื่องบินก็ตกตาย น้ำทะเลซัดเข้าฝั่ง เสร็จแล้ว ตายแล้ววิญญาณพระเอกก็ออกไป มันก็ปฏิพัทธ์กับนางเอก มันก็ไม่ยอมตาย มัจจุราชเอาไปมันก็ไม่ยอม มันก็ลงมาเมืองมนุษย์ แล้วทั้งนางเอกและพระเอกก็ผูกพันกันมาแล้ว ทุกอย่างในโลก นิ่งแข็งไปหมดเลย พอยมบาลลงมาในเมืองมนุษย์ทุกอย่างนิ่งแข็งหมด แต่มีคนกระดุกกระดิกได้คนเดียวคือนางเอก แล้วก็มีนิยายผูกเรื่องแต่ถึงที่สุด มันก็ต้องถูกว่าความ เพราะมันดื้อ ต้องให้ลงนรก มันก็ไปว่าความ ก็เลยว่าจ้างทนายข้างล่างให้ไปว่าความให้ คนว่าความก็ต้องตายก่อน แล้วไปว่าความให้ ตอนไปสวรรค์ก็หยิบหนังสือไปด้วย ตอนจบก็มีภาพหนังสือปลิวมา ที่อาตมาประทับใจ ตอนมันจะแพ้ความ ตัวชีวิตของมันลงมาอยู่เมืองมนุษย์ มันสู้ความไม่ได้ มันแพ้ความ มาอยู่ในโลกมนุษย์มันก็ป่วย ให้หมอรักษาที่เมืองมนุษย์ เขาว่าความแพ้ มันก็ยิ่งทรุด หมอก็ผ่าตัดรักษา นางเอกก็สงสารมาเยี่ยม เสร็จแล้วพอพระเอกจะผ่าตัด ถ้าชนะความมันจะหาย แต่ถ้ามันแพ้ความ มันจะตาย นางเอกก็มาเฝ้า ยมบาล ก็มา จะลงมาเหมือนกัน พอลงมาทุกอย่างจะหยุดนิ่ง พระเอกกำลังจะตาย แต่ที่อาตมาประทับใจคือ ยมบาลลงมาแล้วเห็นใจพระเอกตรงที่ว่า พอลงมาแล้วเจอนางเอกร้องไห้ พอยมบาลมาแล้วทุกอย่างหยุด น้ำตาก็หยุดเป็นก้อนกลม ยมบาลเห็นก็สงสาร เอากลีบกุหลาบมาช้อนเม็ดน้ำตาใส่กลีบกุหลาบ จากแก้มนางเอก อาตมาซาบซึ้งจริงๆเลย ร้องไห้ตามเลย ยมบาลเห็นใจเลยขึ้นไปบอกสภาสวรรค์ ให้ทางโน้น...อาตมาจำไม่ได้แล้วต่อไป เขาสร้างสมมุติได้เก่งมากเลย ที่จริงมันจะมีอะไรก็ร้องไห้มีน้ำตา คนดูถูกน้อมโน้มใจกินใจซะไม่มี อาตมาดูหนังมาไม่รู้กี่เรื่องนะ พระเอกชื่อโรเบิร์ต เทรเลอร์ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน